google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

15 สิงหาคม 2552

เรื่องเล่าจากผู้ป่วย- ครึ่งหนึ่งในชีวิต

ครั้งหนึ่งในชีวิต 
One in My Life


"อาการของดิฉันในขณะนั้นเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ เริ่มสู้ไม่ไหว ทั้งเหนื่อยทั้งเพลียมาก"
นางสาวสุวรรณา สุวรรณโยธิน อายุ 54 ปี ปัจจุบันรับราชการอยู่โครงการปฏิบัติการคันคูน้ำที่ 9 ต.ละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง สังกัดสำนักชลประทานที่ 9 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
“ตาเจ็บ,ตาแดง,ตาอักเสบ,ตามองไม่เห็น,ตาบอด,ตาฟาง,ตามัว,ตามืด,เคืองตา,โรคตา”
ภาพจากอินเตอร์เนต

เมื่อกลางปี 2544  ดิฉันมองไม่เห็นข้างซ้ายและมีอาการน้ำตาไหลตลอดเวลาแต่ไม่มีขี้ตาได้ไปรักษาที่ ร.พ. หมอบอกว่าเป็นตาอักเสบหลังจาก 1 อาทิตย์ผ่านไปตาเริ่มบวมขึ้นจึงเข้าใจเองว่า "ยารักษาคงไม่ถูกกัน" จึงได้ย้ายโรงพยาบาล จังหวัดจันทบุรี หมอบอกว่า เป็น ตาแดง จึงได้ทานยาไปอีก 1 อาทิตย์ ขณะเดียวกัน ฟันดิฉันเริ่มโยกมากขึ้น ด้านซ้าย ทั้งบน และล่าง พออาทิตย์ที่ 3 ก็ไปหา หมอตามนัดอีกแต่ปรากฏว่าเมื่อไปถึง โรงพยาบาลได้จัดการเปลี่ยนหมอให้ ทั้งนี้เนื่องจากหมอท่านเดิมได้ย้ายบ้านไปแล้วสาเหตุเพราะน้ำท่วม

อาการของดิฉันในขณะนั้น เริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ เริ่มจะสู้ไม่ไหวทั้งเหนื่อยและเพลียมาก จึงได้ขอกลับไปตรวจที่โรงพยาบาลที่จังหวัดจันทบุรีเพื่อขอยาทานชั่วคราวก่อน คุณหมอที่โรงพยาบาลได้ตรวจเช็ค และแจ้งว่า "ดวงตาด้านซ้ายของคุณมองไม่เห็นแล้วขอให้คุณไปรักษาโรงพยาบาลอื่น" โดยคุณหมอได้ทำใบส่งตัวให้ทันทีดิฉันตกใจมาก พอไปถึงโรงพยาบาลคุณหมอสั่งให้ไป X-ray ตา  และสมองมาก่อน เมื่อผลการ x-ray ฟิลม์ปรากฏคุณหมอดูแล้วบอกว่าเป็น "เนื้องอกในสมองถ้าจะผ่าตัดสมองให้ไปที่โรงพยาบาลนี้ เพราะที่นั้นมีหมอที่เก่ง และมีเครื่องมือที่ใหม่  และทันสมัยที่สุด หลังจากผ่าตัดมาแล้วขอให้มาบอกประวัติกับหมอที่นี่อีกครั้งจะได้ทำประวัติไว้ แต่หมอไม่รับรองนะว่าหลังผ่าตัดแล้วจะมองเห็น"

ดิฉัน ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าประสบการณ์ของหมอคงจะเคยมีคนไข้ที่ผ่าตัดแล้วมองไม่เห็นและนั่นทำให้ดิฉันไม่กล้าไปรักษาที่โรงพยาบาลอีก น้องสาวบอกว่าเอาฟิล์ม ไปให้ ดร.รสสุคนธ์ดูก่อนบางทีอาจจะรักษาด้วยวิธีการฝังเข็มได้

เมื่อ ดร.รสสุคนธ์ ได้ดูฟิลม์ X-ray แล้วได้ตอบกลับมาว่า "ไม่ใช่เนื้องอกเหมือนน้ำงอก ที่มีติ่งยื่นออกมา น้ำที่ไหลออกมาจากตานั้นเป็นน้ำกรดกัดเส้นที่หางตาให้ขาด น้ำตาจึงไหลมากแก้มก็บวม น้ำนี้ไปกัดฟันให้โยกพร้อมที่จะหลุดออกไป ขณะนี้ฟันโยกหรือยัง"

ดิฉันดีใจมาก เพราะไม่เพียงจะมีโอกาสได้เห็นแสงสว่างจากดวงตาแล้ว ดิฉันยังได้รับคำตอบที่ตัวเองสงสัยมานานแล้วยังไม่เคยได้บอกหมอคนไหนเลยว่า "ฟันโยกมาก" เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาก็เข้าใจไปเองว่า ตัวเองคงเคี้ยวอาหารที่แข็ง แต่กลับมาคิดอีกทีก็ไม่น่าใช่ เพราะตัวเองทานอาหารเจมาตลอด 1 ปี ซึ่งก็มีแต่ผัก

นับจากวันนั้น ดิฉันจึงได้ไปอยู่่เป็นคนไข้ของ ดร.รสสุคนธ์ เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งวิธีการรักษา เช้า กลางวัน เย็น ก็คือ ดื่มน้ำ Nature Plants ลูกเดือย เม็ดบัว ถั่ว งา ข้าวกล้อง น้ำผักปั่น ซึ่งประกอบไปด้วย ผักกาดหอม มะเขือเทศ หอมใหญ่ คื่นฉ่าย น้ำผึ้ง เสาวรส และทำการฝังเข็มรวมถึงการหยอดตา และการฝังทราบ โดยต้องนอนมาก จะได้ไม่ต้องใช้สายตา เวลาเช้า - กลางคืน ต้องสวดมนต์ และไหว้พระทุกวัน ระหว่างที่อยู่บ้าน ดร.รสสุคนธ์นั้นก็คิดว่า "เวลานี้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอะไรอีกแล้วปฏิบัติตนอย่างดีที่สุด"

ดร.รสสุคนธ์บอกว่า "ดื่มน้ำน้อย" ใช่เลย! ค่ะ เพราะภายใน 1 วัน ดิฉันดื่มน้ำไม่เกิน 1 แก้ว แต่ดื่มน้ำอัดลมแทน แต่ ดร.รสสุคนธ์ให้ดื่มน้ำผัก 6 ลิตรต่อวัน แต่ดิฉันทำได้แค่เพียง 4.5 ลิตรต่อวันเท่าน (3 ขวดใหญ่) เช้า หลังอาหาร 1 ขวด กลางวัน 1 ขวด เย็น 1 ขวด สวดมนต์นั่งสมาธิ แล้วนอน ตี 5 ตื่นเช้าขึ้นมาขาดไม่ได้ต้อง สวดมนต์ไหว้พระทุกวัน และออกกำลังกายปฏิบัติตามขั้นตอน อย่างเคร่งครัด พอถึงวันที่ 3 ตกบ่ายเวลา 16.00 น. คุณแม่ มาเยี่ยม ตาด้านซ้ายของดิฉันมองไม่เห็นเลย พอช่วงเย็นเวลา 18.00 น. พี่สาวก็มาเยี่ยมอีกทีคราวนี้ดิฉันเริ่มมองเห็นแล้วว่า เป็นรูปศรีษะ แต่มองไม่เห็น ตา จมูก ปาก มองไปข้างนอกเห็นเป็นรูปต้นไม้

แค่นี้ก็ดีใจมากทีสุดแล้วค่ะ ดิฉันจึงขยันที่จะดื่มน้ำผัก และหยอดตาให้บ่อย (ด้วยเอนไซม์ล้างตา ของดร.รสสุคนธ์ทำมาจากเอนไซม์ผลไม้) เมื่อหยอดแล้ว นอนสักพักจะมีขี้ตาออกมา พอผ่านไปได้ 2 เดือน กลับไปทำงานซึ่งเวลานั้น ดิฉันเพิ่งย้ายมาทำงานที่ใหม่ที่โครงการชลประทาน จังหวัดตราดระหว่างที่ปฏิบัติงานนั้น ตายังมองไม่เห็นหมดตรงกลางยังเป็นจุด มองทั้งหน้าที่ไม่เห็นจมูกนั่นแหละค่ะ ดร.รสสุคนธ์ บอกว่าโรคนี้ห้ามทานผงชูรส สารกันบูด ปุ๋ย สารเคมี

ดังนั้นอาหารที่ทานต้องทำเอง ห้ามไปซื้อมาเพราะจะมีผงชูรส ดำเนินชีวิตอย่างนี้มา 1  ปี ตาดิฉันจึงหายเป็นปกติ และสังเกตตัวเองว่า วันใดที่ทานก๋วยเตี๋ยวปลา ตาจะบวม และมีขี้ตามาก เนื่องจากน้ำในก๋วยเตี๋ยวมีสารเคมี ตาจึงมีอาการทันที

ดร.รสสุคนธ์ ได้บอกไว้ว่า "ถ้าจะทานปลาก็ขอให้เป็นปลาที่ไม่ได้อยู่ในทะเลลึก เป็นเรือที่หาปลาเช้าไปเย็นกลับ แช่แต่น้ำแข็งอย่างเดียวไม่มียาอื่นปนอยู่"

เหมือนได้เกิดใหม่เลยค่ะ ถ้าวันนั้นดิฉันไปหาหมอแล้วไปผ่าตัด ดิฉันจะมองเห็นหรือเปล่า ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่า วิธีการรักษาของ ดร.รสสุคนธ์ จะรักษาให้หายขาดได้ และประหยัดด้วยค่ะ

ข้อมูลจากชมรมบ้านรักษ์สุขภาพ