เมื่อลูกข้าพเจ้าป่วยด้วยโรคร้ายและเรื้อรัง
โดยนางศิราณี เอกัคคตาจิต จังหวัด บุรีรัมย์
ครอบครัวเรามีลูก 4 คน ผู้ชายล้วน พ่อบ้านชื่อ น.พ. ศิริพงษ์ เอกัคคตาจิต รับราชการทำงานโรงพยาบาลบุรีรัมย์ จบแพทย์จุฬาฯ รุ่น 24 ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ซี 9 ข้าพเจ้าเป็นแม่บ้าน เต็มขั้น
และความไม่เที่ยงก็เกิดขึ้นเช้าวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ตื่นเช้ามาดูลูกคนที่ 3 ชื่อ ศักดา เอกัคคตาจิต เขาบอกยืนได้ขาข้างเดียว เจ็บข้อเท้าและเข่ามาก เราก็ไม่คิดว่าเป็นอะไรมาก เป็นจังหวะใกล้จะเปิดเทอมแรกของการเข้ามหาวิทยาลัย เขาเรียนแพทย์ศิริราช โดยสอบเข้าโควต้าแพทย์ศิริราช และสอบแข่งขันวิชาเคมีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2538
ไปนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลศิริราช 2 อาทิตย์ หมอให้ยาแก้ปวด แล้วดูอาการ ให้ใช้ไม้เท้าไปเรียนได้ 2 อาทิตย์ ปรากฏว่าอาการกำเริบ อาการเจ็บขยายมาที่หัวไหล่ทั้ง 2 ข้าง ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้หมอตรวจอาการแล้วถามข้าพเจ้าว่ามีลูกกี่คน ตอบว่ามี 4 คน คนโตทำงานแล้ว คนที่ 2 เรียนแพทย์ขอนแก่น คนป่วยเป็นคนที่ 3 รู้สึกหมอที่ถามมีสีหน้าดีขึ้นเพราะเขารู้แล้วว่าโรคที่ลูกเป็นนี้เข้าข่ายปวดข้อ โรครูมาตอย เพราะเจ็บข้อก่อนอายุ 17 ปี ซึ่งค่อนข้างร้ายแรง เพราะแม้แต่สถิติการรักษาต่างประเทศก็ยาก มีให้ได้ก็ยาแก้ปวดเท่านั้น เป็นมากหลายปีหน่อยก็จะพิการได้
หมอที่รักษาเขาก็บอกให้แม่ทำใจและให้ยาแก้ปวดมากินที่บ้าน ความรู้สึกของแม่แทบล่มสลาย วันแล้ววันเล่าไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น จุกปวดกระเพาะอาหารขนาดหนักเพราะกินยาแก้ปวด กินยาเคลือบกระเพาะอาหารเต็มที่ก็ยังเจ็บท้องอยู่ นรกบนดินเป็นเช่นนี้เอง กินยาแก้ปวดข้ออย่างแรงเช้าเย็น แก้ได้ชั่วคราวต้องกินประจำ แม้ปวดกระเพาะอาหารก็ต้องกิน เจาะเลือดทำอีเอสอาร์อยู่ระหว่าง 50-90 มม./ชม. ซึ่งค่าปกติไม่เกิน 20 มม./ชม. กินยามากจนหูอื้อ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น
ช่วงนี้เขาก็ไปอยู่วัดกับหลวงพ่อ 5-6 เดือน ทำเรื่องลาเรียน 1 ปี ระยะนี้ขาเริ่มลีบเพราะเจ็บ ข้อเท้ามากต้องนอนกับที่ เราเป็นชาวพุทธ ช่วงไหนที่จิตมีสมาธิก็อธิษฐานขอให้ลูกได้พบหนทางรักษาที่ถูกต้องด้วยเถิด จะได้หยุดยาแก้ปวดนี้เสียที ชีวิตที่เหลืออยู่นี้จะขวนขวายทำแต่ความดี
แล้วโชคก็มาถึง วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 ดร. พรพรรณ และคุณแฉซึ่งเป็นญาติกับอาจารย์นิศา เชนะกุล ได้มาที่บ้านเพื่อไปกราบหลวงปู่ที่วัดเขาน้อย เขามาเห็นลูกชายป่วย เขาก็แนะนำให้ทานนมธัญพืช และน้ำผักปั่น โดยทานนมธัญพืชก่อนอาหารวันละ 1 แก้ว และน้ำผักปั่นวันละ 4-5 แก้ว ทานได้ 20 วัน หมอก็ให้เจาะอีเอสอาร์ดู ปรากฏว่าอีเอสอาร์ลดเหลือ 36 มม./ชม. ลูกชายก็ร้องออกมาว่าเขาคงรอดตายและหายได้
จากการทานอาหารนี้ก็เริ่มมีกำลังใจ รับประทานนมธัญพืชและน้ำผักปั่นมากขึ้น กินนมธัญพืชและน้ำผักปั่นนอย่างละ 6-7 แก้วทุกวัน และแช่น้ำร้อนสลับน้ำเย็นอย่างละ 3 นาที และเริ่มไปอยู่วัดอีกเพื่อจะได้อยู่กับธรรมชาติ นอนหัวค่ำ (3 ทุ่ม) และรับประทานเนื้อสัตว์ให้น้อยที่สุด พอทานได้ 1 เดือน ก็หยุดยาทุกชนิด อีเอสอาร์ก็ลดลงเรื่อย ๆ เหลือ 20 มม./ชม. ต่อมาก็เหลือ 12 ก็เท่ากับคนปกติ
เจาะอีกครั้งหนึ่งก่อนไปเรียนวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ค่าอีเอสอาร์เท่ากับ 1 มม. ต่อ ชม. เม็ดเลือดแดง จาก 33% เป็น 48% เม็ดเลือดขาว จาก 13,500 ก็เหลือ 6,500 พอเรียนไปได้ 5-6 เดือน เขาก็สามารถบริจาคเลือดให้กับโรงพยาบาลศิริราชได้ ญาติพี่น้องใกล้ชิดแม้นเพื่อนหมอด้วยกันก็รู้สึก เหมือนปาฏิหารย์ ใครจะคาดคิดว่าจะหายจากโรคด้วยอาหารดังกล่าวนี้
ข้าพเจ้าจึงต้องการเผยแพร่ให้ผู้ที่มีอาการปวดข้อเรื้อรังลองมาดื่มน้ำผักปั่นและนมธัญพืชอย่างละ 8-12 แก้วต่อวัน เพื่อไม่ต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากในการซื้อยาแก้ปวดข้อและยาป้องกันโรคกระเพาะอาหารเป็นแผล ซึ่งต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ทำให้เสียดุลการค้าระหว่างประเทศ และให้นอนแต่หัวค่ำ 3 ทุ่ม ทำจิตใจให้เบิกบาน นั่งสมาธิ ถ่ายอุจจาระทุกวันโดยกินอาหารที่มีกากใย ซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติที่ไม่ผ่านขบวนการปรุงแต่ง ได้แก่ เมล็ดธัญพืช ผักสด ผลไม้สด ไข่ขาว ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ สัตว์ปีก กินแต่เนื้อปลา โดยนึ่งหรือต้ม ไม่ควรทอด เพราะจะมีไขมันมาก ไม่กินอาหารกระป๋อง เพราะต้องผ่านขบวนการปรุงแต่ง ทำให้เสียคุณค่าอาหาร ไม่นอนอยู่ใกล้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยอย่าให้มีเครื่องทีวี วิทยุ เครื่องคอมพิวเตอร์ และตู้เย็นในห้องนอน ออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัด เพื่อไม่ไห้กล้ามเนื้อลีบ ก็อาจหายจากโรคปวดข้อเรื้อรังและไม่มีความพิการของแขนขาข้างที่ปวดข้อได้โดยปกติ