google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

25 ธันวาคม 2553

เมนูอาหารลดไขมันและคอเรสเตอรอลในเลือด

โคเรสเตอรอลและไขมันในเลือด เกิดจากภาวะพร่องเอนไซม์ในการย่อยไขมัน ตลอดจนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด ของมัน เป็นประจำ และไม่ออกกำลังกาย จนทำให้ร่างกายเกิดการสะสมไขมัน และไม่สามารถขจัดออกจากร่างกายได้ จึงสะสมอยู่ทั้งในชั้นไขมัน และในกระแสเลือด ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมายตามมา เช่น โรคหลอดเลือดตีบ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

เมนูอาหารแนะนำสำหรับลดไขมันและโคเรสเตอรอลในเลือด

  • ยำมะเขือยาว
  • ฟักเขียวต้มไก่
  • เห็ดสามอย่าง
  • แกงส้มมะละกอ
  • ยำกระเจี๊ยบเขียว
  • แกงมะเขือเปราะ มะเขือพวง
  • ผักกาดดองเปรี้ยวต้มซี่โครงหมู
  • แกงจืดผักรวม เป็นต้น

เครื่องดื่มลดไขมันหรือโคเรสเตอรอลในเลือด

1

  • กระเจี๊ยบแดงแห้ง 1 ส่วน กับพุทราจีน 2 ส่วน น้ำ 3 ลิตร ต้มดื่มเป็นประจำต่อเนื่องอย่างน้อย 7 วัน
  • มะละกอดิบ 1 ส่วน ต้มในน้ำ 3 ลิตร ต้มดื่มเป็นประจำต่อเนื่องอย่างน้อย 7 วัน
  • น้ำดอกอัญชันสด 1 ขีด ต้มในน้ำ 1 ลิตร ดื่มเป็นประจำทุกวัน (สามารถเติมมะนาวปรุงรสด้วยน้ำผึ้ืงก็ได้)
  • น้ำผักปั่น (งดน้ำผึ้ง) ดื่มตอนเช้าทุกวัน วันละ 1 ลิตร ติดต่อกันอย่างน้อย 14 วัน

ประโยชน์ของเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่แนะนำ

  • ลดไขมันในหลอดเลือด อันเป็นสาเหตุให้หลอดเลือดตีบ
  • ป้องกันเส้นเลือดในสมองตีบ
  • ป้องกันโรคหัวใจ
  • ช่วยลดภาวะเสื่อมของสมอง
  • ลดความดันโลหิต
  • ลดภาวะปลายมือ ปลายนิ้วชา
  • ทำให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นได้ดี
  • ช่วยบรรเทาอาการเส้นเลือดขอด เป็นต้น

16 ธันวาคม 2553

Premier Fruit Enzyme Detoxification

การดีท็อกซ์ด้วยน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น

การดีท็อกซ์ด้วยน้ำเอนไซม์เป็นการช่วยร่างกายในการกำจัดของเสียออกจากเลือดและลำไส้ใหญ่ เพื่อฟื้นฟูระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

ตามธรรมชาติของร่างกายมีกลไกในการกำจัดของเสียออกจากร่างกายอยู่แล้ว แต่ภาวะที่ร่างกายได้รับอาหารในปริมาณมากเกินความต้องการพื้นฐาน จึงทำให้เกิดของเสียสะสมอยู่ในร่างกาย ตลอดจนสารพิษ สารปรุงแต่ง มลพิษ แอลกอฮอล์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีเป็นองค์ประกอบ เมื่อมีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ของเสียหรือสารพิษเหล่านี้จะไปขัดขวางการทำงานของร่างกายในการนำเอาของเสียออกจากร่างกาย จึงเกิดเป็นของเสียสารพิษสะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และเกิดโรคภัยต่าง ๆ ขึ้น

การทำดีท็อกซ์นั้น เป็นการช่วยร่างกายในการกระตุ้นให้มีการขับของเสียออกจากร่างกาย และป้องกันเซลล์มิให้ถูกทำลายหรือเกิดภาวะความเสื่อมเรื้อรังต่อไป

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดกับการดีท็อกซ์

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น เป็นการหมักผลไม้นานาชนิดที่มีรสเปรี้ยวด้วยน้ำผึ้งนานกว่า 10 ปี จนได้วิตามิน เกลือแร่ ตลอดจนเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการต้านอนุมูลอิสระ มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น และกระปรี้กระเปร่า

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น กับการล้างสารพิษในร่างกายอย่างรวดเร็ว

นอกเหนือจากแหล่งเอนไซม์และวิตามินแล้ว น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้นยังประกอบไปด้วย กรดอะมิโนต่าง ๆ ที่เป็นพฤกษเคมีที่มีประสิทธิภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ช่วยสนการลดการเกิดภาวะออกซิเดชันกับเซลล์ ลดการทำลายเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ ทำให้เซลล์มีอายุยืน และอ่อนเยาว์
น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น ยังช่วยในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน เอนไซม์ช่วยเม็ดเลือดขาวในการย่อยของเสียออกจากเซลล์ และเลือด เท่ากับเป็นการเสริมระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับการติดเชื้อ และทำความสะอาดเลือดได้อย่างดี

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น ช่วยการทำงานของตับ และไต
ตับและไต เป็นอวัยวะสำคัญที่มีบทบาทในกระบวนการขจัดของเสียออกจากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการทำลายของเสียที่เซลล์ตับ หรือการกรองเอาของเสียออกทางปัสสาวะที่ไต เพื่อลดภาวะการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง เป็นต้น
น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น อุดมไปด้วยเอนไซม์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้เซลล์ตับสดซื่น ลดการทำงานในการทำลายของเสีย (เอนไซม์ช่วยย่อย และกำจัดอนุมูลอิสระ) ลดการทำงานของไต ทำให้ร่างกาย เซลล์ตับ เซลล์ไต เลือดบริสุทธิ์ สดชื่น

การดีท็อกซ์ด้วยน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้นด้วยการกิน

เริ่มต้นกันด้วยการวางแผนดีท็อกซ์ 5 วัน ดังนี้

วันที่ 1 ใช้ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มแทนน้ำเปล่าทั้งวัน
วันที่ 2 ใช้ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น 2 ช้อนชา ผสมกับน้ำมะนาว 1 ลูก ผสมกับน้ำ 2 ลิตร ดื่มแทนน้ำเปล่าทั้งวัน
วันที่ 3 ใช้ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมะนาว 1 ลูก ผสมกับน้ำ 3 ลิตร ดื่มแทนน้ำเปล่าทั้งวัน
วันที่ 4 ใช้ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมะนาว 1 ลูก ผสมกับน้ำ 3 ลิตร ดื่มแทนน้ำเปล่าทั้งวัน
วันที่ 5 ใช้ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 3 ลิตร ดื่มแทนน้ำเปล่าทั้งวัน

11

ถัดจากวันที่ห้า ให้ดื่มเหมือนวันที่ 1 อย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ตลอด 1 เดือน ถ้าอดอาหารแล้วดื่มแต่น้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำดีท๊อกซ์

ประโยชน์ที่ได้ของการทำดีท็อกซ์ด้วยน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น
1. กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ลดปัญหาท้องผูก ทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ และขับของเสียออกจากลำไส้
2. ฟื้นฟูสภาพผิวพรรณ ทำให้ผิวยืดหยุ่น อ่อนนุ่ม ลดริ้วรอย และความหมองคล้ำ
3. กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เร่งการทำลายสารก่อมะเร็ง และต้านการเกิดสารก่อมะเร็ง
4. ลดภาวะความเครียด การติดเชื้อ และอาการปวดต่าง ๆ

ผู้ที่ควรทำดีท็อกซ์ด้วยวิธีการนี้ได้แก่
1. มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. หอบหืด โรคภูมิแพ้
3. โรคเกาต์ ปวดข้อ ปวดเข่า
4. โรคท้องผูก โรคริดสีดวง
5. โรคนอนไม่หลับ โรคเครียด
6. โรคสิว ฝ้า โรคผิวหนัง
7. โรคความดัน
8. โรคหลอดเลือด  เป็นต้น




9 ธันวาคม 2553

น้ำ… มหัศจรรย์ ต่อชีวิตพิชิตโรค

ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 60 - 70 เปอร์เซ็นต์
  • ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92
  • ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85
  • ในเซลล์มีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60
จะเห็นได้ว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ไม่น้อยเลยที่เดียว หน้าที่ของน้ำในร่างกายก็คือ เป็นตัวกลางของปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในร่างกาย
  • เซลล์จะไม่สามารถทำงานได้หากขาดน้ำ
  • การขนส่งอาหาร และออกซิเจนในเลือดทำไม่ได้หากขาดน้ำ
  • การขับถ่ายของเสียในร่างกายทำไม่ได้หากขาดน้ำ
  • เซลล์ไม่สามารถผลักดันของเสียออกจากเซลล์ได้หากขาดน้ำ
  • อีกทั้งน้ำยังช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
  • น้ำ ช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างในเลือด
  • น้ำ ช่วยระบายความร้อนของร่างกาย
ดังนั้น สมดุลของน้ำในร่างกายจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าหากเราสามารถอดอาหารได้เป็นเดือน ๆ แต่ขาดน้ำเพียง 2 - 3 วัน ก็อาจจะตายได้ทันที
3  สรุปได้ว่า น้ำมีความสำคัญต่อร่างกายเรา ดังนี้ 1. เซลล์จะคงรูปอยู่ได้ด้วยน้ำ และสามารถทำงานได้อย่างปกติสุขเมื่อมีน้ำสมดุล 2. น้ำเป็นตัวนำอาหารไปเลี้ยงเซลล์ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมทั้งเป็นตัวนำของเสียออกจากเซลล์ และออกจากร่างกายในรูปของเหงือ ของการขับถ่ายเป็นต้น 3. น้ำช่วยเสริมสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยหล่อลื่นไขข้อต่าง ๆ และช่วยการไหลเวียนโลหิต และน้ำเหลืองไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 4. น้ำ ช่วยรักษา และคงอุณหภมิของร่างกายให้อยู่ในระดับปกติสุข
เห็นไหมค่ะว่า น้ำ มีความสำคัญต่อร่างกายเรามากเพียงใด การปรับสมดุลด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันจึงจำเป็นในการดูแลฟื้นฟูสุขภาพมาก ๆ ค่ะ แต่ว่าปริมาณน้ำที่เพียงพอในแต่ละวันของแต่ละคนจะคำนวณได้อย่างไร มาดูกันค่ะ
สูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวันตามน้ำหนัก
น้ำหนักตัว(กก.) X 2.2 X 30 = ? cc
หากคุณหนัก 50 kg. คุณต้องดื่มน้ำ
= 50 X 2.2 X 30 = 3300 cc หรือ ประมาณ 3300/250 = 13.2 แก้ว (1 แก้ว เท่ากับ 250 cc)
ดังนั้น เพื่อให้เราได้ประโยชน์จากการดื่มน้ำมากที่สุด เราควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน จะทำให้สุขภาพแข็งแรง
บทบาทของน้ำในร่างกายมนุษย์ สรุปได้ 11 ข้อ ดังนี้ 1. น้ำ เป็นตัวนำพาสารอาหารเข้าสู่เซลล์ และนำของเสียออกจากเซลล์ 2. น้ำ เป็นตัวลำเลียงภูมิต้านทาน และสารต้านอนุมูลอิสระ ในเลือด 3. น้ำ ช่วยคบคุมสมดุลของของเหลวในร่างกาย และลดการสะสมของเสียในร่างกาย 4. น้ำ ช่วยระบบหายใจ เพื่อความชุ่มชื้นให้กับปอด 5. น้ำ ช่วยป้องกันไตวาย ช่วยละลายกรดยูริก ลดการทำงานของไต 6. น้ำ ช่วยหล่อลื่นข้อต่อต่าง ๆ ลดการเสียดสี และการปวดข้อ 7. น้ำ เป็นส่วนประกอบของสมอง ช่วยลดความเครียด และความอ่อนล้าของระบบประสาท 8. น้ำ ช่วยลดน้ำหนัก ช่วยลดความยากอาหาร ช่วยในการเผาผลาญอาหาร 9. น้ำ ช่วยระบบย่อยอาาหร ลดการท้องผูก 10. น้ำ ช่วยเผาผลาญอาหาร และเป็นตัวกลางในปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในร่างกาย 11. น้ำ ช่วยสร้างสุขภาพที่ดี ชะลอความเหี่ยวย่นของผิวหนังและเซลล์
เห็นถึงความสำคัญของน้ำกันแล้วนะค่ะ จะเห็นได้ว่าทำไม การฟื้นฟูในแนวธรรมชาติบำบัด หรือบทบัญยัติ 10 ประการของดร.รสสุคนธ์ จึงให้ทานน้ำเยอะ ๆ ไม่เพียงแต่ทานน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเพียงอย่างเดียว แต่ให้ทานน้ำตามเยอะ ๆ เพราะน้ำเป็นตัวนำพาเอนไซม์เข้าสู่เซลล์ เป็นตัวช่วยเอนไซม์ในการทำปฏิกิริยาต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นตัวช่วยนำสารอาหารจากน้ำพลังเอนไซม์เข้าสู่เซลล์ เป็นตัวช่วยนำของเสียออกจากเซลล์ออกจากร่างกาย เป็นตัวละลายของเสีย ลดการทำงานของไต และช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย
เมื่อรู้ดังนี้แล้ว อย่าลืมทานน้ำตามเยอะ ๆ จิบน้ำให้บ่อย ๆ เมื่อคุณทานน้ำพลังเอนไซม์บำบัดแล้ว ต้องการให้สารอาหาร และเอนไซม์ในน้ำพลังเอนไซม์บำบัดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่คุณซื้อมารับประทานค่ะ
เมื่อทานน้ำพลังเอนไซม์บำบัด แล้ว มีอาการต่าง ๆ สิ่งที่ช่วยคุณได้คือ น้ำ .....
  • น้ำลดอาการร้อนใน
  • น้ำลดอาการปวดหัว
  • น้ำลดอาการอาเจียน
  • น้ำลดอาการผื่นคัน
  • น้ำลดอาการท้องเสีย
  • น้ำลดอาการชา
  • น้ำลดอาการปวดเมื่อย
  • น้ำลดอาการมึนหัว
  • น้ำลดอาการปวดเข่า
  • น้ำลดอาการ.....
ดื่มน้ำกันเถอะค่ะ...

19 พฤศจิกายน 2553

รายการอาหารเพื่อสุขภาพ

รายการอาหารเพื่อสุขภาพ


อาหารเช้า
ผักกาดหอม 2 ใบคื่นฉ่าย 2 ก้าน
มะเขือเทศ 1 ลูก
หอมใหญ่ 1/4 ลูก
ต่อน้ำ 2 แก้ว
แต่รสด้วยน้ำมะนาว และน้ำผึ้ง
ถ้าไม่อิ่ม ตามด้วยปลาทุกชนิด แกงเลียง ข้าวซ้อมมือ ผลไม้ ส้มโอ มังคุด สัปปะรด ชมพู่

อาหารเที่ยง
น้ำผัก ปลาต้มยำ ข้าวซ้อมมือ ผักผัก ตามด้วยผลไม้

อาหารเย็น
น้ำผัก ปลานึ่ง ผัดผักบุ้ง ข้าวซ้อมมือ ตามด้วยผลไม้

ของห้าม
น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ กะทิ ทอฟฟี่ ไอศครีม เนย ชีส ขนมเค็ก คุ๊กกี้ เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก เครื่องในทุกชนิด อาหารกระป๋อง น้ำตาลทรายขาว สะตอ ลูกเนียง กระถิน ชะอม หน่อไม้ คะน้า แตงกวาขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว ทุเรียน มะม่วง ละมุด ลำไย

อาหารที่งดควรทดลองควบคุมอย่างน้อย 7-14 วันติดต่อกัน ท่านจึงจะเห็นผลการดำเนินการฟื้นฟูของร่างกายอย่างชัดเจน โดยไม่ต้องอาศัยสารเคมี เพื่อการบำบัดหรือระงับอาการของโรคแต่สารอาหารจะไปช่วยให้ร่างกายผลิตสารเคมีดังกล่าวขึ้นมาเอง และเป็นไปอย่างมีความเหมาะสมในระยะเวลาหนึ่งของร่างกาย ที่แสดงอาการดีขึ้นของโรคโดยตลอด บางครั้งจะมีอาการปวดเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และหายเองได้ในที่สุด ควรทดลองด้วยตัวท่านเอง จะพบกับความมหัศจรรย์ของร่างกายทุกคน

ด้วยความปรารถนาดี จาก บ้านสุขภาพ หรือ อ่านเพิ่มเติมได้ ในหนังสือ กาลครั้งหนึ่งเมื่อฉันหัดเดิน เล่มละ 300 บาท สั่งซื้อได้ที่ tusora@hotmail.com



16 พฤศจิกายน 2553

ภาวะพร่องเอนไซม์

ภาวะพร่องเอนไซม์หรือภาวะที่ร่างกายขาดเอนไซม์ (Enzyme Deficiency Conditions) คืออะไร

ภาวะพร่องเอนไซม์ตามหลักของแพทย์ทางเลือก คือ ภาวะที่ร่างกาย อวัยวะ หรือเซลล์มีประสิทธิภาพลดลงทำให้มีการผลิตเอนไซม์ในร่างกายลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะตกค้างของของเสียในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะโรคเสื่อมต่าง ๆ ของร่างกาย หรือโรคภัยนั้นเอง

อาการที่แสดงว่าร่างกายขาดเอนไซม์ (Enzyme Deficiency)

เราสามารถรู้สึกถึงอาการ (Symptom) เหล่านี้ได้เอง แต่ไม่เคยรู้ว่าร่างกายต้องการอะไร อาการเหล่านั้น ได้แก่
  • รู้สึกเหนื่อยหลังจากกินอาหารมื้อหนัก
  • อ่อนเพลียเป็นประจำ (Chronic Fatigue Syndrome)
  • ท้องผูก
  • ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ บางครั้งมีอาการจุกเสียด
  • ลมแน่นท้อง ผายลมมีกลิ่นเหม็น
  • อุจจาระจมน้ำ และอุจจาระเหม็นมาก
  • มีกลิ่นปาก
  • มีอาการของโรคภูมิแพ้ง่าย บางครั้งถึงขนาดหอบหืด
  • เวลาเป็นแผลจะหายช้า
  • น้ำหนักตัวเพิ่มง่าย เป็นต้น
อาการเหล่านี้แพทย์ท่านเลือกจะวินิจฉัยว่าท่านกำลังขาดเอนไซม์ สำหรับแพทย์แผนปัจจุบันจะดูจากอาการเหล่านี้ จึงวินิจฉัยว่ามีภาวะขาดเอนไซม์ คือ
  1. ตับอ่อนบวม
  2. เม็ดโลหิตขาวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติหลังกินอาหาร 30 นาที
  3. น้ำลายมีฤทธิ์เป็นกรด (pH ต่ำกว่า 7)
  4. ในปัสสาวะมีสารพิษมาก เกิดจากอาหารไม่ย่อยจึงบูดในลำไส้ใหญ่ ร่างกายจะดูดซึมพร้อมกับน้ำเข้าไปในกระแสเลือด ตับและไตจะกรองสารพิษเอาไว้ และจะขับสารพิษนี้ทิ้งออกทางปัสสาวะ
  5. ระดับเอนไซม์ต่ำกว่าปกติในเลือด
  6. ความดันโลหิตอาจสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย
ในอดีต เมื่อเราพูดว่าร่างกายขาดเอนไซม์ คือสภาวะอาหารไม่ย่อยแต่เมื่อศึกษาค้นคว้ามากขึ้น ในปัจจุบัน เราพบอาการต่างๆ อีกมากมาย เราสามารถแบ่งสภาพของการมีเอนไซม์บกพร่องออกได้เป็น 3 ชนิดคือ

   1. สภาพของการขาดเอนไซม์โปรตีเอส (ProteaseDeficiency Conditions)
   2. สภาพการขาดเอนไซม์อไมเลส (Amylase Deficiency Conditions
   3. สภาพการขาดเอนไซม์ไลเปส (Lipase Deficiency  Conditions)

สภาพของการขาดเอนไซม์โปรตีเอส (Protease Deficiency Conditions)

คือ เราจะไม่สามารถย่อยพวกเนื้อสัตว์หรือโปรตีนได้ จึงเกิดอาการของโรคขาดโปรตีน (Protein Deficiency Symptom) ทำให้เลือดมีความเป็นด่างสูงมากเกินไป อาจมากกว่า pH 8.0 (Alkaline Excess) ซึ่งปกติเลือดมีค่า pH เท่ากับ 7.4 ทำให้ร่างกายขาดความสมดุล (Homeostasis) เพราะด่างสูง กลายเป็นต้นเหตุของความรู้สึกกระวนกระวาย (Anxiety) จนบางคนต้องใช้ยากล่อมประสาทช่วย

ดังนั้นควรให้กินเอนไซม์เสริมชนิดโปรตีเอส ก็จะช่วยให้ดีขึ้น  ถ้าโปรตีนมีจำนวนต่ำในเลือด (Protein Deficiency) ทำให้เกิดอาการขาดแคลนแคลเซียมร่วมด้วย (Calcium Deficiency) แคลเซียมจะต้องอาศัยเกาะติดโปรตีนเมื่อเวลาไหลเวียนอยู่ในกระแสโลหิต  ทำให้มีอาการข้ออักเสบ (Arthritis) ตามมาพร้อมโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) หมอนรองกระดูกเสื่อม (Degenerative Disc Problem) ฯลฯ ร้อยละ 45 ของโปรตีนในรูปของกรดอะมิโนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในตับ การที่โปรตีนไม่สามารถถูกย่อยได้จึงทำให้เกิดสภาวะน้ำตาลกลูโคสต่ำในเลือด (Hypoglycemia) ตามมา เป็นเหตุให้สมองขาดน้ำตาลกลูโคส เกิดความรู้สึกหงุดหงิด (Moody) รำคาญ และฉุนเฉียวง่าย

การขาดโปรตีนในเลือดทำให้เกิดอาการบวมทั้งตัว (Edema) การย่อยโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้มีกากอาหารที่ไม่ย่อย (Undigested Protien) ไปสะสมบริเวณลำไส้ใหญ่ (Colon) เป็นสาเหตุการเกิดสารพาลำไส้ใหญ่อักเสบ (Mucous Colitis) ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) และอาจถึงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ได้ โรคตามมาที่คาดไม่ถึงคือ ในเด็กมักเป็นโรคช่องหูอักเสบเรื้อรัง หรือ หูน้ำหนวก (Otitis Media) กับโพรงจมูกของใบหน้าอักเสบ (Sinusitis) การรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะและใช้เอนไซม์โปรตีเอสร่วมด้วยจะทำให้หายเร็วขึ้น

ผลของการขาดโปรตีเอสที่กระทบโดยตรง อีกประการก็คือ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ เกิดการอักเสบได้ง่าย เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหลายเป็นโปรตีนหรือบางชนิดก็มีโปรตีนเป็นตัว หุ้ม และโปรตีเอสเป็นเอนไซม์ที่สามารถย่อยเยื่อหุ้มที่เป็นโปรตีนให้แตกออก เพื่อให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายเข้าถึงตัวและทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้โดยง่าย

สภาพการขาดเอนไซม์อไมเลส (Amylase Deficiency Conditions)

เอนไซม์อไมเลสย่อย แป้ง ข้าว ให้เป็นสารประกอบเชิงเดี่ยว (Monosaccharide) เช่น น้ำตาลกลูโคส (Glucose) และย่อยเม็ดโลหิตขาวที่ตาย (คือ หนอง Pus)ให้หมด ไปดังนั้นถ้าร่างกายขาดเอนไซม์อไมเลส ท่านจะเกิดเป็นฝี (Abscess) ได้บ่อยๆ ผู้ป่วยที่ปวดฟัน เหงือกรอบฟันเป็นหนองง่ายมาก การที่กินหวานจัดๆ ร่างกายต้องใช้เอนไซม์อไมเลสมากจนผลิตไม่ทัน จึงทำให้เป็นฝีง่าย นอกจากนั้นยังเป็นที่ปอดและผิวหนังได้ง่ายอีกด้วย

ปอดและผิวหนังเป็น อวัยวะที่สัมผัสกับโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยมลภาวะ การขาดเอนไซม์อไมเลสจึงทำให้เกิดอักเสบได้ง่าย ถ้าเป็นที่ปอดอาจจะแสดงอาการของโรคหืด (Asthma) และถุงลมพอง (Emphysema) ส่วนผิวหนังจะมีอาการของโรคผิวหนังเป็นสะเก็ดพุพอง มีน้ำเหลือง (Eczema) หรือเป็นโรคผิวหนังชื่อ สะเก็ดเงิน (Psoriasis) และโรคเริม (Herpes)การรักษาให้ใช้เอนไซม์เสริมเพื่อกินร่วมกับยา โดยให้มีเอนไซม์อไมเลสในสัดส่วนที่มากกว่าเอนไซม์อย่างอื่น

สภาพการขาดเอนไซม์ไลเปส (Lipase Deficiency Conditions)

เอนไซม์ ไลเปสมีหน้าที่ย่อยไขมันและวิตามินชนิดละลายในไขมัน การขาดไลเปสจึงเกิดโคเลสเตอรอลสูงในเลือด(High Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์สูง (High Triglyceride) เป็นต้นเหตุของน้ำหนักตัวเกินกว่าปกติ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน (Atherosclerosis) ความดันโลหิตสูง ตามมาด้วยโรคหัวใจขาดเลือด (Heart Inflection) โรคลมปัจจุบันหรือสมองขาดเลือด (Stroke)
การขาดเอนไซม์ไลเปส ทำให้ความสามารถของเยื่อหุ้มเซลล์บกพร่อง นั้นคือ สารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายไม่อาจจะซึมผ่านเข้าเซลล์ ส่วนของเสียภายในเซลล์ก็ขับออกมาทิ้งข้างนอกไม่ได้
สำหรับอาการที่พบ บ่อยๆ อีกอย่างคือ  กล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง (Muscle Spasm) โดยเริ่มเจ็บร้าวจากบริเวณหน้าอก ไหล่ ลามมาที่คอ ดูคล้ายๆ คอเคล็ด บางครั้งมีกล้ามเนื้อเกร็งที่ลำไส้ใหญ่ (Spastic Colon) อาการต่างๆ ทั้งหมดนี้ ถ้ากินเอนไซม์ไลเปสก็จะช่วยให้ทุเลาขึ้น

น้ำพลังเอนไซม์ทุกสูตร ของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ ผ่านการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่า...
มีเอนไซม์อย่างน้อย 7 ชนิด ดังนี้
  1. Protease เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยโปรตีน
  2. Amylase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยแป้ง คาร์โบไฮเดรต
  3. Invertase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต
  4. B-gluconase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต
  5. Phytase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยไขมัน
  6. Cellulase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยไฟเบอร์ ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต
  7. Xylanase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยแร่ธาตุ วิตามิน
ดังนั้น จึงกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า น้ำเอนไซม์จากผลไม้รวมของดร.รสสุคนธ์ จึงเป็นการเสริมเอนไซม์ให้กับร่างกายได้ทั้ง 3 กลุ่ม แก้ปัญหาภาวะพร่องเอนไซม์ หรือโรคที่เกิดจากภาวะพร่องเอนไซม์ได้โดยรวม ซึ่งเราจะพบได้ว่า ร่างกายของเรามิได้ขาดเพียงเอนไซม์ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น บางคนเป็นหลายโรค ซึ่งก็เกิดจากภาวะพร่องเอนไซม์หลายตัวเช่นกัน

การดื่มน้ำเอนไซม์จากผลไม้รวม จึงเป็นเพียงการเสริมเอนไซม์และสารอาหารที่มีขนาดเล็กพร้อมดูดซึมให้กับเซลล์ทันที ดังนั้นจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่คุณสามารถเลือกใช้ในการฟื้นฟู บำบัด บำรุง ดูแลสุขภาพของคุณ และคนที่คุณรักได้ค่ะ


แต่อย่าลืม>>>>>  เอนไซม์ ไม่ใช่ยา เป็นเพียงโภชนาการบำบัดเท่านัั้น

7 พฤศจิกายน 2553

ดื่มน้ำคลอโรฟิลล์ บำบัดเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตามหลักของแพทย์องค์รวมทางศาสตร์แพทย์แผนจีน พบว่า ร่างกายของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีความร้อนสูง หรือร้อนเกิน อันเนื่องมาจาก การที่ร่างกายต้องมีการเผาผลาญน้ำตาลตลอดเวลา ซึ่งเกิดเนื่องมาจาก พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เกินพอดี หรือบริโภคตลอดเวลา ตลอดจนการใช้ชีวิตที่รีบเร่ง กังวล เครียด อารมณ์รุนแรง ใจร้อน ขี้หงุดหงิด หรืออยู่ในที่อากาศร้อนอบอ้าวเป็นประจำ

ดังนั้น การดูแลบำบัดโรคเบาหวานด้วยการกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น และเป็นอาหารที่มีประโยชน์ในการสร้างสมดุลของเลือด เช่น น้ำคลอโรฟิลล์

การดื่มน้ำคลอโรฟิลล์ เพื่อบำบัดเบาหวาน เป็นการสร้างสมดุลของเม็ดเลือดในกระแสเลือด ควรดื่มทันทีหลังดื่มนอน หรือ หลังออกกำลังกายก็แล้วแต่

น้ำคลอโรฟิลล์ นี้ ได้จากพืชผัก ผลไม้สีเขียว เช่น น้ำต้นข้าวสาลีอ่อน น้ำมะขามป้อม น้ำย่านาง น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย น้ำหญ้าปักกิ่ง น้ำว่านกาบหอย เป็นต้น เพราะน้ำจากพืชผักเหล่านี้ มีฤทธิ์เย็น ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดง และปกป้องเซลล์ให้สดชื่น จะทำดื่มชนิดใด ชนิดหนึ่ง หรือตามสะดวกอย่างไรก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น

วิธีทำน้ำคลอโรฟิลล์ อย่างง่าย ๆ ก็คือ การนำไปปั่น แล้วคั้นเอาแต่น้ำดื่ม สามารถทำแบบเจือจาง แล้วดื่มตลอดทั้งวัน หรือดื่มแบบเข้มข้นเป็น shot ก็ได้ หากดื่มแล้วมีอาการคันคอ แสดงว่าเข้มข้นไป ให้เติมน้ำร้อนลงไป จะช่วยลดฤทธิ์เย็นเกินไปได้

การดื่มแต่ละครั้ง ควรดื่มก่อนอาหาร หรือช่วงท้องว่าง หากเหลือให้เก็บในภาชนะปิดสนิท และแช่ไว้ในตู้เย็นได้ไม่เกิน 4 วัน

ตัวอย่าง ผักฤทธิ์เย็น สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน นำมาปรุงอาหาร

ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า บวบ ฟัก แฟง แตง มะละกอดิบ หัวปลี กล้วยดิบ ยอดฟักแม้ว หญ้าปักกิ่ง กะหล่ำดอก มะเขือเทส ดอกฟักทอง ยอดฟักทอง ข้าวโพดอ่อน ใบมะยม ปวยเล้ง ตังโอ๋ มะเดื่อ ผักกาดแก้ว ใบมะขาม ดอกแค ผักแว่น ว่านหางจระเข้ ว่านกาบหอย เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ ผงต้นข้าวสาลีอ่อนออร์แกนิค 100% สำหรับชงดื่ม หรือดูผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ

หรือสนใจทำ น้ำเอนไซม์จากผักฤทธิ์เย็นทานเอง ก็จะช่วยทั้งในเรื่องของการย่อยอาหาร การลดน้ำตาลในเลือด และการดูแลสุขภาพแบบยั่งยื่น

วิธีการทำแบบง่าย ๆ คือ การสกัดด้วยน้ำเอนไซม์หัวเชื้อ

1. น้ำเอนไซม์หัวเชื้อ 1 ขวด (ขนาด 187 ml)

2. ผักฤทธิ์เย็น เช่น มะขามป้อม หญ้าปักกิ่ง ใบหม่อน ใบมะยม วุ้นว่านหางจระเข้ เป็นต้น จำนวน  200 - 300 กรัม

3. น้ำผึ้งความชื้นต่ำ 150 กรัม

4. น้ำสะอาดหรือน้ำดื่ม 1000 กรัม

หมักรวมกัน 6 เดือน แล้วกรองเอาแต่น้ำมาดื่ม ช่วยลดเบาหวาน กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยในการย่อย

หากมีข้อสงสัย ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณตู๋ tusora@gmail.com

27 ตุลาคม 2553

อาหารตามหลักแพทย์แผนจีน

ตามศาสตร์การดูแลสุขภาพของแพทย์แผนจีน กล่าวไว้ว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุ หยิน (เย็น) และหยาง (ร้อน) จึงต้องอยู่กันอย่างสมดุล ร่างกายจึงจะมีสุขภาพที่ดี

ถ้ารู้จักเลือกกินอาหารที่เข้ากัน ระบบต่างๆ ในร่างกายก็จะทำหน้าที่ได้เต็มที่ สามารถดูดซึมอาหาร เผาผลาญ และขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อความสมดุลของร่างกายและจิตใจ

อาหารประเภทแป้ง

  • ห้ามกินกับน้ำตาล เพราะน้ำตาลจะไปป้องกันการผลิตเอนไซม์ไทอะลิน ที่ทำหน้าที่ย่อยแป้ง
  • ห้ามกินกับอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจำพวกผลไม้รสเปรี้ยว เพราะความเป็นกรดจะไปขัดขวางการหลั่งเอนไซม์ไทอะลิน

อาหารประเภทโปรตีน

  • ห้ามกินกับไขมัน หรือน้ำตาลมาก ๆ เพราะโปรตีนจะไปทำให้ระบบการดูดซึมน้ำตาลช้าลง และไขมันจะไปขัดขวางการย่อยโปรตีน
  • ห้ามกินกับกรดจำพวกผลไม้รสเปรี้ยวในมื้อเดียวกัน เพราะ กรดจะไปกำจัดการหลั่งของน้ำย่อยเป๊ปซิน ซึ่งทำหน้าที่ย่อยโปรตีน
  • ห้ามกินร่วมกับแป้ง เพราะมีความเป็นกรดด่างต่างกันมาก จะไปขัดขวางการย่อยของกัน

หากจำเป็นต้องทานร่วมกันในมื้อเดียว ให้เว้นระยะการรับประทานอย่างน้อย 30 นาที หรือลดความเข้มข้น ใส่แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากอาหารที่ไม่ควรรับประทานร่วมกันแล้ว อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนมาก ก็ไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกด้วย แต่หากคุณต้องทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน คุณก็ควรทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเข้าไปช่วยในการปรับฤทธิ์ด้วย เพื่อให้ร่างกายสมดุลกัน ตามหลักของหยินและหยาง

อาหารที่มีฤทธิ์ร้อน ล้วนเป็นอาหารที่ผ่านการปรุงแต่ง มีรสเค็มจัด เปรี้ยวจัด มันจัด เผ็ดจัด ฝาดจัด และขมจัด หรืออาหารที่ผ่านความร้อนเป็นเวลานาน  เช่น ทอด ย่าง ต้ม ตุ๋น หลาย ๆ ครั้ง หรือเอามาอุ่นแล้ว อุ่นอีก

ตัวอย่างวัตถุดิบที่มีฤทธิ์ร้อน

ผลไม้ฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ฝรั่ง ขนุนสุก ลิ้นจี่ เงาะ ลำไย ทุเรียน น้อยหน่า สละ ส้มเขียวหวาน กล้วยไข่ กล้วยหอม มะตูม ละมุด กล้วยปิ้ง เสาวรส มะเฟือง มะปราง มะขามหวาน สมอพิเภก มะม่วงสุก ลูกยอ กระเจี๊ยบแดง ระกำ มะละกอสุก องุ่น เป็นต้น

ผักฤทธิ์ร้อน ได้แก่ กระชาย กะเพรา ยี่หร่า โหระพา พริก แมงลัก ต้นหอม หอมใหญ่ หอมแดง กระเทียม ผักชี พริกไทย ขิง ข่า ขมิ้น ไพล ใบมะกรูด ตะไคร้ คะน้า แครอท บีทรูท กะหล่ำปลี ดสมจีน ลูกตำลึง กระเฉด เม็ดบัว ถั่วพู เป็นต้น

โปรตีนที่มีฤทธิ์ร้อน ได้แก่ เนื้อ นม ไข่ เห็ดโคน เห็นหอม ถั่วดำ ถั่วลิสง เต้าเจี้ยว โยเกิร์ต น้ำปลา

ไขมันทุกชนิดมีฤทธิ์ร้อนทั้งนั้น

การปรุงอาหารให้ได้ฤทธิ์เย็น เพื่อแก้สภาวะร้อนเกินในร่างกาย คือ การใช้วัตถุดิบ ที่มีฤทธิ์ร้อนไม่เกิน 30% ของอาหารทั้งหมด รวมทั้งการใช้ไฟก็ใช้ไฟกลาง ปรุงแค่สุก ไม่ต้องให้มากเกินไป ตลอดจนปรุงรวมกับวัตถุดิบที่มีฤทธิ์เย็น หรือทานร่วมกับผัก ผลไม้ และโปรตีนที่มีฤทธิ์เย็น

ตัวอย่างวัตถุดิบที่มีฤทธิ์เย็น

ผลไม้ฤทธิ์เย็น ได้แก่ มังคุด แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ ส้มเกลี้ยง กล้วยน้ำว้าห่าม กล้วยหักมุก แก้วมังกร กระท้อน ลูกหยี เชอร์รี่ไทย สมอไทย ชมพู่ มะยม มะขวิด มะละกอดิบ มะม่วงดิบ มะม่วงห่าม มะขามดิบ หมากเม่า น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว ลูกท้อ แอปเปิ้ล สาลี่ สตอร์เบอรี่ ทับทิมขาว เป็นต้น

ผักฤทธิ์เย็น ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวานบ้าน บวบ ฟัก แฟง มะละกอดิบ พญายอ ก้านกล้วย กล้วยดิบ ยอดฟักข้าว ยอดฟักแม้ว หญ้าปักกิ่ง กะหล่ำดอก มะเขือเทศ ถั่วงอก มะรุม ว่านหางจระเข้ ย่านาง ฮว่านง็อก ย่านางขวาว ผักติ้ว มังกรหยก ดอกฟักทอง ฟักทองอ่อน ดอกแค ใบมะยม ส้มกบ ข้าวโพดอ่อน ใบมะขาม ใบส้มป่อย ส้มเสี้ยว ผักกาดแก้ว ผักเครส ผักวอเตอร์เครส ถั่วงอกทุกชนิด

โปรตีนฤทธิ์เย็น ได้แก่ ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดลม เห็ตาโล่ เห็ดตีนตุ๊กแก

คาร์โบไฮเดรตฤทธิ์เย็น ได้แก่ น้ำตาล ข้าวขาว เส้นขาว วุ้นเส้น เป็นต้น ส่วนข้าวกล้องเป็นข้าวที่มีสารอาหารมาก แต่มีฤทธิ์ร้อน ให้กินผสมกับข้าวกล้องเหลือง หรือข้าวซ้อมมือที่มีฤทธิ์กลางถึงเย็น

หากคุณเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารและวัตถุดิบแต่ละชนิดที่นำมาปรุงอาหาร หรือที่คุณรับประทานเข้าไปว่ามีฤทธิ์ส่งผลต่อร่างกาย ร้อน หรือ เย็น จะทำให้คุณสามารถปรับสมดุลภายในร่างกายได้ เพื่อดูแลสุขภาพของคุณ

หากคุณรู้ว่า วันนี้คุณทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนมากไป คุณก็ควรหาอาหารฤทธิ์เย็นทานเพื่อปรับสมดุล หรือคุณทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเข้าไปมากเกิน คุณก็ควรดื่มหรือทานอาหารฤทธิ์ร้อนเข้าไปเพื่อให้สมดุล เมื่อคุณปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว ร่างกายคุณก็จะแข็งแรง ปราศจากโรคภัย

6 ตุลาคม 2553

หลักการดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเพื่อสุขภาพ

เครื่องดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด 

เป็นเครื่องดื่มสำหรับป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ มิใช่ยา ไม่สามารถใช้รักษาโรคได้ แต่สามารถฟื้นฟูเซลล์อวัยวะต่าง ๆ และร่างกาย รวมถึงภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ร่างกายบำบัดรักษาตนเองได้ ในแนวของธรรมชาติบำบัด

การดื่มน้ำพลังเอนไซม์ เพื่อบำบัด หรือ ฟื้นฟูสุขภาพ ตามหลักของชมรมบ้าน(รักษ์)สุขภาพ ต้องเริ่มต้นที่ 
  1. พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิต มาใช้ตามหลัก หลักบทบัญญัติ  10 ประการ

  2. มีความตั้งใจจริง ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และมีความเพียร ในการปฏิบัติตามคำแนะนำ

  3. มีความอดทน และพร้อมจะเรียนรู้รับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดขึ้น เพราะน้ำพลังเอนไซม์บำบัดในช่วงที่เข้าไปกระตุ้นการขับพิษของเซลล์ มักจะมีอาการข้างเคียง ซึ่งไม่ควรตื่นตกใจ ให้ติดต่อสอบถามผู้รู้ หรือดื่มต่อไปเพื่อเร่งการขับสารพิษให้ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด

  4. ดื่มน้ำพลังเอนไซม์ตามฉลาก หรือตามหลักการดื่มเฉพาะโรคที่สอบถามจากผู้รู้ของชมรม พร้อมเสริมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่่อร่างกายให้เพียงพอ

  5. ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 3 ลิตร ตามหลัก พลังน้ำบำบัด
หลักง่าย ๆ สำหรับผู้ดื่มเพื่อป้องกันสุขภาพ ยังไม่เจ็บป่วย
  1. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำดื่ม 250 มิลลิลิตร ดื่มก่อนอาหาร 30 -60 นาที เพื่อปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกาย เพิ่มภูมิต้านทาน และฟื้นฟูสุขภาพ (ดื่ม เช้า กลางวัน เย็น)

  2. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมในกับข้าวหรืออาหารก่อนรับประทาน 30 นาที ช่วยให้เจริญอาหาร ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสารพิษในอาหาร

  3. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำดื่ม 250 มิลลิลิตร ดื่มหลังอาหาร 30 นาที ช่วยในการย่อย ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยลดน้ำหนัก (ดื่ม เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน)

  4. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น สามารถหยดใส่น้ำดื่มได้ตลอดทั้งวัน สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันสูง เพื่อเร่งในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะความดันต่ำ เนื่องจากสารอาหารไม่เพียงพอ ไม่ควรดื่มด้วยวิธีนี้
ปล. หากต้องการคำแนะนำในการดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อจุดประสงค์ฟื้นฟูสุขภาพ หรือบำบัดรักษาโรคใด ๆ กรุณาแจ้ง เพื่อจะได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง

สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณตู๋ ไลน์ @qwd5997q

30 กันยายน 2553

น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ

น้ำผึ้งดอกไม้ป่า นานาชนิด ผลิตจากภาคเหนือของประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ น้ำผึ้งดอกไม้ป่า จากฝีมือเกษตรกรไทย จากธรรมชาติ ที่ได้มาตรฐานโรงงานการผลิตระดับสากล GMP และ ISO โดยเน้นการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น

ลักษณะของ น้ำผึ้งดอกไม้ป่า มีสีเหลืองออกสีน้ำตาลอ่อน ๆ กลิ่นหอมดอกไม้หลายชนิด ถ้าอากาศเย็นหรือเก็บในตู้เย็นจะมีการตกผลึก ลักษณะคล้ายเนย เรียกว่า "บัตเตอร์ฮันนี่"

 ส่วนประกอบมาตรฐานของ น้ำผึ้งดอกไม้ป่า (ที่จำหน่าย)

ความชื้นหรือน้ำ                18.20%
ลีวูโลส (ฟรุกโตส)             38.19%
เดกซ์โตส (กลูโคส)           37.28%
ซูโครส                            1.31%
มอสโตส                          7.31%
เด็กซ์ตริน                         1.50%
โปรตีนในน้ำผึ้ง                  0.26%
แร่ธาตุในน้ำผึ้ง                  0.26%

วิตามินและแร่ธาตุที่พบใน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า
โปแตสเซียม, โซเดียม,แคลเซียม, เหล็ก,ทองแดง,แมงกานีส,แมกนีเซียม,สังกะสี, วิตามินบี 1, วิตามิน บี 3, วิตามินบี 6, วิตามินบี 9

เอนไซม์ที่พบใน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า
อินเวอร์เตส,ไดแอสเตส,กลูโคออกซิเดส,คาตาเลส,โปรตีเนส ฟอสฟาเตส

ปริมาณแคลอรีใน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า
น้ำผึ้ง 100 กรัม มีค่าเท่ากับ 303 แคลอรี่ หรือ 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ 60 แคลอรี่

จำหน่าย น้ำผึ้งดอกไม้ป่า แท้ ความชื้นต่ำ 18% ขนาดบรรจุ 2 ขนาด คือ

1. ขนาด 1.2 kg บรรจุเป็นขวดแกลลอนพลาสติก ราคา 350 บาท
2. ขนาด 7.0 kg บรรจุเป็นแกลลอนพลาสติก ราคา 1900 บาท
3. น้ำผึ้งพรีเมี่ยม ขนาด 380 g บรรจุเป็นขวดพลาสติก ราคา 150 บาท
น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 18% ขนาด 1.2 kg 
น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 18% ขนาด 7.0 kg 


 สนใจสั่งซื้อ น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ติดต่อที่ บ้านรักษ์สุขภาพ ไลน์ไอดี @qwd5997q

23 กันยายน 2553

การแบ่งเซลล์มะเร็งกับการทำมะเร็งให้ฝ่อ

การแบ่งเซลล์ของเนื้องอกมะเร็งร้ายที่ผิดปกติ

ขั้นที่ 1 เริ่มต้นจากเซลล์ที่มีการสะสมของสารก่อมะเร็งที่ไม่สามารถเผาผลาญหรือย่อยสลายออกไปได้

ขั้นที่ 2 เซลล์นั้นมีการเติบโตและขยายตัวไปเรื่อย ๆ เมื่อได้รับออกซิเจน และอาหาร

ขั้นที่ 3 เซลล์มะเร็งเติบโตจนพร้อมแบ่งเซลล์แบบผิดปกติก่อเป็นก้อนเนื้อ โดยเซลล์ชั้นนอกของก้อนเนื้อจะได้รับอาหารและออกซิเจน แต่เซลล์ชั้นกลาง และชั้นในจะไม่ได้รับอาหารและออกซิเจน ทำให้ตายไป เป็นก้อนเนื้อตาย

ขั้นที่ 4 เซลล์ภายนอกที่ได้รับอาหารและออกซิเจนมีการแบ่งตัวแบบผิดปกติค่อย ๆ ลด Chromosome ลงที่ละครึ่ง โดยแบ่งตัวแบบทวีคูณไปเรื่อย ๆ เร็วว่าการแบ่งตัวของเซลล์ปกติทั่วไป ก่อให้เพิ่มบริเวณและกินเซลล์เนื้อดีไปเรื่อย ๆ จนขยายวงกว้าง



การทำลายเซลล์มะเร็งให้ฝ่อหายไป

หลักการคือ การตัดท่ออาหาร และออกซิเจนไม่ให้เข้าสู่เซลล์มะเร็ง  จะทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อเล็กลงและหายไปในที่สุด อาหารจากธรรมชาติบำบัดที่มีอิทธิพลในการกดดัน และย่อยสลายเซลล์มะเร็ง คือ กระดูกอ่อนปลาฉลาม, เห็ดหลืนจือ, แล ะเม็ดเลือดขาวชนิด Psytotoxin, Lymphocyte, Macophast นั้นเอง

การดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดที่เกิดจากกระบวนการหมักของผลไม้นานาชนิดที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และเอนไซม์ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว เสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์เม็ดเลือดขาว จากผลการวิจัยทางคลินิก พบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเป็นประจำทุกวัน มีเม็ดเลือดขาวที่แข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น และพบว่าเซลล์มะเร็งมีขนาดเล็กลงได้ ดังนั้น หากในระยะที่สองของการเป็นมะเร็ง คือ เซลล์มะเร็งเริ่มขายตัวไปบริเวณใกล้เคียง แต่ยังไม่ลุกลามไปส่วนอื่น ๆ ในระยะนี้มีโอกาสที่จะทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อและเล็กลง ทำให้มีโอกาสหายมากกว่าร้อยละ 90 ทั้งนี้ การดื่มอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติตามบทบัญยัติ 10 ประการของชมรมบ้านสุขภาพ อย่างต่อเนื่อง 3 - 6 เดือน จะทำให้ทราบผลว่า คุณดีขึ้นหรือไม่ เพียงปฏิบัติตาม อย่าคิดมาก อย่าสงสัยมาก ทำไปก่อน แล้วตัวคุณเองจะเป็นคนตัดสินว่าใช่หรือไม่ ดีหรือไม่


อ่านเพิ่มเติม เรื่องเล่าจากผู้ป่วยมะเร็ง

19 สิงหาคม 2553

ดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์เพื่อสุขภาพกันเถอะค่ะ

สวัสดีค่ะ วันนี้ บ้านรักษ์สุขภาพ จะขอกล่าวย้ำกันอีกครั้งในเรื่องของ การดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ ซึ่งเป็นสูตรเครื่องดื่มสุขภาพ ที่ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ บ้านสุขภาพ มูลนิธิภูมิปัญญาสากล ได้เน้นย้ำอยู่เสมอ สำหรับผู้ต้องการมีสุขภาพดี หรือผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพในแนวธรรมชาติบำบัด "


การทานอาหารเป็นยา คือ การป้องกันและรักษาสุขภาพร่างกายที่ดีที่สุด ที่เราสามารถทำได้เอง

การดื่มน้ำผักปั่น ... ช่วยอะไรหรือ??? เรามาเน้นย้ำกันอีกรอบ
การดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ นั้น เป็นการเติมสารอาหารประเภทวิตามิน เกลือแร่ คลอโรฟิลล์ และเอนไซม์ที่จำเป็นเข้าสู่ร่างกาย เพื่อช่วยในการฟื้นฟูตับ ทำให้ตับอ่อนสามารถหลั่ง เอนไซม์ไปช่วยย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน พร้อมทั้งช่วยในการดูดซึมกรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุให้เข้าสู่เซลล์ได้ดีขึ้น จึงทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น

การดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ ทุกวัน จึงเป็นการช่วยฟื้นฟูการทำงานของร่างกายทั้ง 5 ระบบ คือ ระบบดูดซึม ระบบทางเดินหายใจ ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบต่อมไร้ท่อ ยิ่งดื่มสด ๆ เป็นประจำทุกวัน ช่วยต้านโรค ลดไขมันส่วนเกิน บำรุงผิว บำรุงเลือด ทำให้แข็งแรง

ดาวน์โหลด สูตรน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ ได้

หรือสำหรับ ผู้ที่ไม่มีเวลาทำน้ำผักปั่นดื่มได้เองทุกวัน บ้านรักษ์สุขภาพ ก็ขอแนะนำ บ้านน้ำผักปั่น ซึ่งให้บริการ น้ำผักผลไม้สดปั่นรวม 8 ชนิด ตามสูตร ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ ในราคามิตรภาพ ถุงละ 10 บาท สนใจติดต่อได้ที่ คุณก้อย ที่เบอร์โทร 081-398-8572

บ้านผักปั่น เป็นบ้านของคุณก้อย และคุณเต้ ผู้ที่สนใจ การดูแลรักษาสุขภาพในแนวธรรมชาติบำบัด ของดร.รสสุคนธ์ และมีประสบการณ์ใน การดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ สูตร ดร.รสสุคนธุ์ พุ่มพันธ์วงศ์ มานานกว่าหลายปี ซึ่งพบว่าทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง จึงอยากแนะนำ และส่งมอบสิ่งดี ๆ ให้กับเพื่อน ๆ หรือผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ จึงเปิดเป็น บ้านน้ำผักปั่น ขึ้นมา สนใจติดต่อ สอบถามได้ที่ คุณก้อย ตามเบอร์ข้างต้นค่ะ

15 สิงหาคม 2553

สูตรเครื่องดื่ม สาวสองพันปี

เหมาะสำหรับผู้ต้องการดูแลผิวพรรณ ชะลอริ้วรอย คงความอ่อนเยาว์ และผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบ หากได้ดื่มทุกวัน รับรองผิวพรรร จะชุ่มชื้น ผ่องใส เปล่งปลั่งอ่อนกว่าวัยเลยทีเดียว

สูตร เครื่องดื่มสาวสองพันปี ขอเปิดเผยความลับไว้ ณ ที่นี่

  • แอปเปิลแดง 2 ลูก
  • เสาวรส 2 ผล
  • สับปะรด 1 ซีก
  • บีทรูท 1 หัว
  • น้ำ 1/2 ถ้วย
  • เกลือป่น เล็กน้อย
  • สาวสองพัน

วิธีทำ

1. ล้างทำความสะอาดผลไม้ทุกชนิด แล้วแช่ลงในน้ำผสมน้ำเอนไซม์แช่ผัก 30 นาที นำขึ้นสะเด็ดน้ำ

2. นำแอปเปิลแดง บีทรูท มาใส่เครื่องสกัดแยกกาก เอาแต่น้ำไว้ แช่เย็นไว้สักพัก

3. ผ่าเสาวรสตามขวาง ควักเอาแต่เนื้อสีเหลือง ๆ มาใส่เครื่องปั่น กรองเอาแต่น้ำ แยกกาก

4. นำน้ำผลไม้ในข้อ 2 และ 3 มาใส่เครื่องปั่น แล้วเติมน้ำ สับปะรด และเกลือ ปั่นให้เข้ากัน

5. ดื่มได้ทันที และควรดื่มให้หมดภายใน ๑ ชั่วโมง เพื่อให้ได้คุณค่าอย่างครบถ้วน

ประโยชน์

เครื่องดื่มสาวสองพันปีนี้ มีประโยชน์สูงมาก เพราะอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนและวิตามินต่าง ๆ ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ รักษาริ้วรอย ชะลอความแก่ ต้านมะเร็ง รักษาแผลในลำไส้ หรือโรคลำไส้อักเสบ และช่วยในการย่อย

ได้สูตรเครื่องดื่มสาวสองพันปีไปแล้ว อย่าลืมเคล็ดลับดี ๆ นอนหลับให้เพียงพอ อย่าเครียดด้วยนะค่ะ และปฏิบัติตนตาม บทบัญยัติ ๑๐ ประการ ของดร.รสสุคนธ์ ด้วยก็จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ปราศจากการเจ็บป่วยค่ะ

สามารถ ดาวน์โหลด สูตรเครื่องดื่มสาวสองพันปี และ บทบัญยัติ ๑๐ ประการ ได้ที่นี่

13 สิงหาคม 2553

วิธีการทำน้ำโหระพา


สูตรน้ำโหระพา ชมรมบ้านสุขภาพ

ดร.รสสุคนธ์

อุปกรณ์

1. น้ำสะอาด 1.5 ลิตร
2. โหระพา 4 - 5 ต้น
3. หม้อต้ม

วิธีทำ

นำน้ำสะอาดใส่ในหม้อ ต้มจนเดือด ปิดไฟ ใส่โหระพาที่ล้างสะอาด และแช่ในน้ำผสมเอนไซม์แช่ผักไว้แล้ว 15 นาที ใส่ลงไปในหม้อน้ำเดือด ปิดฝา ยกลง ทิ้งไว้สัก 10 - 15 นาที นำไปเสริฟ พร้อมดื่ม

วิธีใช้

1. ดื่มก่อนอาหารทุกมื้อ 250 มิลลิลิตร ก่อนอาหาร 30 นาที ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ทำให้สดชื่น (ตามบทบัญญัติ 10 ประการของชมรม)

2. ดื่มแทนน้ำได้ทั้งวัน ช่วยชะล้างของเสียออกจากเลือด บำรุงร่างกาย ทำให้สดชื่น

ประโยชน์ของโหระพา
ใช้เป็นยาหรือเป็นอาหาร สามารถใช้ได้ทั้งต้น ใบ เมล็ดและผล ใบและลำต้นของโหระพามีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก จึงมีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคได้หลายชนิด ใบมีกลิ่นฉุน รสร้อน แก้ลมวิงเวียน ขับลมในลำไส้ช่วยให้ผายลม แก้ปวดปวดท้อง ท้องขึ้น จุกเสียด ขับเสมหะ ตำพอกหรือประคบแก้ไขข้ออักเสบ ยอดอ่อนตำปิดแผลงูกัด ปรุงกับน้ำนมราชสีห์ รับประทานเพิ่มน้ำนม ตำรวมกับแมงดาตัวผู้พอกแก้พิษแมลงกัดต่อย ส่วนเมล็ดแก้ไข้ ขับพยาธิ ขับน้ำเหลืองเสีย บดพอก พอกฝีหรือแผลอักเสบ แช่น้ำรับประทานเป็นยาระบายท้อง แก้อาหารไม่ย่อย หรือจะใช้ใบโหระพาตากแห้งชงน้ำร้อนอมกลั้วคอแก้กลิ่นปากหรือหายใจมีกลิ่นเหม็น
ดาวน์โหลด บทบัญยัติ 10 ประการ และ สูตรน้ำโหระพา

12 สิงหาคม 2553

น้ำสกัดชีวภาพพลังเอนไซม์บำบัด

น้ำหมักชีวภาพ มีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น น้ำสกัดชีวภาพ น้ำเอนไซม์ น้ำจุลินทรีย์ น้ำหมักพืช น้ำไอออนิก พลาสมา เซลล์ฟู้ดซ์ ซึ่งได้จากการหมักพืช ผัก ผลไม้ สมุนไพร กับสารให้ความหวาน เช่น น้ำตาล น้ำผึ้ง ในสภาวะที่มีแบคทีเรียผลิตกรดแลกติก (lactic acid bacteria)  แรกเริ่มนั้นถูกนำมาใช้เพื่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ด้านปศุสัตว์ เช่น ส่งเสริมสุขภาพสัตว์ กระตุ้นการเจริญของพืช ทำความสะอาดบริเวณเลี้ยงสัตว์ และใช้ในครัวเรือน เช่น ผสมน้ำยาล้างจาน ซักผ้า แชมพู แม้กระทั่งใช้อาบน้ำขจัดกลิ่นตัว
          

     กระแสความนิยมการบริโภคน้ำหมักชีวภาพเริ่มเกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์น้ำลูกยอ เมื่อมีธุรกิจเอกชนนำเข้าน้ำลูกยอมาจำหน่ายในราคาสูง และอ้างสรรพคุณที่มีต่อสุขภาพไว้มากมาย การบอกกล่าวสรรพคุณปากต่อปาก ทำให้เครือข่ายเกษตรกรและกลุ่มชุมชนนับพันกลุ่มนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้เพื่อดูแลสุขภาพ ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น ปวดเมื่อย ไขมันในเลือดสูง และผู้ติดเชื้อ HIV ก่อให้เกิดกระแสความนิยมทั้งในการบริโภคและการผลิตอย่างแพร่หลาย ส่งผลถึงน้ำหมักสมุนไพรชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น น้ำพลูคาว และน้ำมะขามป้อม รวมทั้งน้ำสมุนไพรรวม ซึ่งกว่าร้อยละ 90 ของผลิตภัณฑ์นี้ในท้องตลาดผลิตโดยผ่านกระบวนการหมักด้วยวิธีธรรมชาติ มีวิธีการผลิตอย่างง่าย มีสูตรการหมักหลากหลาย แต่ขาดข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์รองรับ จึงยากต่อการควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในตัวผลิตภัณฑ์
image
     จากโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพ ของสถาบันนวัตกรรมสุขภาพก้าวหน้า โดยการสนับสนุนจากงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชนบทและชุมชน ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และศูนย์ประสานงานพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.2546 
โดยการสำรวจแหล่งผลิตและเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในท้องตลาดประเทศไทยกว่า 70 ผลิตภัณฑ์มาวิเคราะห์ พบว่ามีความปลอดภัยทางกายภาพ ไม่มีการปนเปื้อนของโลหะ เศษไม้ เศษดิน

แต่พบปัญหาสำคัญจากการปนเปื้อนทางชีวภาพ เช่น การปนเปื้อนของยีสต์ รา และ
image                       image
การปนเปื้อนทางเคมี คือ มีเมทานอล (เมทิลแอลกอฮอล์) และเอทานอล (เอทิลแอลกอฮอล์) ซึ่งส่งผลต่อตับ ระบบประสาท และสายตา โดยเฉพาะเมทานอล พบว่าร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพในท้องตลาด มีปริมาณเมทานอลเกินเกณฑ์มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ชุมชนน้ำหมักพืช ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 240 พีพีเอ็ม และพบว่าผลิตภัณฑ์ร้อยละ 30 มีปริมาณของเมทานอล เกินเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอาหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
     เมทานอลในน้ำหมักชีวภาพเกิดจากการย่อยสลายเพกตินที่พบในธรรมชาติของพืชโดยเฉพาะลูกยอ โดยเอนไซม์ย่อยสลายเพกตินของพืช (เอนไซม์เพกตินเมทธิลเอสเทอเรส) และพบในจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนบางชนิด เช่น ราดำ
การป้องกันการเกิดเมทานอลในน้ำหมักชีวภาพทำได้โดยการให้ความร้อนเพื่อทำลายเอนไซม์ชนิดนี้ การควบคุมขนาดของชิ้นพืช ก็ควบคุมการเกิดเมทานอลได้ ส่วนเอทานอลเกิดจากการปนเปื้อนของยีสต์ จึงต้องควบคุมการปนเปื้อนของยีสต์ และน้ำตาลเนื่องจากเป็นอาหารของยีสต์
     นวัตกรรมการผลิตน้ำหมักชีวภาพที่ดี ต้องสามารถควบคุมผลิตภัณฑ์ให้ปลอดจากการปนเปื้อนของเมทานอล และเอทานอล นอกจากการใช้ความร้อนแล้ว การควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพจากการปนเปื้อนของยีสต์และจุลินทรีย์ก่อโรคยังสามารถทำได้โดยนำเทคโนโลยีต้นเชื้อมาใช้ ซึ่งช่วยส่งเสริมคุณประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย

     การใช้หัวเชื้อเอนไซม์หรือต้นเชื้อจุลินทรีย์โปรไบโอติกกลุ่มแลกโตบาซิลลัส มีผลดีต่อสุขภาพ เพราะผลิตกรดแลกติกและแบคเทอริโอซิน (bacteriocin) ช่วยทำลายเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร จุลินทรีย์เสริมนี้สามารถเจริญและยึดเกาะผนังลำไส้เพื่อไม่ให้เชื้อก่อโรคเจริญได้ ช่วยปรับสมดุลเชื้อจุลินทรีย์ประจำถิ่นในร่างกาย ซึ่งมีรายงานถึงการใช้เพื่อป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ ทำให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น และช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด นอกจากนี้ในกระบวนการหมักยังผลิตกรดไขมัน กรดอะมิโน และวิตามิน ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  รวมทั้งสารออกฤทธิ์ในพืชที่นำมาใช้หมักหรือสกัด ยังช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคหลายชนิด น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคจึงมีสรรพคุณค่อนข้างมากในด้านการช่วยส่งเสริมสุขภาพ

     นอกจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนน้ำหมักพืช (มผช.) ซึ่งดูแลโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวที่มีในปัจจุบันแล้ว ผู้บริโภคควรพิจารณาประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อเป็นเกณฑ์การตัดสินใจเบื้องต้นในการเลือกบริโภคน้ำหมักชีวภาพ เช่น
 
     - ความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตและแหล่งผลิต ผู้ผลิตต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพ หรือมีนักวิชาการหรือผู้รู้คอยควบคุมหรือเป็นที่ปรึกษา
  
     - การบรรจุหีบห่อของผลิตภัณฑ์ ต้องบรรจุในภาชนะที่สะอาด ปิดสนิท ป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกภายนอกได้ ภาชนะที่เป็นขวดแก้วเหมาะสมที่สุด ถ้าบรรจุในขวดพลาสติก ต้องมั่นใจว่าไม่มีรอยรั่วหรือรูเจาะบนฝา เพราะเป็นจุดที่จุลินทรีย์สามารถเข้าไปปนเปื้อนได้ในผลิตภัณฑ์
 
     - มีเอกสารแสดงผลการวิเคราะห์คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพ ได้แก่ องค์ประกอบทางเคมี องค์ประกอบทางชีวภาพจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ และหากกล่าวถึงสรรพคุณ ควรระบุว่าใช้ไปแล้วจะเกิดผลดีอย่างไร และข้อควรระวังในการบริโภคเป็นอย่างไร จากแหล่งที่เชื่อถือได้รับรอง


รายงานโดย ผศ.ดร.ไชยวัฒน์  ไชยสุต คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ดาวน์โหลด บทบัญยัติ 10 ประการ ในการดูแลสุขภาพ
ติดต่อสอบถาม สั่งซื้อที่ไลน์ @qwd5997q

9 สิงหาคม 2553

วิธีเพิ่มความยากอาหาร หรือเพิ่มการบริโภคอาหารในภาวะเบื่ออาหาร

การดูแลเรื่องอาหารสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเบื่ออาหาร ไม่อยากรับประทาน หรือรับประทานอาหารได้น้อย สิ่งสำคัญที่สุด คือ ผู้ป่วยต้องมีกำลังใจและเข้าใจอย่างดีว่า อาการเกิดจากสาเหตุใด และบริโภคอาหารเพื่อวัตถุประสงค์ใด

การรักษาโรคมะเร็ง หรือโรคบ้างโรค ในระหว่างการรักษาอาจมีอาการหรือผลข้างเคียงเกิดขึ้น ดังนั้น ผู้ป่วยต้องมีความเข้าใจ และยอมรับว่า

เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น โดยอาการจะมากหรือน้อย ขึ้นกับสภาพร่างกายก่อนเริ่มรักษา
ผู้ป่วยต้องมีกำลังใจ และเข้าใจว่าการทานอาหารมีความจำเป็นในการรักษาอย่างไหร่ พยายามทานอาหารเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ทานได้น้อยดีกว่าไม่ทานเลย


วัฎจักรหรือวงจรแห่งความเจ็บป่วยในระหว่างพักฟื้น คือ

เบื่ออาหาร 
ได้รับอาหารไม่เพียงพอ 
ผลข้างเคียงมากขึ้น
ยิ่งเบื่ออาหาร 
ยิ่งรับประทานอาหารไม่ได้  
ยิ่งเพลีย 
ยิ่งเบื่ออาหาร
ยิ่งเพลีย 
ร่างกายไม่ฟื้นตัว 
ผู้ดูแล ครอบครัวเป็นกังวล เป็นทุกข์ 
ผู้ป่วยเป็นกังวลเป็นทุกข์ 

เป็นวนเวียนอยู่อย่างนี้ ดังนั้น ต้องทำความเข้าใจและตัดวงจรนี้ออกให้ได้ด้วยตัวผู้ป่วยเอง

หากผู้ป่วยมีกำลังใจ และเข้าใจการเกิดวงจรนี้ และพยายามตัดวงจรนี้ให้ได้ จะทำให้ ผู้ป่วยบริโภคได้ ผู้ดูแล ครอบครัวหมดกังวน ผู้ป่วยลดความกังวล ความเครียด ร่างกายแข็งแรงขึ้น ผลข้างเคียงหรือาการแทรกซ้อนลดลง ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ร่างกายฟื้นตัวดี ผลการรักษาดี

ดังนั้น แนวทางความร่วมมือของผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องช่วยกัน มีดังนี้
  • พยายามปรับเปลี่ยนรายการอาหารให้หลากหลาย หรือออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ้าง
  • เตรียมอาหารแต่ละมื้อไม่ต้องมาก เมื่อกินหมดจะได้มีกำลังใจ
  • เพิ่มมื้ออาหารให้บ่อยขึ้น เป็นอย่างน้อยวันละ 5 -6 มื้อ เพื่อให้รับประทานได้บ่อย แต่ไม่ต้องมาก
  • ควรเป็นอาหารที่ปรุงง่าย ผักผลไม้ ขนมหวาน และมีของขบเคี้ยวที่มีประโยชน์ เพื่อให้หยิบทานได้ง่าย ๆ
  • นั่งรับประทานอาหารในที่อากาศระบายได้ดี บรรยากาศดี 
  • ไม่รับประทานคนเดียว ควรรับประทานกับครอบครัว หรือมีคนนั่งคุยด้วย
  • เลือกอ่านหนังสือภาพสวย ๆ ฟังเพลงเบา ๆ
  • ระวังอย่าให้ท้องผูก จิบน้ำบ่อย ๆ (หากมีอาการท้องผูก ให้งดข้าวกล้องก่อน)
  • งดอาหารทอดหรือผัด เปลี่ยนเป็นต้ม ตุ๋น หรือทอดน้ำแทน
  • จัดตกแต่งโต๊ะอาหาร หรือจานเพื่อเพิ่มความยากอาหาร
  • ออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยกระตุ้นความยากอาหาร
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
  • แต่งตัวให้สดชื่น รักษาความสะอาดของร่างกาย และเครื่องใช้ เครื่องแต่งตัว
  • คิดในทางบวก พูดคุย บอกเล่าเรื่องที่กังวลให้คนใกล้ชิดฟังอย่าเก็บไว้คนเดียว
  • อ่านหนังสือ ฟังธรรม หรือสวดมนต์ไหว้พระ ถ้าอยากทำ
แนวทางเหล่านี้ เป็นเพียงตัวอย่าง เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลเข้าใจ และพอนึกภาพออก และปรับใช้ให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละค่ะ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การพูดคุยทำความเข้าใจและให้กำลังใจผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยยอมรับสภาพ และมีกำลังที่จะเริ่มต้นทำเองค่ะ

สิ่งที่สำคัญอีกอย่าง การดูแลผู้ป่วย ผู้ดูแลก็ควรดูแลสุขภาพ กาย และใจ ของตนเองไปพร้อม ๆ กับผู้ป่วยด้วยนะค่ะ เริ่มต้นที่ ดื่มน้ำทุกชั่วโมง ดื่มน้ำผักปั่นทุกวัน ง่าย ๆ แค่นี้ ก็เป็นการดูแลสุขภาพไม่ให้เหน็ดเหนื่อยหรือล้มเจ็บไปอีกคน

"ผู้ป่วย และคนดูแลผู้ป่วย ต้องปรึกษาพูดจากันในแนวทางเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ
ความร่วมมือกันของทั้งสองฝ่ายจะช่วยให้กำลังใจผู้ป่วย 
และช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีกำลังใจในการช่วยกันให้หายจากโรคภัยต่าง ๆ ได้"

6 สิงหาคม 2553

โภชนาการบำบัดกับโรคไต

เมื่อไม่นานมานี้ได้ดูละครเรื่องหนึ่ง ตัวละครชายมีปัญหาเรื่องไตเริ่มเสื่อม และคุณหมอ (ในเรื่อง)ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับกับการดูแลเบื้องต้น ว่า การดูแลผู้ป่วยโรคไตจะสวนทางกับผู้ป่วยอื่น ๆ พวกผัก ผลไม้ หรืออาหารสุขภาพต้องงด โดยเฉพาะอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง ๆ เช่น น้ำส้ม ผัก ผลไม้ สีจัด ๆ ต่าง ๆ พอได้ฟังเพียงเท่านี้ ก็เครียดขึ้นมาทันทีเลยค่ะว่า ห้ามทุกอย่าง แล้วคนดูแลจะควรเลือกอาหารประเภทใดให้ผู้ป่วยทานกันละ แล้วอาหารที่ว่ามีโพแทสเซียมสูงที่ว่า ประกอบด้วยผัก ผลไม้สีจัด ๆ จริงหรือ…
วันนี้ทาง บ้านรักษ์สุขภาพ จึงขอนำข้อสงสัยประเด็นนี้มาอธิบายให้เข้าใจเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคไตกันหน่อยนะค่ะ โดยเฉพาะการใช้ โภชนาการบำบัดกับโรคไต


เริ่มต้นที่ เราต้องเข้าใจก่อนว่า โรคไต เกิดจากสาเหตุใด อาจเกิดได้ทั้งจากกรรมพันธ์ อุบัติเหตุ การอักเสบ การติดเชื้อ หรือการอุดตัน เป็นต้น เช่น ไตมีข้างเดียวตั้งแต่กำเนิด เกิดอุบัติเหตุไตเสียหาย เกิดการติดเชือที่ไต ท่อกรวยไตอักเสบ นิ่ว มะเร็งที่ไต มะเร็งที่ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น
แล้วลักษณะที่บ่งบอกว่าเป็น โรคไต คือ
  • ปัสสาวะเป็นเลือด หรือลิ่ม ๆ
  • ปัสสาวะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ สีชาแก่ ๆ สีเหลืองเข้ม ๆ หรือมีฟองขาว ๆ เหมือนสบู่
  • ปัสสาวะขุ่น หรือมีผลึกต่าง ๆ
  • ความดันโลหิตสูง เนื่องจากไตสร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไต มีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ความดันโลหิตจะสูงได้ ในระยะที่ไตวายมาก ๆ
ทำไม ผู้ป่วย โรคไต ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มี โพแทสเซียมสูง
โพแทสเซียม เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ที่ถูกขับออกทางไต เมื่อมีภาวะไตทำงานไม่ปกติ หรือเสื่อม จะเกิดการคั่งหรือสะสมของโพแทสเซียม เมื่อระดับโพแทสเซียมสูงมากในร่างกาย อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ หรือหัวใจวายอย่างเฉียบพลัน
นอกจากนั้น ไตยังทำหน้าที่ในการควบคุมระดับเกลือแร่ในร่างกาย ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตจึงต้องควบคุมดูแลเรื่องอาหารเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาหารที่มีเกลือ หรือรสเค็ม ต้องหลีกเลี่ยง หรือระมัดระวังเป็นพิเศษ
ตัวอย่างอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง
* ผักที่มีโพแทสเซียมสูง โรคไต ควรงด ได้แก่ หัวปลี ผักชี ต้นกระเทียม ที่มีมากได้แก่ บร๊อคโคลี่ แครอท มันเทศ ผักบุ้ง เห็ดฟาง มะเขือพวง มะเขือเปราะ ใบแมงลัก โหระพา หน่อไม้ฝรั่ง หอมแดง ผักปวบเล้ง มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกระหล่ำ ถั่วต่างๆ เม็ดทานตะวัน กาแฟ น้ำนม ผักที่มีโพแทสเซียม ปานกลางได้แก่ เห็ดนางฟ้า แตงกวา ฟักเขียว พริกฝรั่ง หัวผักกาดขาว มะเขือเทศสีดา ผักกาดขาวใบเขียว พริกหยวก  ผักที่มีโพแทสเซียมน้อยได้แก่ บวบเหลี่ยม ถัวพู หอมหัวใหญ่ ผักที่มีน้อยที่สุดคือเห็ดหูหนู

   * ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง โรคไต ควรงด ได้แก่ มากที่สุดคือทุเรียนหมอนทอง และชะนี รองลงมาได้แกมะพร้าว  กล้วย ลำไยพันธ์ต่างๆ  มีปานกลางได้แก ฝรั่ง มะขาม กระท้อน  ส้ม ลางสาด องุ่น มะม่วง มะละกอสุก ลิ้นจี่ ละมุด ขนุน ลูกพรุน ลูกเก็ด
image
ผักและผลไม้ที่ผู้ป่วย โรคไต ทานได้ เช่น
  • ผักและผลไม้ที่พอรับประทานได้ แต่ปริมาณไม่มากได้แก่ ถั่วพู ถั่วผักยาว มะเขือยาว หน่อไม้ตรง ผักคะน้า ถั่วลันเตา มะระ หัวผักกาดขาว มะม่วง มะละกอ องุ่น แตงโม สับปะรด แอปเปิล ชมพู่ เป็นต้น
  • ผักที่รับประทานได้ กะหล่ำปลี แตงกวา บวบ ฟักเขียว ถั่วงอก เป็นต้น
    อาหารที่ โรคไต ควรหลีกเลี่ยง
  • หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม เช่น หมูเค็ม เบคอน ไส้กรอก ผักดอง มัสตาร์ด และเนยแข็ง
  • อาหารตากแห้ง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม หอยเค็ม กุ้งแห้ง ปลาแห้ง
  • เนื้อสัตว์ปรุงรส ได้แก่ หมูหยอง หมูแผ่น กุนเชียง
  • อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่สำเร็จรูป โจ๊กซอง ซุปซอง
  • อาหารสำเร็จรูปบรรจุถุง เช่น ข้าวเกรียบ ข้าวตังปรุงรส มันฝรั่ง
  • เครื่องปรุงรสที่มีเกลือมาก เช่น ซุปก้อน ผงชูรส ผงฟู
  • อาหารหมักดองเค็ม เช่น กะปิ เต้าหู้ยี้ ปลาร้า ไตปลา ไข่เค็ม ผักดอง ผลไม้ดอง แหนม ไส้กรอกอีสาน
โภชนาการบำบัดกับโรคไต ผักและผลไม้ที่ผู้ป่วย โรคไต รับประทานได้ ทานแล้วมีประโยชน์อย่างไร เรามาลองดูกันนะค่ะ
โภขนาการบำบัดกับโรคไต
  • สับปะรด ปกป้องไต รับประทานสับปะรดวันละ 5 – 6 ชิ้น หรือ น้ำสับปะรด วันละ 1 แก้ว จะลดความเสื่ยงต่อการเกิด โรคไต
  • ลูกเดือย น้ำลูกเดือยที่ผู้ป่วยโรคไตต้องดื่ม ดื่มน้ำลูกเดือยวันละ 2 กล่อง หรือต้มดื่มเองวันละ 2 แก้ว ลูกเดือยจะช่วยบำรุงไตให้มีอาการดีขึ้น
  • แอปเปิลเขียว รักษาไต รับประทานแอปเปิลเขียววันละ 1 ผล หรือดื่มน้ำแอปเปิ้ลวันละ 1 แก้ว ช่วยรักษาโรคไต
  • ฟักทอง ชะลอไตเสื่อม นำฟักทองมาทำอาหารผัก ต้ม หรือทำน้ำฟักทองดื่มทุกวัน ช่วยเสริมสมรรถภาพการทำงานของไต
  • แตงโม รับประทานแตงโมวันละ 8 – 9 ชิ้น แตงโมมีโพแทสเซียมต่ำ ผู้ป่วยโรคไตทานได้
  • หอมหัวใหญ่ รับประทานหอมหัวใหญ่วันละ 1 มื้อ หอมหัวใหญ่มีโพแทสเซียมต่ำ ผู้ป่วยโรคไตทานได้
  • แตงกวา เป็นผักที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโรคไต ใช้ประกอบอาหารได้
  • กะหล่ำปลี อุดมไปด้วยแร่ธาตุ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อโรคไต ใช้ประกอบอาหารได้
หรือ สนใจ สูตรน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ ดาวน์โหลดได้ที่นี่
      หากมีข้อสงสัย ต้องการสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com

    4 สิงหาคม 2553

    ประกาศ เรื่องน้ำผักปั่น สูตรดร.รสสุคนธ์

    เรียน ท่านสมาชิกทุกท่าน

    สูตรน้ำผักปั่น บ้านสุขภาพ ดร.รสสุคนธ์ ได้มีการเผยแพร่ลงในหนังสือนิตยสาร Be Well ฉบับเดือนสิงหาคม 2553 สามารถหาอ่านได้ตามแผงหนังสือทั่วไป

    หรือ ดาวน์โหลดอ่านได้ที่นี้ น้ำผักปั่น http://www.ziddu.com/download/11069848/VegetableJuiceforHealthhome.pdf.html

    จีงเรียนมาให้ทราบค่ะ

    ขอบพระคุณค่ะ

    ตู๋

    20 กรกฎาคม 2553

    หลักการเสริมภูมิคุ้มกัน

    จากหนังสือ กาลครั้งหนึ่งเมื่อฉันหัดเดิน
    การเสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันร่างกาย หรือเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ทำได้แบบง่าย ๆ ดังนี้
    • อาหาร กินอาหารให้ครบทุกหมู่ และเพียงพอในแต่ละวัน และเป็นอาหารที่มีคุณภาพดี เช่น สด สะอาด และปนเปื้อนน้อยที่สุด ไม่ทานอาหารทอด ย่าง จนไหม้เกรียม
    • ออกกำลังกาย ช่วยกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น มีการแตกแขนงของหลอดเลือดในเนื้อเยื่อต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้เม์ดเลือดขาวหรือภูมิคุ้มกันเข้าสู่ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้ง่าย  เมื่อมีเชื้อโรคเข้าไปก็จะจัดการได้เร็ว
    • อารมณ์ หรือสภาพจิตใจ มีความเกี่ยวข้องกันการหลั่งสารเอนโดฟิน หรือสารสุขในร่างกาย สารนี้พอหลั่งออกมาจะทำให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ของเซลล์ดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากจิตใจห่อเหี่ยว เศร้า เป็นทุกข์ ร่างกายจะหลั่งสารทุกข์ (อะดรีนาลิน) ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่ดี ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่าย
    ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันนั้น จะดี ไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองด้วยโดยเฉพาะ เช่น
    1. ล้างมือบ่อย ๆ
    2. พักผ่อนให้เพียงพอ
    3. หาวิธีคลายเครียด
    4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
    5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สะอาด และมีวิตามิน เกลือแร่
    ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องภูมิต้านทาน พบว่า การที่ร่างกายขาดสารอาหารแม้เพียงเล็กน้อยจะทำให้ภูมิต้านทานต่ำลงและทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าได้รับวิตามินและเกลือแร่มชบางชนิดมากเกินไป โดยรับประทานในรูปของอาหารเสริมอาจเป็นอันตรายได้ เช่น ธาตุสังกะสีที่ช่วยป้องกันโรคหวัด ถ้าได้รับมากเกินไปจะทำให้การดูดซึมธาตุทองแดง และระบบภูมิต้านทานลดลง ดังนั้น ควรรับประทานอาหารที่หลากหลายจะได้สารอาหารที่สมดุลและช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ดี

    บทความที่เกี่ยวข้อง
    -->

    18 กรกฎาคม 2553

    ต้อหินกับธรรมชาติบำบัด

    การดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยที่เป็น ต้อหิน นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่าย เพราะการใช้ ธรรมชาติบำบัดดูแลฟื้นฟูสภาพของเซลล์ในดวงตานั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องอาศัยความอดทน ความเพียร และความตั้งใจจริง ของทั้งผู้ป่วย และผู้ดูแล
    เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกับ โรคต้อหิน กันก่อนว่า ต้นเหตุของ ต้อหิน คืออะไร ต้อหิน เกิดจากอะไร
    ต้อหิน เป็นภาวะที่เกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้น และมีการเสื่อมของประสาทตา จนกระทั่งสูญเสียการมองเห็น ความดันในตาที่สูงจะกดดันเส้นประสาทตา (optic nerve)ให้เสื่อม เมื่อมีภาวะความดันสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้ประสาทตาเสื่อมจนทำให้สูญเสียการมองเห็น การสูญเสียการมองเห็นจะเริ่มที่ขอบนอกของลานสายตา โดยเกิดเป็นเยื่อวุ้นปิดการมองเห็น ส่วนตรงกลางภาพยังเห็นชัด หากแต่ไม่ได้รักษาอย่างต่อเนื่อง การมองเห็นจะได้ภาพเล็กลง และการเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆ เป็นโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว โดยมากมักจะเป็นสองข้าง อาจจะเป็นข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามไปอีกข้างหนึ่ง
    ต้อหิ
    ต้อหิน เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
    การเกิดภาวะ ต้อหิน นั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ปัจจัยที่สำคัญก็คือ ร่างกายมีการสะสมของของเสียในร่างกายมาก จนทำให้เกิดภาวะเป็นกรดในเลือด อีกทั้งมีการสะสมของไขมันในเลือดสูง ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง และภาวะไตทำงานบกพร่อง ไม่สามารถขับของเสียหรือแอมโมเนียออกจากร่างกายได้ จึงมีการดูดกลับของแอมโมเนียกลับเข้าสู่กระแสเลือดส่งผลให้ไขมันไปจับตัวกับกรดแอมโมเนีย ดันออกไปที่ ดวงตา มีลักษณะเป็นเยื่อวุ้นเกิดขึ้นจับตัวเป็นก้อน และภาวะความดันที่สุง ก็จะส่งผลกระทบต่อความดันในตาทำให้เยื่อประสาทตาเสื่อม จนกระทั่งมองไม่เห็นในที่สุด
    นอกจากนั้น ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก ที่ทำให้เกิดภาวะ ต้อหิน ได้ คือ การขาดน้ำ การนอนดึก อารมณ์เครียด โกรธเกรียว โกรธ อาฆาต แค้น อวดดี อวดเบ่ง
    ดังนั้น เมื่อเรามาวิเคราะห์กันถึงสาเหตุ และปัจจัยการเกิด ต้อหิน แล้ว ในแนวทาง ธรรมชาติบำบัด หรือ แพทย์องค์รวม ของเรานั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนและใช้แนวทางในการรักษาทุกแขนงรวมกัน โดยเริ่มต้นจาก
    1. การล้างของเสียออกจากร่างกาย โดยการล้างพิษ ไม่ว่า จะเป็น การดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ (วันละ 2 - 3 ลิตร) การดื่มน้ำต้มโหระพา (วันละ 8 – 15 แก้ว) เพื่อลดความเป็นกรดในเลือด ลดไขมัน และของเสียในเลือด ทุกวัน หรือการสวนลำไส้ด้วยน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น ทุกอาทิตย์
    2. ฟื้นฟูการทำงานของไต โดยการทาน น้ำกระชายปั่น หรือทานอาหารเสริม วีโกเบอรี่ (Whe Globerry) สูตรบำรุงผิว บำรุงสายตา บำรุงไต
    3. ทำการปรับภาวะอารมณ์ใหม่ หรือ ล้างพิษออกจากจิต ด้วย Emotion Detox การนั่งสมาธิ การปฏิบัติธรรม การแผ่เมตตา การให้อภัย เป็นการลดภาวะ การเครียด ความโกรธ ความเกลียด ได้อย่างดี
    4. การดื่มน้ำสะอาดบำบัดโรค เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ในการละลายของเสียในร่างกายออกด้วยการละลายออกมาทางเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ เป็นต้น
    5. การหยอดล้างตา ขึ้นกับชนิดของยาหยอดตาว่า เพื่อลดความดันในลูกตา หรือ เพื่อลดการอักเสบการติดเชื้อ ซึ่งก็ใช้ตามแพทย์สั่ง
    6. การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่า งดเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก งดเนื้อที่มีไขมันสูง อาหารที่มีความเค็ม และไขมันสูง เน้นอาหารที่มีแร่ธาตุ และวิตามินในการบำรุงสายตา บำรุงประสาท เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 12 วิตามินบี 6 เป็นต้น

    ดาวน์โหลด สูตรน้ำผักปั่น บทบัญยัติ 10 ประการ

    หากมีข้อสงสัย ต้องการติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณตู๋ tusora@gmail.com

    17 กรกฎาคม 2553

    การดูแลสุขภาพตามหลักโภชนาการบำบัดด้วยน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด

    หลักการโภชนาการบำบัดด้วยน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัดสไตส์ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธู์วงศ์
    (แพทย์ทางเลือกและนักธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวม)


    โภชนาการบำบัด คือ การดูแลฟื้นฟู ป้องกันสุขภาพด้วยการทานอาหารเป็นยา หรือการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ให้ใช้สารอาหารในการฟื้นฟู ป้องกัน และรักษาสุขภาพนั้นเอง
    การดูแลสุขภาพตามหลักโภชนาการบำบัด หากกล่าวง่าย ๆ ก็คือ การเลือกรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนต่อร่างกาย ได้ตามความต้องการของร่างกาย เพื่อใช้ป้องกัน หรือฟื้นฟู หรือบำบัดร่างกายนั้นเอง 

    จากงานวิจัย โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ แห่งชมรมบ้านสุขภาพ ประธานมูลนิธิภูมิปัญญาสากล ได้ทำการตรวจสอบคุณค่าของ น้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด มานานกว่า 20 ปี พบว่า โดยรวมแล้ว น้ำผักปั่น ช่วยฟื้นฟูการทำงานของร่างกายถึง 5 ระบบ คือ
    1. ระบบดูดซึม (ลำไส้เล็ก)
    2. ระบบทางเดินหายใจ (ปอด)
    3. ระบบหมุนเวียนโลหิต (เลือด)
    4. ระบบภูมิคุ้มกัน (น้ำเหลือง, เม็ดเลือดขาว)
    5. ระบบต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน)

    ซึ่งหากทำดื่มสด ๆ เป็นประจำทุกวัน ช่วยต้านโรค เพิ่มพลังกาย ลดไขมันส่วนเกิน ผิวพรรณผ่องใส หน้าอ่อนวัย ดีกับทุกเพศ ทุกวัย ทุกท่าน

    จากผลการวิจัย พบว่าในน้ำผักมีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ ที่มีคลอโรฟิลล์หรือสารสีเขียวในปริมาณสูตร และมีวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก โปแทสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายมาก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนการใช้สารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการนำของเสียออกจากร่างกายได้อย่างดี ส่งผลให้ร่างกายและเซลล์ได้รับพลังงานอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้เกิดการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ให้แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นผล

    นอกจากนั้นสัดส่วนของสารอาหารในน้ำผักปั่นเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม ที่ใช้ในการฟื้นฟูเซลล์ ซึ่งประกอบด้วยสารอาหารจำพวก โปแตสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ที่อยู่ในค่า pH 4 และมีคลอโรฟิลล์ วิตามินเอ วิตามินซี ช่วยส่งเสริมกลไกการทำงานของการฟื้นฟูเซลล์ จึงทำให้น้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัดช่วยให้ร่างกายได้นำสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที ส่งผลให้เซลล์แข็งแรง และเร่งการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาฟื้นฟูร่างกาย และอวัยวะที่อ่อนแอ อีกทั้งในน้ำผักปั่นมีภาวะความเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้ไขมันเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายไขมันได้ดีขึ้นด้วย

    โดยเราสามารถเติมน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเข้าไปเพื่อปรับค่า pH ของน้ำผักปั่น และเป็นตัวช่วยให้ร่างกายได้นำสารอาหารต่าง ๆ ในน้ำผักปั่นเข้าสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับบุคคลทั่วไปแนะนำให้ดื่มน้ำผักปั่นที่มีค่าความเป็นกรดด่าง pH 4- 6 ซึ่งเป็นค่าที่เหมาะสมในการปรับสมดุลของร่างกาย และเอนไซม์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการส่งสารอาหารเข้าสู่เซลล์

    แต่ถ้าจะเน้นลดความอ้วนหรือไขมันให้ปรับค่าความเป็นกรดด่างของน้ำผักปั่นให้ได้ pH เท่ากับ 4  หรือต่ำกว่าเล็กน้อย ซึ่งเป็นสภาวะที่เอนไซม์จะถูกกระตุ้นให้ย่อยสลายไขมันได้ดีจึงช่วยในการชำระล้างไขมันที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ และเร่งการเปลี่ยนไขมันเป็นโคเลสเตอรรอลไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ และเป็นกลีเซอร์ไรด์ในที่สุด 

    ทำไมควรต้องดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัดเพื่อดูแลสุขภาพ

    การดื่มน้ำผักปั่น ถือว่าเป็นการดูแลสุขภาพในแนวของโภชนาการบำบัด เป็นการเติมสารอาหารที่มีประโยชน์ประเภทวิตามิน เกลือแร่ ที่จำเป็นและสำคัญให้กับร่างกาย อีกทั้งอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ที่ช่วยในการฟื้นฟูตับ ทำให้ตับ และตับอ่อนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการย่อยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินได้มากขึ้น อีกทั้งเอนไซม์ในน้ำผักจะไปย่อยไขมันส่วนที่ตกค้างในร่างกายออกไปเปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน มาทำให้เซลล์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    นอกจากนั้นน้ำผักปั่นยังช่วยล้างสิ่งปฏิกูลในร่างกายตลอดจนสารพิษหรือของเสียต่าง ๆ ที่ตกค้างในร่างกายอย่างรวดเร็ว สังเกตุได้คือ ลดอาการปวดต่าง ๆ ลดอาการท้องเสีย ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดหลัง ลดอาการปวดศีรษะ ลดไข้ ลดความอ่อนเพลีย ลดอาการนอนหลับยาก เป็นต้น
    ซึ่งอาการดังกล่าวข้างต้นจะพบว่ามีอาการลดลงเมื่อดื่มน้ำผักปั่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากร่างกายได้ชะล้างของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น จึงทำให้อาการดังกล่าวลดลง และหายไป ซึ่งหากเราไม่เข้าใจในเรื่องของธรรมชาติร่างกาย เมื่อมีอาการปวดต่าง ๆ เราทานแต่ยาไประงับปวด ทำให้ร่างกายเกิดการเก็บกดและสะสมของเสียในร่างกายมากขึ้น มากขึ้นจนเกิดเป็นมะเร็งในที่สุด
    ดังนั้น การกินน้ำผักปั่นก่อนอาหารจึงเป็นการเตรียมร่างกาย ในการย่อยสลายอาหารที่เรากินเข้าไปให้ดีกว่าเดิมนั่นเอง ทำให้ไม่เหลือของเสียตกค้างในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย จึงเป็นการดูแลและฟื้นฟูร่างกายที่ดีเยี่ยมอีกทางหนึ่ง ซึ่งเราเอง และคุณเองก็ทำได้


    สรุปน้ำผักปั่นทำหน้าที่ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน
    • ให้สารอาหารที่จำเป็นกับเซลล์และร่างกาย เพื่อนำไปฟื้นฟูเซลล์ อวัยวะ เช่น ตับ และตับอ่อน
    • กระตุ้นให้ร่างกายให้พร้อมในการย่อยไขมันที่ตกค้างเหลืออยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ให้เปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงาน ทำให้ร่างกายพร้อมที่จะย่อยสลายอาหารที่จะรับประทานในครั้งต่อไป
    สูตรน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด
    ผักกาดหอม 6 – 8 ใบ ช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาท และเซลล์ปอด
    มะเขือเทศ (ท้อ/สีดา) 1 –2 ลูก ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน บำรุงเม็ดเลือด
    หอมใหญ่ 1/4 หัว ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง ลดน้ำตาลในเลือด
    เนื้อเสาวรส/น้ำมะนาว 1 – 2 ลูก ช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน
    คืนฉ่าย 2 ก้าน ช่วบลดความดันโลหิต ฟอกเลือด
    แอปเปิ้ลเขียว 1 ลูก เสริมระบบการขับถ่าย ทำความสะอาดลำไส้ใหญ่
    น้ำผึ้งป่า (ความชื้นต่ำ 18 %) 2 –4 ช้อนโต๊ะ ฟื้นฟูเซลล์ ปรับสมดุลฮอร์โมน
    น้ำพลังเอนไซม์บำบัด Multi Fruit Enzyme 1-2 ช้อนโต๊ะ/ Premier Fruit Enzyme 1 ช้อนชา ช่วยปรับสมดุล ความเป็นกรดด่าง และช่วยย่อย
    น้ำดื่ม (ไม่แช่เย็น) 2 – 4 แก้ว นำสารอาหารเข้าเซลล์
    ผัก ผลไม้ พวกมียางห้ามนำไปปั่นเด็ดขาด
    เพราะยางจะเปลี่ยนรูปเป็นยางมะตอย เช่น ผักบุ้ง ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แก้วมังกร อโวคาโด เนื้อฝรั่ง ซึ่งไม่ดีต่อไต มีแคลเซียมไบคาบอเนท แครอทย่อยยากไม่เหมาะกับคนไทย


    วิธีทำ

    • นำผัก และผลไม้ที่เตรียมไว้ ล้างน้ำให้สะอาด แช่ในน้ำผสมเอนไซม์แช่ผัก
    • หั่นผัก และผลไม้ที่เตรียมไว้ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ 
    • ใส่น้ำสะอาด 1 แก้ว ลงไปในโถปั่น เติมผักกาดหอม คืนฉ่าย ลงไปปั่นสักครู่
    • แล้วตามด้วยหอมใหญ่ แอปเปิ้ล เสาวรส ปั่นให้ละเอียด
    • เติมน้ำผึ้ง น้ำเอนไซม์และน้ำสะอาดอีก 1 แก้ว ปั่นให้ละเอียดให้เข้ากัน
    • ชิมรส และเติมน้ำที่เหลือเข้าให้คนให้เข้ากัน พร้อมเสริฟ
    IMG_9430   IMG_9443
    การดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
    1. ทยอยดื่มทันทีที่ปั่นเสร็จ ครั้งละ 1 ลิตร ภายใน 1 ชั่วโมง โดยดื่มวันละ 3 ครั้ง
    2. ควรดื่มทุกคน ทุกวัน ทุกวัย ทุกเวลา เวลาที่ดีที่สุด คือ ก่อนอาหารเช้า
    โดยหญิงตั้งครรภ์ควรดื่มเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้คลอดง่าย และทารกในครรภ์เจริญเติบโตได้ดี แข็งแรง
    เคล็ดลับในการหัดดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด
    สำหรับคนหัดดื่มแรก ๆ น้ำผักปั่นปริมาณ 1 ลิตร ตลอดด้วยความข้นของน้ำผักปั่น คงทำให้ทำใจดื่มให้หมดคงยากน่าดู แนะนำให้เริ่มต้นดังนี้

    1. ก่อนดื่มให้ทำการฝึกหายใจ ขับของเสียในช่องท้องและปอดออกก่อน โดยการหายใจเข้าทางจมูกลึก ๆ แล้วหายใจออกทางปากยาว ๆ จนท้องแพบมากที่สุด ทำประมาณ 15 ครั้ง ก่อนเริ่มดื่มน้ำผักปั่น จะช่วยลดอาการแน่น อืด ท้อง เมื่อดื่มน้ำผักปั่น

    2. ให้ทำน้ำผักปั่นตามสูตร ถ้าดื่มข้นได้ ให้เติมน้ำแค่ 3 แก้ว แล้วดื่มให้หมด ก็จะได้ปริมาณไม่มากนัก และไม่อืดหรือแน่นเกินไป แต่ถ้าดื่มข้นไม่ได้ให้เติมน้ำ 4-5 แก้ว ให้แบบเจือจาง แล้วค่อย ๆ ดื่มไปเรือย ๆ ไม่ต้องรีบร้อน ภายใน 1 ชั่วโมง หรือแช่เย็นแบ่งไว้ดื่มก่อนอาหารทุกมื้อให้หมดภายใน 1 วัน
    ปล. สำหรับคนที่ต้องการดื่มน้ำผักปั่นหลังจากผ่านการผ่าตัดมา ให้ใช้วิธีปั่นแล้วนำมากรองกาก ดื่มเฉพาะน้ำ เพื่อให้ระบบการย่อยทำงานลดลง ทำให้ร่างกายได้ฟื่นเร็วขึ้น เมื่อร่างกายสามารถย่อยอาหารแข็งได้แล้ว ค่อยดื่มแบบมีกากต่อไป เพื่อปรับปรุงระบบการขับถ่ายและทำความสะอาดลำไส้
    อ่านเพิ่มเติม ใน หนังสือน้ำผักปั่น หรือ ดาวน์โหลด สูตรน้ำผักปั่น


    บทความที่เกี่ยวข้อง

    1 กรกฎาคม 2553

    แหล่งน้ำที่ร่างกายต้องการ

    การที่เรารู้สึกกระหายน้ำ อยากดื่มน้ำ คุณรู้ไหมว่าอีกนัยหนึ่งก็คือ น้ำในร่างกายไม่เพียงพอต่อการใช้ของเซลล์ หรือเซลล์เราต้องการน้ำนั้นเอง
    น้ำ แบบไหนล่ะ ที่เซลล์เราต้องการ
    น้ำ จากแหล่งไหนล่ะ ที่เซลล์เราต้องการ
    น้ำ อะไรหรือ ที่เซลล์เราต้องการ
    น้ำในเซลล์คำตอบของคำถามทั้งหมดก็คือ น้ำ ชนิดเดียวกันในเซลล์ของเรา หรือ น้ำ จากแหล่งเดียวกับที่อยู่ในเซลล์ของเรานั้นเอง แล้วเราจะได้ น้ำ นั้น หรือหา น้ำ นั้น มาจากที่ไหน คำตอบก็คือ น้ำ ที่อยู่ในเซลล์ของพืช ผัก ผลไม้ นะซิ เพราะเป็น น้ำชนิดที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก เหมือนกับ น้ำในเซลล์ของร่างกายเรา ทำให้เซลล์สามารถนำ น้ำ นั้นไปใช้ได้ทันที ไม่ใช้ น้ำอัดลม หรือ น้ำหวาน ที่เรานึกอยากดื่ม เมื่อเวลากระหาย น้ำ
    คุณรู้ไหมว่า น้ำอัดลม หรือ น้ำหวาน ที่มี น้ำตาล สูง เหล่านั้น ไม่มีคุณค่าต่อร่างกายเลย แถมยังมีการผสมสี อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป ก่อให้เกิดของเสียในร่างกายอีกด้วย โดยเมื่อเราดื่ม น้ำหวาน หรือ น้ำอัดลม เข้าไป ปริมาณน้ำตาลที่สูงจะเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้ตับอ่อนต้องผลิตอินซูลิน ออกมาลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ส่งผลให้ตับอ่อนทำงานหนัก อีกทั้งปริมาณน้ำตาลในเลือดที่สูง จะไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูก ฟัน และเส้นผม และทำให้ไตทำงานหนัก ส่งผลให้เกิดภาวะไตเสื่อม อีกทั้งการเร่งให้เซลล์นำ น้ำตาล ไปเผาผลาญ ต้องใช้วิตามินบีร่วมด้วย จึงมีผลให้ร่างกายไปดึงวิตามินบีออกจากสมองมาใช้ ทำให้สมองอ่อนเพลียง่าย จึงเห็นได้ว่า ในช่วงแรกที่เราทาน น้ำหวาน หรือ น้ำอัดลม เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาล ร่างกายจะกระปรี้กระเปร่า สดชื่น ขึ้นเพียงชั่วครู่เดียว แต่เมื่อปริมาณน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น จะทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักในการเผาผลาญน้ำตาลเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อย อ่อนแรง ผ่อนเพลีย ง่วงนอน หมดเรี่ยว หมดแรง ซึ่งเป็นอาการของคนที่ขาดวิตามินบี นั้นเอง
    แล้ว น้ำ แบบไหนนะ ที่เซลล์เราต้องการ?
    ก็ น้ำ แบบเดียวกับที่อยู่ในเซลล์เราไง หรือ น้ำที่มีขนาดโมเลกุลเล็กเพียงพอ ที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าไปใช้ในเซลล์ได้ทันที ซึ่งเราก็สามารถหาได้จาก การรับประทาน ผัก ผลไม้ หรือ น้ำผักปั่น น้ำผลไม้คั่นสด น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ นั่นเอง


    สรุปได้ว่า
    • น้ำ ที่เซลล์ต้องการ คือ น้ำที่มีโมเลกุลเล็ก หรือน้ำที่อยู่ในเซลล์นั่นเอง
    • น้ำ ในเซลล์พืช ผัก ผลไม้ เป็นแหล่ง น้ำ ที่ร่างกาย หรือเซลล์เราต้องการ
    • น้ำ ที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก คือ น้ำที่เซลล์เราต้องการ ไม่ใช่น้ำแร่ ที่มีแร่ธาตุสูง ๆ หรือ น้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำชา น้ำหวาน น้ำอัดลม แต่เป็นน้ำคั่นหรือน้ำปั่นจาก ผัก และผลไม้