google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

20 ธันวาคม 2552

เคล็ดลับ - หัวเชื้อเพื่อการหมัก

การใช้หัวเชื้อน้ำเอนไซม์จากผลไม้รวมสูตรเข้มข้นเพื่อทำการหมักผลไม้ ทำได้ 3 วิธี ดังนี้

1. หากทำการหมักผลไม้ไว้แล้ว และต้องการเติมหัวเชื้อเพื่อเร่งปฏิกิริยาและอายุของถังหมัก ควรทำดังนี้
  • ถังหมักนั้นต้องมีอายุการหมักอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะสามารถเติมหัวเชื้อไปเร่งปฏิกิริยาและอายุการหมักได้
  • โดยเมื่อเติมหัวเชื้อลงไปในอัตราส่วน 1 ต่อ 50 คือ หัวเชื้อ 1 ส่วน น้ำหมัก 50 ส่วน แล้วทำการหมักต่อไปอีก 6 เดือนก็จึงนับอายุถังหมัก เป็นอายุของหัวเชื้อบวกกับอายุของถังหมักได้ (ซึ่งวิธีนี้แนะนำว่าไม่ดีนัก เพราะเป็นการหมักแบบผิดธรรมชาติ ทำให้ได้โมเลกุลของสารอาหารตัวใหม่ไม่เล็กสม่ำเสมอ แต่อาจได้พลังของไอออนประจุแรงเท่าที่ต้องการได้เท่านั้น หากใจเย็น ๆ ปล่อยเป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงจะดีกว่าค่ะ)
2. หากต้องการหมักผลไม้โดยใส่หัวเชื้อไปในถังหมักวันแรกเลย เพื่อเร่งปฏิกิริยาถังหมักและควบคุมเรื่องเชื้้อในถังหมัก และสภาวะของถังหมักให้เหมาะสมอย่างรวดเร็ว ควรทำดังนี้
  • ใช้อัตราส่วนของหัวเชื้อ 187 ml ต่อ ผลไม้ 3 กิโลกรัม น้ำผึ้ง 1 กิโลกรัม และน้ำ 3 ลิตร หมักไป  3 - 6 เดือน ก็สามารถนำไปใช้เป็นหัวเชื้อสูตรเข้มข้นในการใช้หมักต่อไปได้
  • โดยสามารถนับอายุของหัวเชื้อที่ได้เป็นอายุของหัวเชื้อเดิมบวกกับระยะเวลาที่หมัก
3. หากถังหมักมีอายุ 1 ปี ขึ้นไป สามารถดูดเอาน้ำเอนไซม์ (ส่วนใส) ออกมาเพื่อทำการขยาย และเร่งอายุได้ โดยทำดังนี้

  • ดูดน้ำเอนไซม์จากถังหมัก (เฉพาะส่วนใส) ออกจากถังหมักผลไม้ ใส่ในแกลลอนขนาด 5 ลิตร โดยใส่ไป 400 - 500 ml 
  • เติมน้ำผึ้ง 300 - 400 g แล้วเติมหัวเชื้อเอนไซม์เข้มข้น Premier Fruit Enzyme 187 ml 1 ขวด ลงไป
  • เติมน้ำลงไป 4 ลิตร หรือเกือบเต็ม ให้เหลือบริเวณคอขวดไว้ 
  • หมักต่อไป 6 เดือน จะได้เอนไซม์เข้มข้นที่มีอายุเท่ากับ หัวเชื้อเอนไซม์ คือ 10 ปี และสามารถนำมารับประทานได้อย่างมีคุณภาพค่ะ 

ทั้งนี้หากมีข้อสงสัย สามารถฝากคำถามมาที่ tusora@gmail.com

10 ธันวาคม 2552

เปลี่ยนสีผมทำลายหัวใจ

การเปลี่ยนสีผมจากสีดำไปเป็นสีอื่นตามสมัยนิยมจะส่งผลต่อสุขภาพอย่างที่เราคาดไม่ถึง 

โดยเฉพาะกับหัวใจทำให้หัวใจไม่แข็งแรงดังควรจะเป็น เพราะสีดำของเส้นผมบนศีรษะจะช่วยกรองคลื่นความถี่ที่ทำร้ายหัวใจ แถมสารเคมีจากการย้อมผลก็ยังไปทำลายตับอีกด้วย หลายคนอาจไม่ทันคิดว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เราใช้รอบตัว ล้วนมีสารเคมีที่ทำลายตับได้ทั้งสิ้น เช่น แชมพู ยาทาเล็บ ลิปสติก เขียนคิ้ว สารเคมีเหล่านี้สามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังของราได้มากกว่าที่เรารับประทานเสียอีก เพราะการรับประทานยังสามารถถูกขับออกทางปัสสาวะได้บ้าง แต่สำหรับการรับโดยการสัมผัสทางผิวหนังนั้นสารเคมีจะเข้าทางชั้นผิวหนัง เข้าสู่เส้นเลือดฝอยแล้วไปสะสมที่ตับโดยตรง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีเจือปนบ่อย ๆ จึงเป็นการสะสมสารเคมีที่ตับโดยตรงแบบตายผ่อนส่ง
อาการป่วยจากกรณีสารเคมีสะสมที่ตับ จะค่อย ๆ เกิดขึ้น แบบไม่รู้ตัว เช่น แขนขาไม่มีแรง รู้สึกปวดน่องร้าวไปถึงฝ่าเท้า ผมร่วง เป็นต้น  เนื่องจากเมื่อมีสารเคมีตกค้างมันจะส่งผลโดยตรงกับสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมแขนขา และถ้าสารเคมีไปตกค้างที่สมองส่วนกลาง จะมีผลต่อกระบวนการย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย ๆ

แนวทางในการแก้ปัญหาเหล่านี้
1. ลอง.... พยายามใช้ผลิตภัณฑ์ทุกประเภทที่ห่างไกลสารเคมี แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเป็นหลัก เช่น แชมพูเอนไซม์สูตรไร้สารเคมี, เอนไซม์ป้วนปาก เป็นต้น
2. ลอง.... รับประทานน้ำพลังเอนไซม์บำบัด หรือน้ำหมักจากผลไม้นานาชนิด เพื่อล้างพิษออกจากกระแสเลือด
3. ลอง....ใช้วิธีดึงของเสียออกจากทางผิวหนัง โดยใช้การอบไอน้ำ การพอกหน้า พอกตัว ด้วยสมุนไพรผสมดินสอพอง ขมิ้น เป็นต้น
4. ลอง...น้ำผักปั่นสูตรชมรมบ้านสุขภาพ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ ดื่มทุกวัน ช่วยกระตุ้นร่างกายให้สดชื่นแข็งแรง เสริมภูมิต้านทานของร่างกาย

ไอเดียง่าย ๆ ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณค่ะ

2 ธันวาคม 2552

สเปรย์ปรับสมดุลย์ผิวหน้าสูตรน้ำ (Enzyme A Water Face Balance)


ปรับสมดุลผิวหน้าและผิวพรรณเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันของธรรมชาติ ทำให้ผิวหน้างดงาม ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างใต้ผิวหนัง ให้มีความสมดุลย์ จนสามารถสัมผัสถึงความสะอาดของผิวพรรณได้ ผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของผลไม้เมืองร้อนและน้ำมันงาด้วยวิธีการผลิตแบบ Ionic Charge

ขนาดบรรจุ 120 มิลลิลิตร ราคาปกติ 250บาท
สำหรับผิวธรรมดา ถึง ผิวมัน


วิธีใช้
หลังทำความสะอาดผิวหน้า เช็ดหน้าให้หมาด ๆ แล้วฉีดสเปร์ยสูตรน้ำเอนไซม์เอให้บาง ๆ ทั่วใบหน้า ทุกวันทั้งตอนเช้า และก่อนนอน


หมายเหตุ น้ำเอนไซม์ปรับสภาพผิวหน้า อาจมีตะกอนหรือขุ่น เนื่องจากการโปรตีนจากกรดผลไม้รวมตัวกัน มิได้มีอันตรายต่อผิวประการใด สามารถเขย่าให้ละลาย แล้วใช้กับผิวได้เลย


เนื่องจาก ทางชมรมบ้านสุขภาพ มีการเปลี่ยนฉลากของสินค้าใหม่อีกแล้ว จึงขอนำรูปออกก่อน เมื่อมีการถ่ายใหม่แล้วจะนำมาลงอีกครั้ง

คอมเมนต์จากที่เคยใช้
สเปรย์จะมีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นเฉพาะตัวของน้ำหมัก สามารถใช้ฉีดได้ตลอดเวลา เหมือนสเปรย์น้ำแร่ค่ะ แต่กลิ่นจะมีตอนแรกแป๊บเดียว พอสักพักก็ไม่มีกลิ่นแล้วค่ะ ใช้แรก ๆ ชอบคิดว่าตัวเองเหม็นเปรี้ยวไม่อาบน้ำเลยค่ะ แต่พอใช้ไปนาน ๆ รู้สึกว่าหน้าเนียนขึ้น บริเวณทีโซนก็ดีขึ้น ไม่ค่อยเป็นสิวเหมือนเมื่อก่อนค่ะ

แนะนำการใช้ชุดผลิตภัณฑ์ผิวหน้า
ตอนเช้า
หลังอาบน้ำล้างหน้าด้วยเอนไซม์อาบน้ำสระผมสูตรไร้สารเคมี เช็ดใบหน้าให้หมาด ๆ แล้วฉีดด้วยสเปร์ยเอนไซม์สูตรน้ำปรับสมดุล ทิ้งไว้สักครู่ เดินไปเดินมา แล้วกลับมาทาด้วยครีมพลังเอนไซม์บำรุงผิวสูตรกลางวัน แล้วจึงแต่งหน้าค่ะ
ตอนเย็น
หลังอาบน้ำล้างหน้าด้วยเอนไซม์อาบน้ำสระผมสูตรไร้สารเคมี เช็ดใบหน้าให้หมาด ๆ แล้วฉีดด้วยสเปร์ยเอนไซม์สูตรน้ำปรับสมดุล ทิ้งไว้สักครู่ เดินไปเดินมา แล้วกลับมาทาด้วยครีมพลังเอนไซม์บำรุงผิวสูตรกลางคืน แล้วจึงเข้านอน ก่อน 4 ทุ่มนะค่ะ

เพียงแค่นี้ ทำได้ทุกวัน ใบหน้าก็จะเนียนเรียบใส ดูแลอ่อนกว่าวัยค่ะ


ความเหมือนและความต่างของสเปรย์มะเฟืองและสเปรย์ปรับสมดุลย์ 
ความเหมือน
1. ผลิตจากน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้นานกว่า 4 ปีเหมือนกัน 
2. ผลิตจากธรรมชาติ ไม่มีการแต่งกลิ่น แต่งสี เหมือนกัน
3. ช่วยในการปรับสมดุลย์สภาพผิวหน้า และขจัดเศษเซลล์ทำให้หน้าใสเหมือนกัน
ความต่าง
1. สเปรย์ปรับสมดุลย์ผิวหน้า (ขวดเขียว) ผลิตจากน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้กว่า 20 ชนิด ทำให้มีวิตามิน และเกลือแร่หลากหลาย แต่สเปรย์มะเฟือง ผลิตจากน้ำหมักมะเฟืองอย่างเดียว แต่อุดมไปด้วยวิตามินซี เป็นหลัก ช่วยให้หน้ากระจ่างใส
2. สเปรย์ปรับสมดุลย์ผิวหน้า (ขวดเขียว) ช่วยปรับสภาพความมันบนใบหน้า ลดการเกิดสิว ส่วนเสปรย์มะเฟือง ช่วยในการขจัดเซลล์ผิว ให้หน้ากระจ่างใส และกระชับรูขุมขน
3. สเปรย์ปรับสมดุลย์ผิวหน้า ใช้ได้ทุกสภาพผิว แต่สเปรย์มะเฟือง ไม่เหมาะกับคนผิวแห้ง หรือผิวแพ้ง่าย
เป็นต้น

1 ธันวาคม 2552

เอนไซม์ผลไม้ดูแลสิว ฝ้า

เอนไซม์ผลไม้ สำหรับสิว ฝ้า (Blemish & Acne 10 ml)

ดูแลรักษาผิวหน้าจากสิว ฝ้า


ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสิว ฝ้าจากธรรมชาติด้วยกรรมวิธีการหมักผลไม้นานาชนิด จนเกิด IONIC CHAEGE ทำให้มีคุณสมบัติในการดูแลรักษาผิวหน้าลดอาการอักเสบจากสิว และลบเลือนฝ้า อย่างเป็นธรรมชาติ

วิธีใช้ : ทาทุกวัน เช้า เย็น และก่อนนอน

ราคาปกติ 60 บาท พิเศษ 50 บาทค่ะ

23 พฤศจิกายน 2552

ขั้นตอนการทำน้ำผักปั่น

การเตรียมอุปกรณ์

1. มีด และเขียงสำหรับหั่นผลไม้
2. ผัก และผลไม้ตามสูตรน้ำผักปั่น
3. น้ำผึ้งความชื้นต่ำ (ควรต่ำประมาณ 20%)
4. น้ำดื่ม หรือน้ำกรองนำไปต้มให้สุกแล้วทิ้งไว้ให้เย็น
5. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด
6. เอนไซม์แช่ผัก
7. เครื่องปั่นพลังแรงสูง ดังภาพ




 

วิธีทำ

1. ใส่ผักจำพวกใบลงไปในโถปั่น และเติมน้ำเล็กน้อย ปั่นไปสักครู่ ค่อยเติมผักผลไม้ชนิดอื่น ๆ ที่หั่นแล้วลงไป ปั่นจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
2. ผสมน้ำลงไปแล้วปั่นให้เข้ากัน (หากชอบเข้มข้นก็ใส่น้ำน้อย ชอบเจือจางก็ใส่น้ำเยอะ ๆ ได้เลย)
3. เทลงในแก้ว พร้อมเสริฟ

 

หา VDO ที่ถ่ายไว้ไม่เจอะ ขออภัยที่มิอาจเสนอวิธีการทำให้ดูได้อ่ะ เอาแบบคราว ๆ ไปก่อนแล้วกันนะค่ะ

21 พฤศจิกายน 2552

โรคสะเก็ดเงิน โรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

โรคสะเก็ดเงินหรือเรื้อนกวางเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันมีความบกพร่อง 

รูปแสดงผิวหนังที่หนาตัว Plaque

ทำให้เซลล์ผิวหนังกำพร้าแบ่งตัวเร็ว ทำให้ผิวหนาตัวขึ้นและเป็นขุย  และเชื่อว่าพันธุกรรมก็มีส่วนทำให้เกิดโรคโดยจะต้องมีปัจจัยกระตุ้นซึ่งได้แก่ ความเครียด ผิวหนังที่มีแผล  รวมทั้งการติดเชื้อและจากยาบางชนิด มักเป็นมากในระยะวัยรุ่น และพบมากในวัยกลางคนไม่ติดต่อโดยการสัมผัส โรคมีหลายรูปแบบความรุนแรงก็มีหลายระดับ รูปแบบที่พบบ่อยคือ Plaque psoriasis ผู้ป่วยร้อยละ 80ที่เป็นเรื้อนกวางจะเป็นชนิดนี้ ตำแหน่งที่พบได้คือบริเวณผิวหนังทุกแห่ง เช่น เข่า ศอก หนังศีรษะ ลำตัว เล็บ

อาการ 
อาการมักจะค่อยๆ เกิด และเป็นๆ หายๆ ปัจจัยที่ทำให้โรคกำเริบได้แก่ การได้รับบาดเจ็บของผิวหนัง เช่นการเกา ผิวไหม้จากแดด การติดเชื้อไวรัส แพ้ยา
  • ผิวหนัง เริ่มเป็นผื่นเล็กๆสีแดง มีขอบชัดเจน รูปร่างอาจจะทรงกลมหรือรูปไข่ และมีขุยหรือสะเก็ดสีขาวเงิน ซึ่งค่อนข้างติดแน่น เมื่อแกะขุยจะมีเลือดออกเล็กๆ ผื่นอาจจะขยายวงกว้างออกไปรูปร่างของผื่นมีได้หลายรูปแบบ เช่น ผื่นลักษณะคล้ายก้นหอย Rupoid psoriasis  หรือคล้ายหยดน้ำ guttate psoriasis  
  • เล็บ ลักษณะเล็บจะเป็นหลุมเรียก pitted nail หรือมีการหนาตัวอยู่ใต้เล็บ subungal keratosis ถ้าเป็นมากผุทั้งเล็บ ข้อ มีอาการปวดข้อภายหลังจากมีอาการทางผิวหนัง 
  • ข้อที่ปวดมักเป็นข้อเล็กๆเริ่มที่ปลายนิ้วมือ เท้า มักเป็นสองข้าง บางครั้งอาจเป็นข้อใหญ่
สาเหตุของโรค

สะเก็ดเงินเป็นโรคที่พบได้บ่อยประมาณร้อยละ 2 ของประชากรที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ สาเหตุที่แท้จริงยัง ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ผลที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง คือมีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วขึ้นกว่าปกติ และทำให้ ผิวหนังบริเวณที่เป็นผื่นมีความหนากว่าผิวหนังปกติ สาเหตุ Psoriasis Cause หนึ่งที่เชื่อว่าทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน คือการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างผิดปกติต่อองค์ประกอบบางอย่างของผิวหนัง แต่สาเหตุที่แท้จริงยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดและอยู่ในระหว่างการศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวาง
  • ปัจจัยทางพันธุกรรมก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากพบว่ามีเพียงสมาชิกในบางครอบครัวเท่านั้นที่ป่วย เป็นโรคนี้ และพบ และพบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน จะมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคนในเครือญาติที่ป่วยเป็นโรคนี้เช่นเดียวกัน
  • การเกิดผื่นมักเริ่มจากมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น ได้แก่ อารมณ์เครียด การบาดเจ็บของผิวหนัง (รอย ฉีกขาด รอยแกะ รอยเกา เป็นต้น) อาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส การเปลี่ยนแปลงระดับ ฮอร์โมน (ผื่นมักเริ่มเกิดในช่วงแตกเนื้อหนุ่มหรือเป็นสาว) และยาบางชนิด (พบได้น้อย) ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน จึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นเท่าที่จะสามารถทำได้ อย่างไรก็ดีน่าจะมีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือ จากที่กล่าวมาแต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน (ข้อมูลจาก นพ.พีระพัชร์ นิ่มกุลรัตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิว)
จากการศึกษาพบว่า ซลส์ผิวหนังตรงบริเวณที่เป็นโรค จะมีการแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ และเคลื่อนตัวจากชั้นใต้ผิวหนังมาที่ผิวนอกในเวลาประมาณ 4 วัน ( ในคนปกติจะใช้เวลาประมาณ 26 วัน) ทำให้ผิวหนังเกิดการหนาตัวขึ้นเป็นปื้น ในขณะเดียวกันเซลส์ผิวหนังขาดแรงยึดเหนี่ยวตามปกติ ทำให้สารเคราติน (Keratin) บนชั้นนอกสุดของผิวหนังหลุดลอกออกเป็นแผ่นๆได้ง่าย

นอกจากนี้ยังพบว่าความผิดปกติอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับเซลส์ผิวหนังของผู้ป่วย เช่น
  • ความผิดปกติในเมตาโบลิซึมของ กรดอาราชิโดนิก (arachidonic acid) 
  • ความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน (immune) ของผิวหนัง เป็นต้น 
  • มักพบมีอาการกำเริบในเวลามีภาวะเครียดทางร่างกายและจิตใจที่มากเกินไป 
  • การติดเชื้อ ( เช่นเชื้อสเตรปโตค็อกคัส) 
  • การได้รับบาดเจ็บ 
  • การขูดข่วนผิวหนัง 
  • การแพ้แดด 
  • การแพ้ยา ( เช่นยาคลอโรควิน ยาปิดกั้นเบต้า ลิเทียม ยาเม็ด คุมกำเนิด ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่     สเตียรอยด์)
 ชนิดของโรคสะเก็ดเงินเราสามารถแบ่งตามลักษณะผื่นได้ดังนี้

 

Plaque
โรคสะเก็ดเงินชนิดนี้พบบ่อยที่สุด ลักษณะจะเป็นผิวหนังที่มีผื่นแดง นูนหนามีขอบชัดเจน บนผื่นจะมีสะเก็ดขาวเหมือนเงินอยู่บนผื่น สะเก็ดนี้เป็นเซลล์ผิวหนังซึ่งตายแล้ว ผิวหนังบริเวณผื่นมักจะแห้ง คัน และเกิดเป็นแผลได้ง่ายแพทย์เรียกชนิดนี้ว่า psoriasis vulgaris

Guttate
ลักษณะผื่นจะเหมือนรูปหยดน้ำเล็กๆเป็นหยดๆ สีแดง ผื่นนี้จะพบมากบริเวณลำตัวและแขนขา ผื่นจะไม่หนาเหมือนกับชนิด plaque มักจะพบในเด็กและวัยรุ่นโดยมีการติดเชื้อของผิวหนังเป็นตัวกระตุ้น

Inverse
สะเก็ดเงินชนิดนี้มักจะพบในคนอ้วน ที่มีเหงื่อออกมาก และมีการระคายเคือง เราอาจจะเรียกว่า Inverse psoriasis, หรือ flexural psoriasis มักพบบริเวณข้อพับ เช่นขาหนีบ รักแร้ เต้านม ก้น ลักษณะผื่นจะราบเรียบ มีการอักเสบแดง ผิวแห้ง ไม่มีขุยและหนาตัวเหมือนชนิด plaque

Erythrodermic
เป็นการอักเสบของสะเก็ดเงิน เป็นชนิดที่พบน้อยที่สุดมักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินที่ผื่นสะเก็ดเงินหลุดง่ายผื่นชนิดนี้จะมีลักษณะแดง กระจายไปทั่วและมักจะมีอาการบวม ปวด และคันร่วมด้วย

Generalized Pustular
ผื่นสะเก็ดเงินจะแดงทั่วไป มีอาการบวมและปวด จะมีตุ่มหนองเกิดขึ้น ตุ่มหนองนี้มิใช่เกิดจากการติดเชื้อ เมื่อแผลแห้งแล้วก็กลับมาเป็นหนองได้อีกเรียกว่า Zumbusch pustular psoriasis

Localized Pustular
เป็นตุ่มหนองที่เกิดเฉพาะบริเวณมือและเท้าจะมีลักษณะเป็นตุ่มหนองขนาดครึ่งเซนติเมตรอยู่บนผื่นที่มือและเท้า

โภชนาการบำบัดสำหรับโรคสะเก็ดเงิน

วิตามิน เอ เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการแบ่งตัวและเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุช่องปาก จึงมีผู้นำวิตามิน เอ มารักษาโรคสะเก็ดเงิน พบว่าไม่ได้ผล ต่อมามีการค้นพบกรดของวิตามิน เอ (Retinoids) พบว่ามีฤทธิ์ในการรักษาผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินได้ดี ปัจจุบันสารกลุ่มนี้เรียกว่า Retinoids ซึ่งรวมถึงวิตามิน เอ ด้วย

ยารับประทานกลุ่ม Retinoids ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมี 3 ชนิด คือ Etretinate, Acitretin และ Isotretinoin ในประเทศไทยปัจจุบันนิยมใช้ Acitretin แทน Etretinate เพราะยา Acitretin มีช่วงครึ่งชีวิตสั้นกว่า Etretinate มาก ทำให้หลีกเลี่ยงผลเสียที่จะเกิดกับเด็กในครรภ์

ขอบคุณข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยมหิดล

จากการติดตามผู้รักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด 
ของดร.รสสุคนธ์

น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด เป็นการหมักเอนไซม์จากผลไม้นานาชนิด ส่งผลให้ได้โมเลกุลของสารอาหารขนาดเล็ก ที่มีทั้งกรดอะมิโน แร่ธาตุต่าง ๆ รวมทั้งวิตามินในจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี เป็นต้น โดยวิตามินเหล่านี้จะอยู่ในรูปของกรดเช่น กรดวิตามินเอ หรือ Retinoids, กรดวิตามินซี หรือ Ascobic acid เป็นต้น

นอกจากนี้น้ำเอนไซม์จากผลไม้ยังมีคุณสมบัติในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำเอนไซม์จากผลไม้เป็นประจำจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่แข็งแรงมากกว่ากลุ่มผู้ที่ไม่ดื่ม จึงพบว่าเมื่อผู้ป่วยโรคผิวหนัง ในกลุ่มของผู้เป็นโรคสะเก็ดเงินมีอาการดีขึ้น

เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันคืนสู่ปกติและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการฟื้นฟูเซลล์ผิวใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการรักษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะอารมณ์ของผู้ป่วย ต้องอยู่ในการควบคุมด้วยจิตสมาธิ การขจัดความเครียด กระทั่งเรื่องของโภชนาการ การหลีกเลี่ยงอาหารในกลุ่มโปรตีนที่ย่อยยาก อันเป็นแอนโทเจน ที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง หรือการอักเสบได้

สินค้าแนะนำสำหรับโรคสะเก็ดเงิน

1. เอนไซม์สระผมอาบน้ำสูตรไร้สารเคมี สำหรับอาบน้ำสระผม ลดอาการอักเสบหรือติดเชื้อ และไม่ทำให้ผิวหนังโดนสารเคมีทำลายซ้ำอีกด้วย อ่อนโยนต่อผิวพรรณสามารถใช้อาบได้ทุกวัน
2. น้ำเอนไซม์แช่ผัก สำหรับนำมาผสมกับน้ำอุ่นแช่อาบ อย่างน้อยวันละ 15 -30 นาที (อัตราส่วน 5 ฝาขวดต่อน้ำ 100 ลิตร หรือ 1 ฝาต่อน้ำ 3 - 5 ลิตร แล้วแต่ต้องการความเข้มข้นแค่ไหน)
3. โลชันพลังเอนไซม์สำหรับสะเก็ดเงิน ใช้ทาผิวบริเวณที่เป็นแผลสะเก็ดเงิน (ทาบาง ๆ เช้า และเย็น ทุกวัน หรือทุกครั้งที่มีอาการคัน)
4. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร N2000 หรือ น้ำเอนไซม์ผลไม้รวมสูตรเข้มข้น ดื่มผสมกับน้ำอุ่น ทุกวันก่อนอาหารวันละ 3 มื้อ
5. น้ำผักปั่น ทานทุกวันวันละ 3 - 5 ลิตร โดยทำครั้งละ 1 ลิตร ดื่มเรื่อย ๆ จนหมดภายใน 1 ชั่วโมง

18 พฤศจิกายน 2552

จำหน่ายหนังสือเอนไซม์ น้ำหมักชีวภาพเพื่อการพอเพียง

หนังสือเอนไซม์ น้ำหมักชีวภาพเพื่อการพอเพียง
โดยดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์


เอนไซม์
ช่วยดูแลสุขภาพได้อย่างไร
ช่วยป้องกันปัญหาโลกร้อนได้อย่างไร
เอนไซม์จะทดแทนการใช้ยาได้จริงหรือ
พบกับเทคนิคและวิธีการทำง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง

ราคาเล่มละ 40 บาท


ปกหนังสือ

ในหนังสือการจะมีเขียนอธิบายความเป็นมาของเอนไซม์ วิธีการหมักน้ำเอนไซม์ ขั้นตอนการผลิตน้ำเอนไซม์เพื่อบริโภค การผสมน้ำเอนไซม์ดื่ม การทำหมักน้ำเอนไซม์เพื่อช่วยโลก เป็นต้น




ตัวอย่างแบบคราว ๆ สนใจติดต่อสั่งซื้อหนังสือได้ค่ะ ที่ tusora@gmail.com

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพพลังเอนไซม์บำบัดจากการวิจัย

1. เอนไซม์ ช่วยเปลี่ยนอาหารคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และเส้นใยอาหารให้เป็นกรดอินทรีย์ เช่น กรดแลคติก กรดอะซิติก และกรดบิวทิริก ซึ่งมีความเป็นกรดอ่อน ๆ ทำให้เอนไซม์มีรสเปรี้ยว และช่วยทำให้การขับถ่ายเป็นไปได้อย่างสะดวก กรดอินทรีย์ชนิดบิวทีริกเสริมสร้างการสร้างดีเอ็นเอ และเพิ่มจำนวนเซลล์บุผิวในลำไส้ใหญ่ให้มีมากแข็งแรงมีอายุยืนกว่าเดิม ทำหน้าที่ต้านเชื้อโรคได้ดี ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดี

2. เอนไซม์สร้างวิตามิน บี ๑๒ วิตามิน K และวิตามิน B หลายชนิด ช่วยบำรุงเม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท และเซลล์ทั่วไป

3. ช่วยสร้างเอนไซม์แลคเตส เพื่อย่อยน้ำตาลในนม ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ดังนั้น เด็ก ๆ ที่ยังดื่มนมสามารถดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดผสมในนมได้

4. สร้างสารต่อต้านเชื้อโรค สารอินทรีย์นี้เรียกว่า แบคทีริโอซิน (Bactiriocins) มีหลายชนิด ได้แก่ acidolin, acidophillin, bulgarican, lactocillin และ niacin ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโทษต่อรางกายการ เช่น เชื้อที่ทำให้เจ็บคอ เชื้อที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง เชื้อที่ทำให้เกิดโรคตามผิวหนังเป็นแผลพุพองเรื้อรัง ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ เชื้อที่ทำให้ท้องร่วง และเชื้อที่ทำให้เกิดเหม็นเน่า

5. ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด เหมาะสำหรับผู้มีระดับไขมันในเลือดสูง หรือความดันสูง

6. ช่วยในการทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาการหมดประจำเดือน และบรรเทาอาการเกิดโรคกระดูกพรุนด้วย เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน

7. ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการฉายรังสี และเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดมะเร็ง ลดอาการแพ้ คลื่นไส้ ผมร่วง ทำให้รับประทานอาหารได้ดีขึ้น และพบว่าทำให้ปริมาณฮีโมโกบินสูงขึ้นด้วย

8. ช่วยลดการเกิดสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน

9. ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในสัตว์ทดลอง ทั้งในระยะเริ่มต้น และระยะส่งเสริมของโรคมะเร็ง และในทางระบาดวิทยา พบว่าในคนมีความสัมพันธ์กับการลดอัตราการเสี่ยงของมะเร็งลำไส้


สรุปประโยชน์ของเอนไซม์ได้ ดังนี้

1. ช่วยปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย

2. ทำใหระบบการย่อยและขับถ่ายดีขึ้น

3. ทำให้เซลล์ในร่างกายได้รับสารอาหารอย่างสมดุล

4. สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย (ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ)

จากหนังสือเอนไซม์ โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ มูลนิธิภูมิปัญญาสากล

13 พฤศจิกายน 2552

การย่อยสลายเซลล์มะเร็ง

โครงสร้างการย่อยสลายเซลล์มะเร็งร้ายให้ฝ่อหายไป

โดย ดร. สิทธิพร เปล่งขำ นักวิจัยแห่งชาติ นักวิทยาศาสตร์แพทย์แบบผสมผสาน


ปัจจัยที่ 1 หยุดยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง โดยการตัดสารอาหารที่ก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกาย
เช่น การอดอาหารเพื่อล้างเซลล์มะเร็ง หรือ การขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย โดยการ detox เช่น การดื่มน้ำเอนไซม์, การออกกำลังกายขับสารพิษ, การทำสมาธิลดความเครียด, การคิดดี อารมณ์ดีอยู่เสมอ

ปัจจัยที่ 2 สารภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
เช่น บำรุงเม็เลือดขาวด้วยอาหาร และวิตามินจากธรรมชาติ, บำรุงตับ และไต เพื่อให้ทำงานขับสารพิษได้ดี, ชำระล้างเลือดหรือสารอาหารที่ตกค้างในเลือดด้วยน้ำเอนไซม์จากผลไม้หรือผักสด, สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวให้แข็งแรง และมีปริมาณที่เหมาะสมด้วยพลังจากสารอาหารธรรมชาติ

ปัจจัยที่ 3 การย่อยสลายเซลล์มะเร็ง
ด้วยการใช้โภชนาการบำบัด เช่น การกินสาหร่ายเกลียวทอง การทานวิตามินซีในปริมาณ 5,000 มก.ต่อวัน, การรับออกซิเจนด้วยการใช้ลมปราณบำบัดโรค, การทำสมาธิสลายความเครียด เป็นต้น

ปัจจัยที่ 4 การสร้างอารมณ์ขัน
เช่น มองโลกในแง่ดี, มีความหวัง, ความตั้งใจจริง, อดทน, ไม่เครียด, ลดความวิตกกังวน, เจริญสมาธิ แผ่เมตตา, พูดคุยกับผู้คนด้วยอัธยาศัยไมตรี

ปัจจัยที่ 5 สร้างบรรยากาศแวดล้อมที่ดี
เช่น การทำความสะอาดบ้านให้ปราศจากฝุ่น, ดื่มน้ำสะอาดทุกวันอย่างน้อย 3 - 5 ลิตร, อาบน้ำอุ่น หรือ อบไอน้ำเป็นประจำ, ทานอาหารปลอดสารพิษ, ชำระร่างกายให้สะอาด, ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด, สวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำ

อาหารต้านมะเร็ง ที่ง่ายที่สุดของชมรมบ้านสุขภาพ คือ น้ำผักสดปั่นสูตรชมรมบ้านสุขภาพ และเครื่องดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดที่ได้จากกาารหมักผลไม้นานกว่า 6 ปี ขึ้นไป อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามิน ช่วยกระตุ้นต่อมและฮอร์โมนต่าง ๆ ทำให้ร่างกายต่อต้านสารอนุมูลอิสระที่แปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายได้ดี ทำให้ร่างกายแข็งแรง ภูมิต้านทานดี มีประโยชน์ในการรักษามะเร็งได้

ดาวน์โหลด สูตรน้ำผักปั่น

มะเร็งเนื้องอกร้าย

ความหมายของมะเร็ง

นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย แพทย์ และนักธรรมชาติบำบัดได้สรุป ความรู้เกี่ยวกับความหมายของมะเร็งว่า เกิดจากการแย่งชิงอิเล็กตรอนในระหว่างเซลล์ ทำให้เซลล์ที่ถูกแย่งชิงอิเล็กตรอนถูกทำลายกลายเป็นเซลล์ที่มีจำนวน Chromosome จาก 46 เป็น 47 Chromosome ด้วยเหตุนี้กระบวนการทำงาย Nucleus จึงถูกทำลายโดยการเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมใน DNA และ RNA ทำให้เป็นเซลล์ที่ผิดปกติไปโดยปริยาย ดังนั้น เซลล์เนื้อดีจึงถูกทำลายต่อไปเป็นเซลล์มะเร็งในวงกว้าง

ส่วนนักวิจัยทางการแพทย์อีกพวก กล่าวว่า มะเร็งเกิดจากสภาพความเสื่อมของร่างกายอันเกิดจากการสะสมของสารอนุมูลอิสระ และสารก่อมะเร็ง เป็นระยะเวลายาวนาน อีกทั้งร่างกายจำเป็นต้องทำงานเผาผลาญอาหาร ร่วมกับกระบวนการนำเข้าออกซิเจนสู่เซลล์เนื้อเยื่อ แต่เพราะสารก่อมะเร็งและสารอนุมูลอิสระเมื่อเข้าสู่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายร่วมกับสารอาหารได้ แต่กลับแบ่งเซลล์เป็นเซลล์ที่ผิดปกติ คือ เกิดการลดจำนวน Chromosome ลดลงครึ่งหนึ่ง ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่จำกัด ซึ่งทำให้เกิดการทำลายเซลล์เนื้อดีออกไปเป็นวงกว้างกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด ขณะเดียวกัน DNA และ RNA ก็ถูกทำลายในที่สุด

สำหรับนักธรรมชาติบำบัดมีความคิดว่า มะเร็งนอกจากจะเกิดจากการแย่งชิงอิเล็กตรอนของเซลล์ข้างเคียงทำให้เกิดการแตกสลายไป ยังเกิดจากสภาพความเสื่อมสภาพของร่างกาย อันเกิดจากการรับประทานอาหารชนิดต่าง ๆ ที่ประกอบด้วยสารก่อมะเร็งและสารก่ออนุมูลอิสระ อันมีผลต่อการเผาผลาญสารอาหารที่ผิดปกติในร่างกาย ตลอดจนความเครียดอันเป็นอิทธิพลของตัวบุคคล ทำให้เป็นเซลล์แบ่งตัวผิดปกติขึ้น ก่อเป็นเนื้อร้ายหรือเซลล์มะเร็ง

สาเหตุของการเกิดมะเร็ง
  • เกิดจากกรรมพันธุ์
  • เกิดจากการกระทบกระแทกของร่างกาย
  • เกิดจากสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย
  • เกิดจากอากาศและน้ำดื่มสกปรก
  • เกิดจากอาหารปนเปื้อนสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
  • เกิดจากบาดแผลเรื้อรัง
  • เกิดจากสิ่งสกปรกที่อยู่ในสภาพแวดล้อมรอบตัวบุคคล
  • เกิดจากเชื้อโรคบางชนิด เช่น เชื้อรา เชื้อไวรัส เป็นต้น

อาการของคนเป็นมะเร็งที่พบเห็นบ่อย ๆ สำรวจตนเองว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่
  1. เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็รักษาไม่ค่อยหาย หรือหากก็นานหลายเดือน เป็นต้น
  2. เกิดมีโลหิตไหลออกทางทวารหนัก และช่องคลอดเป็นประจำ คราวละมาก ๆ หรืออาจจะหยดกะปริดกะปรอย หรือไหลออกมาเป็นน้ำเลยก็มี
  3. เกิดเป็นก้อนเนื้ออกที่แข็ง ๆ ขึ้นตามบริเวณกล้ามเนื้อชั้นกลาง หรือบางกรณีอาจเกิดขึ้นที่ผิวหนัง และอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วค่อยขยายใหญ่โตขึ้น
  4. เกิดจากอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วไม่ย่อยอยู่บ่อย ๆ ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องบวม หรือท้องผูกเป้นประจำ
  5. เกิดอาการท้องร่วงหรือท้องผูกสลับกันแทบทุกวัน
  6. เกิดปานหรือหูด แล้วเปลี่ยนสีจากแดงเป็นดำ หรือ แดงเข้มข้น
  7. มีอาการไอ เสียงแหบแห้ง เสียงไม่ค่อยออก
  8. มีอาการเคร่งเครียดทางอารมณ์บ่อย ๆ
  9. เบื่ออาหาร รับประทานอาหารไม่ค่อยอร่อย
  10. มีอาการอาเจียน จุกเสียด แน่นหน้าอก
  11. นอนไม่ค่อยหลับ มักตื่นกลางดึกบ่อย ๆ
  12. ก้อนเนื้อที่เกิดขึ้น เมื่อลูบคลำจะเคลื่อนย้ายได้เหมือนเป็น Mass หรือ Cease บางครั้งก็เป็น Tumor เป็นต้น และก้อนเนื้อก็ขยายใหญ่ขึ้น บางครั้งอาจแตกเป็นแผลที่ผิวหนังก็เคยปรากฏ
หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ ขอให้ยอมรับว่า คุณมีภาวะความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง แล้วควรทำอย่างไร
  1. ไปพบแพทย์เพื่อตรวจมะเร็งทุกปี
  2. หมั่นออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้ สด งดพวกเนื้อสัตว์ อาหารทอด อาหารที่มีไขมันสูง หรือทำ Detox แบบอดอาหารทุกเดือน
  3. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ไม่รีบร้อน ลดปัญหาอาหารตกค้างในร่างกาย ทำให้เกิดของเสีย หรือสารอนุมูลอิสระ
  4. นั่งสมาธิ ปรับสมดุลของเคลื่อนพลังงานในร่างกาย และขับสารพิษจากวิญญาณ ด้วยการวิปัสสนากรรมฐาน
  5. ดื่มน้ำเอนไซม์จากธรรมชาติ เช่น น้ำผักปั่น, น้ำเอนไซม์ผลไม้, น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เป็นต้น เพื่อช่วยในการขจัดสารพิษ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยล้างทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร และเลือด

1 พฤศจิกายน 2552

ต้นข้าวสาลีอ่อน Whe Globerry

Whe Globerry 


ต้นข้าวสาลีอ่อน ผสมรากเบอร์ดอก และใบอ่อนของหม่อน อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติ 100%

อุดมไปด้วยคลอโรฟิลส์ และ Bioflavonoid ซึ่งเป็นสาร Antioxidant ชนิดพิเศษช่วยในการต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง บำรุงตับ ไต และกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรง เพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น

เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูร่างกาย หรือผู้มีปัญหาเรื่องตับ ไต หรือกล้ามเนื้อหัวใจ


วีโกเบอร์รี่ มีทั้งชนิดแกรนูล และชนิดเม็ด

ราคาปกติ 1,400 บาท 
สนใจติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อได้ที่ tusora@hotmail.com

31 ตุลาคม 2552

วี สลิมเม่

วี สลิมเม่ (Whe Slimme Tablet)
วี สลิมเม่ คือผงต้นข้าวสาลีอ่อน ผงรากเบอร์ดอก แครอท ส้มแขกและใบหม่อน
ซึ่งใบหม่อนให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และยังมีส่วนผสมของแครอทช่วยบำรุงผิวพรรณ และส้มแขกช่วยระงับความหิว เหมาะสำหรับบุคคลที่ต้องการลดน้ำหนัก ช่วยสร้างเลือดและฟอกเลือด และล้างสารพิษในร่างกาย ทั้งบำรุงสายตาและผิวพรรณ


ดังนั้นท่านที่รับประทาน วี สลิมเม่ จะทำให้ไม่รู้สึกหิวและยังบำรุงผิวพรรณสุขภาพในเวลาเดียวกัน รับประทานวันละ 3 ซองต่อวัน ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง จะได้ผลดีที่สุด หรือแม้แต่รับประทานหนึ่งซองพร้อมอาหารเช้ากับกาแฟของคุณ

ประโยชน์ต่างๆ ของ วี สลิมเม่ ดังนี้
  • ช่วยลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน
  • ลดอาการหิวบ่อย
  • ช่วยเร่งการเผาผลาญ
  • ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ
  • สร้างเลือดและฟอกเลือด ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีสุขภาพดี
  • ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย
  • บำรุงระบบการทำงานของไต และช่วยลดการปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน
  • บำรุงผิวพรรณและสายตา
ขนาดบรรจุ : Whe Slim ( ชนิดเม็ด ) 500mg. ( 5g. x 20 ซอง/กล่อง)
สนใจติดต่อสั่งซื้อได้ที่ tusora@hotmail.com

28 ตุลาคม 2552

ขั้นตอนการหมักเอนไซม์ด้วยผลไม้

กรรมวิธีหรือขั้นตอนการหมักเอนไซม์จากผลไม้

โดยชมรมบ้าน(รักษ์)สุขภาพ

สูตร ดร.รสสุคนธ์



(ภาพประกอบจากการปฏิบัติจริง)



ขั้นตอนแรก

เตรียมผลไม้ เพียง 1 ชนิดสำหรับใช้หมักทำน้ำเอนไซม์จากผลไม้

เคล็ดลับ ควรเลือกผลไม้เนื้อขาว จะให้สารอาหารมาก และกระบวนการหมักจะสมบูรณ์ดี เช่น แอปเปิล, กล้วยหอม, องุ่น, ส้มโอ เป็นต้น

ข้อควรระวัง

1. ผลไม้ที่นำมาใช้ควรเป็นผลไม้สุกเท่านั้น เพราะผลไม้ดิบจะทำให้เกิดเมทานอลที่เป็นอันตรายต่อร่างกายสูง

2. ไม่ควรหมักทุเรียน เพราะจะเกิดก๊าซมาก และเกิดการระเบิดได้

3. ผลไม้จำพวกมะม่วงสุก สับปะรด มะเขือเทศ ถ้านำมาหมักจะเกิดก๊าซมาก ต้องระวังเป็นพิเศษ

หมายเหตุ

ผลไม้ทุกชนิด ควรแช่ในน้ำเอนไซม์แช่ผักไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนำมาหมัก โดยใช้อัตราส่วนน้ำเอนไซม์แช่ผัก 1 ฝา ผสมกับน้ำสะอาด 3 ลิตร แช่ผลไม้ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงก่อนนำมาใช้




ขั้นตอนที่ 2

เทน้ำผึ้งความชื้นต่ำ (20%) จำนวน 1 กิโลกรัม (780 ml.) ลงไปในแกลลอนขนาด 5 ลิตร ที่เตรียมไว้ แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปให้ท่วมน้ำผึ้ง เขย่าให้เข้ากัน

เคล็ดลับ การหมักเอนไซม์ผลไม้สำหรับดื่ม ควรใช้น้ำผึ้งเท่านั้น เพราะน้ำผึ้งมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่คงความอ่อนเยาว์ให้กับผู้รับประทาน อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่าน้ำตาล

หมายเหตุ
สามารถใช้น้ำอ้อยแทนน้ำผึ้งได้ แต่ต้องเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น อีกทั้งจะได้สารอาหารน้อยกว่าน้ำผึ้ง แต่ไม่ควรใช้น้ำตาล เพราะจะทำให้กระบวนการหมักเกิดแอลกอฮอล์ได้มากกว่าน้ำผึ้ง และเป็นอันตรายต่อไต




ขั้นตอนที่ 3

การหั่นผลไม้ที่ใช้ในการหมัก โดยหั่นให้มีขนาดเล็กพอสมควร (หากสับหรือบดใส่ จะทำให้เกิดตะกอนในปริมาณมาก และยากต่อการแยกน้ำเอนไซม์และกากออกจากกัน)

เคล็ดไม่ลับ

1. หากพบผลไม้ที่ช้ำหรือมีส่วนที่เน่าเล็กน้อยไม่ต้องหั่นทิ้ง สามารถใช้หมักได้เลย ไม่เปลื้อง และทำให้กระบวนการหมักเกิดได้เร็วด้วย

2. ผลไม้ที่สุกจนงอม เหมาะมากในการหมักเพราะจะทำให้ได้สารอาหารสูง อีกทั้งกระบวนการหมักเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น เนื่องจากในเนื้อผลไม้มีเอนไซม์อยู่จำนวนมาก และเนื้อผลไม้ก็พร้อมที่จะสลายเป็นสารอาหารแล้ว



ขั้นตอนที่ 4

ใส่ผลไม้ที่หั่นแล้วลงไปในแกลลอนที่มีน้ำผึ้งที่ละลายน้ำอยู่ใส่ลงไปให้ได้ 1/3 ของแกลลอน ไม่ต้องใส่เยอะเกินไป

เคล็ดไม่ลับ

ควรหมักเอนไซม์โดยใช้ผลไม้เพียงชนิดเดียว เพื่อให้ได้เอนไซม์เข้มข้นหรือหัวเชื้อของผลไม้ชนิดนั้น แต่ถ้าต้องการกินเอนไซม์จากผลไม้หลาย ๆ ชนิด เมื่อหมักจนครบ 4 ปี ขึ้นไป ให้นำน้ำเอนไซม์จากผลไม้แต่ละชนิดมาผสมกัน โดยเราต้องการสรรพคุณอย่างไร ก็เลือกเอาเอนไซม์ที่มีสรรพคุณนั้นเป็นหลัก โดยใช้อัตราส่วน เอนไซม์หลัก 40% ส่วนตัวอื่น ๆ ก็แล้วแต่ 10% หรือ 5% เป็นต้น






ขั้นตอนที่ 5

เติมน้ำสะอาดให้ท่วมผลไม้ และเหลือช่องว่างไว้ด้านบนประมาณ 2 ข้อนิ้ว (ดังรูป) แล้วปิดฝาให้สนิท จะเขย่าให้เข้ากัน หรือไม่ก็ได้

หลังจากนั้นติดชื่อชนิดของผลไม้ วันที่ทำการหมัก และวันที่จะครบอายุ 6 เดือน


ขั้นตอนที่ 6

การหมักเอนไซม์ เราจะเก็บไว้ในที่ร่ม ลมพัดผ่านได้ ไม่อับ โดยจะทำการหมักทิ้งไว้ 6 เดือน

ในช่วงเดือนแรก ต้องมาเปิดฝาเพื่อระบายแก๊ซออกทุก ๆ 1 -2 วัน

ในช่วงเดือนที่สอง เปิดฝาระบายแก๊ซออกทุก ๆ 3 - 4 วัน

พอครบ 6 เดือน นำมาขยายต่อเป็นหัวเชื้อ ดังนี้



การขยายหัวเชื้อ

ขวดบน คือขวดที่หมักครบ 6 เดือน นำมาถ่ายน้ำเอนไซม์ออกใส่ขวดใหม่ โดยวิธีลักน้ำ (ใช้สายยาง)

สำหรับขวดเดิม (เหลือผลไม้และน้ำเอนไซม์เล็กน้อย) ให้เติมน้ำผึ้งละไปประมาณ 1/2 ลิตร และเติมน้ำลงไปจนเต็ม เหลือช่องว่างไว้ 2 ข้อนิ้ว หมักต่อไปอีก 6 เดือน (จนครบ 3 ครั้ง)

****ครั้งสุดท้าย ให้หมักทิ้งไว้จนครบ 6 ปี จึงนำมากรองผสมน้ำรับประทาน เป็นยอด น้ำพลังเอนไซม์บำบัด

สำหรับขวดใหม่ (ที่แบ่งน้ำเอนไซม์ออกมาได้ 1/3 หรือเกือบครึ่งขวด) ให้เติมน้ำผึ้ง 1/2 ลิตร และเติมน้ำลงไปจนเต็ม เหลือช่องว่างไว้ 2 ข้อนิ้ว หมักต่อไปอีก 6 เดือน (จนครบ 3 ครั้ง)

ทำต่อไปเรื่อย ๆ จนแกลลอนไหนหมักครบ 4 - 6 ปี แล้วจึงค่อยนำมารับประทานได้


อัตราส่วนในการหมักน้ำเอนไซม์ตามหนังสือ ซึ่งสำหรับปฏิบัติจริงก็ดูในเวปค่ะ อาจต่างกันบ้างไม่ต้องงงนะค่ะ เพราะอัตราส่วนเป็นการประมาณการณ์ไม่ต้องตรงมากก็ได้ เพราะธรรมชาติไม่เที่ยง ไม่แน่นอนค่ะ


เคล็ดไม่ลับ

การหมักเอนไซม์สำหรับรับประทาน หากหมักเกิน 6 ปี ขึ้นไป พบว่าขนาดของโมเลกุลของสารอาหารจะมีขนาดเล็กมาก ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว และพบปริมาณของแอลกอฮอล์น้อยมาก อีกทั้งยังเป็นแอลกอฮอล์ชนิดออร์แกนิคแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

ปล. หากไม่ต้องการหมักผลไม้ใหม่ ก็สามารถนำหัวเชื้อน้ำพลังเอนไซม์สูตรเข้มข้นไปใช้หมักเพิ่มและเก็บไว้กินได้ โดยไม่จำเป็นต้องกรอง เพราะจะมีความขุ่นน้อยกว่าการหมักด้วยหัวเชื้อที่ทำจากผลไม้ตรง


แบบเข้มข้น สำหรับขยายต่อไปเรื่อย ๆ ได้ 3 ครั้ง คือ

หัวเชื้อ ต่อ น้ำผึ้ง ต่อ น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 1 ส่วน ในขวดขนาด 1 ลิตร
หมักนาน 3 เดือน แล้วนำไปต่อได้ หรือนำไปหมักกับผลไม้เป็นหัวเชื้อได้

แบบสำหรับรับประทาน คือ

หัวเชื้อ ต่อ น้ำผึ้ง ต่อ น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 5 ส่วน ในขวดขนาด 5 ลิตร
  • หมักนาน 15 วัน รับประทานได้ทันที
  • หมักต่อไปจนครบ 6 เดือน นำไปขยายได้
  • หมักต่อไป 6 ปี โดยเติมน้ำผึ้งทุก ๆ 6 เดือน หรือทุก 1 ปี จนได้ยอดน้ำพลังเอนไซม์บำบัด

9 ตุลาคม 2552

เครื่องดื่มข้าวกล้องงอกผสมธัญพืช



เครื่องดื่มข้าวกล้องงอก ผสมธัญพืช
(เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะเบื่ออาหาร รับประทานอาหารไม่ได้ แต่ต้องการฟื้นฟูร่างกาย)

คุณประโยชน์ของน้ำข้าวกล้องงอก
  • มีอนุมูลอิสระกลุ่มฟิโนลิค ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า ชะลอความแก่
  • สารออริซานอล ช่วยลดอาการผิดปกติของวัยทอง
  • มีวิตามินอี ลดการเหี่ยวย่นของผิว
  • เยื่อใยอาหาร ควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันมะเร็งลำไส้ และลดอาการท้องผูก
  • สารกาบาช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ช่วยผ่อนคลายทำจิตใจให้สงบ หลับสบายลดความเครียดวิตกกังวล ลดความดันโลหิต

ขนาด 500 กรัม ราคา 1500 บาท
ข้าวกล้องงอก
คุณประโยชน์ของข้าวกล้องงอก

เมื่อข้าวกล้องเริ่มงอก (malting) สารอาหารที่ถูกเก็บไว้ในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยสลายไปตามกระบวนการทางชีวเคมี จนเกิดเป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กลง (oligosaccharide) และน้ำตาลรีดิวซ์ (reducing sugar) นอกจากนี้โปรตีนภายในเมล็ดข้าวก็จะถูกย่อยให้เป็นกรดอะมิโนและเปปไทด์ รวมทั้งยังพบการสะสมของสารสำคัญต่าง ๆ เช่น แกมมาออริซานอล (gamma-oryzanol) ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า ชะลอความแก่ นอกจานี้ยังพบสารที่สำคัญโดยเฉพาะสารที่มีชื่อว่า Gamma Amino Butyric Acid หรือ GABA

พบว่าในข้าวกล้องงอกมีสาร GABA มากกว่าข้าวกล้องปกติถึง 15 เท่า ซึ่งสารดังกล่าวมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
  • เป็นกรดอะมิโนที่ผลิตจากกระบวนการ decarboxylation ของกรดกลูตามิก (Glutamic Acid) ซึ่งมีบทบาทในการเป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ในระบบประสาทส่วนกลางและทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทประเภทสารยับยั้ง (inhibitor) โดยทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้น ช่วยทำให้สมองเกิดการผ่อนคลาย และนอนหลับสบาย
  • ช่วยกระตุ้น anterior pituitary ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย (Growth hormone (HGH)) ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อทำให้กล้ามเนื้อเกิดความกระชับ ป้องกันการเกิดริ้วรอย
  • เกิดการสร้าง lipotropic ซึ่งเป็นสารป้องกันไขมัน ซึ่งการได้รับสาร GABA อย่างต่อเนื่องและเพียงพอจะช่วยให้ระดับความดัน คลอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และน้ำตาลในเลือดลดลงช่วยในการควบคุมน้ำหนัก

  • จากรายงานการวิจัยพบว่าสาร GABA สามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และลดการเกิดโรคมะเร็งได้

  • ในทางการแพทย์มีการนำสาร GABA มาใช้เป็นยารักษาโรคในระบบประสาทหลายอย่าง อาทิ โรควิตกกังวล นอนไม่หลับ ลมชัก เป็นต้น นอกจานี้ข้าวกล้องงอกยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น ใยอาหารกรดโฟลิก วิตามินบี วิตามินอี อีกด้วย

ข้อดีของสารสกัด คือ ร่างกายสามารถนำสารอาหารต่าง ๆ ไปใช้เกือบ 100% เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ป่วยโรคตับ ซึ่งมีภาวะเบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารไม่ได้


สนใจสั่งซื้อได้ที่ tusora@hotmail.com หรือ FAX 02-9715571

ผลิตภัณฑ์ธัญพืชพร้อมดื่ม (โบทานิก้า)

ผลิตภัณฑ์โบทานิก้า

ล้างสารพิษ ฟื้นคืนสุขภาพให้คุณ ภายใน 30 วัน (เหมาะสำหรับผู้ต้องการฟื้นฟูสุขภาพ มีปัญหาเบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อย ต้องการสารอาหารที่มีคุณค่าในแต่ละวัน เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ )

Functional Food From Cereal ฟื้นคืนสุขภาพแบบยั่งยืน

ธัญพืชสกัด
สารอาหาร 5 หมู่ ที่สกัดจากธัญพืชอยู่ในรูปพร้อมใช้ ทุกครั้งที่คุณดื่มจะได้รับสารอาหารทันที มั่นใจด้วยคุณภาพ

กรดอะมิโนที่นำมาใช้ทางการแพทย์
  • ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ ลดความดันโลหิต
  • ช่วยลดปัญหาเส้นเลือดอุดตันที่สมอง และหัวใจ
  • ช่วยควบคุมเบาหวาน และป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ช่วยควบคุมความอยากอาหาร ช่วยในการลดความอ้วน
  • ช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีความอดทนใช้ในวงการกีฬา
  • ช่วยทำให้ร่างกายหลั่งสารในการทำให้นอนหลับดีขึ้น
  • ช่วยลดอาการกระดูกผุ เพิ่มความต้านทานโรค
  • ช่วยลดอาการไมเกรน ปวดท้องขณะมีประจำเดือน
  • ช่วยควบคุมโรคพาร์กินสัน และโรคทางจิตประสาท
  • ช่วยลดอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง
  • ช่วยลดอาการเฉื่อยชา อัมพาต อัมพฤกษ์
  • ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
  • ช่วยทำให้ระบบการกำจัดสารพิษทำงานดีขึ้น

สูตรข้าวกล้องงอก ราคาปกติ 1500 บาท พิเศษ 1200 บาทค่ะ

สนใจติดต่อที่ คุณตู๋ tusora@gmail.com

7 ตุลาคม 2552

เครื่องดื่มพลังเอนไซม์บำบัด

น้ำเอนไซม์ผลไม้รวม (ไม่ใช่ยา) หรือเรียกว่า น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ

เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูสุขภาพ อุดมด้วยสารอาหารวิตามิน A, D, E, K, B รวม, C, กรดอะมิโน ฮอร์โมนและอื่น ๆ อีกมาก สกัดจากผลไม้รวม และลูกยอป่า ซึ่งมีโอถสสารจำนวนมากผ่านขบวนการหมักบ่มนานหลายปี เพื่อลดขนาดโมเลกุลให้เล็กลงจนสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายและเร็วขึ้น รู้สึกได้ถึงการผ่อนคลาย

ประโยชน์
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน 
  • สลายสารพิษ ฟอกเลือด 
  • ปรับสมดุล บำรุงธาตุต่าง ๆ 
  • ช่วยการย่อยอาหาร ย่อยไขมัน ลดหน้าท้อง 
  • คลายกล้ามเนื้อ 
  • ดื่มก่อนนอนทำให้หลับสบาย แก้ปวดเมื่อย ท้องผูก ท้องอืด (ท้องเสียรุนแรงดื่มเข้มข้นครึ่งแก้ว) 
  • ดื่มได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง โรคไต โรคเก๊าส์ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดัน สะเก็ตเงิน ไทรอยด์ รูมาตอยด์ ภูมิแพ้ หอบหืด อัมพฤกอัมพาต โรค SLE โรคเอดส์ และโรคอื่น ๆ 
  • ทุกโรคควรดื่มเป็นประจำทุกวันและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำในบทบัญญัติ 10 ประการของชมรมควบคู่ไปด้วยจะดีมาก
ส่วนประกอบที่สำคัญ
ผลไม้รวมกันมากกว่า 20 ชนิด 60% น้ำผึ้งความชื่นต่ำ 20% น้ำพลังแม่เหล็ก 20% (ไม่เจือสีไม่แต่งกล่น ไม่ใส่สารกันบูด)

วิธีดื่ม 
สูตร Multi Fruit Enzyme ขนาด 750 ml ใช้ 1 ช้อนโต๊ะ (หรือมากกว่า) ผสมน้ำ 1 แก้ว หรือผสมน้ำผึ้งหรือผสมน้ำผลไม้ น้ำผักปั่น วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร และก่อนนอน

สูตร N-2000 ขนาด 650 ml ใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 แก้ว ไม่ต้องผสมน้ำผึ้ง ทานก่อนอาหารทุกมื้อ และก่อนนอน

สูตร Premier Fruit Enzyme ขนาด 187 ml ใช้ 1 หยด ผสมน้ำ 1 แก้ว ดื่มก่อนอาหารทุกมื้อ หรือดื่มได้ทั้งวัน

วิธีการเก็บรักษา เก็บในที่ร่มไม่ต้องแช่เย็น หรือ เมื่อเปิดแล้ว ควรรับประทานให้หมดภายใน 2 เดือน (เพื่อป้องกันอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยากับสารอาหารแล้วตกตะกอน)

วันหมดอายุ ยิ่งเก็บนาน คุณภาพยิ่งเพิ่มขึ้น จะมีรสเปรี้ยวมากขึ้น ถ้าชอบหวานก็ให้เติมน้ำผึ้ง อาจมีฝ้าขาว หรือวุ้น (เจลลาติน) เกิดขึ้นก็ยิ่งดี หรือมีตะกอนมากขึ้น (ไม่จำเป็นต้องเขย่าขวด)

หมายเหตุ รสชาด สี กลิ่น ไม่คงที่ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมและเวลา บ้างขวดเปรี้ยวมาก บ้างขวดซ่า บ้างขวดจืด บ้างขวดขม (ขึ้นกับธรรมชาติของการหมัก)

ผลข้างเคียง ไอ อาเจียน ท้องเสีย มีผื่นขึ้นคัน บวม และอื่น ๆ ไม่ต้องกตใจเป็นการขับพิษ และหายได้เอง (อาจเกิดขึ้นได้เฉพาะบางคน) อ่านวิธีการแก้ไขอาการต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ใน หนังสือน้ำผักปั่น

อ่านเรื่องเล่าจากประสบการณ์ผู้ป่วย

การล้างพิษด้วยการสวนลำไส้


การทำดีท็อกซ์ หรือการล้างพิษ
ทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน แต่เรารู้จักประโยชน์ของมันหรือยังทำเพื่ออะไร

ประโยชน์ของการทำดีท็อกซ์
  • ชะล้างสารพิษที่ตกค้างภายในร่างกาย
  • ระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  • ชะลอความร่วงโรย และคืนความสดใสให้ผิว
  • รักษาสมดุลการทำงานของร่างกาย
  • สมองผ่อนคลาย จิตใจแจ่มใส
  • มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
  • ลดน้ำหนักส่วนเกินโดยกำจัดกากอาหารตกค้าง
อาการบ่งชี้ว่าคุณจำเป้นต้องทำดีท็อกซ์
  • รับประทานอาหารจำนวกเนื้อสัตว์เป็นประจำ
  • มีน้ำหนักตัวมาก
  • มีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะและวิงเวียนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร หงุดหงิด อารมณ์ไม่สดชื่น
  • ปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ
  • คัดจมูกบ่อยโดยไม่เป็นหวัด
  • ผิวพรรณเหี่ยวแห้ง หมองคล้ำ ไม่สดใส
  • มีกลิ่นปาก
การเตรียมน้ำดีท็อกซ์ ด้วยน้ำพลังเอนไซม์บำบัด
ใช้น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น 5 เท่า จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอุ่นจำนวน 1,300 cc (สตรี 1,000 – 1,200 cc บุรุษ 1,300 – 1,500 cc) แล้วใช้สวนล้างได้เลย

วิธีการใช้
  • ทาวาสลีน หรือสบู่อาบน้ำที่ปลายสายยาง
  • ค่อย ๆ สอดสายยางเข้าทางทวารหนัก ไม่ควรลึกเกิน 2 นิ้ว
  • แขวนถุงดีท๊อกซ์สูงประมาณ 3-4 ฟุต นอนตะแคงขวา ปลดล็อกสายยางออก
  • หลังจากน้ำดีท็อกซ์เข้าสู่ลำไส้ใหญ่หมดแล้ว นวดหน้าท้องเพื่อเคลื่อนไหวให้ตะกรันของซากอาหารเก่าเก็บร่อนตัวออกจากผนังลำไส้ใหญ่ประมาณ 5 นาที แล้วลุกไปถ่ายออก จะมีซากตะกรันของเศษอาหารออกมาจำนวนมาก สวนเสร็จแล้ว
ควรงดรับประทานอาหารรสจัด แป้ง น้ำตาล ของทอด ควรรับประทานข้าวกล้องผักสดผลไม้ เป็นประจำ เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และสุขภาพดีขึ้นตลอดไป


การล้างพิษแบบง่าย ๆ โดยใช้น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ดื่มเป็นประจำทุกวัน (เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน) สามารถกระตุ้นการขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดี อ่านเพิ่มเติม เรื่อง น้ำพลังเอนไซม์บำบัด


1 ตุลาคม 2552

พบเอนไซม์ตัวใหม่ พิชิตมะเร็ง

 โรคมะเร็งเป็นมฤตยูตัวร้ายที่เกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ผิดปกติซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับอวัยวะทุกส่วน ยกเว้น เส้นผม เล็บ และฟัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอาทิ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติของยีนทางพันธุกรรม หรือสารก่อมะเร็ง ทำให้เซลล์เปลี่ยนแปลง กลายเป็นเซลล์มะเร็ง ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถกำจัดเซลล์เหล่านี้ได้ เซลล์มะเร็งจะแบ่งตัวและรวมตัวเป็นก้อนเนื้อร้ายในที่สุด ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆผ่านต่อม น้ำเหลืองและกระแสเลือด เป็นผล ให้ลักษณะโรคของผู้ป่วยแต่ละราย แตกต่างกันไป อาทิ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ และมะเร็งในเม็ดเลือด เป็นต้น


"หากตรวจพบแต่เนิ่นๆ และเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว ก็มีโอกาสหายขาดได้สูงถึง 80 -100 เปอร์เซ็นต์"

        แม้ปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งจะสามารถทำได้หลายรูปแบบโดยใช้วิธีการผ่าตัด รังสีบำบัด และเคมีบำบัด เพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งไม่ให้ขยายไปยังส่วนอื่นๆของ  ร่างกาย แต่วิธีเหล่านี้เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ อาการของโรคจึงมีโอกาสกำเริบได้ตลอดเวลา อีกทั้งการรักษาอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ และผมร่วง ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งต้องทนทรมานอีกเท่าตัวโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนจะหายหรือไม่

        นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ให้ก้าวเข้ามาทำหน้าที่ของผู้ไขความลับธรรมชาติ โดยต้องศึกษาเชิงลึกในระดับเซลล์ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การเข้าใจโรค
มะเร็งแบบบูรณาการอย่างแท้จริง

        ท่ามกลางกระแสความสนใจในเรื่องดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในต่างประเทศ ยังมีนักวิทยาศาสตร์ไทยท่านหนึ่งก้าวเข้ามาวิจัยด้านนี้ด้วยวิธีเดียวกันในระดับนานาชาติอย่างอาจหาญ เพราะเมื่อ 10 ปีก่อนพัฒนาการและปัจจัยส่งเสริมของงานวิจัยนั้น ยังถือว่าล้าหลังมาก แต่ด้วยองค์ความรู้เฉพาะทางบวกกับความท้าทายของเนื้องานเป็นแรงผลักดันให้ ดร. จิรันดร ยูวะนิยม นักเรียนทุน โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มี  ความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์   รุ่นใหม่ประจำปีจากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยใน พระบรมราชชูปภัมภ์ พ.ศ.2546 เดินหน้าศึกษาสารโปรตีนของเซลล์ใน ร่างกายมนุษย์ด้วยเทคนิคโครงสร้างสามมิติโดยอาศัยการหักเหรังสีเอกซ์ของผลึกสาร เพื่อให้สามารถเจาะลึกความเป็นไปของโรคมะเร็งให้มากที่สุด

        อาจารย์จิรันดรเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการศึกษาว่าหลังจากมีโอกาสเข้าไปศึกษาเทคนิคโครงสร้างสามมิติโดยอาศัยการหักเหรังสีเอกซ์ของผลึกสาร ทำให้พบข้อดีประการหนึ่งที่ช่วย ให้นักวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นโครงสร้างของสารอย่างเจาะลึก ดังนั้นจึงเริ่มต้นใช้วิธีการเดียวกันนี้กับการศึกษาสารโครงสร้างขนาดใหญ่อย่าง โปรตีน ศึกษากลไกการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต โดยเน้นศึกษาการเข้าและออกของหมู่ฟอสเฟตในโปรตีนซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดให้เห็นสภาวะผิดปกติบางประการอันเกี่ยวเนื่องกับการควบคุมร่างกาย

        “การสังเคราะห์โปรตีนจะมีกระบวนการนำฟอสเฟตเข้าและออกจากตัวมันเอง แต่ถ้ามีการนำหมู่ฟอสเฟตเข้าเพียงอย่างเดียว นั่นจะเป็นเครื่องหมายบอกความผิดปกติ ขั้นตอนการทำงานดังกล่าวต้องอาศัยเอนไซม์สองชนิด คือ เอนไซม์ไคเนสนำหมู่ฟอสเฟตเข้าสารโปรตีนในตำแหน่งของกรดอะมิโนไทโรซีน ใน ทางกลับกัน เอนไซม์ฟอสเตสจะนำ หมู่ฟอสเฟตออกในตำแหน่งของ กรดอะมิโนเซียรีนกับทรีโอนีน แต่จากการศึกษาโครงสร้างสามมิติโดยอาศัยการหักเหรังสีเอกซ์ของผลึก ทำให้เราค้นพบเอนไซม์อีกหนึ่งตัวสำคัญเป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย” อาจารย์จิรันดรกล่าวเสริม

        ผลการวิจัยที่ใช้เวลาศึกษาร่วมปีอย่างมุ่งมั่นทำให้อาจารย์และทีมวิจัยได้ทำความรู้จักเอนไซม์คุณสมบัติพิเศษที่สามารถนำหมู่ฟอสเฟตเข้าและออกได้จากตำแหน่งของกรด อะมิโนทั้งสองประเภทข้างต้นจึงตั้งชื่อเอนไซม์ตัวนี้ว่า “Dual-specificity Phosphatase” การค้นพบครั้งนี้ นับว่าเป็นองค์ความรู้ใหม่ช่วยให้ เข้าใจการควบคุมกลไกในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตมากขึ้นโดยเฉพาะการแบ่งเซลล์ เพื่อทราบถึงกระบวนการแบ่งเซลล์อย่างผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง และพัฒนาไปสู่การรักษาโรคมะเร็งอย่างถูกต้องต่อไป

        จากผลงานอันโดดเด่นในระดับปริญญาเอกนี้เองช่วยเปิดโอกาสให้อาจารย์จิรันดรได้ทำงานวิจัยอื่นๆเพิ่มมากขึ้น เช่น การได้รับทุน WHO/TDR Training Grant จากองค์การอนามัยโลกในช่วงปี พ.ศ. 2542-2543 สำหรับศึกษาโครงสร้างของเอนไซม์พลาสเมปซิน I, II ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนายารักษาโรคมาลาเรีย และได้รับทุนต่อเนื่องจาก Target Research Unit Network จาก Thailand-Tropical Disease Research Program ในการทำวิจัยนี้เรื่อยไปจนสำเร็จ

        อาจารย์จิรันดรกล่าวต่อ “ช่วงเวลาในการให้ยารักษาโรคมาลาเรียเหมาะสมที่สุดนั้นต้องอยู่ระหว่างที่เชื้อจากยุงอยู่ในกระแสเลือดของคน เพื่อให้ตัวยาเข้าไประงับการทำงานของเอนไซม์ ดังนั้นเราต้องศึกษาว่าตัวยาจะเข้าไปฆ่าเอนไซม์ตัวไหน โดยใช้วิธีศึกษาโครงสร้างสามมิติเช่นเดียวกับงานวิจัยชิ้นก่อนหน้า ภายใต้แนวคิดที่ว่าถ้าต้องการออกแบบยาตัวใหม่ จำเป็นต้องเข้าใจหน้าที่ของเอนไซม์ ตัวนั้นๆ อย่างชัดเจนเสียก่อน

        ผลการวิจัยพบแล้วว่าเอนไซม์พลาสเมปซิน I เป็นเอนไซม์ตัวแรกที่มุดตัวเข้าไปใน  เม็ดเลือดแดงและย่อยเฮโมโกลบิน ทำให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อ ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนผลิตยาตัวใหม่ ซึ่งต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและไม่เกิดอาการดื้อยาจึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ”

        แม้งานวิจัยข้างต้นจะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นในการศึกษาด้านชีวเคมีอย่างแท้จริง เพราะการค้นพบในแต่ละอย่างนั้นล้วนเป็นคำตอบของความเร้นลับตามธรรมชาติ ทั้งยังช่วยเปิดช่องให้นำความรู้ไปพัฒนาต่อยอดในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

                                               โดย... ณัชชา เกียรติศิริ

     หากแต่นักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ตั้งใจศึกษาเกี่ยวกับวิธีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง นักธรรมชาติบำบัด หรือศาสตร์แพทย์ทางเลือกก็ให้ความสนใจในการรักษา มะเร็ง ด้วย เอนไซม์บำบัด และจากผลการศึกษาทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายท่าน พบว่า เอนไซม์จากผักผลไม้มีผลในการสลายเซลล์มะเร็ง โดยพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่มีการนำวิธีทางธรรมชาติบำบัดมาใช้ในการดูแลตนเอง ด้วยการกินผัก ผลไม้สด การเสริมอาหารด้วย น้ำพลังเอนไซม์บำบัดจากผลไม้ หรือการดื่มน้ำผลไม้สดทุกวัน ส่งผลให้เซลล์มะเร็งบางชนิดมีขนาดเล็กลง และไม่เกิดการแพร่กระจายไปในเซลล์อื่น ๆ ในร่างกายอีกด้วย อีกทั้งตรวจพบว่าภูมิต้านทานของผู้ป่วยโรคมะเร็งหลังจากได้รับน้ำเอนไซม์จากผลไม้ติดต่อกันไปนานถึง 3 เดือน มีขนาดและปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เหมาะสมและแข็งแรง

    ดังนั้น การบำบัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่แท้จริง ควรเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค การใช้ชีวิตของผู้ป่วยเอง ยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในการบำบัด แต่การรักษาคงต้องใช้ภูมิต้านทานของร่างกายช่วยในการขจัดเซลล์มะเร็งเหล่านี้ออกไป

โดย....ทิฆัมพร ตันติวิมงคล

27 กันยายน 2552

หลักการหมักน้ำเอนไซม์ทำกินเองที่บ้าน โดยชมรมบ้านสุขภาพ

การหมักน้ำเอนไซม์ทำกินที่บ้านได้เอง 


อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. ถังหมัก (มีฝาปิดสนิท) ที่ล้างทำความสะอาด หรือฆ่าเชื้อแล้ว (ลวกน้ำร้อน)
2. น้ำผึ้งความชื้นต่ำ (20 - 25 % ความชื้น)
3. ผลไม้ (รสเปรี้ยว หรือรสหวาน ตามชอบ)
4. น้ำต้มสุก ที่ทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว
5. มีด เขียง 1 ชุด สำหรับหั่นผลไม้
6. ไม้ หรือหินที่สะอาดสำหรับดันให้ผลไม้จมน้ำ
7. สายยางสะอาดความยาวพอประมาณ สำหรับดูดเอาน้ำเอนไซม์ออกมาใช้
8. เอนไซม์ล้างแช่ผัก ผลไม้ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำสะอาด 1 อ่างล้างจาน

***คืนก่อนการทำการหมัก ต้องเตรียมล้างทำความสะอาดผลไม้ที่ต้องการหมัก แล้วแช่ทิ้งไว้ในน้ำผสมเอนไซม์แช่ผัก 1 คืน ****

วิธีการทำ

1. หั่นผลไม้ที่แช่ล้างในน้ำเอนไซม์แช่ผักให้เป็นชิ้นพอดี ไม่ต้องปอกเปลือก
2. ผสมน้ำผึ้งกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 กับ 10 ส่วน คนให้น้ำผึ้งละลายจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เทเข้าใส่ในภาชนะที่เตรียมสำหรับหมักไว้
3. ใส่ผลไม้ที่เตรียมไว้ในอัตราส่วน 1 ส่วน โดยพยายามให้ผลไม้จมอยู่ใต้น้ำทั้งหมด (หากผลไม้ลอยขึ้นมาให้หาไม้ขัดให้จมอยู่ใต้น้ำ) โดยเว้นเนื้อให้มีอากาศเล็กน้อย (1 ใน 5 ส่วน)
 4. ปิดฝาให้สนิท แล้วหมักในห้องที่มีอากาศถ่ายเท แต่ห้ามมีแสงแดดส่อง เป็นเวลา 3 เดือน โดยทุก ๆ อาทิตย์ ควรมาตรวจดู หรือหมั่นเปิดจุกคลายอากาศออกและปิดกลับให้สนิทเหมือนเดิม

***เมื่อได้เวลา 3 เดือน เกิด น้ำใส (ionic plasma) ลอยตัวให้ดูดออกด้วยสายยาง นำมาขยายต่อเป็นหัวเชื้อได้อีก 14 ครั้ง ทุก ๆ 3 เดือน ในอัตราส่วน น้ำใส 1 : น้ำผึ้ง 1 : น้ำ 10 ***


ตัวกากที่ก้นขวดหมักต่อในอัตราส่วนเดิม

( กาก 3 : น้ำผึ้ง 1: น้ำ 10 ) ทุก 3 เดือน ดึงเอา น้ำใสออก (ทำได้ 3 ครั้ง)

เมื่อครบ 3 ครั้งแล้วกากที่เป็นผงตะกอนใช้ ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะคลุกผลไม้ 10 กิโลกรัม ใส่น้ำ 10 ลิตร หมักจนกว่าจะได้น้ำใส แล้วเอามาต่ออีกเหมือนตอนต้นไปเรื่อย ๆ ฯลฯ


เพียงวิธีง่าย ๆ คุณก็สามารถมีเครื่องดื่มสุขภาพ ในการใช้ดื่มเพื่อดูแลสุขภาพกันแบบง่าย ๆ ได้แล้วค่ะ

26 กันยายน 2552

แนะนำผลิตภัณฑ์พลังเอนไซม์บำบัด

ทางชมรมบ้าน(รักษ์)สุขภาพ กรุงเทพ ขอเป็นกำลังใจในการรักษาสุขภาพของทุกท่าน และขอโอกาสเพื่อนำเสนออีกทางเลือกหนึ่งของการดูแลสุขภาพแบบธรรมชาติบำบัด ด้วยหลักการ
ปรับสมดุลด้วยธรรมชาติอย่างพอเพียงของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ ผู้ซึ่งก่อตั้งชมรมบ้านสุขภาพ และประธานมูลนิธิภูมิปัญญาสากล ให้แก่ทุกท่านได้ทำความรู้จัก และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของทุกท่านผู้รักสุขภาพ

ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ ได้เผยแพร่หลักการดูแลสุขภาพและการดำเนินชีวิตในบทบัญยัติ 10 ประการของชมรมบ้านสุขภาพ หากท่านสามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องถึง 3 เดือน ท่านจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง หรือการฟื้นฟูสุขภาพด้วยการดื่ม น้ำหมักเอนไซม์จากผักผลไม้,
น้ำผักปั่น, น้ำพลังเอนไซม์บำบัด และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมาย ที่ปราศจากสารเคมี (สารอนินทรีย์) เป็นการฟื้นฟูเซลล์ของร่างกายให้แข็งแรง ปรับสมดุลของร่างกาย ตลอดจนเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย จึงเป็นการค่อน ๆ คืนสมดุลให้กับร่างกายอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์พลังเอนไซม์บำบัดจากการหมักผลไม้มากกว่า 20 ชนิด ที่ผ่านกระบวนการหมักบ่มนานหลายปี (ไม่ต่ำกว่า 6 ปี) เพื่อให้ได้สารอาหารไม่ว่าวิตามิน เอ ซี ดี อี เค บีรวม กรดอะมิโน และฮอร์โมน ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีขนาดโมเลกุลเล็กเพียงพอจนสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายและรวดเร็ว ก่อให้เกิดการฟื้นฟูของเซลล์ และอวัยวะที่อ่อนแอ การใช้ผลิตภัณฑ์พลังเอนไซม์บำบัดจึงมิใช่ยา หรือการรักษาโรค แต่เป็นการฟื้นฟูสุขภาพในระดับเซลล์เท่านั้น

1. ความเป็นกรดผลไม้ จะช่วยในการปรับสมดุลความเป็นกรดด่างของของเหลวในร่างกาย เช่น เลือด จึงช่วยในการฟอกเลือก ทำความสะอาดเลือด ช่วยละลายไขมันในเลือด ทำความสะอาดหลอดเลือด อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการบีบตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ ช่วยปรับสมดุลของการขับถ่าย เป็นต้น
2. เอนไซม์จากผลไม้ และเอนไซม์ที่ได้จากจุลินทรีย์ในการหมัก มากกว่า 7 ชนิด ช่วยในระบบการย่อยอาหาร โดยช่วยกระตุ้นการย่อยสลายอาหารและสารที่ตกค้างในร่างกาย อีกทั้งยังสามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดไปกระตุ้นการผลักสารอาหารให้เข้าเซลล์ และขับของเสียออกจากเซลล์ เป็นต้น
3. สารอาหารโมเลกุลขนาดเล็ก และวิตามินต่าง ๆ ที่ได้จากกระบวนการหมัก ทั้งพวกกรดอะมิโน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ ต่าง ๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการย่อยแล้ว ร่างกายสามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดและส่งผ่านไปยังเซลล์ได้ทันที ทำให้รู้สึกสดชื่น และฟื้นฟูสภาพของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการพักฟื้นได้อย่างดี
4. จำนวนประจุไอออนสูง ทำให้เกิดกระบวนการไอออนไนสเซชั่น หรือ การแลกเปลี่ยนประจุ ทำให้สามารถผลักดันสารอาหารเข้าสู่เซลล์ และขับของเสียออกจากเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนเป็นพลังงาน ATP ในร่างกายนั้นเอง ทำให้เซลล์ได้รับสารอาหารอย่างรวดเร็ว ร่างกายจึงฟื้นฟูได้ดี

หลักการทั้ง 4 นี้ จึงทำให้เกิดทั้งกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ ให้พลังงานแก่เซลล์ และขับของเสียออกจากเซลล์ และลดการทำงานของเซลล์และอวัยวะบางส่วน ทำให้เซลล์และอวัยวะนั้นได้พักผ่อน และฟื้นฟูร่างกายต่อไป

เครื่องดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด อายุการหมัก 6 ปีขึ้นไป ปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกาย ระบบการขับถ่าย ระบบการย่อยอาหาร ฟอกเลือก เพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ ผู้ต้องการดูแลสุขภาพ ตลอดจนผู้ป่วย โรคท้องผูก โรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน โรคไขมันในเส้นเลือด โรคความดัน โรคไต โรคตับ โรคมะเร็ง

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น 5 เท่าของสูตรปกติ อายุการหมัก 10 ปีขึ้นไป ช่วยในการฟื้นฟูเซลล์ อุดมไปด้วยสารอาหาร และเอนไซม์กว่า 7 ชนิดหลัก ในระบบทางเดินอาหาร เพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ทำให้เซลล์แข็งแรง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ อันเกิดจาก ภาวะพร่องเอนไซม์ ภาวะเสื่อมสภาพของเซลล์ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคเก๊าต์ โรคมะเร็ง เป็นต้น

เอนไซม์แช่ผัก ขจัดสารพิษ ลดสารพิษ ไข่แมลง ที่ปนเปื้อนในผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ คงคุณค่า เก็บรักษาอาหารได้ยาวนานขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลลดการปนเปื้อนสารพิษเข้าสู่ร่างกาย

เอนไซม์หยอดล้างตา ช่วยในการขจัดเซลล์ที่ตายแล้ว พร้อมฟื้นฟูเซลล์ต่าง ๆ ในลูกตา คืนการมองเห็นที่แจ่มชัด และใสแก่ดวงตาของคุณ เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้สายตาเป็นประจำ เช่น คนทำคอมพิวเตอร์ คนทำบัญชี หรือผู้ที่มีปัญหาสายตา เช่น ตาแห้ง ตามัว ตาต้อ ตามองไม่ชัด เป็นต้น

เอนไซม์อาบน้ำสระผม สูตรไร้สารเคมี ไม่มีสารให้ฟอง ไม่มีสารกันเสีย ช่วยในการชำระล้างร่างกายตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า ทำงานแบบ two way คือ ขจัดเซลล์ผิวที่ตายออก และผลักสารอาหารเข้าฟื้นบำรุงเซลล์เส้นผม หนังศรีษะและผิวหนัง ทำให้เซลล์แข็งแรง ลดสิวเสียน และพดผื่นคัน

ครีมพลังเอนไซม์บำบัดสูตรกลางวัน ปกป้องผิวจากแสงแดด พร้อมบำรุงเซลล์ผิวอย่างล้ำลึก ทำให้ผิวขาว เนียนใสขึ้น

ครีมพลังเอนไซม์บำบัดสูตรกลางคืน ฟื้นฟูสภาพผิวในตอนกลางคืน ให้ความชุ่มชื้น และกระตุ้นการเกิดคอลลาเจน ช่วยลดริ้วรอยให้ลดลง เนียนใสขึ้น