วันนี้บ้านรักษ์สุขภาพ ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้าย ถึงระยะฟอกไตเป็นประจำ พบว่า ปัญหาอาการคันผิวหนังของผู้ป่วยในกลุ่มนี้ นับว่าเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความยุ่งยาก รำคาญใจมาก ทำให้นอนไม่หลับ ก่อให้เกิดแผลบนผิวหนัง เกิดอาการติดเชื้อ และอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย นับเป็นปัญหาที่แพทย์แผนปัจจุบันก็แนะนำให้ทาโลชั่น และทายาแก้แพ้ ยาแก้คัน เท่านั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปรายเหตุเท่านั้น
ทาง บ้านรักษ์สุขภาพ จึงได้ทำการค้นคว้าและทดสอบกับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย 2 ท่าน และระยะฟอกไต 1 ท่าน โดยวิธีทางโภชนาการบำบัด และเอนไซม์บำบัด ซึ่งให้ผลดีขึ้น การคันที่ผิวหนังลดลง และมีการระคายเคืองลดลงด้วย
-->
โดยมีหลักการของแพทย์องค์รวมดังนี้
"ค้นหาสาเหตุการระคายเคืองที่ผิวหนัง และแก้ไขให้ตรงประเด็น และครอบคลุมปัญหาให้ทุกด้าน"
ต้นเหตุของอาการระคายเคืองหรือคันที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง เกิดเนื่องจาก
1. การสะสมของฟอสเฟต หรือฟอสฟอรัส ในกระแสเลือด ไตไม่สามารถขับออกได้ ทำให้ฟอสฟอรัสไปสะสมตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำให้เกิดอาการคันที่ผิวหนัง
2. ภาวะการขาดน้ำของเซลล์ ทำให้ผิวแห้ง จนเกิดการระคายเคืองได้ง่าย
3. ภาวะการขาดวิตามินดี ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินดีไปใช้ร่วมกับแคลเซียมได้
เมื่อเราทราบถึงสาเหตุการเกิดอาการระคายเคืองหรือคันที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังแล้ว เราจึงได้ทำการปรึกษากับที่ปรึกษาทางโภชนาการและคุณหมอแพทย์องค์รวม ได้ข้อสรุปในการดูแลสุขภาพและแก้ปัญหาอาการคันผิวหนังของโรคไตวายเรื้อรัง ดังนี้
1. ควบคุมอาหาร โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสเฟส หรือฟอสฟอรัสสูง เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยแข็ง โยเกิร์ต ไอศกรีม เนื้อสัตว์ติดกระดูก ไข่แดง ช็อคโกแลต กาแฟ เบียร์ น้ำอัดลม ผักโขม ผักกาด ผักบุ้ง ยอดฟัก ยอดบวบ ยอดพริก ผักสลัด ผักน้ำ หรือจะแยกตามกลุ่มที่มีสูง และต่ำ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสต่ำมาก ( ไม่เกิน 11 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของเนื้อผัก) :
ขิงอ่อน หน่อไม้หวานหน่อใหญ่ มะระขี้นก จำปานา ตะละปัดใบพาย ดอกขี้เหล็ก แตงไทยอ่อน แตงโมอ่อน แตงร้าน แตงกวา ถั่วปี ถั่วฝักยาวแดง ไส้น้ำเต้า้ บวบงู บวบหอม ลูกตะลิงปลิง มะดัน สายบัว ใบยอ ใบย่านาง ผักกะสัง ผักกะเฉด ผักขาเขียด ผักขี้ขวง ผักแว่นน้ำ ผักหนาม เนื้อฟักข้าว เนื้อฟักเขียว ยอดฟักทอง ยอดกระถิน ยอดจิก มะเขือเจ้าพระยา มะเขือเสวย ฝักกระเจี๊ยบมอญ ใบกระเจี๊ยบเปรี้ยว เห็ดหูหนู พริกเหลือง ขนุนอ่อน หน่อเหรียง หยวกกล้วยอ่อน(ที่ไม่ใช่หยวกกล้วยน้ำว้า)
กลุ่มที่ 2 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสต่ำปานกลาง ( ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของเนื้อผัก) :
ใบชะมวง ใบเปราะ ผักกะโดน ผักติ้ว ผักบุ้งแดง ผักกาดขาว ฟักทองส่วนเนื้อและเปลือก ดอกต้นหอม สมอไทย มะขามสด มะละกอดิบ พริกขี้หนูเม็ดเล็ก พริกชี้ฟ้าแดง มะเขือเครือ เห็ดฟาง เห็ดขมิ้น เห็ดลม
กลุ่มที่ 3 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสต่ำ ( ไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของผัก) :
หน่อไม้หวานหน่อเล็ก หน่อข่าอ่อน หัวข่าอ่อน ขิงแก่ ใบเตย ใบชะพลู ใบตั้งโอ๋ ใบบัวบก ผักกาดขาว ผักบุ้งขาว ผักชีฝรั่ง ผักผำ ผักแพว ผักแม็ก ผักติ้ว ผักกุ่ม ผักลิ้น ตำลึง ยอดสะเดา มะระหวาน บวบเหลี่ยม ฝักมะรุม ดอกกะหล่ำ ดอกกุยช่าย ดอกผักกวางตุ้ง มะเขือขื่น มะเขือม่วง พริกหนุ่ม พริกชี้ฟ้าเขียว พริกไทยอ่อน พริกหนุ่ม ข้าวโพดอ่อน คูน
กลุ่มที่ 4 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสสูง ( ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของผัก) :
คึ่นช่าย ยอดแค ต้นกระเทียม ต้นหอม ถั่วแขก ถั่วงอกหัวโต ถั่วฝักยาวเขียว ถั่วพู บร็อคโคลี่ ใบทองหลาง ใบแมงลัก ใบยอ ผักกวางตุ้ง ผักกาดนกเขา ผักกาดหอม ผักกูด ผักขี้หูด ผักเตา ผักปลัง พริกหยวก มะกอกไทย ยอดมะขามอ่อน มะเขือเทศ มะระจีน มะอึก หน่อไม้ไผ่ป่า หยวกกล้วยน้ำว้า หัวปลี
กลุ่มที่ 5 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสสูงปานกลาง (ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของผัก) :
แครอท กะหล่ำปลี กระชาย ยอดชะอม ดอกแค ดอกขจร ดอกต้างป่า ดอกผักอ้วน ดอกโสน ตะเกียงกะหล่ำ ถั่วงอก ผลน้ำเต้า ใบ แพชชั่นฟรุช ใบมันเทศ ผักกาดเขียว ผักแขยง ผักคะน้า ผักจุมปลา ผักเจียงคา ผักปวยเล้ง ผักหวาน พรกขี้หนูอุบล พริกหวาน พริกยักษ์ ยอดมะกอกอ่อน มะเขือกรอบ ยอดมะระอ่อน มะแว้ง ยอดผักแส้ว ยอดผักฮ้วน ยอดผักฮี้ ยอดผักเฮือด ยอดมะพร้าวอ่อน ลูกเนียง สะตอ หน่อไม้ไผ่ตง เห็ดนางรม เห็ดเผาะ เห็ดเป๋าฮื้อ
กลุ่มที่ 6 ผักกลุ่มที่มีฟอสฟอรัสสูงมาก (เกิน 100 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมของผัก) :
ขมิ้นขาว ใบขี้เหล็ก ดอกงิ้วแดงแห้ง ถั่วลันเตา ใบกระเพรา ผักเหมียง ผักชีลาว ผักไผ่ ผักแพงพวย มะเขือพวง ยอดฟักข้าว
โดยทั่วไปการนำผักไปปรุงเป็นอาหารจะมี 3 รูปแบบ คือ ใช้สดๆ ต้ม และนึ่ง การปรุงตรงนี้สำคัญนะค่ะ หลักการของการเตรียมผักเพื่อลดปริมาณฟอสฟอรัสหรือฟอสเฟตจากผักทำได้โดยให้ปรุงผ่านความร้อน ต้ม นึ่ง ก่อนเสมอ
2. การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยส่วนมากผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง มักจะโดยคุณหมอจำกัดปริมาณน้ำต่อวัน แต่เราสามารถดูความต้องการของน้ำในแต่ละวันได้ด้วยตัวเอง โดยดูปริมาณน้ำที่เราสามารถขับถ่ายออกได้ ถ้าผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังยังสามารถปัสสาวะได้ ให้ดื่มน้ำได้ในปริมาณ
ปริมาณน้ำที่ขับปัสสาวะออกของเมื่อวาน + 500 มิลลลิตร เท่ากับ ปริมาณน้ำที่ดื่มได้ในวันนี้
โดยให้ปรับวิธีการดื่มน้ำของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ดังนี้ ให้แบ่งเป็น 1 ส่วน ใน 3 ส่วน มาใส่ขวด ไว้ให้จิบทานบ่อย ๆ โดยการอมไว้ในปากนาน ๆ แล้วค่อย ๆ กลืน ลดอาการกระหายน้ำ และช่วยให้เซลล์ได้รับการดูดซึมน้ำได้ดีขึ้น ซึ่งคนเป็นโรคไตวายเรื้อรัง บ้างครั้งกลัวจนไม่ค่อยจะดื่มน้ำเพราะกลัวว่าจะดื่มน้ำเกินกำหนดได้ จึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำ เป็นจิบบ่อย ๆ ที่ละนิด เพื่อลดภาวะการขาดน้ำของเซลล์ และให้ใช้น้ำผสมกับน้ำ
เอนไซม์บำบัด ของบ้านรักษ์สุขภาพ ผสมกัน น้ำเอนไซม์ 1 ส่วน น้ำสะอาดหรือน้ำแร่ 4 ส่วน ฉีดผสมผิวหนังบ่อย ๆ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น หรือจะใช้โลชันเอนไซม์สำหรับโรคสะเก็ดเงิน ทาผิวหนังอาบน้ำทุกครั้งก็ได้ และควรเลือกผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่อ่อนโยนต่อผิวหนัง หรือผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เพื่อคงความชุ่มชื้นให้กับผิว ก็จะดีมาก ๆ ค่ะ
3. การออกกำลังกาย รับแสงแดด และวิตามินอี ทุกเช้า เวลาตี 5 - 7 โมงเช้า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการออกกำลังกาย เพิ่มวิตามินอี และออกซิเจนให้กับร่างกาย จะช่วยร่างกายให้มีการขับเหงื่อ และรับวิตามินอีจากแสงแดดอีกด้วย
ซึ่งเมื่อทางบ้านรักษ์สุขภาพ ได้ปรึกษากับทางกลุ่มที่ปรึกษา และพูดคุยกับทางผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังแล้ว ก็ทดลองปฏิบัตินาน 1 เดือน พบว่า ปัญหาอาการคันหรือระคายเคืองที่ผิวหนังของผู้ป่วยกลุ่มนี้ลดลง อย่างมีนัยสำคัญ จึงได้พิจารณาเขียนบทความนี้เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง และผู้ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ให้ติดต่อ มาที่อีเมล์ tusora@hotmail.com
-->