29 ธันวาคม 2554
อาหารฟื้นฟูไต แนวบ้านรักษ์สุขภาพ
การรักษาแบบธรรมชาติบำบัดของทางชมรมบ้านสุขภาพ ที่แนะนำ และจำเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ
1. การท่านอาหารที่มีรสชาติจืดสนิท ชนิดที่ไม่ต้องปรุงรสอะไรเลย ใช้รสธรรมชาติดีที่สุด
2. การงดอาหารประเภทแป้ง แต่งสี แต่งกลิ่น แต่งรส ทุกชนิด พวกเบอเกอร์รี่ เป็นต้น
3. ดื่มน้ำผักให้ได้วันละ 10 แก้ว (ไม่ต้องใส่น้ำผึ้ง ก็ได้)
4. ทานซุปผักทดแทนมื้ออาหารปกติ เน้นทานอาหารที่ย่อยง่าย ไม่ทานเนื้อสัตว์
5. งดเด็ดขาดในการออกกำลังตอนเย็น และดึก
6. ควบคุมอารมณ์ ทำสมาธิ ไม่เครียดได้จะดีที่สุด เรยกว่า ควรบริหารความเครียดให้ได้
อาหารที่โรคตับ ไต และ ลำไส้ ห้ามรับประทานเด็ดขาด คือ
1. แกงส้ม แกงขี้เหล็ก แกงป่า
2. ชะเอม ชะพลู ใบยอ ผักโขม สะเดา ใบกุยช่าย
3. ถั่วสิสง ถั่วเน่า กะทิ เผือก ฝักทอง เต้าเจี้ยว
4. อาหารทะเลทุกชนิด ปลาทู ปลาโอ ปลาหมึก เป็นต้น
5. นมข้ม คอฟฟี่เมท กาแฟ
6. มะละกอดิบ มะพร้าวอ่อน ฝรั่ง ลูกพรุน ลูกเกด เป็นต้น
อาหารที่ช่วยฟื้นฟูไต
1. ฟองเต้าหู้ กล้วยต้ม มะตูมสุก
2. กระเทียม เม็ดบัว ฝักบัว ผักหวาน พุทราจีน บวบ มะระ ถั่วดำ ลูกสละ
3. เก๊กฮวย ลูกเดือย มันเทศ มันแกว ผักบุ้ง ตำลึง ผักกาดขาว ผักกาดเขียว
4. ยอดแค ดอกแค ฝัก เห็ดทุกชนิด มะเขือ กระเจี๊ยบเขียว องุ่น เป็นต้น
โดยเฉพาะ น้ำองุ่นสดปั่น โรคไต ควรรับประทานทุกวัน
27 ธันวาคม 2554
Star Fruit Enzyme Toner Spray สเปรย์เอนไซม์มะเฟืองปรับสมดุลย์หน้า
ใช้เป็นสเปรย์ฉีดหน้าเพื่อปรับสมดุลย์ความเป็นกรด ด่างบนใบหน้า ทำหน้าที่เหมือนโทนเนอร์ ช่วยลดความมัน ป้องกันสิว ขจัดสิ่งสกปรก และสารตกค้างจากเครื่องสำอาง ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่หมองคล้ำ ให้ผิวขาวใส ลดเลือนจุดด่างดำ ริ้วรอยหมองคล้ำค่อย ๆ จางลง ทำให้รู้สึก สดชื่น แลดูอ่อนกว่าวัย
สเปรย์เอนไซม์มะเฟืองปรับสมดุลย์ใบหน้า เป็นผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว ปราศจากแอลกอฮอล์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมัน -ผิวผสม
สำหรับคนผิวแห้ง และผิวธรรมดา หลังใช้สเปรย์แล้ว ให้ทาบำรุงใบหน้าด้วยครีมบำรุงผิวได้
ส่วนประกอบ: น้ำหมักเอนไซม์จากมะเฟือง ที่หมักกับน้ำผึ้งเป็นเวลานานกว่า 4 ปี ทำให้ได้สารอาหาร วิตามิน เอ, อี, ซี, และบีต่าง ๆ ผสานกับคุณค่าจาก Witch Hazel ที่ช่วยในการกระชับรูขุมขน
วิธีใช้: ฉีดบนใบหน้า ก่อน และ หลัง อาบน้ำ ล้างหน้า ตอนเช้า และก่อนเข้านอน
ปริมาณบรรจุ 250 มิลลิลิตร
ราคา 250 บาท
ข้อดีของผลิตภัณฑ์
1. เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมี
2. อุดมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามิน ที่ได้จากกระบวนการหมักจากผลไม้ตามธรรมชาติ
3. มีฮอร์โมนที่ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิว ที่ได้จากน้ำผึ้งดอกไม้ป่าแท้ ๆ
4. ช่วยขจัดเศษเซลล์ที่ตายแล้ว และกระชับรูขุมขน
ความเหมือนและความต่างของสเปรย์มะเฟืองและสเปรย์ปรับสมดุลย์
ความเหมือน
1. ผลิตจากน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้นานกว่า 4 ปีเหมือนกัน
2. ผลิตจากธรรมชาติ ไม่มีการแต่งกลิ่น แต่งสี เหมือนกัน
3. ช่วยในการปรับสมดุลย์สภาพผิวหน้า และขจัดเศษเซลล์ทำให้หน้าใสเหมือนกัน
ความต่าง
1. สเปรย์ปรับสมดุลย์ผิวหน้า (ขวดเขียว) ผลิตจากน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้กว่า 20 ชนิด ทำให้มีวิตามิน และเกลือแร่หลากหลาย แต่สเปรย์มะเฟือง ผลิตจากน้ำหมักมะเฟืองอย่างเดียว แต่อุดมไปด้วยวิตามินซี เป็นหลัก ช่วยให้หน้ากระจ่างใส
2. สเปรย์ปรับสมดุลย์ผิวหน้า (ขวดเขียว) ช่วยปรับสภาพความมันบนใบหน้า ลดการเกิดสิว ส่วนเสปรย์มะเฟือง ช่วยในการขจัดเซลล์ผิว ให้หน้ากระจ่างใส และกระชับรูขุมขน
3. สเปรย์ปรับสมดุลย์ผิวหน้า ใช้ได้ทุกสภาพผิว แต่สเปรย์มะเฟือง ไม่เหมาะกับคนผิวแห้ง หรือผิวแพ้ง่าย
เป็นต้น
26 ธันวาคม 2554
ผงวิตามินซี ล้างหน้า 100% Natural DSC Strawberry Vit C Cleansing Powder
100% Natural DSC Strawberry Vit C Cleansing Powder
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า สูตรอ่อนโยน ปราศจากสารชำระล้าง Sodium Lauryl Sulfat (SLS) ซึ่งเป็นสารระคายเคือง ทำให้เกิดอาการแพ้ และเป็นสารก่อมะเร็ง จึงอ่อนโยน และปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และผิวพรรณ
ผงวิตามินซี ล้างหน้า สกัดจากผลสตอเบอร์รี่สุก ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยของ Lab DSC โดยงานวิจัยของดร.โสภณ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผงวิตามินซี ล้างหน้านี้ อ่อนโยน ไม่ทำให้ผิวหน้าแห้งตึง เหมาะกับทุกสภาพผิว อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ในรูปของ AMPs ที่สามารถซึบซาบเข้าสู้เซลล์ใต้ผิวหน้าได้อย่างรวดเร็ว และเห็นผลในการ ช่วยขจัดสารอนุมูลอิสระ อันเป็นบ่อเกิดแห่งริ้วรอย และกำจัดจุดด่างดำ ฝ้า กระ ให้ลดเลือนอย่างได้ผล
และยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับชั้นผิวหนัง ทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้น เผยผิวขาวใส นวลเนียน กระชับ สดใส เปล่งปลั่ง อย่างเห็นผล เมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
วิธีใช้ เทผงวิตามินซีล้างหน้าลงบนฝ่ามือ หยดน้ำใส่เล็กน้อย ถูให้เกิดฟอง นวดเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า
เหมาะสำหรับคนผิวหน้าธรรมดา และผิวมัน คนหน้าแห้งอาจไม่เหมาะสม
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้ผลดี แนะนำให้ใช้คู่กับครีม DSC Whitening and Anti Aging
-->
23 ธันวาคม 2554
เอนไซม์บำบัด กับ โรคเสื่อม
ตามหลักของศาสตร์แพทย์องค์รวม หรือแพทย์ทางเลือก สาเหตุหนึ่งของการเจ็บป่วย เกิดจากภาวะพร่องเอนไซม์ในร่างกายของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะพร่องเอนไซม์ในตับอ่อน หรือโรคอ้วน มีสาเหตุมาจากภาวะพร่องเอนไซม์ย่อยไขมัน โรคมะเร็ง เกิดจากภาวะพร่องเอนไซม์โปรติเอส หลายชนิด เป็นต้น
อาการเจ็บป่วยและโรคต่าง ๆ ที่ควรใช้เอนไซม์บำบัด
- ระบบไหลเวียนของโลหิต (circulation) เอนไซม์มีความสำคัญในการป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน (Blood Clot) ลดความเหนียว (Stickiness) ของเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดแดงในหลอดโลหิต และโคเลสเตอรอลลดความเข้มข้นลง ซึ่งในด้านสุขภาพ ถ้าเลือดดี ทุกอย่างในร่างกายก็เป็นปกติ
- ลดการอักเสบ (Inflammation) เพราะเอนไซม์มีหน้าที่ซ่อมแซมและเนื้อเยื่อต่าง ๆ (Tissue Repair) เร่งสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งมันสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมกำจัดสิ่งแปลกปลอมในเลือด ทั้งสารพิษ (Toxin) ที่ดูดซึมจากลำไส้ใหญ่ รวมกับสารอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปกติ
- โรคเอดส์ (AIDS) คือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อมหรือบกพร่องมิได้เป็นเองตั้งแต่เกิด แต่ติดเชื้อไวรัสที่เรียก Human Immuno-deficiency Virus หรือ HIV ติดต่อกันโดยทางเพศสัมพันธ์ หรือทางเลือด หรือ จากแม่ที่ติดเชื้อสู้ทารกในครรภ์
- ท้องขึ้นท้องเฟ้อ จากอาหารไม่ย่อย (Indigestion) ปากอาจเปื่อย ผายลมมีกลิ่นเหม็น บางครั้งจะนอนไม่หลับ ท้องร่วงสลับกับท้องผูก ในรายท้องร่วง บางครั้งอุจจาระมีไขมันปนมาก
- เอนไซม์ย่อยไขมันในเลือดทำให้โคเลสเตอรอลลดลง ซึ่งถ้าขาดเอนไซม์จะทำให้เลือดไหลผ่านหลอดโลหิตที่ตีบตันไปได้ยาก ความดันโลหิตจึงต้องเพิ่มสูงขึ้นเพื่อขับดันเลือดไหลผ่าน และหัวใจซึ่งต้องการโลหิตที่ตับตันไปได้ยาก ความดันโลหิตจึงต้องเพิ่มสูงขึ้นเพื่อขับดันเลือดไหลผ่าน และหัวใจซึ่งต้องการเลือดจำนวนมากมาหล่อเลี้ยงเพราะ ต้องทำงานหนักขึ้น ก็อาจได้รับไม่เพียงพอ ทำให้หัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart) ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจพิการได้
- โรคอ้วน คือ สภาวะร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไป มีได้หลายสาเหตุ เช่น กินจุแต่ออกกำลังน้อย ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ ศูนย์ควบคุมความอิ่มของสมองส่วนล่าง (Hypothalanus) ถูกกระทบกระเทือน กรรมพันธุ์ รวมทั้ง เกิดจากความเครียด การใช้เอนไซม์ย่อยไขมันจะช่วยได้แต่ เป็นการบำบัดตรงปลายเหตุ
- การอับเสบต่าง ๆ รวมทั้งการมีบาดแผล เอนไซม์จะย่อยหนอง (Pus) กำจัดโปรตีนที่แปลกปลอมเอนไซม์จะเข้าไปย่อยเปลือกผิวออก ทำให้ภูมิคุ้มกันสามารถเข้าถึงและทำลายเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ เอนไซม์ทำให้เลือดไหลเวียนดี ผิวหนังจึงได้รับสารอาหารและออกวิเจนสมบูรณ์ เซลล์เกิดใหม่ง่าย แผลหายเร็ว ในปี ค.ศ. 1977 มีการใช้มะละกอปิดแผลผ่าตัด เล่ากันว่า วิธีนี้ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
- อาการอ่อนเพลีย (Chronic Fatigue Syndrome) ความเครียดทำให้รู้สึกไม่มีแรง การใช้เอนไซม์เสริมก็จะทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ทำงานปกติ ของเสียจะถูกพาออกมาทิ้งนอกเซลล์ จึงสดชื่นแข็งแรง และถ้าเชื้อไวรัสเป็นต้นเหตุอ่อนเพลียเรื้อรัง เอนไซม์ร่วมกับภูมิต้านทานที่แข็งแรงขึ้นจะกำจัดไวรัสให้หมด โดยเอนไซม์จะย่อยโปรตีนหุ้ม (Protein Film) ไวรัส
- โรคภูมิแพ้ เกิดจากมีความไวค่อนข้างสูงเกินไปของปฏิกิริยาเคมีในร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอม และถ้าเป็นมากอาจหมดสติ ถึงตายได้ การแพ้ (Allergy) นี้พบได้มากกว่าร้อยละ 15 ของคนทั่วไป เอนไซม์เสริมจะช่วยย่อยอาหารให้สมบูรณ์จนไม่เกิดมีอณูใหญ่หลงเข้ามาในกระแสโลหิต และเมตาบอลิค เอนไซม์จะย่อยสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในเลือดจนหมด ทำให้อาการแพ้ต่างๆ ทุเลาลงได้ ในกรณีที่คนไข้เป็นโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง (โรคเอสแอลอี) ซึ่งเกิดจากการผิดปกติของภูมิต้านทาน (Antibody) ซึ่งจะมีผลกับข้อต่อ เยื่อเมือก ผิวหนัง และอวัยวะภายใน การใช้เอนไซม์เสริมร่วมในการรรักษาด้วยจะทำให้อาการต่าง ๆ ดีขึ้น
ซึ่งเมื่อการดำเนินชีวิตประจำวัน จะส่งผลให้ร่างกายผลิตเอนไซม์ได้น้อยลง หรือได้ เอนไซม์ ที่มีประสิทธิภาพต่ำลง ทำให้เกิดภาวะพร่องเอนไซม์ในร่างกาย จนทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น การดำเนินชีวิตที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดภาวะพร่องเอนไซม์ เช่น
- การรับประทานอาหารสุก ไม่ทานผักผลไม้สด
- การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ กาแฟ ชา
- ความเครียด วิตกกังวน นอนไม่หลับ
- การขับถ่ายไม่ทุกวัน เป็นต้น
15 ธันวาคม 2554
การทำความสะอาดบ้านหลังน้ำท่วม
การทำน้ำหมักขยะในครัวเรือน ที่บ้านรักษ์สุขภาพ ใช้ เป็นการนำเศษผัก และผลไม้ หมักกับน้ำตาลทรายแดง โดยใช้อัตราส่วนดังนี้
1. ถังปากกว้าง มีฝาปิด ขนาด 25 ลิตร
2. เติมน้ำประปาครึ่งถึง ทิ้งไว้ 1 คืน (ให้คลอรีนสลายตัวไป)
3. เติมน้ำตาลทรายแดงลงไป 2 กิโลกรัม
4. แล้วเติมเศษผัก ผลไม้ลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั้ง เกือบเต็มถัง
5. ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้อย่างน้อย 6 เดือน จึงนำน้ำมากรองใส่ขวดพลาสติก หรือขวดน้ำดื่ม เก็บไว้ใช้
ซึ่งก็นำมาใช้เทใส่น้ำท่วมที่เข้ามาขังในบริเวณบ้าน ซึ่ง ทำให้น้ำบริเวณบ้าน และในบ้านไม่เน่า น้ำใส มีปลาเข้ามาอาศัยอยู่หลายชนิด เป็นเพลิดเพลินยามน้ำท่วม
อีกส่วนก็นำมาเทใส่ตามท่อ ในห้องน้ำชั้น 2 ให้ลงมาชั้นหนึ่ง ช่วยลดการเกิดส้วมเต็มอีกด้วย
หลังจากน้ำลด การทำความสะอาดบ้าน ของบ้านรักษ์สุขภาพ เราเลือกใช้ เอนไซม์ล้างจาน มาใช้ในการทำความสะอาด ขจัดคราบน้ำต่าง ๆ
ภาพด้านบน เป็นภาพห้องครัวหลังน้ำลด ส่วนภาพด้านล่างเป็นภาพห้องครัวหลังจากทำความสะอาด ด้วย เอนไซม์ล้างจาน และถูซ้ำอีกครั้งด้วย เอนไซม์แช่ล้างผัก เพื่อฆ่าเชื้ออีกครั้ง ส่วนที่เป็นเชื้อราที่ไม้ เราก็ใช้ เอนไซม์บำบัดสูตร Multi fruit Enzyme ผสมกับน้ำอัตราส่วน 1 ต่อ 1 มาเช็ดทำความสะอาด แล้วนำไปตากให้ไม้แห้ง และ นำเอนไซม์แช่ล้างผัก ผสมกับน้ำอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ใส่ในขวดสเปรย์ ฉีดพ่น ให้ทั่วห้อง เพื่อฆ่าเชื้อ ในอากาศ
ภาพบน ถังดำที่เห็น เป็น ถังหมักเศษขยะที่มีอายุ 1 ปี ส่วนภาพล่าง ถังเขียว เป็น ถังหมักเศษผลไม้ที่มีอายุ 2 ปี ไว้ใช้ในครัวเรือน ทำความสะอาด ล้างส้วม เทส้วม ถูพื้น
หลังจากทำความสะอาดมาได้แล้ว 7 วัน ทางบ้านรักษ์สุขภาพ จึงมาเขียนบทความนี้เพื่อเผยแพร่ต่อไปค่ะ
24 ตุลาคม 2554
อาหารฟื้นฟู และอาหารต้องห้ามของชมรมบ้านสุขภาพ
ทำให้มีคำถามต่าง ๆ มากมายที่มักจะถามเสมอว่า ในเมื่อขบวนการบำบัดในแนวทางธรรมชาติบำบัดนั้นงดใช้ยา และนำอาหารมาใช้ทดแทน อาหารชนิดใดที่จะทานได้ และอาหารชนิดใดที่เป็นของต้องห้าม
ดังนั้นทางชมรมบ้านสุขภาพจึงได้รวบรวมอาหารต้องห้าม และ อาหารฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ตับ ลำไส้ และมะเร็ง ดังนี้
อาหารต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ตับ ลำไส้ และมะเร็ง
- ของดอง
- ชะเอม
- ชะพลู
- ใบยอ
- ชุงฉ่าย
- ผักโขม
- สะเดา
- ไชเท้า
- ขี้เหล็ก ใบขี้เหล็ก ใบขี้เหล็กหวาน
- ใบมะม่วงหิมพานต์
- สะตอ
- ลูกเนียง
- กระถิน
- ชะอม
- หน่อไม้
- คะน้า
- แตงกวา
- กระหล่ำปลี
- กระหล่ำดอก
- หัวปลี
- ใบกุยช่าย
- บล็อคโคลี่
- มะละกอดิบ
- ฟักทอง
- งาดำ (ร้อนทำให้ท้องอืด)
- ข้าวโพด (มีไขมันมาก มีไขมันที่ย่อยไม่หมด ทำให้เลือดข้น)
- ถั่วลิสง
- เมล็ดมะม่วงหิมพานต์
- แครอท
- อัลมอนด์
- ถั่วเน่า
- เต้าเจี้ยว
- ซีอิ๊ว เกลือ กะปิ
- สาหร่ายทะเล
- กะทิ
- เผือก (มีแก๊สมาก)
- ลูกกะ
- อาหารทะเลทุกชนิด
- น้ำตาลกรวด
- มะม่วง
- ฝรั่ง (ทำให้ปวด)
- มะพร้าวอ่อน
- ทุเรียน
- ละมุด
- ลำไย
- ขนุน
- แตงโม
- นมข้น
- สัปปะรด
- คอฟฟี่เมท
- แป้งสาคู
- แป้งเปียก
- ข้าวเหนียว
- น้ำตาลทราย
- ขนมจีน
- อาหารขัดผิว
- ก๋วยเตี๋ยว
- แกงป่า แกงส้ม แกงอ่อม
- มันสำปะหลังและใบ (มีไซยานิคแอซิด)
- ผักกระโดน
- กุ้งแห้ง
- ส้มตำ
- ทอฟฟี่
- ไอศกรีม เนย ชีส
- ขนมเค็ก คุกกี้
- เนื้อหมู
- เนื้อวัว เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก
- เครื่องในทุกชนิด
- อาหารกระป๋อง น้ำอัดลม ชา กาแฟ
- เครื่องดื่มชูกำลัง แบรนด์ รังนก
อาหารฟื้นฟู ไต ตับ ลำไส้ มะเร็ง
- ลูกเกด (โรคมะเร็งงด)
- ขนมปังโฮลวีท (งดผงฟู)
- ผักบุ้ง มะระ (กินสดใช้น้ำส้มสายชูหรือ เอนไซม์ล้าง)
- บวบ ( สามอย่างนึ่งโรยด้วยพริกไทย)
- ลูกเดือยข้าวเจ้า (ดูดซึมเร็ว)
- ผักหวาน ผักกาดขาว ผักกาดเขียว
- ตำลึง กวางตุ้ง ฟักเขียว หน่อไม้ฝรั่ง
- ใบมะขามอ่อน ดอกมะขามอ่อน
- กระเทียม หอมใหญ่
- เต้าหู้ขาว
- ต้นกระเทียม
- ยอดฟักทอง ดอกไม้จีน
- โปรตีนเกษตร
- วุ้นเส้น ฟองเต้าหู้
- ดอกแค ยอดแค เห็ดทุกชนิด
- เห็ดหูหนูขาว-ดำ
- อ่อมแซบ
- ยอดมะยม
- ใบทองหลาง
- มะตูมสุก
- มะขวิด มันเทศ
- เก๋ากี้ เก็กฮวย
- ยอดผักบุ้ง + กระเจี๊ยบเขียว (ใช้ย่าง แก้โรคพยาธิ)
- ลูกพลับสด (ให้พลังงาน)
- พุทราจีน เม็ดบัว
- ถั่วดำ เมล็ดทานตะวัน
- ใบกระทกรก (ทำซุปผักได้ดี ดีสำหรับคนเป็นหวัด)
- ถั่วพร้า (สร้างภูมิคุ้มกัน)
- มะเขือพะวง ระกำ
- อี่หร่ำ – อีชึก (ลวก)
- ผักพาย (กินสด)
- เกาลัด ( สารดูดซึมน้ำตาลมีไขมันน้อย)
- รากบัว มันแกว กล้วยต้ม
- มังคุด
- แอปเปิ้ล ( ให้พลังงานสูงมาก)
- เม็ดฝักบัวสด ( 1 เม็ด = ข้าว 1 กำมือ)
- ผักโสม ใบหมุ่ย
- องุ่น ( ขับปัสสาวะป้องกันนิ่วในไต)
- น้ำองุ่นสดปั่น (จะทำความสะอาดตับ-ไต กินประมาณ 2 อาทิตย์)
- ใบบัวบกอินเดีย มะแว้งต้น
- ผักคาวตอง (มีแคลเซียมมาก โรคโลหิตจางควรกิน)
- ใบมันปู
30 กันยายน 2554
บทบัญยัติ 10 ประการ เพื่อสุขภาพ
- ตื่นนอน 04.00 น. เข้าห้องน้ำ
- ดื่มน้ำผสมเอนไซม์ ทันทีที่ตื่นนอน 500 ซีซี และทุก ๆ ชั่วโมง
- ดื่มน้ำโหระพา 250 ซีซี ก่อนอาหารทุกมื้อ
- ดื่มน้ำข้าวผง/น้ำข้าวกล้อง 250 ซีซี 3 มื้อ
- ออกกำลังกายตอนเช้า 5.30 - 6.00 น.
- กินอาหารไร้สารพิษเช้า 7.00 น. กลางวัน 11.30 น. และเย็น 17.30 น.
- ทยอยดื่มน้ำผักปั่นทันทีที่ปั่นเสร็จ ครั้งละ 1 ลิตร 3 ครั้งต่อวัน
- ทำสมาธิ และเข้านอนไม่เกิน 21.00 น.
- ถ่ายอุจจาระตอนเช้าไม่เกิน 6.30 น.
- อยู่ในที่อากาศสะอาด
ผัก ผลไม้ พวกมียางห้ามนำไปปั่นเด็ดขาด เพราะยางจะเปลี่ยนรูปเป็นยางมะตอย เช่น ผักบุ้ง ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แก้วมังกร อโวคาโด เนื้อฝรั่ง ไม่ดีต่อไต และแครอทไม่เหมาะกับคนไทยเพราะมีแคลเซียมไบคาบอเนทที่ย่อยยาก
หรือถ้าจะให้ง่าย ๆ จริง ๆ ไม่ยุ่งยาก ได้ทั้งเอนไซม์จากผลไม้นานาชนิด และสารอาหารต่าง ๆ ในโมเลกุลที่เล็กมากสามารถดูดซึมไปใช้ได้ในทันที คุณก็สามารถหาซื้อดื่มได้ง่าย ๆ คือ เครื่องดื่มพลังเอนไซม์บำบัด
บทปฏิบัติ 10 ประการ เพื่อบำบัดโรคภูมิแพ้ / มะเร็ง ฯลฯ
ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของชมรมบ้านสุขภาพ
- น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เครื่องดื่มปรับสมดุลฟื้นฟูสุขภาพ
- เอนไซม์หยอดล้างตา เพื่อดวงตาที่สดใส
- เอนไซม์แช่ล้างผัก ผลไม้ ไข่ไก่ เพื่อลดสารพิษที่จะเข้าสู่ร่างกายคุณ
- เอนไซม์อาบน้ำสระผม จากธรรมชาติ 100% ลดการสัมผัสสารเคมีในชีวิตประจำวัน
19 กันยายน 2554
เอนไซม์ น้ำหมักชีวภาพเพื่อชีวิต
ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ เรียบเรียงโดย ปุญโญ มีบรรจง
สำหรับการทำน้ำหมักชีวภาพ หรือเอนไซม์เพื่อการบริโภคนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล น้ำสมอดอง ถือเป็นน้ำอมตะ และยาอายุวัฒนะแห่งการรักษาชีวิต หากจะแปลความจากการวิเคราะห์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ น้ำหมักชีวภาพ หรือเอนไซม์ ก็คือ น้ำบูดมูตรเน่า เถ้าดอง ที่มีอยู่ในพระไตรปิฏก ถ้าในปัจจุบัน ก็จะเป็นน้ำหมักจากผลไม้ หรือ น้ำส้มหมัก หรือ น้ำส้มไซเดอร์ ก็ได้
สารอินทรีย์ที่ได้จากการหมักนั้นได้ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์แก่มวลมนุษยชาติมานานนับพันปี
ซึ่งตลอดเวลาของการค้นคว้าคณะสงฆ์เครือข่ายภาคอีสาน และชมรมบ้านสุขภาพ ได้ร่วมศึกษาและค้นคว้าพืชผักผลไม้ สมุนไพรต่างๆ นานาชนิดที่มีอยู่ในประเทศไทย
พบว่า การนำ "ผัก ผลไม้มาหมักตามทฤษฎีการแตกตัวของอนุมูลสารอาหาร เพื่อให้เกิดการซึมของน้ำหมัก จะได้สารอาหารซึ่งอยู่ในรูปของสารละลาย ที่ครบทั้ง 5 หมู่ " เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการในสภาวะฟื้นฟูและดูแลสุขภาพ
จากขบวนการหมัก สารอาหารที่ออกมานั้นอยู่ในรูปของ กรดอะมิโน จากโปรตีน พลังงานจากแป้ง วิตามินและแร่ธาตุจากผักผลไม้ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสารอาหารที่ร่างกาย ต้องการในระดับต่างๆ กัน
ในน้ำหมักชีวภาพก็จะประกอบไปด้วยส่วนประกอบที่หลากหลาย เช่น จุลินทรีย์ กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ น้ำตาล วิตามิน ฮอร์โมน เอนไซม์ ฯลฯ
ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้ล้วนได้มาจากกระบวนการหมักซึ่งเป็นขั้นตอนหลักของการได้มาซึ่งน้ำหมักชีวภาพ สารสำคัญที่เกิดขึ้นนี้บางตัวก็จัดได้ว่าเป็นสารที่มีคุณประโยชน์ต่อการบริโภคกล่าวคือ เมื่อกินเข้าไปแล้วเป็นผลดีต่อร่างกาย เช่น จุลินทรีย์แลคติก (ที่มีในนมเปรี้ยว โยเกิรต์) กรดอะมิโน กรดแลคติก และสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น
เอนไซม์ คือ โปรตีนที่คัดหลั่งมาจากเซลล์ที่มีฤทธิ์กระตุ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น ๆ โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกง่าย ๆ เป็นตัวช่วยในการย่อย หรือเร่งปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกาย นั่งเอง
ชื่อเอนไซม์ ถูกเสนอโดยนักสรีรวิทยาชาวเยอรมันในปี 1867 มาจากกลุ่มคำศัพท์ “Enzyme” เป็นคำเรียกสารที่มีโปรตีนและวิตามินอยู่ร่วมกัน และทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อย กระนั้นเอนไซม์ยัง
จำแนกได้อีก 700 กว่าชนิด
การหมักน้ำเอนไซม์ มีกระบวนการทางเคมีทางทฤษฏีของการเปลี่ยนแป้งและน้ำตาล จากผลไม้เป็นกรดน้ำส้ม สูตรทางเคมีคือ CH3COOH เมื่อละลายน้ำแล้วน้ำส้มสายชูก็จะสลายตัวเป็นโอโซน
ซึ่ง O3 ก็คือ โอโซน มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรค และทำให้อากาศมีปริมาณออกซิเจนเพิ่มขึ้น ช่วยลดมลพิษของบรรยากาศ**** (ซึ่งจะกล่าวไว้ในหนังสือจุดประกายฝัน)
ดังนั้น เอนไซม์ คือ สารที่เกิดจากขบวนการแตกตัวสารอาหารด้วยขบวนการ IONIC DISCHARGE ซึ่งเป็นการได้รับสารอาหารในรูปของอิออนบวกและลบ ทำให้เกิดการสลายอนุมูลอิสระในร่างกาย ให้เกิดเป็นอนุมูลธาตุ ซึ่งช่วยทำให้เซลล์และระบบเคมีในร่างกายเกิดสภาวะสมดุลจนเกิดอาการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสื่อมไปได้อย่างรวดเร็ว
ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของชมรมบ้านสุขภาพ
- น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เครื่องดื่มปรับสมดุลฟื้นฟูสุขภาพ
- เอนไซม์หยอดล้างตา เพื่อดวงตาที่สดใส เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตา
- เอนไซม์แช่ล้างผัก ผลไม้ ไข่ไก่ เพื่อลดสารพิษที่จะเข้าสู่ร่างกายคุณ
- เอนไซม์อาบน้ำสระผม จากธรรมชาติ 100% ลดการสัมผัสสารเคมีในชีวิตประจำวัน
- ครีมบำรุงผิวพลังเอนไซม์สูตรกลางวัน เพื่อผิวขาวใส
- ครีมบำรุงผิวพลังเอนไซม์สูตรกลางคืน เพื่อฟื้นฟูสภาพผิว ลดริ้วรอย
18 กันยายน 2554
ประโยชน์ของหอมใหญ่ ในน้ำผักปั่น
- วิตามิน B1 สูง
- วิตามิน B2 สูง ที่ช่วยบรรเทาความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงของกล้ามเนื้อ เสริมสร้างสุขภาพ และความงามของผิวพรรณ เล็บ และผม
- เพิ่มการเผาผลาญอาหารประเภทไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และกระตุ้นการสร้างเซลล์ในร่างกาย (ไม่ต้องสงสัยทำไมทานน้ำผักปั่นแล้วน้ำหนักลดจริง)
- ช่วยทำให้ดวงตาสดใส (ฟื้นฟูเซลล์ประสาทตา)
- เสริมสร้างเซลล์ และระบบประสาทให้แข็งแรง
- วิตามิน C สูง

- ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
- ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัยไร้ริ้วรอย
- ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร
- ช่วยยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด
- ช่วยลดความดันโลหิต ส่งผลดีต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
- ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน
- ช่วยขับเสมหะ ขับปัสสาวะ
- ช่วยเผาผลาญอาหาร เหมาะใช้ลดความอ้วน
- ป้องกันการเกิดโรคหวัด
- บรรเทาอาการตะคริว เหน็บชาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
- ทำให้จิตใจแจ่มใส่ไม่เครียด ไม่วิตกกังวล
- ช่วยบำรุงความงาม ผิวพรรณ ผม ขน เล็บ กระดูก
- ช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนเพศ รักษาสมรรถภาพทางเพศดี และไม่แก่ก่อนวัย
- ทำให้นอนหลับสบาย หลับสนิทนานขึ้น
- บรรเทาปัญหาผิวพรรณได้ เช่น สิว ฝ้า จุดด่างดำ
- บรรเทาอาการคลื่นเหียนอาเจียน
อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ น้ำผักปั่น หรือ สั่งซื้อหนังสือน้ำผักปั่นได้ที่ tusora@gmail.com
28 สิงหาคม 2554
Herbal Enzyme Mouth Wash (เอนไซม์ป้วนปาก)
ส่วนประกอบสำคัญ เอนไซม์ป้วนปาก (Herbal Enzyme Mouth Wash) ผลิตมาจากเอนไซม์จากผลไม้เมืองร้อน และสมุนไพร เช่น ส้ม มะเฟือง ขมิ้น ใบฝรั่ง กานพลู การบูร มินต์ ที่ผ่านกระบวนการหมักแบบ IONIC CHARCH เพื่อให้ได้เอนไซม์และสารอาหารที่มีขนาดเล็กเพื่อช่วยในการปรับสมดุลในช่องปาก
วิธีใช้ อมเอนไซม์บ้วนปากนาน 30 วินาที ทุกเช้า ก่อนแปรงฟัน หรือหลังอาหารทุกมื้อ ช่วยทำให้ลมหายใจสดชื่น ลดการเกิดคราบหินปูน อาการเสียวฟัน และลดการเกิดฟันผุ (หากรู้สึกว่าเข้มข้นเกินไปให้ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แล้วจึงอมไว้ในปากนาน 30 - 60 วินาที จึงบ้วนทิ้ง)
ขนาดบรรจุ 500 มิลลิลิตร
ราคา 200 บาท
เอนไซม์ป้วนปาก มีกลิ่นหอมจากสมุนไพร ลดอาการอักเสบ ดับกลิ่นปาก และผลิตจากธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง
สนใจติดต่อสั่งซื้อได้ที่ไลน์ tu-bgood หรือ อีเมล์ tusora@hotmail.com
20 สิงหาคม 2554
ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (Hypothyroidism)
Hypothyroidism หรือ ไฮโปไทรอยดีส์ซึม หรือ ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เป็นชื่อเรียกของโรคที่ก่อนให้เกิดอาการหลากหลาย และกว้างมาก เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ง่วงซึม พังผืดยึด นิ้วล็อก เจ็บส้นเท้า ไม่ค่อยอยากทำอะไร ซึมเศร้า อ้วน ไขมัน คอเลสเตอรอลสูง มีไข้ต่ำ ๆ มือเย็นเท้าเย็น ปวดข้อ ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมามาก หนาวง่าย สะเก็ดเงิน สิว ผิวแห้ง ผิวลอกเป็นขุย ๆ ความจำไม่ดี ไม่สามารถจดจ่อทำอะไรได้นาน หวาดระแวง ไมเกรน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ท้องผูก หายใจไม่สะดวก ตอบสนองช้า โลหิตจาง รู้สึกแสบ ๆ เจ็บ ๆ เหมือนถูกหนามตำ เสียงแหบ เล็บเปราะ เป็นต้น
ซึ่งจะเป็นว่า ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ นี้ มีอาการที่หลากหลาย และกว้างมาก แต่อาการเหล่านี้ หากเกิดเป็นประจำก็ทำให้สงสัยได้ว่าเราเป็นภาวะไทรอยด์ต่ำหรือเปล่า …… สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนคือ มักมีอาการบวมน้ำที่ใบหน้า
ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ นอกจากจะก่อให้เกิดอาการข้างต้นแล้ว ยังส่งผลอะไรได้อีกกับสุขภาพเราหรือเปล่า เรามาเรียนรู้ทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันนะค่ะ
ต่อมไทรอยด์ อยู่บริเวณลำคอ เป็นต่อมที่สร้าง “ไทรอยด์ฮอร์โมน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญพลังงาน หรือเมตาบอลิซึม และช่วยเปลี่ยนไขมันคอเลอเตอรอลไปเป็นฮอร์โมนที่ต้านความเสื่อมของร่างกาย (Anti-aging hormoner) เช่น โปรเจสเตอโรน (progesterone), เอสโตรเจน (estrogen), เทสโตสเตอโรน (testosterone), คอติโซน (cortisol) เป็นต้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่ในการต้านความแก้ ความเสื่อมของร่างกาย ช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคข้อเสื่อม เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่มี ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ได้มากกว่าคนปกติ
การวินิจฉัยว่าเรามีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ หรือไม่ ทำได้อย่างง่าย ๆ ด้วยการวัดปรอทในตอนเช้าก่อนลุกจากเตียงนอนติดต่อกัน 5 วัน โดยการอมไว้ใต้ลิ้น 2 นาที แล้วอ่านค่าปรอทจดไว้ติดต่อกัน 5 วัน แล้วแปลผล ดังนี้
- สำหรับผู้หญิง ถ้าวัดได้ต่ำว่า 97.6 องศาฟาเรนไฮต์ และมีอาการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ก็น่าบ่งบอกได้ว่า เป็นภาวะไทรอยด์ต่ำ (ไม่ควรวัดในช่วงมีประจำเดือน)
- สำหรับผู้ชาย ถ้าวัดได้ 97.4 องศาฟาเรนไฮด์ ร่วมกันอาการหนึ่งที่กล่าวมาข้างต้น ก็บ่งบอกได้ว่าเป็น ภาวะไทรอยด์ต่ำ
สาเหตุของการเกิด ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (Hypothyroidism)
สาเหตุหลัก ตามรายงานของ ดร.ลิต้า ลี คือ คลื่นรังสี ที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะจาก โทรศัทพ์มือถือ คอมพิวเตอร์ ไมโครเวฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เป็นต้น
สาเหตุรองลงมา เช่น
- การรับประทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองมากเกินไป พบในกลุ่มของพวกทานมังสวิรัติ ที่มีการทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะในถั่วเหลืองจะมีสารต้านไทรอยด์อยู่
- กลุ่มผู้ที่ชอบทานหวานมากเกินไป ทำให้ต่อไทรอยด์ทำงานหนัก จนเสื่อม ทำงานได้น้อยลง
- กลุ่มผู้ที่กินไขมันมากเกินไป เพราะไขมันจะต้านการทำงานของไทรอยด์
- ผู้ที่ร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนเอสโตนเจนมากเกินไป ทำให้ไปต้านการทำงานของไทรอยด์
- ออกกำลังกายมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง จนต่อมไทรอยด์ทำงานลดลง
เป็นต้น
การดูแลตัวเองของผู้ที่มี ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (Hypothyroidism)
- งดอาหารหวาน ไขมัน กะหล่ำปลี บล็อกโคลี่ และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองทุกชนิด
- หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ไมโครเวฟ เป็นระยะเวลานาน ๆ หรือ ไม่ใช้เลยก็จะเป็นการดีมาก
- ทานอาหารจำพวก ข้าวไม่ขัดสี ข้าวกล้อง และอาหารจากธรรมชาติ ผักสีเขียว น้ำผักปั่น อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ
- ทานอาหารจำพวก ปลา สาหร่าย ถั่วแดง ถั่วเหลือง เพราะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมาก
- ดื่มน้ำสมุนไพรเป็นประจำ แทนกาแฟ เช่น น้ำสมุนไพรตะไคร้ น้ำโหระพา เป็นต้น
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรหักโหมจนเกินไป
- นั่งสมาธิทุกวันอย่างน้อยวันละ 15 – 30 นาที ช่วยในการปรับสมดุลย์ของฮอร์โมนได้
สำหรับ บ้านรักษ์สุขภาพ มีผู้ดื่ม น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น Premier Fruit Enzyme 187 ml ในการดูแลสุขภาพเกี่ยวกับภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ไทรอยด์อักเสบ ซึ่งช่วยลดการรักษาโดยการผ่าตัด และการรับประทานยา อย่างได้ผล ซึ่งในน้ำพลังเอนไซมบำบัดสูตรเข้มข้นนั้น พบว่า มีสารอาหาร ฮอร์โมน และแร่ธาตุอยู่ในปริมาณที่เพียงพอในการช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลของฮอร์โมนได้อย่างดีเยี่ยม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ tusora@hotmail.com
18 สิงหาคม 2554
เอนไซม์บำบัด (Enzyme Therapy)
เอนไซม์บำบัด หรือ Enzyme Therapy Systemic เป็นศาสตร์ในการดุแลสุขภาพแบบองค์รวม ของแพทย์ทางเลือก ซึ่งเป็นการรวมศาสตร์การรักษาหลาย ๆ แขนงเข้าด้วยกัน ผู้ที่ใช้หลัก เอนไซม์บำบัด ต้องมีความรู้ ทั้งเรื่อง ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย กลไกการทำงานของ เอนไซม์ ในร่างกาย แหล่งอาหารที่มาของ เอนไซม์ เป็นต้น
แพทย์แผนปัจจุบัน ให้ความสนใจในการนำหลัก เอนไซม์บำบัด มาใช้กับผู้ป่วยในหลาย ๆ โรค เช่น โรคเบาหวาน มีการเสริม เอนไซม์อินซูลิเนส ในผู้ป่วย หรือ โรคท้องอื่ดเรื้อรัง มีการเสริมเอนไซม์ไลเปส ในการช่วยย่อย หรือ โรคบาดแผลเรื้อรัง มีการเสริม เอนไซม์ หลาย ๆ ชนิด ในการช่วยย่อยหนอง หรือทำให้แผลแห้งไว้ ไม่เป็นแผลเป็น หรือแม้กระทั่งในปัจจุบัน โรคมะเร็ง เนื้องอกบ้างชนิด แพทย์สมัยนี้ ก็มีการให้รับประทาน เอนไซม์ บางชนิด ที่ช่วยไปยับยั้ง การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เซลล์เนื้องอกได้
--> เอนไซม์บำบัด หรือ เอนไซม์ ที่ใช้ในการรักษาบำบัด สามารถแบ่งออกเป็น เอนไซม์ตับอ่อน และเอนไซม์พืช
เอนไซม์จากตับอ่อน เป็น เอนไซม์ ที่ได้มาจากเอนไซม์ในสัตว์ต่าง ๆ ทำการสกัดมาเพื่อนำมารักษา เช่น การสกัด เอนไซม์ อินซูลิเนส จากตับอ่อนของหมู เอนไซม์ จากผึ้ง หรือในน้ำผึ้ง เอนไซม์ นี้จะทำงานเพื่อส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และระบบย่อยอาหารเพื่อสุขภาพ
เอนไซม์จากพืช หรือเป็น เอนไซม์ ที่มาจากอาหาร เช่น สับปะรด มะละกอ เอนไซม์ กลุ่มนี้ จะทำงานเพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
การดูแล ฟื้นฟู สุขภาพ ในแบบของ เอนไซม์บำบัด ตามวิถีธรรมชาติบำบัด จึงเป็นแนวทางในการเสริมภาวะการพร่อง หรือ ขาดเอนไซม์ ในการฟื้นฟู รักษา สุขภาพ ด้วยการบริโภค หรือ การกินเสริมเข้าไปนั้นเอง
ในการฟื้นฟูสุขภาพแนวนี้ ตามหลักการหลัก ๆ ก็คือ การปรับสมดุลระบบการย่อย หรือ ทางเดินอาหารให้สะอาด และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั้นเอง เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้น ระบบเลือดสะอาดขึ้น ไม่เหลือของเสียตกค้างในร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานน้อยลง และแข็งแรงขึ้นเมื่อได้รับสารอาหารเต็มที นับได้ว่า เป็นขั้นตอนในการ ทำให้ร่างกาย ย่อยอาหาร และ ดูดซึม เข้าไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสมบูรณ์นั่นเอง
มาเริ่มต้นทำความรู้จัก เอนไซม์ หลัก ๆ กันก่อน ดังนี้
- อะไมเลส แป้งย่อยสลาย
- Bromelain ลดอาการอักเสบ ย่อยอาหารโปรตีน และไขมัน ได้จาก สับปะรด
- catalase ทำงานร่วมกับ SOD เพื่อลดการผลิตอนุมูลอิสระ ต่อต้านมะเร็ง
- เซลลูเลส ย่อยสลายเซลลูโลส พบมากในพวกผักต่าง ๆ
- Lactase ย่อยสลายแลคโตสหรือน้ำตาลนม (เกือบ 65% ของคนที่ขาด)
- ไลเปส ย่อยสลายไขมัน
- protease ย่อยสลายโปรตีน
สนใจสอบถามเรื่อง เอนไซม์บำบัด หรือสนใจผลิตภัณฑ์ น้ำพลังเอนไซม์บำบัด Multi Fruit Enzyme เพิ่มเติมได้ที่ คุณตู๋ tusora@gmail.com
1 สิงหาคม 2554
เอนไซม์-น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้สำหรับดื่ม
การทำเอนไซม์ เป็นกระบวนการในการเปลี่ยนรูปพืชผัก, ผลไม้ ให้อยู่ในรูปของสารอาหารเพื่อให้เก็บไว้ได้นาน โดยอาศัยประสิทธิภาพของการแตกประจุไฟฟ้า ( Effective Ionic Charge ) จึงทำให้ได้สารอาหารในรูปอิออน และพลังงาน ที่พร้อมจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อนำไปใช้ได้ทันที
ดังนั้น จะพบว่าเมื่อเรารับประทานเอนไซม์แล้วจะรู้สึกสดชื่น ร่างกายมีพละกำลังแข็งแรง รอบๆ ตัวเราล้วนเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เรียกว่าจุลินทรี เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยอาศัยสิ่งเหล่านี้ ในปัจจุบันมนุษย์เราทำลายสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดอาหาร, อากาศ เป็นพิษกันมากขึ้น เมื่อร่างกายมนุษย์อ่อนแอ จุลินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์ก็กลับกลายเป็นโทษกับตัวมนุษย์เอง
ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันจัดสรรสิ่งแวดล้อมเพื่อให้จุลินทรีย์ต่าง ๆ ทำประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอนไซม์คือตัวกลางที่ทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้วงจรหรือระบบต่างๆในร่างกายของเราให้ทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เอนไซม์มีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ
- เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นและ
- เพื่อบำรุงส่งเสริมให้ระบบต่างๆให้ทำงานได้ดีขึ้น
การทำน้ำเอนไซม์สำหรับดื่มนั้นสามารถทำได้ 2 วิธี คือ
- ได้จากการคั้น, ปั่นด้วยเครื่องปั่น, สับ, หรือตำกับครก แล้วกรองเอากากออกด้วยผ้าขาวบาง หรือจะใช้เครื่องแยกกากก็ได้ แต่หลังทำเสร็จควรดื่มทันทีและไม่ควรทิ้งไว้นานเกินครึ่งชั่วโมง เพราะหากเก็บไว้นานจะทำให้เอนไซม์ที่มีอยู่ในตัวผักและผลไม้เสื่อมประสิทธิภาพลง
- ได้จากการนำผลไม้มาหมัก ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกระบวนการที่ได้จากการหมักและกรรมวิธีขั้นตอนของการหมัก เพราะสามารถเก็บไว้ดื่มได้นานกว่าและให้สารโปรตีนที่ประกอบไปด้วยวิตามิน ซึ่งเมื่อทานเข้าไป จะเกิดการแลกเปลี่ยนการใช้สารอาหารได้สูงสุด ณ จุดที่ร่างกายสามารถนำของ เสียทิ้งได้ทั้งหมด และทำให้ร่างกายสร้างพลังงานในแต่ละเซลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้เกิดการ สร้างเซลใหม่ทดแทนเซลเก่าที่ตายในแต่ละวันได้เต็มที่
ประโยชน์ของเอนไซม์
1. ปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย
2. ทำให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายดีขึ้น
3. ทำให้แต่ละเซลในร่างกายได้สารอาหารอย่างสมดุล
4. สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ( ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ )
5. อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและเกลือแร่ คือ วิตามินบีรวม, บี 1, บี 2, บี12วิตามินที่ได้ในการนำผลไม้แต่ละชนิดมาหมักผลไม้แต่ละชนิดการนำมาหมักเป็นเอนไซม์จะได้วิตามินไม่เหมือนกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้
ลำดับ
|
ชนิดพืชที่นำมาหมัก
|
วิตามินที่ได้
|
1
|
ผลไม้รสหวาน
|
วิตามิน เอ, ดี, อี, เค
|
2
|
ผลไม้รสเปรี้ยว
|
วิตามิน ซีและเค
|
3
|
จากข้าว
|
วิตามิน บี ซี อี
|
หมักไว้เป็นเวลา 3 เดือน – 1 ปี
หรือ นำหัวเชื้อน้ำผลไม้เข้มข้น ที่อายุนาน 10 ปี มา 1 ส่วน + น้ำผึ้ง 1 ส่วน + น้ำ 10 ส่วน หมักไว้นาน 6 เดือน จะนำไปดื่ม หรือ นำไปเป็นหัวเชื้อ ขยายต่อไปอีก ด้วยอัตราส่วน หัวเชื้อขยาย 1 ลิตร + น้ำผึ้ง 1 กิโลกรัม + น้ำ 5 ลิตร นาน 1 ปี จะได้น้ำเอนไซม์พร้อมดื่ม ที่ช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย ย่อยอาหาร สลายสารพิษของตกค้างในเลือด ลดไขมัน อย่างได้ผลดี
24 กรกฎาคม 2554
เบาหวานกับการดูแลสุขภาพด้วยเอนไซม์
โรคเบาหวาน โรคที่พบมากที่สุดในมนุษย์ เป็นโรคที่เกิดจากภาวะความเสื่อมของร่างกาย ที่จัดอยู่ในกลุ่ม โรคเสื่อม แต่โรคเบาหวานบางประเภท เป็นโรคทางพันธุกรรม โดยมีการถ่ายทอดทางดีเอ็นเอ ซึ่งจะถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ต่อกันไปเป็นทอด ๆ รักษาไม่หาย แต่ควบคุมอาการของโรคได้ ขึ้นกับพฤติกรรม และความเสี่ยงของคุณ
โรคเบาหวาน ชนิดที่เกิดจากภาวะความเสื่อม แบ่งแยกออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
๑. ชนิดตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ และ
๒. ชนิดตับอ่อนสร้างอินซูลินมากเกินไป
ซึ่ง อินซูลิน คือฮอร์โมนที่สร้างมาจากตับอ่อน ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นกลูโคส และเปลี่ยนกลูโคสไปเป็นไกลโคเจน และถ้าร่างกายมีไกลโคเจนมาก ก็จะเปลี่ยนเป็นไขมัน ร่างกายคนเราโดยปกติ จะสามารถย่อยอาหารจำพวกแป้ง ข้าว น้ำตาลได้ แต่ด้วยภาวะปัจจุบัน มีการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง เอนไซม์ในอาหารจะถูกทำลายไป ทำให้อาหารย่อยยากขึ้น เมื่อย่อยยากก็เกิดการสะสมของอาหารในร่างกาย เมื่อสะสมของอาหารจำพวกน้ำตาลในเส้นเลือดมาก ร่างกายก็หลั่งอินซูลินมาก เมื่อตับอ่อนผลิตอินซูลินส่งไปยังกระแสเลือด และมีการนำน้ำตาลไปเก็บมากเกิน จึงทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำตาล เมื่อขาดน้ำตาลเราก็จะเพลีย เราจะกินเพิ่มขึ้น เกิดพฤติกรรมการกินจุกจิก ทำให้เกิดวัฏจักรน้ำตาลในเลือดสูงอย่างนี้ตลอด ส่งผลให้ตับอ่อนทำงานหนักตลอดเวลา จนตับอ่อนอ่อนแอ และหมดสภาพ ไม่สามารถทำงานได้ จึงเกิดภาวะไม่สามารถทำงาน สร้างอินซูลินได้ อีก ก็ทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดสูงขึ้น และเกิดภาวะกระทบกับอวัยวะอื่น ๆ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในที่สุด
การกินเอนไซม์เสริม เป็นการช่วยย่อยอาหารที่เรากิน โดยเฉพาะเอนไซม์ที่ช่วยย่อยน้ำตาล และไขมัน ในเส้นเลือด ช่วยให้ตับอ่อนไม่ทำงานหนัก ช่วยในตับอ่อนพักผ่อน และฟื้นฟูตัวเอง จนมันสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง
หากจะถามว่า ….. เอนไซม์สามารถลดเบาหวานได้หรือไม่?
นักธรรมชาติบำบัด หรือแพทย์องค์รวม ก็จะถามกลับคุณว่า คุณเป็นเบาหวานชนิดไหน
ถ้าคุณเป็นเบาหวานชนิดที่เกิดจากภาวะความเสื่อม ทางการแพทย์จะพบกว่า ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีเอนไซม์ อะไมเสล ในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยน้ำตาล ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การเสริมเอนไซม์ จึงพบว่า ช่วยทำให้ปริมาณระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง โดยพบว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่ใช้ต้องอินซูลิน แสดงว่าการเสริมเอนไซม์ มีส่วนช่วยในการสลายน้ำตาลในเลือดได้ มีการศึกษาอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจโดยพบว่า การกินแป้งที่ผ่านความร้อนมาแล้ว จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในครึ่งชั่วโมง หลังจากการย่อยสลาย และหลังจาก 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเลือดจะตกลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการเมื่อยตามร่างกายกระสับกระส่าย และเกิดอาการเฉื่อยชา ตรงกันข้ามกับการกินแป้งดิบ ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มและลดเพียงเล็กน้อย ระดับเมตาบอลิซึมและการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยก็เป็นปกติ
ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานสามารถลดการใช้อินซูลินได้โดยการกินอาหารสด หรือรับประทานเอนไซม์เสริมก่อนอาหารทุกมื้อ เพื่อช่วยร่างกายหรือตับอ่อนได้พักฟื้นตัวเอง เพื่อจะกลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง
แล้ว โรคเบาหวาน ชนิดที่น้ำตาลในเลือดต่ำล่ะ เอนไซม์สามารถรักษาโรคน้ำตาลในเลือดต่ำได้หรือไม่ ?
มีรายงานทางการแพทย์ พบว่าชาวอเมริการ้อยล้านคน ป่วยเป็นโรคน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย หดหู่ และเฉื่อยชา อันเป็นผลมาจากการที่สมองต้องการน้ำตาลเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ขึ้นกับระบบต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ได้แก่ต่อม Pituitary ต่อมไทรอยด์และตับอ่อน อินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะลดปริมาณของกลูโคสในเลือดโดยส่งกลูโคสเข้าสู่เซลล์ และสาร glucagon ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากตับอ่อนจะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเมื่อมีระดับต่ำลง ส่วนต่อมไทรอยด์จะหลั่งสาร thyroxin ควบคุมเมตาบอลิซึมของเซลล์และการใช้ออกซิเจนสำหรับสร้างพลังงาน ต่อมไร้ท่อทั้งหมดนี้จะถูกควบคุมโดยต่อม pituitary ซึ่งจะถูกควบคุมอีกทีโดยสมองส่วน hypothalamus สมองส่วนนี้จะได้รับข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านทางระบบประสาท เมื่อร่างกายมีปริมาณเอนไซม์ไม่เพียงพอเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ต่อม pituitary และอวัยวะอื่นๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย การรับประทานเอนไซม์เสริมเข้าไปนั้น ก็จะช่วยรักษาระดับของกลูโคสให้คงที่ได้ เช่นกัน
ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในการเสริมเอนไซม์ Multi Fruit Enzyme คือ ปริมาณที่เหมาะสมของเอนไซม์ในการรับประทาน ควรทานแบบเจือจาง (1 – 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร ) เพื่อให้ดูดซึมได้ง่าย และไม่ไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป และควรรับประทานก่อนอาหาร ขณะท้องว่าง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมเอนไซม์เข้ากระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว
9 กรกฎาคม 2554
ครีมกระชับปรับสภาพผิวหน้า (DSC Whitening and Anti-aging)
ส่วนประกอบ ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera Extract), สารสกัดขมิ้น (Turmeric Extract),สารสกัดไพล (Zingiber cussumuna Extract), สารสกัดขิง (Ginger extract), คลอลาเจน (Collagen), กรดอะมิโนจากธรรมชาติ (Natural amino acid)
ขนาดบรรจุ 20 กรัม
ราคา 599 บาท (โปรดเช็ก Promotion ก่อนสั่งซื้อ)
วิธีใช้ : ทาบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้า ตอนเช้าและก่อนนอน
แนะนำใช้คู่กับ ครีมบัวหิมะ และ ครีมกั้นแดด เพื่อใบหน้าที่เนียน ขาว ใส อ่อนเยาว์ ตามวัย
จุดเด่นของครีมกระชับปรับสภาพผิวหน้า DSC Whitening and Anti aging
1. เนื้อครีมละเอียด บางเบา ซึมซับได้ง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ
2. ผลิตจากสมุนไพรไทยนานาชนิด ปราศจากสารเคมีเป็นอันตราย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือระคายเคือง
3. ลดริ้วรอย และจุดด่างดำ อย่างได้ผล ผู้ใจพึงพอใช้ได้ 92%
3 กรกฎาคม 2554
ประโยชน์ของน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ต่าง ๆ
และหลังจากการหมักที่สมบูรณ์แล้ว เราสามารถนำน้ำหมักเอนไซม์จากผักและผลไม้นั้น มาผสมรวมกันในอัตรส่วนตามความต้องการ ได้ โดยนำมาผสมรวมกัน แล้วเติมน้ำผึ้ง และน้ำ ลงไปในอัตราส่วนด้งนี้
เอนไซม์ (หัวเชื้อ) ผสม ๑ ส่วน (เอนไซม์หัวเชื้อ ที่หมักเองควรมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑ ปี ยิ่งอายุการหมักนานยิ่งมีคุณภาพดี)
น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ ๑ ส่วน
และน้ำ ๑๐ ส่วน
หมักไปอีก ๖ ถึง ๑๒ เดือน (ยิ่งหมักไว้นานปี ก็ยิ่งมีคุณค่าเพิ่มขึ้น) และหากอยากให้เข้มข้น ก็ให้เติมน้ำผึ้งทุก 6 เดือน แล้วหมักไปเรื่อย ๆ ก็ได้
จึงนำมารับประทานในอัตราส่วน ๑ ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ ๒๕๐ ซีซี (๑ แก้วน้ำ)
น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ต่างกัน จะให้เกลือแร่ วิตามิน และเอนไซม์ในปริมาณต่าง ๆ กัน ตลอดจนคุณค่าทางเภสัชวิทยาต่างกัน เรานำตัวอย่างของ น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ต่าง ๆ มาให้อ่านกัน เป็นตัวอย่าง ดังนี้ (ตัวอย่างเหล่านี้ หมักจากผลไม้ น้ำผึ้งความชื้นต่ำ และน้ำ ในอัตราส่วน 1 : 1 : 10 สูตรของดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงค์)
๑. น้ำหมักเอนไซม์จากมะเขือเทศ (สุก) มีสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะ วิตามินเอ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน สร้างกล้ามเนื้อ ฮอร์โมน ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง มีวิตามินบี๑ และวิตามินซีสูง
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์มะเขือเทศ คือ ช่วยในการย่อยอาหาร บำรุงผิวพรรณ คลายความเครียด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมัน ป้องกันหวัด โรคกระดูกพรุน อาการนอนไม่หลับ จึงเหมาะกับ ผู้ป่วย โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน โรคนอนไม่หลับ เป็นต้น
๒. น้ำหมักเอนไซม์จากมะระ มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย มีรสขม อุดมไปด้วยกรดอะมิโน วิตามินเอ วิตามินซี
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์มะระ คือ ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ดับร้อน ถอนพิษไข้ ลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้ปวดตา อาการปากเปื่อย แผลเปื่อย เหมาะกับผู้เป็นโรคผิวหนัง โรคเบาหวาน เป็นต้น
๓. น้ำหมักเอนไซม์จากแตงโม (รวมเปลือก) มีสารอาหารประเภทวิตามินบี ๑ บี๒ และวิตามินซีสูง
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์แตงโม คือ ช่วยลดอาการติดเชื้อ ทำให้เจริญอาหาร ล้างพิษ ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ ล้างไตให้สะอาด ช่วยย่อยอาหาร บำรุงกระดูก และฟัน ลดความดันโลหิต จะเหมาะกับผู้ป่วย โรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
๔ น้ำหมักเอนไซม์จากแอปเปิล (รวมเปลือก) ทั้งแอปเปิลเขียว และแอปเปิลแดง ไม่ต่างกันมากนัก ต่างกันแค่ปริมาณของสารอาหารบางชนิด ในแอปเปิล มีกำมะถัน แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม โซเดียมคลอไรด์ แมงกานีส วิตามินเอ วิตามินบี๑ บี๒ และบี๖ สูง (เนื่องจากมีสารอาหารมาก บ้านรักษ์สุขภาพ จึงนิยมใช้ในการนำมาสอนหมัก เพราะเป็นผลไม้ที่มีเนื้ออ่อน ย่อยสลายได้ง่าย และให้สารอาหารมาก สามารถหมักแล้วดื่มเพื่อสุขภาพได้ผลดี)
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์แอปเปิล คือ ช่วยปรับสมดุลของระบบการย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องร่วง ท้องเสีย เป็นยาระบายอ่อน ๆ ปรับสมดุลของเกลือแร่ในผู้ป่วยโรคไต ลดริ้วรอยด่างดำปัญหาผิวพรรณต่าง ๆ ได้ดี ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงตับ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการหืด บำรุงกระดูกและฟัน ลดความเสื่ยงในการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอด และลำไส้ จะเหมาะกับผู้ป่วย ทุกโรค โดยเฉพาะ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคมะเร็ง โรคผิวหนัง เป็นต้น
ตัวอย่างคราว ๆ แค่ ๔ ตัวอย่าง หากอยากรู้เพิ่มเติม แนะนำให้หาหนังสือเกี่ยวกับประโยชน์ของผลไม้ ผัก มาอ่าน ก็จะเป็นการดี ก่อนเลือกผลไม้มาหมัก จะได้รู้ถึงจุดมุ่งหมายที่ต้องการ
ก่อนหมักผลไม้แนะนำให้เลือกผลไม้ ที่สด สะอาด และออกตามฤดูกาล จะได้สารอาหารที่ดี ปลอดภัย และมั่นใจได้แน่นอน
28 มิถุนายน 2554
โรค SLE หายได้ด้วยธรรมชาติบำบัด
เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือ Autoimmune disease และย่อมาจาก Systemic Lupus Erythematosus ที่เรียกเช่นนั้นเพราะโรคนี้ โดยรวมเกิดจากขบวนการอักเสบที่ไม่ใช่การติดเชื้อ เกิดขึ้นเนื่องจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง (ซึ่งโดยปกติจะสร้างไว้เพื่อทำลายและป้องกันการติดเชื้อ)
แต่เมื่อภูมิต้านทานเพี้ยนไป ทำให้เกิดการต่อต้านเนื้อเยื่อของร่างกายตนเอง การอักเสบจะเกิดได้กับอวัยวะต่าง ๆ ได้ แต่ในผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน
ดังนั้นการรักษาจึงมักจะแตกต่างกันไป ก่อนจะทำการฟื้นฟูร่างกายของตนเอง เพื่อฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน เรามาทำความรู้จักโรค SLE กันอีกสักนิดว่า เกิดขึ้นเพราะอะไร หรืออะไรคือสาเหตุที่แท้จริง เพื่อจะได้ฟื้นฟูได้อย่างถูกต้อง
สาเหตุของโรค SLE
สาเหตุที่แท้จริงนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่า ระบบการควบคุมการสร้าง และทำลายภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ปกติ แต่ภูมิต้านทานที่สร้างขึ้นนั้น แทนที่จะทำลายเฉพาะเชื้อโรค แต่กลับทำลายเซลล์และเนื้อเยือของตนเองด้วย จึงเชื่อว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งเสริมให้เกิดโรค SLE นี้ได้ ดังนี้
1. พันธุกรรม พบว่าในแฝดจากไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเกิดโรคนี้ถึงร้อยละ 30-50 และร้อยละ 7-12 ของ ผู้ป่วย SLE เป็นญาติพี่น้องกัน เช่น แม่และลูกสาว หรือในหมู่พี่น้องผู้หญิงด้วยกัน
2. ติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่สามารถค้นพบเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ได้
3. ฮอร์โมนเพศโดยเฉพาะเอสโตรเจน โรคที่พบมากในสตรีวัยเจริญพันธุ์ บ่งชี้ว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ นอกจากนี้ความรุนแรงของโรคยังแปรเปลี่ยนตามการมีครรภ์ ประจำเดือน และการใช้ยาคุมกำเนิด
4. แพ้แสงแดดและสารเคมี ยาบางอย่างเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม โรคแสดงอาการของโรคนี้ได้
สำหรับคนที่สงสัยว่า เป็นโรค SLE หรือไม่ อาจสังเกตุได้หลายอาการ ได้ดังนี้
1) ไข้เรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ
2) มีอาการเพลียมากผิดปกติเป็นเวลานาน
3) มีอาการเบื่ออาหาร รวมถึงน้ำหนักลด
4) รู้สึกเพลียมากขึ้นหรืออาจมีผื่นขึ้นร่วมด้วยเมื่อถูกแสงแดด
5) มีผื่นขึ้นโดยเฉพาะที่หน้า และส่วนอื่นๆของร่างกาย ซึ่งไม่ได้เกิดจากผื่นแพ้
6) มีอาการปวด บวมตามข้อ โดยเฉพาะตอนเช้าๆหลังตื่นนอน
7) มีอาการผมร่วงมากขึ้น
8) มีอาการบวมตามตัว ตามหน้า หรือ ตามเท้า
9) โรคที่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอน
แต่จะให้ดี เมื่อสงสัยควรต้องรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อและรูห์มาติก เพื่อทำการตรวจร่างกายจะดีกว่าที่จะวิตกกังวนไปเองนะค่ะ
อาการโดยทั่วไปเบื้องต้น
- อาการทั่วไป พบอาการไข้ ร้อยละ 40-85 มักจะเป็นไข้ต่ำ ๆ และหาสาเหตุไม่ได้
นอกจากนี้จะมี
- อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด เป็นอาการที่พบได้บ่อยในขณะโรคกำเริบ
- อาการทางผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก ในระยะเฉียบพลันที่พบได้บ่อยที่สุด คือ ผื่นรูปปีกผีเสื้อ ลักษณะเป็นผื่นบวมแดงนูนบริเวณโหนกแก้มและสันจมูก ผื่นจะเป็นมากขึ้นเมื่อถูกแสงแดด อาการทางผิวหนังอีกอย่างหนึ่งของโรคนี้คือ ปลายเท้าซีดเขียวเมื่อถูกน้ำหรืออากาศเย็น นอกจากนี้อาจพบผมร่วง และแผลในปากได้
- อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนใหญ่เป็นอาการปวดข้อมากกว่าลักษณะข้ออักเสบ มักเป็นบริเวณข้อเล็ก ๆ ของนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเท้า หรือข้อเข่า เป็นเหมือนๆ กันทั้ง 2 ข้าง ร้อยละ 17-45 พบอาการปวดกล้ามเนื้อ
- อาการทางไต ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์ด้วยอาการทางไตเป็นอาการนำ อาการแสดงที่สำคัญของไตอักเสบจากลูปัส ได้แก่ บวม ปัสสาวะเป็นฟองตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูง
- อาการทางระบบเลือด อาการที่พบได้แก่ อ่อนเพลียหน้ามืดจากภาวะซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้ ติดเชื้อได้ง่าย และเกร็ดเลือดต่ำ อาจพบจุดจ้ำเลือดออกตามตัวได้
- อาการทางระบบประสาท อาการที่พบได้ คือ อาการชักและอาการทางจิตนอกจากนี้อาจมีอาการปวดศรีษะรุนแรง หรือมีอ่อนแรงของแขนขา อาจพบได้ในระยะที่โรคกำเริบ
- อาการทางปอดและเยื่อหุ้มปอด อาการที่พบบ่อยคือ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ อาการแสดงคือเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลาหายใจเข้าสุด ตรวจพบมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด บางรายมีอาการปอดอักเสบซึ่งต้องแยกจากปอดอักเสบติดเชื้อ
- อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่พบบ่อยคือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ซึ่งมักพบร่วมกับเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการ เจ็บหน้าอก มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ เหนื่อยง่าย โรคหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่เป็นผลมาจากภาวะหลอดเลือดแข็งจากการได้รับยาสเตียรอยด์นาน ๆ นอกจากนี้ภาวะความดันโลหิตสูง ก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากไตอักเสบเรื้อรัง และจากการ ได้รับยาสเตียรอยด์
- อาการทางระบบทางเดินอาหาร ไม่มีอาการที่จำเพาะสำหรับโรคลูปัส อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซึ่งเป็นผลจากการใช้ยารักษาโรคลูปัส เช่น NSAIDS ยาสเตียรอยด์ อาการยังคงอยู่ได้แม้จะหยุดยาไปเป็นสัปดาห์
การรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน
ยังไม่มีวิธีรักษาใดที่ทำให้หายขาดได้ แต่การปฏิบัติตัวที่ดี การเลือกใช้ยาที่ถูกต้องทั้งชนิด ขนาด และช่วงเวลาที่เหมาะสม จะสามารถควบคุมอาการของโรคนี้ได้ยากลุ่มหลักๆที่มักใช้ในการรักษาผู้ป่วย SLE มีดังนี้
1. ยากลุ่มลดการอักเสบหรือ NSAIDS
2. ยากดภูมิคุ้มกัน ในการรักษาอาการอักเสบของอวัยวะหลัก
- ยาสเตียรอยด์ ซึ่งถ้าใช้นานมีผลข้างเคียงมากมายและบางครั้งเป็นผลระยะยาวด้วย จึงทำให้มีการใช้ยาอื่น ทำให้แพทย์สามารถลดการใช้ยานี้ได้และในขณะเดียวกันสามารถคุมการอักเสบหรือโรคได้
- ยากลุ่มแก้มาลาเรีย เช่น hydroxychloroquine
- ยารักษามะเร็ง แต่ใช้ในขนาดยาต่ำกว่า เพื่อหวังผลลดการอักเสบ เช่น azathioprine, cyclophosphamide, cyclosporin - A, mycophenolate mofetil เป็นต้น
ผลข้างเคียงของยาใช้รักษา SLE แพทย์ผู้รักษาจะต้องอธิบายและปรึกษากับผู้ปกครองก่อนจะเริ่มใช้โดยจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานผลข้างเคียง ระยะเวลาที่ใช้และข้อควรระวัง
อาการข้างเคียงของยาที่ใช้
1. NSAIDS ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร บางรายเกิดแผลในทางเดินอาหาร ทำให้ถ่ายเป็นเลือดได้ ยาสเตียรอยด์ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น จากการคั่งของเกลือและน้ำ และจากการรับประทานอาหารได้มากขึ้น
2. Prednisolone ถ้าได้รับยาในขนาดสูง ๆ ต้องระวังปัญหาจากการติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ นอกจากนี้อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และถ้าได้รับยาเป็นเวลานาน ๆ อาจเกิดภาวะกระดูกพรุนและกระดูกหักง่าย ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ความรู้สึกทางเพศลดลง มีสิวขึ้น ปวดข้อที่เกิดจากหัวกระดูกขาดเลือด และเกิดลักษณะของกลุ่มอาการคุชชิ่ง ได้แก่ หน้ากลม ไหล่และคออูม ลำตัวอ้วน
3. ยาต้านมาลาเรีย ( คลอโรควีนและไฮดรอกซีคลอโรควีน ) อาจมีอาการตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน กลัวแสงหรือตาบอดสีหรือทำให้เลือดออกในจอตา ผู้ป่วยที่ใช้ยาเหล่านี้ต้องตรวจตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ทุก 6 เดือน นอกจากนี้อาจพบอาการเบื่ออาหาร ท้องเสียหรืออาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้
4. ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น Cyclophosphomide, azathioprine) อาจกดไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ เกร็ดเลือดต่ำและซีดได้ นอกจากนี้ทำให้มีคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กดการทำงานของรังไข่ทำให้มีประจำเดือนผิดปกติ และมีบุตรยากได้ การใช้ยาเหล่านี้เป็นระยะเวลานาน (ติดต่อกันเกิน 2 ปี) จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้มากกว่าคนทั่วไป
การฟื้นฟูร่างกายโดยวิถีธรรมชาติบำบัด ทำให้โรค SLE หายได้ด้วยธรรมชาติบำบัด
1. หลีกเลี่ยง ลด ละ เลิก อาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ของหวาน กาแฟ ชา บุหรี่ เหล้า ของดอง อาหารแปรรูปที่มีการใส่ ผงชูรส สารกันบูด สารกรอบ เป็นต้น
2. หลีกเลี่ยงการออกแดด หรือตากแดด เป็นเวลานาน ๆ เพราะพบว่าแสงแดด เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบของอาการได้
3. รับประทานเมล็ดทานตะวัน วันละ 1 กำมือ สารทองแดงในเมล็ดทานตะวัน จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบ
4. ดื่มน้ำผักปั่นก่อนอาหารทุกมื้อ ๆ ละ 1 ลิตร (ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง) สารอาหารในน้ำผักปั่นจะช่วยลดสารอักเสบ และบรรเทาอาการแพ้ และฟื้นฟูระบบภูมิต้านทานให้ทำงานได้อย่างสมดุล
-->
5. รับประทานธัญพืช หรือข้าวกล้องผสมธัญพืช วันละ 3 มื้อ สารอาหาร แร่ธาตุต่าง ๆ ในข้าวกล้องและธัญพืช จะช่วยบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ และฟื้นฟูเซลล์เม็ดเลือด และปรับสมดุลของระบบภูมิต้านทาน
6.รับประทานปลาทูน่าในน้ำแร่ วันละ 200 กรัม กรดโอเมก้า 3 ในปลาทูน่า จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบของข้อกระดูกให้ดีขึ้น
7. หลีกเลี่ยงเนื้อวัว เนื้อหมู ข้อไก่ ข้อเป็ด เนื้อเป็ด และเนื้อสัตว์หน้าดิน เช่น ปลาดุก ปลานิล หอย ปู กุ้ง เป็นต้น เพราะ เนื้อเหล่านี้จะมีฮอร์โมนและสารโลหะหนักปนเปื้อนในปริมาณสูง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
8. รับประทานผักสีเขียวทุกมื้อ เช่น ผักปวยเล้ง บร็อกโคลี่ ผักกาดเขียว เป็นต้น กรดโฟลิคในผักสีเขียวเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการปวด และการอักเสบได้อย่างดี
9. ดื่มน้ำเอนไซม์จากผลไม้ เป็นประจำทุกวัน โดยเน้นการรับประทานก่อนอาหาร 30 นาที ทุกมื้อ เพื่อปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน และดื่มหลังอาหารเช้า และเย็น ครั้งละ 1 แก้ว เพื่อช่วยในการย่อยสลายของเสียที่ตกค้างในระบบทางเดินอาหารในร่างกาย ลดโอกาสการเกิดการแพ้ หรือ การอักเสบ เป็นต้น
- ถ้าใช้น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ขนาด 750 ml ให้ใช้อัตราส่วน 1 – 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 แก้ว (250 cc) ดื่มก่อนอาหาร และหลังอาหารทุกมื้อ
- ถ้าใช้น้ำพลังเอนไซม์บำบัดเข้มข้น ขนาด 187 ml ให้ใช้อัตราส่วน 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว (300 cc) ดื่มก่อนอาหาร และหลังอาหารทุกมื้อ (โดยเฉพาะมื้อเช้า และเย็น) หรือใช้ 1 – 2 ช้อนชา ผสมกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มแทนน้ำเปล่าได้ทั้งวัน
ผลิตภัณฑ์แนะนำ อื่น ๆ
1. กรณีมีปัญหาที่ผิวหนัง เช่น เป็นผื่น บวม แดง อักเสบ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ เอนไซม์อาบน้ำสระผมสูตรไร้สารเคมีในการอาบน้ำทุกวัน และใช้โลชันโรคผิวหนังทาเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ คัน และให้ความชุ่มชื้นผิว
2.กรณีบวม อักเสบ เป็นผื่นทั่วตัว ให้เพิ่มเติมการดูแลภายนอกด้วยการใช้เอนไซม์แช่ล้างผัก มาผสมน้ำแช่ตัวทุกวัน วันละ 15 นาที โดยใช้อัตราส่วน 5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 – 3 ลิตร หรือใช้ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 1 แล้วใส่ในขวดสเปร์ยฉีดพ่นทั้งตัว ได้ทั้งวัน
3. กรณีมีไข้ ปวดหัว ตัวร้อน ตัวกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ทั้งวัน ให้ ต้มน้ำโหระพา (วิธีต้มน้ำโหระพา) ดื่มแทนน้ำเปล่า ทั้งวัน ประมาณ 2 -3 ลิตร ต่อวัน หรือ ต้มลูกเดือย ทำเป็นเมนูลูกเดือย เช่น ข้าวต้มลูกเดือย หรือ น้ำนมลูกเดือย หรือ สูตรน้ำนมธัญพืช ก็ช่วยลดไข้ได้ผลไดี
และระหว่างที่ ดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ปรับสมดุลย์ของร่างกายอยู่ หากมีปัญหาอะไร ให้อีเมล์มาสอบถามได้ที่คุณตู๋ tusora@hotmail.com นะค่ะ
หมายเหตุ
ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบ้านรักษ์สุขภาพ มิใช่ยา ที่ใช้ในการรักษา บำบัด แต่เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการปรับสมดุลของร่างกาย เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างปกติ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ เพื่อใช้ในการดูแลสุขภาพในแนวธรรมชาติบำบัดเท่านั้น มิใช่ ยารักษาโรค แต่อย่างใด เป็นเพียงอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพเท่านั้น
-->







