google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

23 พฤษภาคม 2553

อาหารต้องห้าม เมื่อคุณท้องเสีย

 ท้องเสีย มีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว โดยเฉพาะถ้ามีอาการ ท้องเสีย เรื้อรัง มักจะเป็น ๆ หาย ๆ ปวดท้อง ถ่ายเหลว แล้ว ถ่ายอีก เป็น ๆ หาย ๆ นาน หลายวัน บางคนมีอาการของ ลำไส้แปรปรวน คือ บางครั้งถ่ายเหลว บางครังท้องผูก สลับกันไป แต่คนที่มีอาการ ท้องเสีย ถ่ายเหลว บ่อย ๆ โบราณท่านเรียก คน "ธาตุอ่อน"

สำหรับคนที่ ท้องเสีย บ่อย ๆ หรือ ธาตุอ่อน อาหารที่ไม่ควรรับประทาน คือ อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด รสเผ็ด และอาหารมัน ๆ เช่น น้ำส้มสายชู ผลไม้ดอง กะทิ เบียร์ เหล้า นมสด กาแฟ โอวันติน เป็นต้น 

ส่วนอาหารที่ควรรับประทาน ของคนที่ ท้องเสีย บ่อย ๆ ได้แก่ อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ และอาหารที่มีไขมันต่ำ อาหารที่มีจุลินทรีย์แล็คโตบาซิลลัส (Lactobacillus) หรือไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacterium) แต่ก็ไม่ควรรับประทานอาหารในแต่ละครั้งมากเกินไป

นอกจากนี้ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด กินช้า ๆ ไม่ควรรีบกิน และทานอาหารให้เป็นเวลา ก็จะช่วยในเรื่องของการย่อยได้ดี

สำหรับคนที่มีอาการ ท้องเสียเฉียบพลัน เป็นอาการที่เกิดอย่างทันทันใด มีลักษณะถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง และมีอาการปวดท้อง มวนท้อง หรือ อาเจียน ร่วมด้วย

ท้องเสีย
ในกรณีนี้ ไม่ควรทานอาหารจำพวกน้ำผลไม้รสเปรี้ยว หรือ ผลไม้ดอง โดยเด็ดขาด และควรเสริมอาหาร ด้วย ผงน้ำตาลเกลือแร่ชงน้ำ ซึ่งใช้ดื่มบ่อยๆ แทนน้ำอาหารที่ย่อยง่าย โดยเน้นอาหารที่มีข้าวหรือแป้งเป็นหลัก


ดังนั้น หน้าร้อนนี้ เตรียมร่างกายรับมือเรื่อง อาการ ท้องเสีย หรือเลือกรับประทานอาหารไว้ด้วยนะค่ะ แล้วอย่าละเลยการออกกำลังกาย และผ่อนคลายจิตใจด้วยนะค่ะ

อ่านเรื่อง ลำไส้แปรปรวน ได้ที่นี่


14 พฤษภาคม 2553

เครื่องดื่มเพื่อผิวสวยใส

 การรับประทานอาหารเป็นยา หรือที่เรียกว่า โภชนาการบำบัด เป็นการดูแลฟื้นฟู และป้องกันสุขภาพด้วยตนเองที่ง่ายที่สุด แต่คุณต้องเป็นคนที่มีความสนใจใฝ่หาความรู้มาเพิ่มเติมอยู่เสมอ และอาจต้องทำตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์ทดลองหาสูตรอาหารใหม่ ๆ หรือเมนูอาหารใหม่ ๆ ที่ดีต่อสุขภาพของคุณและคนที่คุณรัก

เครื่องดื่มเพื่อผิวสวยใส สูตรนี้ คุณอาจเห็นกันอย่างแพร่หลาย เพราะเราเองก็เป็นเพียงผู้นำมันมาเผยแพร่ต่อไปอีกทางหนึ่ง โดยใส่องค์ความรู้เข้าไปเพิ่ม เพื่อให้คุณแน่ใจได้ว่า สูตรนี้มีประโยชน์ และดีต่อสุขภาพผิวเพียงใด

เครื่องดื่มเพื่อผิวสวยใส มีส่วนประกอบดังนี้
1. สับปะรด 400 กรัม (2 ชิ้นยาว)
2. เสาวรส 2 – 3 ลูก (ผ่าเอาแต่เมล็ดกับน้ำ)
3. ใบโหระพา 10 – 15 ใบ
4. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ (หรือตามชอบ)

วิธีการทำ

1. นำสับปะรดมาปอก ชั่งเอาแต่เนื้อ

2. ผ่าเสาวรส ตักเอาแต่น้ำ เนื้อ เมล็ดมาแยกไว้ในถ้วย

3. ล้างทำความสะอาดใบโหระพา เด็ดเอาแต่ใบ

4. เทน้ำเสาวรสที่แยกไว้ลงไปปั่นให้ละเอียด แล้วเติมเนื้อสับปะรดลงไปปั่นให้เข้ากัน แล้วจึงเติมใบโหระพาปั่นอีกครั้งให้ละเอียดที่สุด

5. กรองด้วยตะแกรงเอาแต่น้ำ แล้วผสมกับน้ำผึ้งตามชอบ

เคล็ดลับ ล้างทำความสะอาดส่วนประกอบทุกอย่าง แล้วเก็บแช่เย็นไว้ให้เรียบร้อย เวลานำมาปั่นแล้วจะได้เครื่องดื่มเพื่อผิวสวยใสแบบเย็นชื่นใจ ดื่มได้ทันที ไม่ควรเก็บทิ้งไว้ เพื่อให้ได้เอนไซม์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ดื่มเป็นประจำวันทุกเช้า ช่วยให้ผิวสวยใส จากภายในเปล่งปลั่งสู่ภายนอก แนะนำสูตรกันไปแล้ว ลองมาดูกันนะค่ะว่า จริง ๆ แล้ว ส่วนประกอบต่าง ๆ ส่งผลต่อผิวพรรณ หรือมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรกันบ้าง เริ่มต้นกันที่ ….

เครื่องดื่มเพื่อผิวสวย

สับปะรด ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง ทานเป็นประจำทุกวันช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแข็งแรง ร่างกายมีความยืดหยุ่น อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนซ์ ที่ช่วยในการขจัดอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของเซลล์เสื่อม ดังนั้น จึงช่วยถนอมผิว ปกป้องโครงสร้างของเซลล์ให้แข็งแรง ผิวจึงเนียนนุ่ม แข็งแรง อีกทั้งเอนไซม์จากสับปะรด ช่วยในการย่อยเศษเซลล์ที่ตายแล้ว และกระตุ้นการย่อยอาหารในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ผิวเนียนใส ลดริ้วรอยต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

เสาวรส เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ และวิตามินซีสูง จึงช่วยบำรุงสายตา และผิวพรรณ ช่วยให้นอนหลับ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และมีความเป็นกรดทำให้ช่วยในการย่อยเศษอาหารที่ตกค้างได้ดี อีกทั้งช่วยปรับสมดุลของความเป็นกรดด่างในร่างกาย แพทย์ทางเลือกจึงเรียก เสาวรส ว่า เป็นผลไม้หยินหยาง สำหรับปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกายอีกด้วย ทาง บ้านรักษ์สุขภาพ ก็แนะนำให้ทานน้ำเสาวรสเป็นประจำทุกวันด้วย อีกทั้งยังมีผสมอยู่ในสูตรของ น้ำผักปั่น อีกด้วย

โหระพา เป็นผักที่มีกลิ่นหอม หรือมีน้ำมันหอมระเหย ช่วยในการบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะและลำไส้ ขับเหงื่อ คลายความเครียด ดังนั้น การผสมใบโหระพาลงใน เครื่องดื่มเพื่อผิวสวย นี้ เมื่อเราดื่มเข้าไปจะทำให้ร่างกายมีการปรับสมดุลของกรดด่าง ซึ่งบ้างท่านที่ดื่ม จะมีอาการขับลม เรอ หรือปวดท้อง ซึ่งโบราณก็ได้ใส่ยาแก้ไว้ ก็คือ ใบโหระพานี้เอง ซึ่งหากท่านที่มีอาการดังกล่าว สามารถเพิ่มปริมาณใบโหระพาลงไปอีก หรือ ใช้ใบโหระพาต้มกับน้ำ แล้วดื่มแบบร้อน ๆ ช่วยบรรเทาอาการดังกล่าว ก็ได้



หากอยากได้เรื่องของระบบขับถ่ายด้วย ไม่ต้องกรองเอากากออก ให้ทานทั้งกากเลย จะเพิ่มใยอาหาร โดยเฉพาะคนเป็นเบาหวาน ควรทานทั้งกากใย จะช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลในกระแสเลือดได้ และงดการเติมน้ำผึ้ง หรือใส่ในปริมาณที่น้อยลง

9 พฤษภาคม 2553

ธรรมชาติบำบัดป้องกันโรคหัวใจโคโรนารี

โรคหัวใจโคโรนารี หรือโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Altherosclersis)
โคโรนารี เป็นเส้นเลือดแดงที่อยู่ติดกับหัวใจ เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงหัวใจ หากท่อลำเลียงเลือดท่อนี้อุดตัน หรือตีบตัน จะทำให้หัวใจขาดเลือด และเกิดภาวะหัวใจวายและอาจถึงตายได้ในที่สุด ดังนั้น รายงานทางการแพทย์จึงพบว่า ผู้ป่วยตายจากโรคหัวใจโคโรนารี หรือ โรคหลอดเลือดแดงแข็งนั้นมีโอกาสเสียชีวิตมากที่สุดในกลุ่มของผู้ป่วยโรคหัวใจ




แล้วทำไมล่ะ ทำไมเส้นเลือดแดงจึงแข็ง แล้วเกิดเป็นโรคหัวใจโคโรนารีได้?

การที่เส้นเลือดแดงแข็ง เกิดจากการเกาะตัวของก้อนไขมัน และเกล็ดเลือดที่แข็งตัวเกาะอยู่ด้านในของผนังเส้นเลือด ทางการแพทย์เรียกเจ้าก้อนนี้ว่า พลาสก์ (plaque) หรือที่โฆษณายาสีฟัน เรียก พลาสก์ เจ้าก้อนพลาสก์นี้ค่อยๆ สะสมอย่างช้าๆ จนหนาตัวขึ้นๆ เหมือนคราบตะไคร้เกาะในสายท่อน้ำ และอาจใช้เวลาหลายสิบปี จนหลอดเลือดของคุณตีบตันหมดสมรรถภาพในการลำเลียงเลือด ไปเลี้ยงอวัยวะที่จุดนั้นๆ จนก่อโรคมากมาย ทางการแพทย์ เรียกกลุ่มโรคพวกนี้ว่า ASCVD (Atherosclerotic Cardio Vascular Disease)
การที่เจ้าพลาสก์หรือก้อนไขมัน และเกล็ดเลือดมาเกาะรวมตัวกัน เป็นกระจุกนั้น เชื่อว่าเป็นเพราะมีรอยแตกบาดแผลเกิดขึ้นภายในเส้นเลือด และการอักเสบ จากเหตุปัจจัยมากมาย และส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคุณ เช่น การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย ความเครียด การกินอาหารแสลงหรืออาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
ซึ่งเราพบว่าอาหารจำพวกไขมันมัน และอาหารทอด ทำให้เส้นเลือดเสื่อมสภาพ เกิดก้อนพลาสก์มากกว่าอาหารชนิดอื่น
ผู้ที่มีภาวะความดันเลือดสูง หรือไขมันในเลือดสูง ก็มีโอกาส หรือความเสี่ยงทำให้ผนังหลอดเลือดปริแตก และเกิดก้อนพลาสก์ง่ายขึ้น เช่น เกี่ยวกับสารพิษบางชนิด เช่น นิโคติน จากบุหรี่และโคเคน ทำให้ผนังเส้นเลือดระคายเคือง และเกิดการอักเสบ หรือเกิดรอยปริแตกภายในหลอดเลือดได้
นอกจากนี้ ฮอร์โมนบางชนิดที่หลั่งขณะคุณมีความเครียด ก็สามารถไปทำลายผนังหลอดเลือดด้านในของเส้นเลือดได้
ซึ่งไม่ว่าผนังภายในหลอดเลือดแดงของคุณจะเกิดแผลเพราะเหตุใด
ร่างกายเราก็มีกลไกในการสมานแผล โดยการส่งเกร็ดเลือดเข้าไปซ่อมแซม เกล็ดเลือดนี้จะรวมตัวกันอยู่ที่บาดแผล แล้วดึงดูดไขมัน และคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดให้รวมตัวกัน ทำหน้าที่เป็นเหมือนปูนปลาสเตอร์ปิดแผล
แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆ ปี ก้อนเกร็ดเลือด ไขมัน และคอเลสเตอรอลก้อนนี้จะยิ่งสะสมรวมตัวกันหนาขึ้น หนาขึ้นเรื่อย ๆ หากคุณยังรับปัจจัยที่ก่อให้เกิดการอักเสบภายในร่างกายอยู่ จนมันพอกหนาขึ้น ทำให้เม็ดเลือดไม่สามารถผ่านไปได้ ซึ่งหากมันไปอุดตันที่เส้นเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงหัวใจ จะทำให้หัวใจขาดเลือด และหัวใจวายในที่สุด เพราะขาดออกซิเจนและสารอาหาร ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่า โรคหัวใจโคโรนารี (Coronary heart disease)
colonary heart
อาการของโรคหัวใจโคโรนารี มีอาการตั้งแต่ ปวดหน้าอก แน่นหน้าอก หายใจไม่อก จุกจนต้องเอามือกุมหัวใจ บางครั้งหัวใจถึงกับหยุดทำงาน อาการปวดจะเริ่มจากกลางอกลามไปยังต้นคอ ไหล่ ต้นแขน กราม ทำให้ผู้ป่วยเกร็งจนพูดไม่ได้
หากคุณเป็นบุคคลหนึ่งที่มีอาการเช่นนี้ หรือไม่อยากเป็นแบบนี้ คุณลองหันมาดูแลสุขภาพของคุณเองด้วยการใช้ธรรมชาติบำบัดกันดีไหมค่ะ เริ่มง่าย ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคุณเอง แบบง่าย ๆ แต่จงหัดให้เป็นนิสัย ดังนี้

ธรรมชาติบำบัดป้องกันโรคหัวใจโคโรนารี


1. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทานผักใบเขียว ข้าวไม่ขัดสี ถั่วสีต่าง ๆ และผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ๆ ซึ่ง ดร.Linus Pauling ซึ่งป็นนักเคมีและผู้ชนะรางวัลโนเบลหลายรางวัล ศึกษาวิจัยว่า " วิตามินซี และกรดอะมิโนจำพวก ไลซีน และโพรลีน มีผลช่วยในการป้องกัน และรักษาโรคหลอดเลือดตีบ โดยกลไกการทำงานของทั้งสามจะร่วมกันสร้างสารป้องกันการเกิดคราบไขมัน หรือคราบเหนียวในหลอดเลือดได้”
ดังนั้น การดื่มน้ำผักปั่นสูตรบ้านรักษ์สุขภาพ ทุกวัน เช้า (6.00 น.) และเย็น (15.00 น.) จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในวิธีธรรมชาติบำบัดป้องกันโรคหัวใจโคโรนารี
2. การออกกำลังกายทุกวัน วันละ 30 นาที ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดการสะสมของไขมัน และคอเลสเตอรอลในเลือด หรือทุกครั้งก่อนออกกำลังกายให้ดื่มน้ำเอนไซม์บำบัดผสมน้ำในอัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 แก้ว ก่อนออกกำลังกาย 30 นาที เพื่อช่วยในการย่อยสลายไขมันในเลือด และดื่มหลังออกกำลังกายหลังจากนั่งพัก 30 นาที อีก 1 แล้ว
3. การฝึกสมาธิ เพื่อลดความเครียด ทุกวันในเวลา 19.00 น. ควรสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิอย่างน้อย 45 นาที ทุกวัน เพื่อสลายความเครียด และปรับสมดุลของร่างกาย
สำหรับคนที่เป็นโรคความดันสูง หรือโรคไขมันในเลือดสูง งดอาหารมัน ของทอด ของเค็ม ของหวาน หรือระวังอาหารที่แฝงความเค็มไว้นะค่ะ เช่น อาหารแห้ง กุนเชียง มาม่า ของกินเล่นต่าง ๆ เป็นต้น

6 พฤษภาคม 2553

พิชิตโรคลำไส้แปรปรวนด้วยหลักธรรมชาติบำบัด

 โรคลำไส้แปรปรวน อาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นเฟ้อ เดี๋ยวเรอ เหม็นเปรี้ยว เดี๋ยวถ่ายหนัก ท้องเสีย ท้องผูก แปรปรวนไปหมด ไปหาหมอก็ไม่หาย หาสาเหตุไม่พบเสียที อาการที่เกิดไม่แน่นอน ฟังดูแปลก แต่ว่าในสหรัฐอเมริกาพบว่ามีผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ถึงร้อยละ 10 – 20 ของประเทศ และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในทางการแพทย์จึงเรียกอาการกลุ่มเหล่านี้ว่า “โรคลำไส้แปรปรวน” หรือ ไอบีเอส (Irritable Bowel Syndrome) ซึ่งในประเทศไทยนั้นพบผู้ป่วยในกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 7 ซึ่งอาจน้อยกว่าความเป็นจริง เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้อย่างจริงจังในประเทศไทย
irritable-bowel


โรคลำไส้แปรปรวน เกิดขึ้นได้อย่างไร?


โรคลำไส้แปรปรวน เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง บางคนปวดที่ท้องน้อย บ้างคนถ่ายเหลว ท้องเสีย บ้างคนท้องผูกสลับกับท้องเสียเป็นประจำ นอกจากนี้ผู้ป่วยมักจะมีอาการอยากท้องอุจจาระบ่อย ๆ เพราะรู้สึกจะถ่ายไม่สุด รวมทั้งยังมีอาการท้องอืดร่วมด้วย เป็น ๆ หาย ๆ ติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน ซึ่งหากศึกษาปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคลำไส้แปรปรวนแล้วสรุปได้หลัก ๆ 3 ปัจจัยคือ
1. เกิดจากการบีบตัวหรือเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดวท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูก ซึ่งทางการแพทย์เชื่อว่าอาจเป็นผลจากการหลั่งของสารฮอร์โมนบางอย่างในลำไส้ผิดปกติ
2. เกิดจากระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ โดยตัวกระตุ้นหลักก็ได้แก่ อาหาร โดยเฉพาะพวกนม ช็อกโกแลต คาเฟอีน แอลกอฮอล์ และอาหารที่มีไขมันสูง ที่สำคัญภาวะทางจิตใจโดยเฉพาะความเครียด และความวิตกกังวลก็คือว่าเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดโรคที่สำคัญด้วย
3. เกิดจากความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของแกนที่เชื่อมโยงระหว่างประสาทรับความรู้สึก ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้ และสมอง
IBS แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการระบุถึงสาเหตุที่แน่นอนและชัดเจน ทำให้แพทย์แผนปัจจุบันส่วนใหญ่ต้องรักษาไปตามอาการ ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาระบายสำหรับท้องผูก การให้ยาแก้ท้องเสียสำหรับคนท้องเสีย หรือการให้ยาคลายกล้ามเนื้อหรือคลายการหดตัวของกล้ามเนื้อลำไส้สำหรับคนที่ปวดท้อง
ดังนั้นการฟื้นฟูดูแลบำบัดโรคลำไส้แปรปรวนในแนวทางธรรมชาติบำบัดนั้น จึงต้องปรับในเรื่องของพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เพื่อให้ลำไส้ทำงานได้เป็นปกติ


หลักการง่าย  ๆ 4 อย่างแบบธรรมชาติบำบัด อาจทำยาก ถ้าขาดวินัย หรือความสม่ำเสมอ
1. การออกกำลังกาย จากผลการวิจัยของดอกเตอร์นายแพทย์อมานตา เจ ดาเลย์และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักรอังกฤษ พบว่า กลุ่มผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน เมื่อออกกำลังกาย เช่น เดินเร็วติดต่อกัน 30 นาที สัปดาห์ละ 5 ครั้ง ตลอด 20 สัปดาห์ พบว่าอาการของโรคลำไส้แปรปรวนลดลงอย่างมาก
2. การปรับอาหาร และพฤติกรรมการบริโภค โดยเน้นทานผัก ผลไม้ หรืออาหารที่ให้กากใย งดอาหารจำพวกทอด หรือที่มีไขมันสูง ทานอาหารช้า ๆ ไม่รีบเร่ง และทานแต่พอดี ไม่อิ่มจนเกินไป และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า งดกาแฟ ชา พบว่าช่วยปรับระบบการย่อยได้ดี
3. การฝึกหายใจ เป็นการคลายความตึงเครียด โดยการฝึกหายใจให้ช้าลง หายใจให้ยาวและลึกขึ้น ฝึกทำทุก ๆ 15 นาที ทุกวัน จะลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ และคลายความตึงเครียดต่าง ๆ ได้อย่างดี
4. ฝึกเทคนิกการผ่อนคลาย การปรับทัศนคติ ฝึกการมองโลกในแง่ดี จะช่วยบำบัดทั้งใจและร่างกายที่กำลังป่วยอยู่ให้ดีขึ้น


เพิ่มเติมแนวทางธรรมชาติบำบัดของบ้านรักษ์สุขภาพเพื่อฟื้นฟูปรับสมดุลร่างกายของผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน
5. การพักผ่อนให้เพียงพอ ตามหลักนาฬิกาชีวิต การฟื้นฟูอวัยวะ หรือปราณชีวิต จำเป็นต้องอาศัยการพักผ่อนของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลหรือซ่อมแซมตนเอง โดยการเข้านอน 3 ทุ่ม
6. การขับถ่าย ก่อน 7 โมงเช้าเพื่อลดของเสียที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ หรือการทำความสะอาดลำไส้ด้วยการดื่มน้ำสะอาดเมื่อตื่นนอนทุกวัน ๆ ละ 1 ลิตร หรือดื่มน้ำผักปั่นสูตรบ้านรักษ์สุขภาพ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและกากใย ช่วยทำความสะอาดลำไส้ และกระตุ้นการทำงานของลำไส้
7. การดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด เป็นประจำทุกวัน เพื่อปรับสมดุลของระบบการย่อย การขับถ่าย และลดการสะสมของของเสียในร่างกาย ทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็ว และแข็งแรง โดยใช้น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น ผสมกับน้ำอุ่นดื่มแทนน้ำเปล่าได้ตลอดทั้งวัน โดยใช้อัตราส่วน 1 ช้อนชา กับน้ำ 1 ลิตร
จาก 4 + 3 กลายเป็น 7 ข้อ ที่นำไปปฏิบัติสำหรับการฟื้นฟูพิชิตโรคลำไส้แปรปรวนมิให้มากวนใจ ง่าย ๆ แต่ทำยาก ถ้าคุณขาดความสม่ำเสมอ หรือความเพียรนั้นเอง
ข้อคิดเตือนใจ
“โรคของคุณ เกิดจากการกระทำของคุณ… ทำอย่างไร กินอย่างไร ได้อย่างนั้น…”