google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

26 เมษายน 2555

เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณและร่างกายในภาวะโลกร้อน


อากาศร้อนแบบนี้ ลมร้อนมาเร็วกว่าทุกปี เป็นช่วง summer ที่ร้อนระอุกันเลยทีเดียว แทบอยากหนีไปให้ไกล ๆ จากความร้อนนี้ แต่ไม่เพียงอากาศที่ร้อนเท่านั้น ความร้อนระอุจากภาวะการเมืองก็ยิ่งเพิ่มอุณหภูมิความร้อนให้มากขึ้นอีก

ในช่วงอากาศร้อนแบบนี้ เราอาจเจ็บไข้ได้ป่วยกันง่าย ๆ หลายคนแอบกังวลว่า หน้าร้อนทีไร ปากแห้ง ร้อนใน ผิวพรรณแทบจะพัง เพราะความร้อน แสงแดด และรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ ที่ส่งมาเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย ลดปริมาณน้ำในร่างกาย และทำร้ายผิวพรรณเราให้หมองคล่ำ หมดราศีกันทีเดียว

วันนี้ทาง บ้านรักษ์สุขภาพ จึงขอแนะนำเทคนิค เล็ก ๆ น้อย ๆ ในการดูแลสุขภาพและผิวพรรณในช่วงหน้าร้อนนี้ให้สดใส ไม่ต้องกังวลเรื่องแดดอีกต่อไป

4_resize
เคล็ดลับดี ๆ ที่จะนำเสนอ
1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือ 3 – 5 ลิตร แล้วแต่น้ำหนักตัว แต่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน เพราะจะยิ่งทำให้กระหายน้ำมากขึ้น สามารถดื่มน้ำสมุนไพรหรือน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวหรือไม่หวานจัดแทน โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดแล้วยังทานน้ำน้อย หรือไม่เพียงพอในแต่ละวัน มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำในช่วงหน้าร้อนนี้ได้ ดังนั้น แนะนำให้ผสมเอนไซม์เพียงเล็กน้อย กับน้ำ 1 ลิตร เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ ไม่ขาดน้ำนะค่ะ
2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ร่างกายจะสูญเสียน้ำมากขึ้น อาจทำให้ช็อกหมดสติได้
3. เลือกรับประทานธัญพืชและอาหารทะเล เช่น ลูกเดือย ข้าวกล้อง เมล็ดถั่ว ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต จะทำให้เราได้รับวิตามินบีมากขึ้น  การทานอาหารทะเลจำพวกแซลมอน ทูน่า หอยนางรม เพิ่มโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงหัวใจและผิวพรรณให้สดใสได้
4. ใช้น้ำมันอัลมอนด์พลัสหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของวิตามินอีกในการบำรุงผิว หรือรับประทานอาหารที่มีวิตามินอี พบมากในข้าวกล้อง และเมล็ดพืชทุกชนิด ช่วยบำรุงเซลล์ให้แข็งแรง ปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ชะลอริ่วรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นได้
5. สารเซลาไมค์ ในรำข้าว และจมูกข้าว ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น ยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน อันเป็นสาเหตุของฝ้า กระ จุดด่างดำ ของผิวพรรณได้ดี
6. การขัดผิวอาทิตย์ละครั้ง ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ลดความหมองคล้ำของผิว ทำให้เซลล์ผิวได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพียงพอ

เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ อยากให้ลองนำมาใช้ในช่วง Summer กันดูนะค่ะ รับรองว่า ฤดูร้อนจะเป็นฤดูที่มีความสุข แล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพใจกันด้วย อย่าไปเครียดตามสถานการณ์บ้านเมืองนะค่ะ และต้องไม่ยอมให้ความร้อนมาบั่นทอดสุขภาพกันอีกต่อไปด้วย

ผลิตภัณฑ์แนะนำสำหรับหน้าร้อน

10 เมษายน 2555

แก้อาการคันผิวหนังของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

วันนี้บ้านรักษ์สุขภาพ ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้าย ถึงระยะฟอกไตเป็นประจำ   พบว่า ปัญหาอาการคันผิวหนังของผู้ป่วยในกลุ่มนี้ นับว่าเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความยุ่งยาก รำคาญใจมาก ทำให้นอนไม่หลับ ก่อให้เกิดแผลบนผิวหนัง เกิดอาการติดเชื้อ และอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย นับเป็นปัญหาที่แพทย์แผนปัจจุบันก็แนะนำให้ทาโลชั่น และทายาแก้แพ้ ยาแก้คัน เท่านั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปรายเหตุเท่านั้น

ทาง บ้านรักษ์สุขภาพ จึงได้ทำการค้นคว้าและทดสอบกับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย 2 ท่าน และระยะฟอกไต 1 ท่าน โดยวิธีทางโภชนาการบำบัด และเอนไซม์บำบัด ซึ่งให้ผลดีขึ้น การคันที่ผิวหนังลดลง และมีการระคายเคืองลดลงด้วย

--> โดยมีหลักการของแพทย์องค์รวมดังนี้ 

"ค้นหาสาเหตุการระคายเคืองที่ผิวหนัง และแก้ไขให้ตรงประเด็น และครอบคลุมปัญหาให้ทุกด้าน"

ต้นเหตุของอาการระคายเคืองหรือคันที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง เกิดเนื่องจาก

1. การสะสมของฟอสเฟต หรือฟอสฟอรัส ในกระแสเลือด ไตไม่สามารถขับออกได้ ทำให้ฟอสฟอรัสไปสะสมตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำให้เกิดอาการคันที่ผิวหนัง
2. ภาวะการขาดน้ำของเซลล์ ทำให้ผิวแห้ง จนเกิดการระคายเคืองได้ง่าย
3. ภาวะการขาดวิตามินดี ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินดีไปใช้ร่วมกับแคลเซียมได้

เมื่อเราทราบถึงสาเหตุการเกิดอาการระคายเคืองหรือคันที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังแล้ว เราจึงได้ทำการปรึกษากับที่ปรึกษาทางโภชนาการและคุณหมอแพทย์องค์รวม ได้ข้อสรุปในการดูแลสุขภาพและแก้ปัญหาอาการคันผิวหนังของโรคไตวายเรื้อรัง ดังนี้

1. ควบคุมอาหาร โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสเฟส หรือฟอสฟอรัสสูง เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยแข็ง โยเกิร์ต ไอศกรีม เนื้อสัตว์ติดกระดูก ไข่แดง ช็อคโกแลต กาแฟ เบียร์ น้ำอัดลม ผักโขม ผักกาด ผักบุ้ง ยอดฟัก ยอดบวบ ยอดพริก ผักสลัด ผักน้ำ หรือจะแยกตามกลุ่มที่มีสูง และต่ำ ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสต่ำมาก ( ไม่เกิน 11 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของเนื้อผัก) :
ขิงอ่อน หน่อไม้หวานหน่อใหญ่ มะระขี้นก จำปานา ตะละปัดใบพาย ดอกขี้เหล็ก แตงไทยอ่อน แตงโมอ่อน แตงร้าน แตงกวา ถั่วปี ถั่วฝักยาวแดง ไส้น้ำเต้า้ บวบงู บวบหอม ลูกตะลิงปลิง มะดัน สายบัว ใบยอ ใบย่านาง ผักกะสัง ผักกะเฉด ผักขาเขียด ผักขี้ขวง ผักแว่นน้ำ ผักหนาม เนื้อฟักข้าว เนื้อฟักเขียว ยอดฟักทอง ยอดกระถิน ยอดจิก มะเขือเจ้าพระยา มะเขือเสวย ฝักกระเจี๊ยบมอญ ใบกระเจี๊ยบเปรี้ยว เห็ดหูหนู พริกเหลือง ขนุนอ่อน หน่อเหรียง หยวกกล้วยอ่อน(ที่ไม่ใช่หยวกกล้วยน้ำว้า)

กลุ่มที่ 2 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสต่ำปานกลาง ( ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของเนื้อผัก) :
ใบชะมวง ใบเปราะ ผักกะโดน ผักติ้ว ผักบุ้งแดง ผักกาดขาว ฟักทองส่วนเนื้อและเปลือก ดอกต้นหอม สมอไทย มะขามสด มะละกอดิบ พริกขี้หนูเม็ดเล็ก พริกชี้ฟ้าแดง มะเขือเครือ เห็ดฟาง เห็ดขมิ้น เห็ดลม

กลุ่มที่ 3 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสต่ำ ( ไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของผัก) :
หน่อไม้หวานหน่อเล็ก หน่อข่าอ่อน หัวข่าอ่อน ขิงแก่ ใบเตย ใบชะพลู ใบตั้งโอ๋ ใบบัวบก ผักกาดขาว ผักบุ้งขาว ผักชีฝรั่ง ผักผำ ผักแพว ผักแม็ก ผักติ้ว ผักกุ่ม ผักลิ้น ตำลึง ยอดสะเดา มะระหวาน บวบเหลี่ยม ฝักมะรุม ดอกกะหล่ำ ดอกกุยช่าย ดอกผักกวางตุ้ง มะเขือขื่น มะเขือม่วง พริกหนุ่ม พริกชี้ฟ้าเขียว พริกไทยอ่อน พริกหนุ่ม ข้าวโพดอ่อน คูน

กลุ่มที่ 4 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสสูง ( ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของผัก) :
คึ่นช่าย ยอดแค ต้นกระเทียม ต้นหอม ถั่วแขก ถั่วงอกหัวโต ถั่วฝักยาวเขียว ถั่วพู บร็อคโคลี่ ใบทองหลาง ใบแมงลัก ใบยอ ผักกวางตุ้ง ผักกาดนกเขา ผักกาดหอม ผักกูด ผักขี้หูด ผักเตา ผักปลัง พริกหยวก มะกอกไทย ยอดมะขามอ่อน มะเขือเทศ มะระจีน มะอึก หน่อไม้ไผ่ป่า หยวกกล้วยน้ำว้า หัวปลี

กลุ่มที่ 5 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสสูงปานกลาง (ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของผัก) :
แครอท กะหล่ำปลี กระชาย ยอดชะอม ดอกแค ดอกขจร ดอกต้างป่า ดอกผักอ้วน ดอกโสน ตะเกียงกะหล่ำ ถั่วงอก ผลน้ำเต้า ใบ แพชชั่นฟรุช ใบมันเทศ ผักกาดเขียว ผักแขยง ผักคะน้า ผักจุมปลา ผักเจียงคา ผักปวยเล้ง ผักหวาน พรกขี้หนูอุบล พริกหวาน พริกยักษ์ ยอดมะกอกอ่อน มะเขือกรอบ ยอดมะระอ่อน มะแว้ง ยอดผักแส้ว ยอดผักฮ้วน ยอดผักฮี้ ยอดผักเฮือด ยอดมะพร้าวอ่อน ลูกเนียง สะตอ หน่อไม้ไผ่ตง เห็ดนางรม เห็ดเผาะ เห็ดเป๋าฮื้อ

กลุ่มที่ 6 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสสูงมาก (เกิน 100 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของผัก) :
ขมิ้นขาว ใบขี้เหล็ก ดอกงิ้วแดงแห้ง ถั่วลันเตา ใบกระเพรา ผักเหมียง ผักชีลาว ผักไผ่ ผักแพงพวย มะเขือพวง ยอดฟักข้าว

โดยทั่วไปการนำผักไปปรุงเป็นอาหารจะมี 3 รูปแบบ คือ ใช้สดๆ ต้ม และนึ่ง การปรุงตรงนี้สำคัญนะค่ะ หลักการของการเตรียมผักเพื่อลดปริมาณฟอสฟอรัสหรือฟอสเฟตจากผักทำได้โดยให้ปรุงผ่านความร้อน ต้ม นึ่ง ก่อนเสมอ

2. การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยส่วนมากผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักจะโดยคุณหมอจำกัดปริมาณน้ำต่อวัน แต่เราสามารถดูความต้องการของน้ำในแต่ละวันได้ด้วยตัวเอง โดยดูปริมาณน้ำที่เราสามารถขับถ่ายออกได้ ถ้าผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังยังสามารถปัสสาวะได้ ให้ดื่มน้ำได้ในปริมาณ

ปริมาณน้ำที่ขับปัสสาวะออกของเมื่อวาน + 500 มิลลลิตร เท่ากับ ปริมาณน้ำที่ดื่มได้ในวันนี้

โดยให้ปรับวิธีการดื่มน้ำของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ดังนี้ ให้แบ่งเป็น 1 ส่วน ใน 3 ส่วน มาใส่ขวด ไว้ให้จิบทานบ่อย ๆ โดยการอมไว้ในปากนาน ๆ แล้วค่อย ๆ กลืน ลดอาการกระหายน้ำ และช่วยให้เซลล์ได้รับการดูดซึมน้ำได้ดีขึ้น ซึ่งคนเป็นโรคไตวายเรื้อรัง บ้างครั้งกลัวจนไม่ค่อยจะดื่มน้ำเพราะกลัวว่าจะดื่มน้ำเกินกำหนดได้ จึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำ เป็นจิบบ่อย ๆ ที่ละนิด เพื่อลดภาวะการขาดน้ำของเซลล์ และให้ใช้น้ำผสมกับน้ำเอนไซม์บำบัด ของบ้านรักษ์สุขภาพ ผสมกัน น้ำเอนไซม์ 1 ส่วน น้ำสะอาดหรือน้ำแร่ 4 ส่วน ฉีดผสมผิวหนังบ่อย ๆ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น หรือจะใช้โลชันเอนไซม์สำหรับโรคสะเก็ดเงิน ทาผิวหนังอาบน้ำทุกครั้งก็ได้ และควรเลือกผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่อ่อนโยนต่อผิวหนัง หรือผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เพื่อคงความชุ่มชื้นให้กับผิว ก็จะดีมาก ๆ ค่ะ

3. การออกกำลังกาย รับแสงแดด และวิตามินอี ทุกเช้า เวลาตี 5 - 7 โมงเช้า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการออกกำลังกาย เพิ่มวิตามินอี และออกซิเจนให้กับร่างกาย จะช่วยร่างกายให้มีการขับเหงื่อ และรับวิตามินอีจากแสงแดดอีกด้วย 

ซึ่งเมื่อทางบ้านรักษ์สุขภาพ ได้ปรึกษากับทางกลุ่มที่ปรึกษา และพูดคุยกับทางผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังแล้ว ก็ทดลองปฏิบัตินาน 1 เดือน พบว่า ปัญหาอาการคันหรือระคายเคืองที่ผิวหนังของผู้ป่วยกลุ่มนี้ลดลง อย่างมีนัยสำคัญ จึงได้พิจารณาเขียนบทความนี้เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง และผู้ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ให้ติดต่อ มาที่อีเมล์ tusora@hotmail.com
-->

9 เมษายน 2555

นาฬิกาชีวิต

การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ การมีช่วงเวลาของการทำงานเช่นเดียวกัน มีเวลาที่ต้องตอกบัตรเข้าทำงาน เวลาเริ่มงาน เวลาเลิกงาน โดยถูกควบคุมด้วยกลไกทางธรรมชาติ แสงแดด ฮอร์โมน และกลไกในร่างกาย

การดูแลถนอมร่างกาย และอวัยวะให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เรื่องยาก หากเราจะเรียนรู้ กลไก หรือเวลาการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ที่เราเรียกว่า “นาฬิกาชีวิต

palms-clock

ในแต่ละช่วงเวลา เราควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อดูแลและถนอมอวัยวะนั้น ๆ และให้อวัยวะนั้นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เรามาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันนะค่ะ


20081001064417_115


ช่วงเวลา  01.00 น. – 03.00 น. เป็นเวลาของตับ
         ขอบอกเลยว่า . . .ทุกคนควรนอนหลับพักผ่อนให้เป็นประจำในช่วงเวลานี้ให้ได้ เพราะตับจะหลั่งสารมีลาโทนิน ที่จะทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย เห็นมั้ยละว่าสำคัญแค่ไหน ที่สำคัญห้ามกินเด็ดขาดในเวลานี้เพราะจะทำให้ตับต้องทำงานหนักและเสื่อมเร็ว จะสังเกตุได้อีกอย่าง คนที่เป็นโรคตับ มักจะตื่นช่วงเวลานี้ หรือมีนอนไม่หลับบ่อย ๆ

ช่วงเวลา 03.00 น. – 05.00 น. เป็นเวลาของปอด
         สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือ ตื่นนอน ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ซะหน่อย เขาบอกว่าถ้าตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณดี ปอดแข็งแรง ตื่นแล้วควรดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยล้างปอดด้วยนะจ้า 
แนะนำให้ฝึกหายใจ หรือออกกำลังกายแบบชี่กง ก็ดีนะค่ะ

ช่วงเวลา 05.00 น. – 7 .00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่
         เพราะฉะนั้น ควรขับถ่ายให้เป็นนิสัยทุกเช้า ถ้าคนไหนมีโรคประจำตัวคือ ท้องผูกกว่าจะถ่ายแต่ละทียากเย็นเหลือเกิน แนะนำว่าให้ลองดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำเอนไซม์บำบัด (น้ำ 1 แก้ว + น้ำผึ้ง 1 ช้อน + น้ำเอนไซม์บำบัด 2 ช้อนโต๊ะ)

ช่วงเวลา 07.00 น. – 09.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะอาหาร
         จึงควรกินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน เพราะถ้าปล่อยให้ท้องว่าง กระเพาะอาหารจะอ่อนแอกลายเป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล สมองเสื่อม ที่สำคัญจะหน้าแก่เร็วกว่าไว น่ากลัวมากๆๆ (อาหารในมื้อเช้า เป็นมื้อที่สำคัญที่สุด ดังนั้น งดมื้ออื่นได้ แต่มื้อนี้ยังไงต้องกินไว้ก่อนนะค่ะ) ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในมื้อเช้า ทำให้อ่อนวัย ไม่แก่ง่าย ความจำไม่เสื่อมด้วยนะค่ะ



ช่วงเวลา 09.00 น. – 11.00 น. เป็นเวลาของม้าม
         ไม่ควรบ่น กังวน เครียด หรือพูดมาก ให้พูดน้อย กินน้อย และไม่แอบนอนหลับ เพราะม้ามจะได้ทำงานสร้างเม็ดเลือดแดงได้อย่างเต็มที ผู้ที่มีภาวะเลือดน้อย การทานวิตามินโฟลิกและธาตุเหล็กเสริมหลังมื้อเช้าก่อน 9 โมงเช้าก็จะช่วยกระตุ้นให้ม้ามสร้างเม็ดเลือดแดงได้อีกทางนะค่ะ

ช่วงเวลา 11.00 น. – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาที่หัวใจทำงานหนักที่สุด
         ควรทำใจให้สบาย หลีกเลี่ยงสิ่งทึ่จะทำให้เครียด พยายามไม่ใช้ความคิดหนัก ถ้าต้องเครียดกับงานตรงหน้ามากนักก็ผ่อนคลายซะบ้าง และอย่าทานของเผ็ดร้อน เพราะจะเป็นการทำร้ายหัวใจยิ่งขึ้น

ช่วงเวลา 13.00 น. – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก
         งดกินอาหารทุกประเภทให้ลำไส้เล็กได้พักผ่อน เลิกกินจุบกินจิบ พักผ่อน ไม่ออกกำลังกายในช่วงนี้

ช่วงเวลา 15.00 น. – 17.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะปัสสาวะ
         ออกกำลังกายหรืออบตัวให้เหงื่อออก อย่ากลั้นปัสสาวะ ดื่มน้ำให้มาก ๆ โดยเน้นทานทุก ๆ ชั่วโมงจะช่วยในการขับล้างสารพิษได้ด้วย

ช่วงเวลา 17.00 น. – 19..00 น. เป็นเวลาของไต
         อาบน้ำทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่ควรออกกำลังกายหนัก เพราะจะทำให้ไตทำงานหนัก เกิดภาวะไตวายได้ง่าย ผู้ป่วยโรคไต ต้องพึ่งระวังไม่ออกกำลังกายช่วงนี้เด็ดขาด แนะนำให้เป็นช่วงที่ควรพักผ่อนสบาย ๆ ไม่เครียด ไม่กังวน นะค่ะ

ช่วงเวลา 19.00 น. – 21.00 น. เป็นเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ             
         ควรหยุดทำงาน พักผ่อนทำสมาธิและสวดมนต์ อ่านหนังสือ ผ่อนคลาย จะลดภาวะเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายได้อย่างดี

ช่วงเวลา 21.00 น. –  23.00 น. เป็นเวลาของพลังงานรวม
         ทำให้ร่างกายอบอุ่นนอนหลับให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่ งดอาบน้ำเย็น งดดื่มน้ำเย็น ๆ และไม่ควรให้ปลายมือ ปลายเท้าเย็นจัด เพราะจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และเกิดโรคได้ง่าย

ช่วงเวลา 23.00 น. – 01.00 น. เป็นเวลาของถุงน้ำดี
         ควรเข้านอน นอนหลับให้สนิท (ถ้าไม่หลับช่วงนี้มีโอกาสเกิดโรคมากมายและร่างกายจะทรุดโทรมไว)

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ รู้ตารางการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายเราแล้ว ก็รู้แล้วว่าเราควรดูแลตนเองอย่างไร เพื่อมีร่างกายที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
ไม่ยากเลยใช่ไหมค่ะ มาเรียนรู้ และทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันกันเถอะค่ะ
-->

3 เมษายน 2555

เครื่องดื่มบำรุงไตก่อนสายเกินไปเกิดไตวาย

สมุนไพรที่บำรุงไตได้ดีที่สุด ก็คือ กระชาย ไม่จำเป็นต้องใช้กระชายดำที่มีราคาแพง เอาเพียงกระชาย
เหลืองธรรมดาก็เพียงพอแล้วสำหรับการนำมาทำเครื่องดื่มบำรุงไต ควรบำรุงก่อนเกิดไตวาย

วิธีทำการง่ายด่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน หรือต้องไปซื้อในราคาแพงแต่อย่างใด ดื่มแล้วช่วยบำรุงสมอง บำรุงกระดูก บำรุงไต กระตุ้นเลือดไปเลี้ยงสมองให้มากขึ้น ลดภาวะเสี่ยงต่อโรคความจำเสื่อม อาการนอนไม่หลับ ผมร่วง หัวหงอกก่อนวัยได้ด้วย

เครื่องดื่มสูตรนี้ ไม่ต้องต้ม ไม่ต้องฆ่าเชื้อ เพราะตัวกระชายเองมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคอยู่แล้ว ทำแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นได้เป็นเดือน ๆ ทำเป็นเครื่องดื่มใช้ดื่มประจำจะดีมาก แต่เมื่อดื่มติดต่อกัน 6 เดือน ควรเว้นให้ร่างกายได้ทำความสะอาดสิ่งที่ตกค้าง โดยการหยุดดื่มสัก 25 วัน (ที่เป็น 25 วัน เพราะเม็ดเลือดจะได้ผลัดเปลี่ยน และวงจรการขจัดของเสียจะได้ครบวงจร
)
กระชาย
สูตรเครื่องดื่มบำรุงไต
1. กระชายเหลือง   1 กิโลกรัม (ถ้าใช้กระชายดำให้ลดเหลือ 1/2 กิโลกรัม เพราะในกระชายดำมีโอสภสารมากกว่า) ช่วงที่ดื่มอาจทำให้ค่าฟอสฟอรัสในเลือดสูงขึ้น
2. โหระพา  200 กรัม
3. น้ำมะนาว  1 –2 ลูก
4. น้ำผึ้งความชื้นต่ำ 18% (ต้องใช้น้ำผึ้งความชื้นต่ำ เนื่องจากลดปัญหาการทำงานของไต และฟื้นฟูไต เพราะถ้าใช้น้ำผึ้งธรรมดา จะส่งผลให้ไตทำงานหนัก ในการกรองของเสีย) ปริมาณตามชอบ (ใส่เมื่อจะรับประทาน) สามารถใช้ปรุงอาหารให้ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังได้
5. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น 1 ช้อนชา ต่อหนึ่งแก้ว (ใส่เมื่อจะรับประทาน) ดื่มเป็นประจำเช้า เย็น ช่วยร่างกายในการปรับความเป็นกรดด่าง และลดอาการอ่อนเพลียหลังการฟอกเลือด
6. น้ำสะอาด  1 – 2 ลิตร (กรณี ที่ยังสามารถปัสสาวะได้)
วิธีทำ
1. ล้างทำความสะอาดกระชายเหลือง โหระพา มะนาว ให้สะอาด แล้วแช่ในน้ำผสมเอนไซม์แช่ผัก 30 นาที แล้วนำมาสะเด็ดให้แห้ง
2. หั่นกระชายให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ และเด็ดโหระพาเอาแต่ใบ
3. ใส่น้ำสะอาดลงไปในโถปั่น 1 แก้ว แล้วใส่ใบโหระพาลงไปปั่นให้ละเอียดก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เติมกระชายเหลืองลงไป ปั่นให้ละเอียด เติมน้ำลงไปจนเต็มโถ ปั่นให้เข้ากัน เติมน้ำมะนาวลงไป
4. เทใส่ที่กรอง กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ ส่วนกากที่เหลือ ให้ใส่น้ำลงไปแล้วปั่นอีกครั้ง
5. นำมากรองเอาแต่น้ำ ผสมให้เข้ากันกับน้ำที่กรองได้ครั้งแรก แล้วเก็บใส่ขวด แช่ไว้ในตู้เย็น (เก็บได้นาน 1 เดือน)
น้ำกระชาย


วิธีการรับประทาน
1. ดื่มทุกวันก่อนรับประทานอาหารเช้า วันละ 1 แก้ว โดยเมื่อจะรับประทานให้นำน้ำกระชายที่กรองได้มา 1 แก้ว เติมเอนไซม์เข้มข้นลงไป 1 ช้อนชา แล้วปรุงรสด้วยน้ำผึ้งความชื้นต่ำ ปริมาณตามชอบ
2. ดื่มทุกวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน จะเห็นผล แต่ถ้าดื่มอย่างต่อเนื่องจนครบ 6 เดือน ควรหยุด 1 เดือน เพื่อให้ร่างกายได้ล้างของเสียที่ตกค้างในร่างกายออก เพื่อลดการทำงานของตับและไต