google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

28 เมษายน 2556

โภชนาการบำบัดกับโรคกระเพาะอาหาร


โภชนาการบำบัดกับโรคกระเพาะอาหาร

หากคุณเป็นโรคกระเพาะอาหาร นั้นหมายถึง การที่กระเพาะอาหารเป็นแผล เมื่อมีอาการหิวก็ปวดท้อง อิ่มก็ปวดท้อง มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อยร่วมด้วย ทั้งทรมาณและน่ารำคาญ

วันนี้ คุณหมอเทียนชัยที่ปรึกษาของบ้านรักษ์สุขภาพ แนะนำให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และใช้โภชนาการบำบัดในการฟื้นฟูรักษาโรคกระเพาะอาหาร ดังนี้

1. รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ เคี้ยวช้า ๆ ให้ละเอียด และทานในปริมาณที่ไม่อิ่มท้องจนมากเกินไป กินให้เป็นเวลา อย่ากินจุบกินจิบ
2. งดอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ อาหารรสจัด ร้อนจัด เย็นจัด3. การรองท้องด้วยกล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก เป็นอาหารว่างก่อนรับประทานอาหาร
4. หากมีอาการอยู่สามารถรับประทาน ขมิ้นชัน 3-4 แคปซูปก่อนอาหาร เข้าไปเพื่อช่วยปรับความเป็นกรดในกระเพาะ และเคลือบกระเพาะ
5. ดื่มน้ำสมุนไพรหญ้าหวาน ผสมกับหล่อฮังก๊วย และเติมขมิ้นชันลงไปสัก 1 - 2 แว่น ชงน้ำร้อน แล้วดื่มเป็นน้ำสมุนไพร หรือแทนน้ำเปล่าได้ทั้งวัน
6. ดื่มน้ำว่านหางจระเข้ ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง สารในว่านหางจระเข้จะช่วยเคลือบกระเพาะลดอาการระคายเคือง
7. เพื่อปรับสมดุลของความเป็นกรดด่างในร่างกาย แนะนำควรดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร Multi Fruit Enzyme หลังอาหาร 30 นาที ช่วยในการย่อย และสมานแผลในกระเพาะ และปรับความเป็นกรดด่างในร่างกายค่ะ

คุณหมอบอกว่า การรู้ทันโรคและกินอาหารเป็นยานั้น จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีค่ะ

หากสงสัยสามารถติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ tusora@gmail.com หรือมาพูดคุยสอบถามกับเราได้ที่ www.facebook.com/friutenzyme

22 เมษายน 2556

การดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร Multi Fruit Enzyme

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร 1 Multi Fruit Enzyme 
ขนาด 750 มล. ราคา 450 บาท
-->
ส่วนประกอบที่สำคัญ น้ำหมักจากผลไม้รวมกันมากกว่า 20 ชนิด 60 เปอร์เซ็นต์
น้ำพลังแม่เหล็ก 20 เปอร์เซ็นต์ 
(ไม่เจือสีไม่แต่งกล่น ไม่ใส่สารกันบูด)

รสชาด สี กลิ่น ไม่คงที่ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมและเวลา บ้างขวดเปรี้ยวมาก บ้างขวดซ่า บ้างขวดจืด บ้างขวดขม (ขึ้นกับธรรมชาติของการหมัก)

มาตรฐานการผลิตตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน
  • ลักษณะทั่วไป ต้องเป็นของเหลว อาจตกตะกอนเมื่อวางตั้งทิ้งไว้ อาจมีชิ้นเนื้อพืชปนอยู่ได้บ้างเล็กน้อย
  • มีสี กลิ่น และกลิ่นรสที่ดีตามธรรมชาติของส่วนประกอบที่ใช้ และกรรมวิธีการผลิตที่ปราศจากกลิ่นรส ที่ไม่พึงประสงค์
  • ต้องไม่พบสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่ส่วนประกอบที่วัตถุเจือปนอาหาร (ถ้ามี) หากมีการใช้วัตถุกันเสีย ให้ใช้ได้ตามชนิดและปริมาณที่กฏหมายกำหนด
  • เอทิลแอลกอฮอล์ ต้องไม่เกินร้อยละ 3 โดยปริมาตร
  • เมทิลแอลกอฮอล์ ต้องไม่เกิน 240 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ความเป็นกรด – ด่าง ต้องไม่เกิน 4.3
วิธีการดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด
1. ดื่มก่อนอาหาร 30 - 60 นาที เพื่อปรับสมดุลของร่างกาย และกระตุ้นภูมิชีวิตให้ร่างกายแข็งแรง สดชื่น ใช้อัตราส่วน 1 - 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 250 - 300 มล. (หากเป็นโรคไต ถูกควบคุมปริมาณน้ำ แนะนำให้ผสมน้ำในอัตราส่วนข้างต้น แล้วอมไว้ในปากให้ดูดซึมเข้าใต้ลิ้น อมจนจืด แล้วป้วนทิ้ง)
2. ผสมกับอาหาร หรือกับข้าว เพิ่มเพิ่มสารอาหาร และปรับโมเลกุลของอาหารให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ โดยผสมน้ำเอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะ กับอาหาร 1 อย่าง 1 ถ้วย  ทิ้งไว้ 10 - 15 นาที แล้วรับประทาน
3. ดื่มหลังอาหาร 30 นาที ช่วยในการย่อย ลดไขมัน ขับลมในกระเพาะ โดยใช้อัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 1 แก้ว สำหรับกรดไหลย้อน ควรดื่มหลังอาหารตามวิธีนี้

หมายเหตุ 
สำหรับโรคเบาหวาน ดื่มได้ 2 แบบ คือ 
1. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด สูตร Multi Fruit Enzyme 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 500 มล. ก่อนอาหารทุกมื้อ หากทานเข้าไปแล้ว มีอาการขาดน้ำตาล เช่น หน้ามืด จะเป็นลม อ่อนเพลียน ให้เปลี่ยนมาทานแบบเจือจาง 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร แบ่งดื่มให้หมดภายใน 1 วัน เนื่องจากเอนไซม์ในน้ำพลังเอนไซม์บำบัดจะไปช่วยย่อยสลายน้ำตาลในเลือด และดึงน้ำตาลไปใช้

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อมาพูดคุยได้ที่ ไลน์ @qwd5997q หรือ www.facebook.com/friutenzyme ค่ะ

19 เมษายน 2556

ครีมชะลอริ้วรอยสูตรธรรมชาติ 98% DSC

ครีมชะลอริ้วรอยสูตรธรรมชาติ 98%
ขนาด 30 กรัม 
ราคาปกติ 459 บาท (เช็ก Promotion ก่อนสั่งซื้อ)


ด้วยสูตรพิเศษจากงานวิจัยของ ดร.โสภณ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สูตรครีมชะลอริ้วรอยจากสมุนไพรธรรมชาติที่ช่วยปกป้องริ้วรอย เป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรธรรมชาติกว่า 98% ผลิตจากสารสกัดลีลาวดี และกลุ่มสารสกัดเพื่อการบำรุงผิวอีกหลายชนิด มีความปลอดภัย เหมาะกับสภาพผิวของชาวเอเชีย และคนไทยมาก ๆ  ครีมชะลอริ้วรอย สูตรนี้ ได้รับผลการวิจัยว่าช่วยปกป้องริ้วรอยได้อย่างเห็นผล


โดยผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรธรรมชาติกว่า 98%จากสารสกัดลีลาวดี สารสกัดเปลือกทองหลาง และสารสกัดว่านหางจระเข้ ที่มีคุณสมบัติในการช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตใต้ผิวหนังดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวที่ถูกทำลายจากมลภาวะและวัยที่มากขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น เผยผิวใหม่ที่อ่อนเยาว์ สดใส ไร้ริ้วรอย ให้ขาวขึ้นเนียนใสอย่างธรรมชาติ

วิธีใช้

ทา ครีมกระชับริ้วรอย บางๆให้ทั่วใบหน้า ตอนเช้า และก่อนนอน พร้อมนวดเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และกระชับใบหน้า หลังทา อาจรู้สึกตึง ๆ ใบหน้าเล็กน้อยค่ะ
เนื้อครีมจะเป็นสีน้ำตาล เนื่องจากเป็นสมุนไพรและสารสกัด ไม่มีการผสมสารกันบูด แต่ใช้สารสกัดจากสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการกันเสียจากธรรมชาติ ดังน้น ควรเก็บในตู้เย็น


การเก็บรักษา
ควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะมีส่วนผสมของสมุนไพรที่เป็นสารจากธรรมชาติ 

ผลการทดสอบกับผู้หญิงอายุ 35 - 60 ปี พบว่า ผู้หญิง 97 คนใน 100 คน มีความพอใจในผลิตภัณฑ์ และรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 24 วัน (จากรายงานการวิจัยของแผนกตรวจสอบและติดตามผลทางการตลาด เดือนมกราคม 2555)
สั่งซื้อได้ที่ tusora@gmail.com  หรือ www.facebook.com/friutenzyme

16 เมษายน 2556

การทำน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้

การทำน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ เพื่อการบริโภค ตามสูตรของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงค์ ถ่ายทอดโดย บ้านรักษ์สุขภาพ

การทำน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ หัวเชื้อ ที่เรียกว่า ถังแม่  เป็นการหมักผลไม้ 1 ชนิด ด้วย น้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ หรือ น้ำตาลอ้อย หรือ น้ำตาลทรายแดง  และน้ำดื่มสะอาด โดยถังหมักที่มีผลไม้จะเรียกว่า ถังแม่ หรือ ถังหัวเชื้อ ส่วนถังหมักที่นำไปหมักขยาย ไม่มีการหมักผลไม้ เรียกว่า การหมักขยาย หรือ การหมักเพื่อการบริโภค ซึ่งจะได้ น้ำหมักเอนไซม์ที่ได้จากถังแม่ มาผสมกับน้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ (ห้ามใช้น้ำตาลเด็ดขาด) และน้ำสะอาด หมักไว้เพื่อบริโภค

ถาม... ทำไหมต้องนำน้ำหมักเอนไซม์ที่ได้จากถังแม่มาหมักขยายก่อนบริโภค บริโภคเลยได้หรือไม่
คำตอบ คือ.... บริโภคเลยก็ได้ แต่หากน้ำหมักมีอายุน้อย ๆ อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ สารปนเปื้อนที่เกิดในการหมัก และแอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้น  ดังนั้น การนำน้ำเอนไซม์ที่หมักได้จากถังแม่ มาขยายก่อน จะช่วยในการลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ ตลอดจนได้ น้ำเอนไซม์บำบัดที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยในการบริโภค

ถาม .... การหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค สำหรับการขยายเอนไซม์ ทำไหมต้องใช้ น้ำผึ้งเท่านั้น ห้ามใช้น้ำตาล
คำตอบ คือ .... ในน้ำผึ้ง มีสารอาหาร ฮอร์โมน และเอนไซม์ที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด ทำให้น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภคที่ได้นั้น มีคุณค่าทางอาหารสูง ช่วยในการฟื้นฟูสุขภาพ อีกทั้ง การหมัก ด้วยน้ำตาล จะก่อให้เกิดปริมาณของแอลกอฮอล์ประเภท เมทิลแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตรายต่อ ตา ตับ และไต จึงไม่ควรนำมาหมักเพื่อปริมาณ แต่สำหรับถังแม่ถ้าใช้น้ำตาลในการหมัก จำเป็นอย่างยิ่งต้อง นำมาหมักขยายเพื่อการบริโภคด้วยน้ำผึ้งอย่างน้อย 3 รอบ โดยอาจใช้ระยะเวลาในการหมักขยายสั้น ๆ 3 - 6 เดือน ต่อรอบ เพื่อสลายสารพิษที่เกิดจากการหมักด้วยน้ำตาล ดังนั้น ถ้าเราต้องการหมักเพื่อการบริโภคจริง ๆ ควรใช้น้ำผึ้งต้องแต่เริ่มต้นจะดีกว่า

ถาม... ทำไหมต้องใช้ผลไม้เพียง 1 ชนิดในการหมัก หมักรวมหลาย ๆ ชนิดได้ไหม
คำตอบ คือ... สำหรับการบริโภค เพื่อให้ได้สารอาหาร และความปลอดภัย การหมักเอนไซม์ผลไม้แต่ละชนิดแยกกัน จะทำให้ได้สารอาหาร และคุณค่าของผลไม้นั้น ๆ อย่างปลอดภัย อีกทั้ง การย่อยสลายของผลไม้แต่ละชนิดมีระยะเวลาไม่เท่ากัน และเราก็ไม่ทราบว่า ผลไม้แต่ละชนิด เมื่อย่อยสลายแล้ว ให้สารอาหาร ที่เมื่ออยู่ด้วยกันจะรวมตัวกันเป็นสารประกอบที่อันตรายหรือเปล่า ดังนั้น แนะนำให้หมักเอนไซม์ผลไม้แต่ละชนิดแยกกัน และเมื่อครบ 1 ปี ก็ค่อยเอาส่วนใสหรือน้ำเอนไซม์ผลไม้ที่ได้ มารวมกัน แล้วหมักขยายดีกว่าค่ะ

วิธีการหมักน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ (ถังแม่) มีดังนี้
1. ผลไม้ 1 ชนิด 3 กิโลกรัม (ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอประมาณ ไม่ต้องเล็กมาก เพราะจะทำให้กรองยาก)
2. น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ หรือ น้ำตาลอ้อย 1 กิโลกรัม
3. น้ำดื่ม น้ำสะอาด 10 กิโลกรัม
นำมาหมักในถังขนาด 15 - 20 ลิตร ปิดฝาให้สนิท ในช่วง 1 - 2 เดือนแรก อาจต้องเปิดฝาระบายแก๊ซที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ต่อไปไม่ต้อง ควรเปิดดูบ้าง เพื่อ
1. ดูว่า มีเชื้อราเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าเป็นเชื้อราดีขาว ให้กลับด้าน พลิกให้ด้านราจมลงในน้ำหมัก หากเป็นราดำ แนะนำให้ตักออกทิ้งจะดีกว่า (ลดระยะเวลาในการย่อยทำลายสารพิษ) หรือถ้าไม่ตักทิ้ง ก็ต้องใช้ระยะเวลาการหมักของถังแม่ให้นาน ๆ
2. ดมดูกลิ่น ว่ามีกลิ่นหอม หรือเหม็นเน่า ถ้าเหม็นเน่า แสดงว่า มีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ หรือปริมาณน้ำผึ้งที่เติมไว้ไม่เพียงพอ ให้เติมน้ำผึ้งลงไปอีก ครึ่งกิโลกรัม แล้วหมักต่อไป จนกว่ากลิ่นเหม็นจะกลายเป็นกลิ่นหอมเปรี้ยว ๆ ของน้ำหมัก

เมื่อหมักครบระยะเวลา 1 ปี สามารถดูดเอาน้ำใสออกมาทำการหมักขยาย เพื่อบริโภคได้ ซึ่งจะได้คุณภาพของเอนไซม์เพียงอายุ 1 ปี ส่วนวิธีการหมักขยาย อ่านได้ที่ หนังสือเอนไซม์เพื่อการบริโภค หรือรออ่านบทความครั้งต่อไป เรื่องการหมักขยายเอนไซม์เพื่อการบริโภค

สำหรับ น้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ (ถังแม่) เมื่อครบอายุ 1 ปี ไม่นำมาขยาย แนะนำให้เติมน้ำผึ้งลงไปอีก 1 กิโลกรัม แล้วหมักทิ้งไว้ นานหลาย ๆ ปี ตามความต้องการคุณภาพของเอนไซม์ อายุกี่ปี ก็หมักตามนั้น

แต่หาก มีการดูดเอา น้ำหมักเอนไซม์จากถังแม่ ไปขยายต่อ เหลือ กาก และน้ำ ๆ บริเวณก้นถัง ให้เติมน้ำผึ้งลงไป 1 กิโลกรัม และน้้ำอีก 10 ลิตร หมักต่อไปได้ หรือถ้าเศษผลไม้ดูแล้ว น้อยมาก ให้เติมผลไม้ลงไปใหม่อีก 2 - 3 กิโลกรัม แล้ว หมักต่อไป ไม่จำเป็นต้องล้างถัง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถัง หมักไปได้เรื่อย ๆ ค่ะ

น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ทั้ง 3 สูตร ก็เป็นการหมักเอนไซม์ผลไม้แต่ละชนิดแยกกันค่ะ แล้วค่อยเอาส่วนใสมารวมกันแล้วหมักขยายต่อไป เพื่อใช้ในการบริโภค และควรคุมคุณภาพได้ตามต้องการอีกด้วยค่ะ

สอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษากับเราได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme
-->

ยาอายุวัฒนะ แก้ปวดข้อ ปวดเข่า กระดูกเสื่อม

สูตรอาหารเป็นยาของภูมิปัญญาชาวบ้านโบราณ แก้โรคปวดข้อ ปวดเข่า กระดูกเสื่อม โรคเกาต์ และอื่น ๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่า เป็นยาอายุวัฒนะ ทานเป็นประจำทุกวัน บำรุงกระดูก ฟัน เล็บ เส้นผมไม่งอกเร็ว ชะลอความแก่ ทานเพียงวันละ 1 ถ้วย ทำให้อายุยืน กระดูก ฟัน แข็งแรง สดชื่น แจ่มใส กระชับกระเฉง

--> สูตรอาหารเป็นยา "ลูกเดือยผสมไข่ขาวและน้ำผึ้ง"

ส่วนประกอบ
1. ลูกเดือย  50 กรัม
2. ไข่ขาว 1 ฟอง
3. น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ เล็กน้อย ตามชอบ
4. น้ำสะอาด 1 - 2 ถ้วยตวง


วิธีทำ
1. นำลูกเดือยไปแช่น้ำ 1 ชั่วโมง แล้วต้มในน้ำจนสุก
2. ต่อยไข่แยกไข่แดงออก ใส่เฉพาะไข่ขาวลงไป คนให้เข้ากัน
3. ใส่น้ำผึ้งดอกไม้ป่าลงไปเล็กน้อย ตามชอบใช้
4. ยกลงจากเตา แบ่งรับประทานได้ 2 ถ้วย


สรรพคุณ ประโยชน์ของสูตรอาหารเป็นยาอายุวัฒนะ นี้
1. ฟื้นฟูสุขภาพ ลดอาการอ่อนล้า แก้อ่อนเพลีย ทำให้สดชื่น มีกำลัง
2. เป็นสูตรอาหารเป็นยา ช่วยในการบำรุงไตได้อย่างดีเยี่ยม แต่เป็นโรคไตเรื้อรัง ไม่แนะนำ เพราะในลูกเดือยมีโพแทสเซียมสูง
3. ช่วยบำรุง ฟื้นฟู รักษาโรคปวดข้อ ปวดเข่า กระดูกเสื่อม โรคกระดูกพรุน โรคเก๋าต์ โรคนิ่ว และอื่นๆอีกมากมาย
4. เป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ทำให้อ่อนวัย ผมไม่งอกเร็ว

ลูกเดือย มีรสจืดนั้นมีฤทธิ์เป็นยาเย็น ช่วยบำรุงกำลัง หล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ บำรุงปอด ม้าม ตับ ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไข้ แก้ท้องเสีย แก้ทางเดินหายใจ เหน็บชา แก้ปวดเข่า ปวดข้อ ไขข้ออักเสบ แก้ชักกระตุก บวมน้ำ ปอดอ่อนแอไอเป็นเลือด ฝีที่ลำไส้ แก้อาการ ตกขาวผิดปกติ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงเส้นผมและผิวหนัง แก้ร้อนในกระหายน้ำ ลดการเกิดกระ รักษาโรคหูด ลดการ เกิดมะเร็ง เพราะมีสารคอกซีโนไลด์ (coxenolide)ที่มีสรรพคุณในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ว่าสารคอกซีโนไลด์ในเมล็ดเดือยมีสรรพคุณในการยับยั้งการเจริญของเนื้องอกและพบว่าสารสกัดด้วยน้ำหรือตัวทำละลายอินทรีย์ จากรากหรือเมล็ดเดือยมีฤทธิ์ทำให้การหมุนเวียนของเลือดที่ผิวหนังดีขึ้นทำให้เส้นผมงอกงามดี

น้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ มีรสหวาน ประกอบด้วยเป็นฟรุกโทสกับกลูโคส และมีวิตามินและแร่ธาตุผสมอยู่ด้วย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 กรดโฟลิก วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุทองแดงสังกะสี เป็นต้น สำหรับสารประกอบ อื่นๆที่มีอยู่ในปริมาณเพียงน้อยนิดนั้นจะเป็นสารที่ทำหน้าที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นหลัก

สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Email: tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme

9 เมษายน 2556

วิธีหมักขยายน้ำหมักเอนไซม์ชีวภาพเพื่อบริโภค

การหมักขยายน้ำเอนไซม์ผลไม้เพื่อสุขภาพ 

หลังจากหมักน้ำเอนไซม์ผลไม้ที่ประกอบด้วย ผลไม้ 1 ชนิด จำนวน 3 กิโลกรัม กับน้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 1 กิโลกรัม และน้ำดื่มสะอาด 10 ลิตรหรือ 10 กิโลกรัม เป็นเวลา 1 ปี หรือ นานตามความต้องการ เพื่อให้ได้คุณภาพของน้ำเอนไซม์ที่เข้มข้นและมีคุณภาพ เรียกว่า ถังแม่ ให้ดูดเอาส่วนใสจากถังหมัก เรียกว่า น้ำเอนไซม์ผลไม้ ออกมา หมักขยายกับน้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ เพื่อบริโภคต่อไป 

ซึ่งในขั้นตอนการหมักขยายเพื่อบริโภคนั้น เราสามารถ นำน้ำหมักส่วนใสจากผลไม้ หลาย ๆ ชนิด มาผสมรวมกัน ตามสูตร หรือความต้องการแล้วนำไปหมักขยายเพื่อบริโภคได้ ทำให้เราได้ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดจากผลไม้หลาย ๆ ชนิด และมีคุณค่าคุณสมบัติ สารอาหารที่แตกต่างกันตามแต่สูตรและผลไม้ที่เราหมัก 

วิธีการหมัก ก็คือ นำสารละลายส่วนใส หรือน้ำเอนไซม์ที่ดูดออกมาจากถังหมัก ถังแม่ นำมา 3 ลิตร เติมน้ำผึ้งดอกไม้ป่าลงไป 1 ลิตร และเติมน้ำดื่มสะอาดลงไป 5 หรือ 10  ลิตร ตามความต้องการ ว่าจะให้มีความเข้มข้นมากหรือน้อยอย่างไร 

ซึ่งน้ำดื่มสะอาดนี้ สามารถเลือกใช้ น้ำแร่ น้ำพลังแม่เหล็ก หรือน้ำอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มคุณค่าของ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสำหรับบริโภคได้ ตามสูตร ตามความต้องการของผู้ผลิต หมักนานต่อไปอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือ ตามชอบ ซึ่งก็จะนับอายุของเอนไซม์ที่ได้ต่อไปเรื่อย ๆ เริ่มต้นที่ เอนไซม์อายุการหมัก 1 ปี   

การหมักขยายน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น Premier Fruit Enzyme ขนาด 187 มล. ราคา 500 บาท 

1. หากใช้ขวดน้ำในการหมักขนาด 1500 มล
ให้ใช้อัตราส่วนการหมักขยาย ดังนี้ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น 1 ขวด ขนาด 187 มล กับน้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ 200 มล. และน้ำดื่มสะอาด 1000 มล หมักนาน 1 เดือน นำมารับประทานได้ โดยใช้อัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอุ่น 250 มล. ดื่มก่อนอาหารทุกมื้อ 

2. หากใช้ขวดน้ำในการหมักขนาด 5000 มล. ให้ใช้อัตราส่วนการหมักขยาย ดังนี้ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น 1 ขวด ขนาด 187 มล. กับ น้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ 1 ลิตร และน้ำดื่มสะอาด 3500 มล. หมักนาน 6 เดือน หรือ 1 ปี นำมารับประทานได้ โดยใช้อัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอุ่น 250 มล. ดื่มก่อนอาหารทุกมื้อ   

สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ไอดีไลน์ @qwd5997q
หรือพูดคุยกับเราได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme -->

6 เมษายน 2556

ทำไหมลมหายใจจึงเหม็น

โดยทั่วไปกลิ่นปากเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าเป็นการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือกินอาหารกลิ่นแรงอย่างกระเทียม หัวหอม เครื่องเทศกลิ่นแรงๆ หรือสะตอ ซึ่งเป็นกลิ่นปากแบบชั่วคราว และมักจะหายไปได้ด้วยการแปรงฟัน หรือป้วนปาก

แต่สำหรับอาการลมหายใจเหม็น หรือ มีกลิ่นปาก (bad breath) มักมีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลของแบคทีเรียในช่องปาก ยิ่งภายในปากแห้งมากเท่าไร แบคทีเรียก็ยิ่งเติบโตได้ดี หรือยิ่งทานน้ำน้อย ก็ทำให้ภายในปากมีกลิ่นเหม็นสะสมเพิ่มขึ้น

2นอกจากนี้ การที่ปริมาณน้ำลายในปากลดลง ปากแห้ง คอแห้ง ริมฝีปากแตก อาจส่งผลให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน ทั้งนี้รวมถึงอายุที่มากขึ้น ภาวะฟันผุ ภาวะโรคเบาหวาน โรคไตวาย การหายใจทางปาก การอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก (เมื่อคุณเคี้ยวอาหารน้อยลง ร่างกายก็ผลิตน้ำลายน้อยลง) การใช้ยาบางชนิด หลังตื่นนอนใหม่ ๆ (กลิ่นปากในตอนเช้า เกิดจากร่างกายผลิตน้ำลายน้อยลงมาก ขณะที่เรานอนหลับ) ตลอดจนแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามลิ้น หรือมีเศษอาหารติดอยู่ตามซอกฟันหรือฟันปลอม โดยเฉพาะเมื่อมีคราบหินปูนหรือโพรงในฟัน

นอกจากนี้ อาจมีสาเหตุมาจากภาวะเรื้อรังจากโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเหงือกและฟัน ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ โรคเกี่ยวกับปอด โรคไตวายเรื้อรัง ระบบย่อยอาหารไม่ปกติ ระบบขับถ่ายไม่ปกติ (ท้องผูก) เป็นต้น
 
--> การดูแลอนามัยในช่องปากเพื่อขจัดกลิ่นปาก
1. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม สะตอ ผักดอง หรืออาหารย่อยยาก เนื้อสัตว์ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ เป็นต้น
2. กินส้ม หรือแอปเปิ้ล ทุกวัน เพราะพฤกษเคมีในผลไม้จำพวกส้มและแอปเปิ้ล จะช่วยรักษาสมดุลแบคทีเรียในลำไส้
3. กินอาหารที่มีเส้นใย โดยเฉพาะ ข้าวกล้อง ผักและผลไม้ทุกชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องผูก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นปาก
4. ดื่มน้ำผักปั่น หรือน้ำคลอโรฟิลล์ที่คั้นจากผัก ผลไม้ สาหร่าย เพราะมีสารคลอโรฟีลที่ช่วยระงับกลิ่นปากได้
5. ดื่มน้ำข้าวกล้อง นอกจากจะทำหน้าที่เป็นสารฟอกเลือดแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดและป้องกันกลิ่นปากได้ด้วย จะกินพร้อมอาหารมื้อหลักหรือท้องว่างก็ได้ เพราะไม่มีกรด
6. ดื่มน้ำเปล่าบ่อย ๆ จะช่วยให้ภายในปากมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ซึ่งสามารถดับกลิ่นปากได้
7. ดื่มน้ำพลังเอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ผสมน้ำมะนาว 1 ซีกทุกเช้าหลังตื่นนอน
8. อมเอนไซม์ป้วนล้างปาก ก่อนแปรงฟัน และหลังอาหารทุกมื้อ ช่วยลดกลิ่นปาก และปรับสมดุลของแบคทีเรียในช่องปาก ทำให้ลมหายใจสดชื่น
9. หากท้องผูกนาน ๆ ทำให้เกิดกลิ่นปาก และสิวบริเวณมุมปาก คาง แสดงว่าลำไส้มีการหมักหมมของของเสียอยู่มาก แนะนำให้ทำ การดีท็อกซ์ โดยการสวนลำไส้ ด้วยน้ำสะอาดผสมน้ำเอนไซม์สูตรเข้มข้น โดยใช้อัตราส่วน เอนไซม์สูตรเข้มข้น 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่น 1200 - 1500 มล.
 
วิธีสังเกตอาการมีกลิ่นปากด้วยตัวเอง
1. คนที่มีกลิ่นปากมักไม่รู้สึก หรือไม่ได้กลิ่นปากตัวเอง ดังนั้นต้องสังเกตจากคนรอบข้าง เช่น อาการผงะถอย เวลาที่คุณพูดด้วย
2. ถ้ามีเลือดออกตามไรฟัน เป็นสัญญาณของโรคเหงือกอักเสบ ที่บางครั้งอาจก่อให้เกิดกลิ่นปากได้
3. รสชาติฝาดเฝื่อนในปาก อาจเป็นสัญญาณว่า ลมหายใจที่ออกจากปากอาจมีกลิ่นไม่พึงประสงค์

เอนไซม์ป้วนล้างปาก ผลิตจากน้ำเอนไซม์สมุนไพรและผลไม้นานาชนิด ช่วยปรับสมดุลภายในช่องปาก ลดการอักเสบ ระงับกลิ่นปาก และคงสมดุลของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในช่องปากทำให้ลมหายใจสดชื่น ฟันไม่ผุ
ราคา 200 บาท ปริมาณบรรจุ 500 ซีซี สนใจติดต่อสั่งซื้อที่ tusora@gmail.com หรือ พูดคุยกับเราได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme

2 เมษายน 2556

เอนไซม์บำบัดโรค Enzyme Therapy

เอนไซม์บำบัดโรค Enzyme Therapy

รู้ไหมค่ะว่า สาเหตุหลักของการเกิดโรคของร่างกาย เรา ประการหนึ่ง คือ อาหารที่เรารับประทานเข้าไป ดังคำกล่าวที่ว่า You are what you eat กินอะไรได้อย่างนั้น

อาหาร นอกจากจะถูกเปลี่ยนเป็นสารอาหาร และพลังงานแล้ว ยังเหลือของเสียที่ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีก นอกจากของเสียที่เกิดจากระบบการย่อยแล้ว ยังมีของเสียที่เกิดจากกระบวนการทำงานของเซลล์อีกด้วย ที่ร่างกายต้องทำหน้าที่ในการขจัดออกนอกร่างกายในแต่ละวัน แต่หากวันหนึ่ง ร่างกายมีภาวะความเสื่อม การผลิต เอนไซม์ ลดลง อวัยวะในการขจัดของเสียมีประสิทธิภาพลดลง ทำให้เกิดการตกค้างสะสมของของเสียในร่างกาย ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมถอยลง การทำงานของอวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติและทำงานหนักขึ้น อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ จนกระทั้ง เซลล์อ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันลดลง เป็นผลกระทบให้เกิดภาวะโรคเสื่อมติดตามมามากมาย ทั้ง อาการปวดเมื่อย อาการภูมิแพ้ ท้องอืด มะเร็ง ท้องผูก โรคกระเพาะ โรคลำไส้ โรคตับ โรคไต โรคกระดูกผุ โรคโลหิตจาง โรคเบาหวาน โรคความดัน โรค SLE โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ต้อกระจก ต้อลม และอีกมากมายหลากหลายอาการโรค...

การเลือกรับประทาน อาหาร ที่ดีมีประโยชน์ ปลอดสารพิษ ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการดูแลป้องกันสุขภาพของเรา แต่ อาหาร ยังเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งภายนอกร่างกายเท่านั้น ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะการเกิดโรคของร่างกาย

อีกปัจจัยหนึ่ง ก็คือ ระบบการเผาผลาญอาหาร ที่เสื่อมถอยลงตามวัยนั้นเอง ซึ่งเป็นปัจจัยภายในร่างกายที่เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการชะลอการเสื่อมถอยที่เกิดขึ้น ซึ่งระบบการเผาผลาญอาหารหลักขึ้นกับปัจจัยสำคัญเลยก็คือ เอนไซม์

เอนไซม์ ทำหน้าที่ในการย่อย เผาผลาญอาหาร เร่งปฏิกิริยาชีวเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งสารอาหารเข้าสู่เซลล์ ฟื้นฟูซ่อมแซมเซลล์ และช่วยเซลล์ในการผลักดันของเสียออกจากเซลล์ โดยจะมีผู้ช่วย เป็น สารอาหารพวกวิตามิน อ๊อกซิเจน และน้ำ

ซึ่ง อ๊อกซิเจน จะอยู่ในอากาศที่เราหายใจอยู่ การไปพักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์ (มีอ๊อกซิเจนที่เหมาะสม) จะเห็นว่าช่วยให้เจริญอาหารทานอาหารได้มากขึ้น เซลล์ได้รับสารอาหารมากขึ้น ร่างกายสดชื่น ตื่นตัว แข็งแรง จึงเห็นได้ว่า อ๊อกซิเจนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อระบบสุขภาพเช่นกัน

น้ำ ช่วยในการนำพาสารอาหารไปให้เซลล์ และนำของเสียออกจากเซลล์ ช่วยในการหล่อลื่น ในกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งในกระบวนการย่อย และการขับของเสีย จะเห็นได้ว่า มีการใช้น้ำในการทำดีท็อกซ์ หรือล้างพิษในร่างกาย โดยการดื่มน้ำเปล่าตลอดทั้งวัน เมื่องดอาหารเข้าสู่ร่างกาย เท่ากับงดการย่อยที่ร่างกายของเกิดของเสีย แต่ก็ยังมีของเสียที่เกิดจากระบบการต่าง ๆ ของระบบกล้ามเนื้อ และการทำงานของร่างกายเกิดขึ้นอยู่ ซึ่ง น้ำ ก็จะเป็นตัวนำพาไปสู่อวัยวะที่ช่วยในการขจัดของเสีย ออกจากร่างกาย การทำดีท๊อกซ์ด้วยการดื่มน้ำเป็นประจำ อย่างน้อย 3 วัน ต่อเดือน ก็ช่วยในการฟื้นฟูดูแลสุขภาพได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

-->
วิตามิน จะเป็นตัวช่วย เอนไซม์ในการเร่งปฏิกิริยาชีวเคมีในการทำงานของเซลล์ระบบต่าง ๆ ช่วยเสริมทัพ ทำให้เอนไซม์ทำงานได้ดีขึ้น จึงมักจะเห็นได้ว่า อาหารเสริมเอนไซม์มักจะมีสารอาหารจำพวกวิตามินต่าง ๆ ร่วมด้วยด้วยเสมอ อีกทั้ง วิตามิน บางชนิดยังเป็นตัว anti-oxidant ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เข้าไปจับกับไอออนของเสียในร่างกาย และขจัดออกอีกด้วย

ดังนั้น เอนไซม์ จะทำงานได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ จึงขาดไม่ไดักับ สารอาหารจำพวกวิตามิน อ๊อกซิเจน และน้ำ การทานเอนไซม์เสริมอาหารจึงต้องรับประทานน้ำเข้าไปมาก ๆ และควรทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีวิตามินสูงร่วมด้วย

การเสริมเอนไซม์หรือการใช้เอนไซม์บำบัด มีอยู่ 2 วิธี ด้วยกันค่ะ
1. การรับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้สด ๆ ให้ได้อย่างน้อยครึ่่งหนึ่งของอาหารทั้งหมดที่เรารับประทานเข้าไป เพื่อให้ร่างกายของเราไม่ขาดเอนไซม์
2. การทานเอนไซม์เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น น้ำพลังเอนไซม์บำบัด Multi Fruit Enzyme, น้ำหมักชีวภาพ สูตร N-2000, น้ำพลังเอนไซม์สูตรเข้มข้น Premier Fruit Enzyme และอื่น ๆ เป็นต้น

รู้แบบนี้แล้ว หากคุณไม่เร่งเสริมเอนไซม์เสียตั้งแต่วันนี้ วันหนึ่ง เมื่อร่างกายเสื่อมโทรมลง เพราะอาหารที่คุณรับประทาน และของเสียที่สะสมตกค้างอยู่ในร่างกาย หรือภาวะความเสื่อมของการผลิตเอนไซม์ของระบบร่างกายเพิ่มขึ้น ถึงวันนั้น โรคเรื้อรัง โรคเสื่อม ต่าง ๆ ก็อาจมาเยือนคุณได้ เร่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ และทานเอนไซม์เสริมอาหาร เพื่อดูแลปกป้องสุขภาพของตัวคุณเอง และคนที่คุณรัก

หมายเหตุ เอนไซม์เสริมอาหาร หรือเอนไซม์บำบัดโรค หรือ น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ทุกสูตร ไม่ใช่ยา สามารถรับประทานเป็นประจำได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเอนไซม์ สารอาหาร และวิตามิน ที่อยู่ในน้ำพลังเอนไซม์บำบัดนั้น ร่างกายสามารถขจัดออกได้ ไม่เกิดการสะสมตกค้างเป็นของเสียในร่างกายค่ะ

สนใจติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดได้ที่ไลน์ไอดี @qwd5997q

1 เมษายน 2556

ประโยชน์ของเอนไซม์จากการวิจัย

ประโยชน์ของเอนไซม์จากการวิจัย

เอนไซม์ คือ โปรตีนกลุ่มหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ในการเร่งปฏิกิริยาชีวเคมีในกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งทางเคมี เรียกเอนไซม์ ว่าเป็น กลุ่มของ "อะเซททิล โคเอ" (Acetyle Co-A) ที่ช่วยในการเร่งปฏิกิริยาชีวเคมีในกลไกต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เซลล์และขบวนการทางเคมีในร่างกายเกิดภาวะสมดุล ทำปฏิกิริยาได้อย่างรวดเร็วสมบูรณ์ จนเกิดการซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายการ ซึ่งเป็นการ  Regeneration เซลล์ลดการตายของเซลล์ ซ่อมแซมเซลล์ และทำให้เซลล์มีชีวิตยืนยาว

เอนไซม์ ใน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ที่เกิดจากกระบวนการหมักทางชีวภาพ ด้วยสูตรของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ เป็นงานวิจัยที่รายงานผลว่า น้ำหมักชีวภาพเอนไซม์ หรือ น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ที่ได้นี้ เป็นน้ำเอนไซม์ ที่มีองค์ประกอบสำคัญ ๆ หลายชนิด ร่วมกัน คือ กรดอะมิโน สารอาหารในกลุ่มโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งเป็น สารอาหารที่ล้วนช่วยในการ เร่งปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกาย จึงให้ชื่อของเอนไซม์ที่ได้จากการหมักว่า เป็นสารอาหาร กลุ่ม อะเซททิล โคเอ นั่นเอง

-->
หากแต่ประโยชน์ของเอนไซม์จากน้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัดนี้ ในงานวิจัย ได้รายงาน เป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้

1. เอนไซม์กลุ่ม อะเซททิล โคเอ ช่วยเปลี่ยนอาหารที่เรารับประทาน พวก คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และเส้นใย ให้เป็นกรดอินทรีย์ เช่น กรดแลคติก กรดอะซิติก และกรดบิวทีริก ซึ่งมีความเป็นกรดอ่อน ๆ ที่ร่างกายต้องการ ทำให้น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัดที่ได้ มีรสเปรี้ยว ช่วยปรับความเป็นกรดด่างในร่งกาย และช่วยในการขับถ่าย  อีกทั้ง กรดอินทรีย์บิวทีริก ยังเสริมสร้างการสร้างดีเอ็นเอ และเพิ่มจำนวนเซลล์บุผิวในลำไส้ใหญ่ ทำให้มีจำนวนมาก แข็งแรง ทำหน้าที่ในการต่อต้านเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ดี ต้านการเกิดเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างได้ผล

2. เอนไซม์ที่ได้ยังช่วยกระตุ้นขบวนการสร้างวิตามิน บี 12 วิตามินเค วิตามินบีอีกหลายชนิด อีกทั้งยังช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท และเซลล์ทั่วไป เนื่องจากไปช่วยผลักดันสารอาหารให้เข้าสู๋เซลล์ได้ดีขึ้น อีกทั้งช่วยเซลล์ในการขจัดของเสียออกจากเซลล์ ทำให้เซลล์ต่าง ๆ ฟื้นฟูสภาพแข็งแรงขึ้น และทำงานได้อย่างสมดุลเป็นปกติ

3. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ที่ได้จากการหมัก มีเอนไซม์แลคเตส และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์แลคเตสได้ดีขึ้น ซึ่งเอนไซม์แลคเตสจะย่อยน้ำตาลในนม ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้นอีกด้วย

4. จากกระบวนการหมัก นอกจากเอนไซม์ในกลุ่มของ อะเซททิล โคเอ แล้ว ยังมีการสร้างสารต่อต้านเชื้อโรคที่เรียกว่า แบคทีริโอซิน (bacteriocins) หลายชนิดขึ้นด้วย เช่น acidolin, acidophilin, bulgarican. lactocillin and niacin เป็นต้น ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายได้อีกด้วย เช่น เชื้อที่ทำให้เจ็บคอ  เชื้อที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง เชื้อที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง แผลพุพองเรื้อรัง เชื้อที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วง และเชื้อที่ทำให้เกิดการแผลบาดทะยัก เป็นต้น น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ที่ได้จากกระบวนการหมักนี้จึง สามารถต่อต้านเชื้อก่อโทษได้ และลดอาการอักเสบจากการติดเชื้อได้ แต่ทั้งนั้น ต้องเป็นกระบวนการหมักที่ถูกต้อง สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐาน ไม่มีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรค

5. เอนไซม์ ช่วยเร่งปฏิกิริยาการเผาผลาญไขมัน ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ลดไขมันในเลือด

6. น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัดที่หมักโดยใช้ น้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ ยังทำให้ได้ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่ช่วยทำให้เกิดกระบวนการ Regeneration ทำให้เซลล์คืนสู่ความอ่อนเยาว์ ยึดระยะเวลาการหมดประจำเดือน บรรเทาการเกิดโรคกระดูกพรุน ทำให้ร่างกายแข็งแรง

7. สารอาหารเอนไซม์ในกลุ่ม อะเซททิล โคเอ ยังช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการฉายรังสี และเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดมะเร็ง ลดอาการแพ้ คลื่นไส้ ผมร่วง ทำให้รับประทานอาหารได้ดีขึ้น และพบว่า ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลิต ฮีโมโกลบิน ทำให้สูงขึ้นด้วย

8. เอนไซม์ ยังช่วยลดการเกิดสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน เป็นต้น

9. เอนไซม์ใน น้ำหมักเอนไซม์ชีวภาพ ยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในสัตว์ทดลอง ทั้งในระดับระยะเริ่มต้น และระยะส่งเสริมของโรคมะเร็ง และพบว่าในคนมีความสัมพันธุ์กับการลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ อย่างมีนัยสำคัญ

รวบรวมข้อมูลโดย บ้านรักษ์สุขภาพ มาพูดคุยกับเราได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme
หรือไอดีไลน์ @qwd5997q