google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

31 ตุลาคม 2552

วี สลิมเม่

วี สลิมเม่ (Whe Slimme Tablet)
วี สลิมเม่ คือผงต้นข้าวสาลีอ่อน ผงรากเบอร์ดอก แครอท ส้มแขกและใบหม่อน
ซึ่งใบหม่อนให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และยังมีส่วนผสมของแครอทช่วยบำรุงผิวพรรณ และส้มแขกช่วยระงับความหิว เหมาะสำหรับบุคคลที่ต้องการลดน้ำหนัก ช่วยสร้างเลือดและฟอกเลือด และล้างสารพิษในร่างกาย ทั้งบำรุงสายตาและผิวพรรณ


ดังนั้นท่านที่รับประทาน วี สลิมเม่ จะทำให้ไม่รู้สึกหิวและยังบำรุงผิวพรรณสุขภาพในเวลาเดียวกัน รับประทานวันละ 3 ซองต่อวัน ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง จะได้ผลดีที่สุด หรือแม้แต่รับประทานหนึ่งซองพร้อมอาหารเช้ากับกาแฟของคุณ

ประโยชน์ต่างๆ ของ วี สลิมเม่ ดังนี้
  • ช่วยลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน
  • ลดอาการหิวบ่อย
  • ช่วยเร่งการเผาผลาญ
  • ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ
  • สร้างเลือดและฟอกเลือด ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีสุขภาพดี
  • ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย
  • บำรุงระบบการทำงานของไต และช่วยลดการปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน
  • บำรุงผิวพรรณและสายตา
ขนาดบรรจุ : Whe Slim ( ชนิดเม็ด ) 500mg. ( 5g. x 20 ซอง/กล่อง)
สนใจติดต่อสั่งซื้อได้ที่ tusora@hotmail.com

28 ตุลาคม 2552

ขั้นตอนการหมักเอนไซม์ด้วยผลไม้

กรรมวิธีหรือขั้นตอนการหมักเอนไซม์จากผลไม้

โดยชมรมบ้าน(รักษ์)สุขภาพ

สูตร ดร.รสสุคนธ์



(ภาพประกอบจากการปฏิบัติจริง)



ขั้นตอนแรก

เตรียมผลไม้ เพียง 1 ชนิดสำหรับใช้หมักทำน้ำเอนไซม์จากผลไม้

เคล็ดลับ ควรเลือกผลไม้เนื้อขาว จะให้สารอาหารมาก และกระบวนการหมักจะสมบูรณ์ดี เช่น แอปเปิล, กล้วยหอม, องุ่น, ส้มโอ เป็นต้น

ข้อควรระวัง

1. ผลไม้ที่นำมาใช้ควรเป็นผลไม้สุกเท่านั้น เพราะผลไม้ดิบจะทำให้เกิดเมทานอลที่เป็นอันตรายต่อร่างกายสูง

2. ไม่ควรหมักทุเรียน เพราะจะเกิดก๊าซมาก และเกิดการระเบิดได้

3. ผลไม้จำพวกมะม่วงสุก สับปะรด มะเขือเทศ ถ้านำมาหมักจะเกิดก๊าซมาก ต้องระวังเป็นพิเศษ

หมายเหตุ

ผลไม้ทุกชนิด ควรแช่ในน้ำเอนไซม์แช่ผักไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนำมาหมัก โดยใช้อัตราส่วนน้ำเอนไซม์แช่ผัก 1 ฝา ผสมกับน้ำสะอาด 3 ลิตร แช่ผลไม้ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงก่อนนำมาใช้




ขั้นตอนที่ 2

เทน้ำผึ้งความชื้นต่ำ (20%) จำนวน 1 กิโลกรัม (780 ml.) ลงไปในแกลลอนขนาด 5 ลิตร ที่เตรียมไว้ แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปให้ท่วมน้ำผึ้ง เขย่าให้เข้ากัน

เคล็ดลับ การหมักเอนไซม์ผลไม้สำหรับดื่ม ควรใช้น้ำผึ้งเท่านั้น เพราะน้ำผึ้งมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่คงความอ่อนเยาว์ให้กับผู้รับประทาน อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่าน้ำตาล

หมายเหตุ
สามารถใช้น้ำอ้อยแทนน้ำผึ้งได้ แต่ต้องเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น อีกทั้งจะได้สารอาหารน้อยกว่าน้ำผึ้ง แต่ไม่ควรใช้น้ำตาล เพราะจะทำให้กระบวนการหมักเกิดแอลกอฮอล์ได้มากกว่าน้ำผึ้ง และเป็นอันตรายต่อไต




ขั้นตอนที่ 3

การหั่นผลไม้ที่ใช้ในการหมัก โดยหั่นให้มีขนาดเล็กพอสมควร (หากสับหรือบดใส่ จะทำให้เกิดตะกอนในปริมาณมาก และยากต่อการแยกน้ำเอนไซม์และกากออกจากกัน)

เคล็ดไม่ลับ

1. หากพบผลไม้ที่ช้ำหรือมีส่วนที่เน่าเล็กน้อยไม่ต้องหั่นทิ้ง สามารถใช้หมักได้เลย ไม่เปลื้อง และทำให้กระบวนการหมักเกิดได้เร็วด้วย

2. ผลไม้ที่สุกจนงอม เหมาะมากในการหมักเพราะจะทำให้ได้สารอาหารสูง อีกทั้งกระบวนการหมักเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น เนื่องจากในเนื้อผลไม้มีเอนไซม์อยู่จำนวนมาก และเนื้อผลไม้ก็พร้อมที่จะสลายเป็นสารอาหารแล้ว



ขั้นตอนที่ 4

ใส่ผลไม้ที่หั่นแล้วลงไปในแกลลอนที่มีน้ำผึ้งที่ละลายน้ำอยู่ใส่ลงไปให้ได้ 1/3 ของแกลลอน ไม่ต้องใส่เยอะเกินไป

เคล็ดไม่ลับ

ควรหมักเอนไซม์โดยใช้ผลไม้เพียงชนิดเดียว เพื่อให้ได้เอนไซม์เข้มข้นหรือหัวเชื้อของผลไม้ชนิดนั้น แต่ถ้าต้องการกินเอนไซม์จากผลไม้หลาย ๆ ชนิด เมื่อหมักจนครบ 4 ปี ขึ้นไป ให้นำน้ำเอนไซม์จากผลไม้แต่ละชนิดมาผสมกัน โดยเราต้องการสรรพคุณอย่างไร ก็เลือกเอาเอนไซม์ที่มีสรรพคุณนั้นเป็นหลัก โดยใช้อัตราส่วน เอนไซม์หลัก 40% ส่วนตัวอื่น ๆ ก็แล้วแต่ 10% หรือ 5% เป็นต้น






ขั้นตอนที่ 5

เติมน้ำสะอาดให้ท่วมผลไม้ และเหลือช่องว่างไว้ด้านบนประมาณ 2 ข้อนิ้ว (ดังรูป) แล้วปิดฝาให้สนิท จะเขย่าให้เข้ากัน หรือไม่ก็ได้

หลังจากนั้นติดชื่อชนิดของผลไม้ วันที่ทำการหมัก และวันที่จะครบอายุ 6 เดือน


ขั้นตอนที่ 6

การหมักเอนไซม์ เราจะเก็บไว้ในที่ร่ม ลมพัดผ่านได้ ไม่อับ โดยจะทำการหมักทิ้งไว้ 6 เดือน

ในช่วงเดือนแรก ต้องมาเปิดฝาเพื่อระบายแก๊ซออกทุก ๆ 1 -2 วัน

ในช่วงเดือนที่สอง เปิดฝาระบายแก๊ซออกทุก ๆ 3 - 4 วัน

พอครบ 6 เดือน นำมาขยายต่อเป็นหัวเชื้อ ดังนี้



การขยายหัวเชื้อ

ขวดบน คือขวดที่หมักครบ 6 เดือน นำมาถ่ายน้ำเอนไซม์ออกใส่ขวดใหม่ โดยวิธีลักน้ำ (ใช้สายยาง)

สำหรับขวดเดิม (เหลือผลไม้และน้ำเอนไซม์เล็กน้อย) ให้เติมน้ำผึ้งละไปประมาณ 1/2 ลิตร และเติมน้ำลงไปจนเต็ม เหลือช่องว่างไว้ 2 ข้อนิ้ว หมักต่อไปอีก 6 เดือน (จนครบ 3 ครั้ง)

****ครั้งสุดท้าย ให้หมักทิ้งไว้จนครบ 6 ปี จึงนำมากรองผสมน้ำรับประทาน เป็นยอด น้ำพลังเอนไซม์บำบัด

สำหรับขวดใหม่ (ที่แบ่งน้ำเอนไซม์ออกมาได้ 1/3 หรือเกือบครึ่งขวด) ให้เติมน้ำผึ้ง 1/2 ลิตร และเติมน้ำลงไปจนเต็ม เหลือช่องว่างไว้ 2 ข้อนิ้ว หมักต่อไปอีก 6 เดือน (จนครบ 3 ครั้ง)

ทำต่อไปเรื่อย ๆ จนแกลลอนไหนหมักครบ 4 - 6 ปี แล้วจึงค่อยนำมารับประทานได้


อัตราส่วนในการหมักน้ำเอนไซม์ตามหนังสือ ซึ่งสำหรับปฏิบัติจริงก็ดูในเวปค่ะ อาจต่างกันบ้างไม่ต้องงงนะค่ะ เพราะอัตราส่วนเป็นการประมาณการณ์ไม่ต้องตรงมากก็ได้ เพราะธรรมชาติไม่เที่ยง ไม่แน่นอนค่ะ


เคล็ดไม่ลับ

การหมักเอนไซม์สำหรับรับประทาน หากหมักเกิน 6 ปี ขึ้นไป พบว่าขนาดของโมเลกุลของสารอาหารจะมีขนาดเล็กมาก ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว และพบปริมาณของแอลกอฮอล์น้อยมาก อีกทั้งยังเป็นแอลกอฮอล์ชนิดออร์แกนิคแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

ปล. หากไม่ต้องการหมักผลไม้ใหม่ ก็สามารถนำหัวเชื้อน้ำพลังเอนไซม์สูตรเข้มข้นไปใช้หมักเพิ่มและเก็บไว้กินได้ โดยไม่จำเป็นต้องกรอง เพราะจะมีความขุ่นน้อยกว่าการหมักด้วยหัวเชื้อที่ทำจากผลไม้ตรง


แบบเข้มข้น สำหรับขยายต่อไปเรื่อย ๆ ได้ 3 ครั้ง คือ

หัวเชื้อ ต่อ น้ำผึ้ง ต่อ น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 1 ส่วน ในขวดขนาด 1 ลิตร
หมักนาน 3 เดือน แล้วนำไปต่อได้ หรือนำไปหมักกับผลไม้เป็นหัวเชื้อได้

แบบสำหรับรับประทาน คือ

หัวเชื้อ ต่อ น้ำผึ้ง ต่อ น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 5 ส่วน ในขวดขนาด 5 ลิตร
  • หมักนาน 15 วัน รับประทานได้ทันที
  • หมักต่อไปจนครบ 6 เดือน นำไปขยายได้
  • หมักต่อไป 6 ปี โดยเติมน้ำผึ้งทุก ๆ 6 เดือน หรือทุก 1 ปี จนได้ยอดน้ำพลังเอนไซม์บำบัด

9 ตุลาคม 2552

เครื่องดื่มข้าวกล้องงอกผสมธัญพืช



เครื่องดื่มข้าวกล้องงอก ผสมธัญพืช
(เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะเบื่ออาหาร รับประทานอาหารไม่ได้ แต่ต้องการฟื้นฟูร่างกาย)

คุณประโยชน์ของน้ำข้าวกล้องงอก
  • มีอนุมูลอิสระกลุ่มฟิโนลิค ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า ชะลอความแก่
  • สารออริซานอล ช่วยลดอาการผิดปกติของวัยทอง
  • มีวิตามินอี ลดการเหี่ยวย่นของผิว
  • เยื่อใยอาหาร ควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันมะเร็งลำไส้ และลดอาการท้องผูก
  • สารกาบาช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ช่วยผ่อนคลายทำจิตใจให้สงบ หลับสบายลดความเครียดวิตกกังวล ลดความดันโลหิต

ขนาด 500 กรัม ราคา 1500 บาท
ข้าวกล้องงอก
คุณประโยชน์ของข้าวกล้องงอก

เมื่อข้าวกล้องเริ่มงอก (malting) สารอาหารที่ถูกเก็บไว้ในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยสลายไปตามกระบวนการทางชีวเคมี จนเกิดเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กลง (oligosaccharide) และน้ำตาลรีดิวซ์ (reducing sugar) นอกจากนี้โปรตีนภายในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยให้เป็นกรดอะมิโนและเปปไทด์ รวมทั้งยังพบการสะสมของสารสำคัญต่าง ๆ เช่น แกมมาออริซานอล (gamma-oryzanol) ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า ชะลอความแก่ นอกจานี้ยังพบสารที่สำคัญโดยเฉพาะสารที่มีชื่อว่า Gamma Amino Butyric Acid หรือ GABA

พบว่าในข้าวกล้องงอกมีสาร GABA มากกว่าข้าวกล้องปกติถึง 15 เท่า ซึ่งสารดังกล่าวมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
  • เป็นกรดอะมิโนที่ผลิตจากกระบวนการ decarboxylation ของกรดกลูตามิก (Glutamic Acid) ซึ่งมีบทบาทในการเป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ในระบบประสาทส่วนกลางและทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทประเภทสารยับยั้ง (inhibitor) โดยทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้น ช่วยทำให้สมองเกิดการผ่อนคลาย และนอนหลับสบาย
  • ช่วยกระตุ้น anterior pituitary ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย (Growth hormone (HGH)) ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อทำให้กล้ามเนื้อเกิดความกระชับ ป้องกันการเกิดริ้วรอย
  • เกิดการสร้าง lipotropic ซึ่งเป็นสารป้องกันไขมัน ซึ่งการได้รับสาร GABA อย่างต่อเนื่องและเพียงพอจะช่วยให้ระดับความดัน คลอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และน้ำตาลในเลือดลดลงช่วยในการควบคุมน้ำหนัก

  • จากรายงานการวิจัยพบว่าสาร GABA สามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และลดการเกิดโรคมะเร็งได้

  • ในทางการแพทย์มีการนำสาร GABA มาใช้เป็นยารักษาโรคในระบบประสาทหลายอย่าง อาทิ โรควิตกกังวล นอนไม่หลับ ลมชัก เป็นต้น นอกจานี้ข้าวกล้องงอกยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น ใยอาหารกรดโฟลิก วิตามินบี วิตามินอี อีกด้วย

ข้อดีของสารสกัด คือ ร่างกายสามารถนำสารอาหารต่าง ๆ ไปใช้เกือบ 100% เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ป่วยโรคตับ ซึ่งมีภาวะเบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารไม่ได้


สนใจสั่งซื้อได้ที่ tusora@hotmail.com หรือ FAX 02-9715571

ผลิตภัณฑ์ธัญพืชพร้อมดื่ม (โบทานิก้า)

ผลิตภัณฑ์โบทานิก้า

ล้างสารพิษ ฟื้นคืนสุขภาพให้คุณ ภายใน 30 วัน (เหมาะสำหรับผู้ต้องการฟื้นฟูสุขภาพ มีปัญหาเบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อย ต้องการสารอาหารที่มีคุณค่าในแต่ละวัน เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ )

Functional Food From Cereal ฟื้นคืนสุขภาพแบบยั่งยืน

ธัญพืชสกัด
สารอาหาร 5 หมู่ ที่สกัดจากธัญพืชอยู่ในรูปพร้อมใช้ ทุกครั้งที่คุณดื่มจะได้รับสารอาหารทันที มั่นใจด้วยคุณภาพ

กรดอะมิโนที่นำมาใช้ทางการแพทย์
  • ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ ลดความดันโลหิต
  • ช่วยลดปัญหาเส้นเลือดอุดตันที่สมอง และหัวใจ
  • ช่วยควบคุมเบาหวาน และป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ช่วยควบคุมความอยากอาหาร ช่วยในการลดความอ้วน
  • ช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีความอดทนใช้ในวงการกีฬา
  • ช่วยทำให้ร่างกายหลั่งสารในการทำให้นอนหลับดีขึ้น
  • ช่วยลดอาการกระดูกผุ เพิ่มความต้านทานโรค
  • ช่วยลดอาการไมเกรน ปวดท้องขณะมีประจำเดือน
  • ช่วยควบคุมโรคพาร์กินสัน และโรคทางจิตประสาท
  • ช่วยลดอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง
  • ช่วยลดอาการเฉื่อยชา อัมพาต อัมพฤกษ์
  • ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
  • ช่วยทำให้ระบบการกำจัดสารพิษทำงานดีขึ้น

สูตรข้าวกล้องงอก ราคาปกติ 1500 บาท พิเศษ 1200 บาทค่ะ

สนใจติดต่อที่ คุณตู๋ tusora@gmail.com

7 ตุลาคม 2552

เครื่องดื่มพลังเอนไซม์บำบัด

น้ำเอนไซม์ผลไม้รวม (ไม่ใช่ยา) หรือเรียกว่า น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ

เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูสุขภาพ อุดมด้วยสารอาหารวิตามิน A, D, E, K, B รวม, C, กรดอะมิโน ฮอร์โมนและอื่น ๆ อีกมาก สกัดจากผลไม้รวม และลูกยอป่า ซึ่งมีโอถสสารจำนวนมากผ่านขบวนการหมักบ่มนานหลายปี เพื่อลดขนาดโมเลกุลให้เล็กลงจนสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายและเร็วขึ้น รู้สึกได้ถึงการผ่อนคลาย

ประโยชน์
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน 
  • สลายสารพิษ ฟอกเลือด 
  • ปรับสมดุล บำรุงธาตุต่าง ๆ 
  • ช่วยการย่อยอาหาร ย่อยไขมัน ลดหน้าท้อง 
  • คลายกล้ามเนื้อ 
  • ดื่มก่อนนอนทำให้หลับสบาย แก้ปวดเมื่อย ท้องผูก ท้องอืด (ท้องเสียรุนแรงดื่มเข้มข้นครึ่งแก้ว) 
  • ดื่มได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง โรคไต โรคเก๊าส์ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดัน สะเก็ตเงิน ไทรอยด์ รูมาตอยด์ ภูมิแพ้ หอบหืด อัมพฤกอัมพาต โรค SLE โรคเอดส์ และโรคอื่น ๆ 
  • ทุกโรคควรดื่มเป็นประจำทุกวันและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำในบทบัญญัติ 10 ประการของชมรมควบคู่ไปด้วยจะดีมาก
ส่วนประกอบที่สำคัญ
ผลไม้รวมกันมากกว่า 20 ชนิด 60% น้ำผึ้งความชื่นต่ำ 20% น้ำพลังแม่เหล็ก 20% (ไม่เจือสีไม่แต่งกล่น ไม่ใส่สารกันบูด)

วิธีดื่ม 
สูตร Multi Fruit Enzyme ขนาด 750 ml ใช้ 1 ช้อนโต๊ะ (หรือมากกว่า) ผสมน้ำ 1 แก้ว หรือผสมน้ำผึ้งหรือผสมน้ำผลไม้ น้ำผักปั่น วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร และก่อนนอน

สูตร N-2000 ขนาด 650 ml ใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 แก้ว ไม่ต้องผสมน้ำผึ้ง ทานก่อนอาหารทุกมื้อ และก่อนนอน

สูตร Premier Fruit Enzyme ขนาด 187 ml ใช้ 1 หยด ผสมน้ำ 1 แก้ว ดื่มก่อนอาหารทุกมื้อ หรือดื่มได้ทั้งวัน

วิธีการเก็บรักษา เก็บในที่ร่มไม่ต้องแช่เย็น หรือ เมื่อเปิดแล้ว ควรรับประทานให้หมดภายใน 2 เดือน (เพื่อป้องกันอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับสารอาหารแล้วตกตะกอน)

วันหมดอายุ ยิ่งเก็บนาน คุณภาพยิ่งเพิ่มขึ้น จะมีรสเปรี้ยวมากขึ้น ถ้าชอบหวานก็ให้เติมน้ำผึ้ง อาจมีฝ้าขาว หรือวุ้น (เจลลาติน) เกิดขึ้นก็ยิ่งดี หรือมีตะกอนมากขึ้น (ไม่จำเป็นต้องเขย่าขวด)

หมายเหตุ รสชาด สี กลิ่น ไม่คงที่ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมและเวลา บ้างขวดเปรี้ยวมาก บ้างขวดซ่า บ้างขวดจืด บ้างขวดขม (ขึ้นกับธรรมชาติของการหมัก)

ผลข้างเคียง ไอ อาเจียน ท้องเสีย มีผื่นขึ้นคัน บวม และอื่น ๆ ไม่ต้องกตใจเป็นการขับพิษ และหายได้เอง (อาจเกิดขึ้นได้เฉพาะบางคน) อ่านวิธีการแก้ไขอาการต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ใน หนังสือน้ำผักปั่น

อ่านเรื่องเล่าจากประสบการณ์ผู้ป่วย

การล้างพิษด้วยการสวนลำไส้


การทำดีท็อกซ์ หรือการล้างพิษ
ทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน แต่เรารู้จักประโยชน์ของมันหรือยังทำเพื่ออะไร

ประโยชน์ของการทำดีท็อกซ์
  • ชะล้างสารพิษที่ตกค้างภายในร่างกาย
  • ระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  • ชะลอความร่วงโรย และคืนความสดใสให้ผิว
  • รักษาสมดุลการทำงานของร่างกาย
  • สมองผ่อนคลาย จิตใจแจ่มใส
  • มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
  • ลดน้ำหนักส่วนเกินโดยกำจัดกากอาหารตกค้าง
อาการบ่งชี้ว่าคุณจำเป้นต้องทำดีท็อกซ์
  • รับประทานอาหารจำนวกเนื้อสัตว์เป็นประจำ
  • มีน้ำหนักตัวมาก
  • มีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะและวิงเวียนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร หงุดหงิด อารมณ์ไม่สดชื่น
  • ปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ
  • คัดจมูกบ่อยโดยไม่เป็นหวัด
  • ผิวพรรณเหี่ยวแห้ง หมองคล้ำ ไม่สดใส
  • มีกลิ่นปาก
การเตรียมน้ำดีท็อกซ์ ด้วยน้ำพลังเอนไซม์บำบัด
ใช้น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น 5 เท่า จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอุ่นจำนวน 1,300 cc (สตรี 1,000 – 1,200 cc บุรุษ 1,300 – 1,500 cc) แล้วใช้สวนล้างได้เลย

วิธีการใช้
  • ทาวาสลีน หรือสบู่อาบน้ำที่ปลายสายยาง
  • ค่อย ๆ สอดสายยางเข้าทางทวารหนัก ไม่ควรลึกเกิน 2 นิ้ว
  • แขวนถุงดีท๊อกซ์สูงประมาณ 3-4 ฟุต นอนตะแคงขวา ปลดล็อกสายยางออก
  • หลังจากน้ำดีท็อกซ์เข้าสู่ลำไส้ใหญ่หมดแล้ว นวดหน้าท้องเพื่อเคลื่อนไหวให้ตะกรันของซากอาหารเก่าเก็บร่อนตัวออกจากผนังลำไส้ใหญ่ประมาณ 5 นาที แล้วลุกไปถ่ายออก จะมีซากตะกรันของเศษอาหารออกมาจำนวนมาก สวนเสร็จแล้ว
ควรงดรับประทานอาหารรสจัด แป้ง น้ำตาล ของทอด ควรรับประทานข้าวกล้องผักสดผลไม้ เป็นประจำ เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และสุขภาพดีขึ้นตลอดไป


การล้างพิษแบบง่าย ๆ โดยใช้น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ดื่มเป็นประจำทุกวัน (เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน) สามารถกระตุ้นการขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดี อ่านเพิ่มเติม เรื่อง น้ำพลังเอนไซม์บำบัด


1 ตุลาคม 2552

พบเอนไซม์ตัวใหม่ พิชิตมะเร็ง

 โรคมะเร็งเป็นมฤตยูตัวร้ายที่เกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ผิดปกติซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับอวัยวะทุกส่วน ยกเว้น เส้นผม เล็บ และฟัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอาทิ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติของยีนทางพันธุกรรม หรือสารก่อมะเร็ง ทำให้เซลล์เปลี่ยนแปลง กลายเป็นเซลล์มะเร็ง ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถกำจัดเซลล์เหล่านี้ได้ เซลล์มะเร็งจะแบ่งตัวและรวมตัวเป็นก้อนเนื้อร้ายในที่สุด ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆผ่านต่อม น้ำเหลืองและกระแสเลือด เป็นผล ให้ลักษณะโรคของผู้ป่วยแต่ละราย แตกต่างกันไป อาทิ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ และมะเร็งในเม็ดเลือด เป็นต้น


"หากตรวจพบแต่เนิ่นๆ และเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว ก็มีโอกาสหายขาดได้สูงถึง 80 -100 เปอร์เซ็นต์"

        แม้ปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งจะสามารถทำได้หลายรูปแบบโดยใช้วิธีการผ่าตัด รังสีบำบัด และเคมีบำบัด เพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งไม่ให้ขยายไปยังส่วนอื่นๆของ  ร่างกาย แต่วิธีเหล่านี้เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ อาการของโรคจึงมีโอกาสกำเริบได้ตลอดเวลา อีกทั้งการรักษาอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ และผมร่วง ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งต้องทนทรมานอีกเท่าตัวโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนจะหายหรือไม่

        นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ให้ก้าวเข้ามาทำหน้าที่ของผู้ไขความลับธรรมชาติ โดยต้องศึกษาเชิงลึกในระดับเซลล์ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การเข้าใจโรค
มะเร็งแบบบูรณาการอย่างแท้จริง

        ท่ามกลางกระแสความสนใจในเรื่องดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในต่างประเทศ ยังมีนักวิทยาศาสตร์ไทยท่านหนึ่งก้าวเข้ามาวิจัยด้านนี้ด้วยวิธีเดียวกันในระดับนานาชาติอย่างอาจหาญ เพราะเมื่อ 10 ปีก่อนพัฒนาการและปัจจัยส่งเสริมของงานวิจัยนั้น ยังถือว่าล้าหลังมาก แต่ด้วยองค์ความรู้เฉพาะทางบวกกับความท้าทายของเนื้องานเป็นแรงผลักดันให้ ดร. จิรันดร ยูวะนิยม นักเรียนทุน โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มี  ความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์   รุ่นใหม่ประจำปีจากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยใน พระบรมราชชูปภัมภ์ พ.ศ.2546 เดินหน้าศึกษาสารโปรตีนของเซลล์ใน ร่างกายมนุษย์ด้วยเทคนิคโครงสร้างสามมิติโดยอาศัยการหักเหรังสีเอกซ์ของผลึกสาร เพื่อให้สามารถเจาะลึกความเป็นไปของโรคมะเร็งให้มากที่สุด

        อาจารย์จิรันดรเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการศึกษาว่าหลังจากมีโอกาสเข้าไปศึกษาเทคนิคโครงสร้างสามมิติโดยอาศัยการหักเหรังสีเอกซ์ของผลึกสาร ทำให้พบข้อดีประการหนึ่งที่ช่วย ให้นักวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นโครงสร้างของสารอย่างเจาะลึก ดังนั้นจึงเริ่มต้นใช้วิธีการเดียวกันนี้กับการศึกษาสารโครงสร้างขนาดใหญ่อย่าง โปรตีน ศึกษากลไกการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต โดยเน้นศึกษาการเข้าและออกของหมู่ฟอสเฟตในโปรตีนซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดให้เห็นสภาวะผิดปกติบางประการอันเกี่ยวเนื่องกับการควบคุมร่างกาย

        “การสังเคราะห์โปรตีนจะมีกระบวนการนำฟอสเฟตเข้าและออกจากตัวมันเอง แต่ถ้ามีการนำหมู่ฟอสเฟตเข้าเพียงอย่างเดียว นั่นจะเป็นเครื่องหมายบอกความผิดปกติ ขั้นตอนการทำงานดังกล่าวต้องอาศัยเอนไซม์สองชนิด คือ เอนไซม์ไคเนสนำหมู่ฟอสเฟตเข้าสารโปรตีนในตำแหน่งของกรดอะมิโนไทโรซีน ใน ทางกลับกัน เอนไซม์ฟอสเตสจะนำ หมู่ฟอสเฟตออกในตำแหน่งของ กรดอะมิโนเซียรีนกับทรีโอนีน แต่จากการศึกษาโครงสร้างสามมิติโดยอาศัยการหักเหรังสีเอกซ์ของผลึก ทำให้เราค้นพบเอนไซม์อีกหนึ่งตัวสำคัญเป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย” อาจารย์จิรันดรกล่าวเสริม

        ผลการวิจัยที่ใช้เวลาศึกษาร่วมปีอย่างมุ่งมั่นทำให้อาจารย์และทีมวิจัยได้ทำความรู้จักเอนไซม์คุณสมบัติพิเศษที่สามารถนำหมู่ฟอสเฟตเข้าและออกได้จากตำแหน่งของกรด อะมิโนทั้งสองประเภทข้างต้นจึงตั้งชื่อเอนไซม์ตัวนี้ว่า “Dual-specificity Phosphatase” การค้นพบครั้งนี้ นับว่าเป็นองค์ความรู้ใหม่ช่วยให้ เข้าใจการควบคุมกลไกในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตมากขึ้นโดยเฉพาะการแบ่งเซลล์ เพื่อทราบถึงกระบวนการแบ่งเซลล์อย่างผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง และพัฒนาไปสู่การรักษาโรคมะเร็งอย่างถูกต้องต่อไป

        จากผลงานอันโดดเด่นในระดับปริญญาเอกนี้เองช่วยเปิดโอกาสให้อาจารย์จิรันดรได้ทำงานวิจัยอื่นๆเพิ่มมากขึ้น เช่น การได้รับทุน WHO/TDR Training Grant จากองค์การอนามัยโลกในช่วงปี พ.ศ. 2542-2543 สำหรับศึกษาโครงสร้างของเอนไซม์พลาสเมปซิน I, II ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนายารักษาโรคมาลาเรีย และได้รับทุนต่อเนื่องจาก Target Research Unit Network จาก Thailand-Tropical Disease Research Program ในการทำวิจัยนี้เรื่อยไปจนสำเร็จ

        อาจารย์จิรันดรกล่าวต่อ “ช่วงเวลาในการให้ยารักษาโรคมาลาเรียเหมาะสมที่สุดนั้นต้องอยู่ระหว่างที่เชื้อจากยุงอยู่ในกระแสเลือดของคน เพื่อให้ตัวยาเข้าไประงับการทำงานของเอนไซม์ ดังนั้นเราต้องศึกษาว่าตัวยาจะเข้าไปฆ่าเอนไซม์ตัวไหน โดยใช้วิธีศึกษาโครงสร้างสามมิติเช่นเดียวกับงานวิจัยชิ้นก่อนหน้า ภายใต้แนวคิดที่ว่าถ้าต้องการออกแบบยาตัวใหม่ จำเป็นต้องเข้าใจหน้าที่ของเอนไซม์ ตัวนั้นๆ อย่างชัดเจนเสียก่อน

        ผลการวิจัยพบแล้วว่าเอนไซม์พลาสเมปซิน I เป็นเอนไซม์ตัวแรกที่มุดตัวเข้าไปใน  เม็ดเลือดแดงและย่อยเฮโมโกลบิน ทำให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อ ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนผลิตยาตัวใหม่ ซึ่งต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและไม่เกิดอาการดื้อยาจึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ”

        แม้งานวิจัยข้างต้นจะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นในการศึกษาด้านชีวเคมีอย่างแท้จริง เพราะการค้นพบในแต่ละอย่างนั้นล้วนเป็นคำตอบของความเร้นลับตามธรรมชาติ ทั้งยังช่วยเปิดช่องให้นำความรู้ไปพัฒนาต่อยอดในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

                                               โดย... ณัชชา เกียรติศิริ

     หากแต่นักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ตั้งใจศึกษาเกี่ยวกับวิธีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง นักธรรมชาติบำบัด หรือศาสตร์แพทย์ทางเลือกก็ให้ความสนใจในการรักษา มะเร็ง ด้วย เอนไซม์บำบัด และจากผลการศึกษาทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายท่าน พบว่า เอนไซม์จากผักผลไม้มีผลในการสลายเซลล์มะเร็ง โดยพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่มีการนำวิธีทางธรรมชาติบำบัดมาใช้ในการดูแลตนเอง ด้วยการกินผัก ผลไม้สด การเสริมอาหารด้วย น้ำพลังเอนไซม์บำบัดจากผลไม้ หรือการดื่มน้ำผลไม้สดทุกวัน ส่งผลให้เซลล์มะเร็งบางชนิดมีขนาดเล็กลง และไม่เกิดการแพร่กระจายไปในเซลล์อื่น ๆ ในร่างกายอีกด้วย อีกทั้งตรวจพบว่าภูมิต้านทานของผู้ป่วยโรคมะเร็งหลังจากได้รับน้ำเอนไซม์จากผลไม้ติดต่อกันไปนานถึง 3 เดือน มีขนาดและปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เหมาะสมและแข็งแรง

    ดังนั้น การบำบัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่แท้จริง ควรเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค การใช้ชีวิตของผู้ป่วยเอง ยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในการบำบัด แต่การรักษาคงต้องใช้ภูมิต้านทานของร่างกายช่วยในการขจัดเซลล์มะเร็งเหล่านี้ออกไป

โดย....ทิฆัมพร ตันติวิมงคล