google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

26 กุมภาพันธ์ 2556

สูตรหมักผมด้วยวิธีธรรมชาติ

สูตรนี้ได้คำแนะนำมาจากคุณแม่เจ้าของสูตรที่จังหวัดโคราช ท่านอายุ 67 ปี แต่ผมเงางาม สวยมาก ๆ ท่านแนะนำสูตรที่ใช้ในการดูแลผม และเทคนิคในการรักษาสภาพผม ดังนี

1. หวีผมเบา ๆ ทุกวัน วันละ 100 ครั้ง 
2. สระผมด้วแชมพูอ่อน ๆ ที่ได้จากธรรมชาติ ท่านใช้แชมพูที่หมักจากมะกรูด อาทิตย์ละ 2 ครั้ง และน้ำสุดท้ายที่ล้างผม ท่านใช้ น้ำเอนไซม์ที่หมักกับมะกรูด อายุ 1 ปี ผสมกับน้ำ โดยใช้น้ำเอนไซม์มะกรูด 1 ฝา กับน้ำอุ่น 1 ขัน มานวดศีรษะประมาณ 5 นาที แล้วราดซ้ำด้วยน้ำเย็น เป็นอันเสร็จกระบวนการสระผม (ไม่ได้ใช้ครีมนวดผมเลย)
3. บำรุงหนังศีรษะและรากผมด้วย การหมักผมอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยใช้ครีมหมักที่ทำเองจาก น้ำผึ้งผสมกับน้ำมันมะกอก ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ผสมให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 30 นาทีแล้วล้างออก ทำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือไม่มีเวลาก็เดือนละครั้ง

ท่านบอกว่า ให้ลองทำสัก 1 เดือน แล้วจะเห็นว่า ผมนิ่ม เงางาม ดกดำ ไม่หลุดร่วงง่าย ๆ 
-->
ตอนนี้ ดิฉัน ได้ลองนำมาทำดู ได้ 1 เดือน ดังนี้
1. หวีผมเบา ๆ ด้วย หวีซี่ห่าง ๆ ก่อนนอน วันละ 100 ครั้ง ช่วงแรก ผมร่วงเยอะมาก เพื่อปฏิบัติทุกวัน ตอนนี้ ผมร่วงน้อยมาก เวลาตื่นนอน ก็มีเส้นผมเพียงไม่กี่เส้นที่ร่วงติดหมอน 
2. สระผมด้วย เอนไซม์สระผมอาบน้ำ ของบ้านรักษ์สุขภาพ และใช้ เอนไซม์ Mutli Fruit Enzyme 1 ฝา ผสมกับน้ำอุ่นราดศีรษะ แล้วนวด หลังสระผมเสร็จทุกครั้ง รู้สึกผมสะอาด แข็งแรงดี หนังศีรษะก็ไม่มัน ไม่คันค่ะ
3. ลองผสม น้ำผึ้งดอกไม้ป่ากับน้ำมันอัลมอนด์พลัสวิตามินอี คนผสมกัน กลิ่นหอมน่ากินดี (หอมน้ำผึ้ง แต่น้ำมันอัลมอนด์ไม่มีกลิ่น) ทำเหลือแล้วเก็บไว้ใส่ขวดในตู้เย็น (แต่พบว่า ทำให้พอดีต่อครั้งจะดีกว่า) ทดลองหมักไป 4 ครั้งแล้ว ที่เห็นคือ ผมนิ่ม มีน้ำหนัก หวีง่าย ไม่พันกันค่ะ จะลองหมักบ่อย ๆ เพื่อจะได้ผมนิ่มสลวย ดกดำ เป็นเงางามบ้างค่ะ
-->
หากใครนำไปทดลอง เห็นผลอย่างไรแล้วจะมาแจ้งให้ทราบกันบ้างนะค่ะ สามารถส่งอีเมล์มาแสดงความคิดเห็นที tusora@hotmail.com ค่ะ หากคิดว่ามีประโยชน์จะขออนุญาตินำไปเผยแพร่ต่อไปนะค่ะ

บ้านรักษ์สุขภาพ

สำหรับคนที่ผมแห้ง การใช้ เอนไซม์สระผมอาบน้ำสูตรบ้านรักษ์สุขภาพ Shampoo ตัวเนี่ย อาจทำให้ผมแห้งได้ แต่พอใช้คู่กับ การหมักด้วย น้ำผึ้งดอกไม้ป่ากับน้ำมันอัลมอนด์พลัส พบว่าผมลื่น หวีง่าย ไม่แห้งกร้าน ไม่พันกันค่ะ ใช้ดีเลยนำมาบอกต่อค่ะ

24 กุมภาพันธ์ 2556

5 วิธีเร่งการเผาผลาญอาหาร ลดน้ำหนักโดยธรรมชาติบำบัด

การลดน้ำหนักโดยธรรมชาติบำบัด คือ การปรับสมดุลของร่างกายให้มีอัตราการเผาผลาญอาหารได้ดี หรือสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้น้ำนหักตัวเพิ่มช้า หรือลดน้ำหนักได้เร็ว คนที่มีอัตราการเผาผลาญที่ดี หรือเผาผลาญอาหารได้มาก จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มยาก กินได้เต็มที่ และเป็นที่อิจฉาของเพื่อน ๆ อีกด้วย หากคุณเป็นคนที่เผาผลาญอาหารได้น้อย หรือต่ำ อย่าเพิ่งท้อใจ หรือน้อยใจไปเลย วันนี้ คุณหมอนักโภชนาการบำบัด ได้แนะนำวิธีการปรับสมดุลของการเผาผลายอาหารของร่างกาย 5 วิธี ดังนี้

--> 1. การรับประทานอาหารเช้า การรับประทานอาหารเช้า เป็นเหมือนการ start เครื่องยนต์ของร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายเริ่มต้นทำงานในแต่ละวัน โดยเลือกรับประทานอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการ อุดมไปด้วยโปรตีน และแร่ธาตุ โดยทานให้ครบ 5 หมู่ ปฏิบัติเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายเริ่มต้นระบบเผาผลาญอาหารในแต่ละวันด้วยดี

2. การรับประทานโปรตีนที่มีคุณค่าสูงให้มากขึ้น ในแต่ละวัน อาหารโปรตีนที่มีคุณภาพ คือ ไข่ขาว และปลา ซึ่งจะได้กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน กลูคากอน Glucagon ที่ส่งสัญญาณให้เซลล์ไขมันปล่อยไขมันเข้าสู่กระแสเลือด และเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน เลือกทานอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพทุกวันละ คอเลสเตอรอลในเลือด และลดไขมันที่พุงอย่างได้ผล

3. การแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ ในแต่ละวัน เพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญมิให้บกพร่อง แต่ควรรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลง และควรเน้นเป็นอาหารจำพวกผักให้มาก ๆ เพื่อกระตุ้นระบบการเผาผลาญให้สมบูรณ์

4. การดื่มน้ำ น้ำเป็นปัจจัยหลักในระบบการเผาผลาญในปฏิกิริยาชีวเคมีของร่างกาย  ดังนั้น การดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวันจะช่วยให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายทำงานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คนที่ดื่มน้ำได้มาก จะลดน้ำหนักของร่างกายได้มากกว่าคนที่ไม่ดื่มน้ำ (โดยประมาณน้ำที่ร่างกายต้องการคือ 2 ลิตรต่อวัน)

5. การออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มปริมาณของเซลล์กล้ามเนื้อ จะช่วยในการเผาผลาญอาหารได้ดีขึ้น การที่กล้ามเนื้อทำงาน ระบบเผาผลาญของร่างกายจะทำงานไปด้วย ดังนี้การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น

และสำหรับ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จำพวก น้ำพลังเอนไซม์บำบัด สูตร Multi Fruit Enzyme จะช่วยในเรื่องของการกระตุ้นระบบการย่อย เพราะเอนไซม์จะเข้าไปทำหน้าที่ในการช่วยย่อย อีกทั้ง ในน้ำพลังเอนไซม์บำบัดยังมีวิตามิน และเกลือแร่ ที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาชีวเคมี ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหารของร่างกายได้อีกด้วย โดยรับประทาน หลังอาหาร 30-60 นาที ช่วยในการย่อย ลดไขมันค่ะ

อ่านรายละเอียดของ น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ได้ที่นี้ Multi fruit Enzyme


-->

19 กุมภาพันธ์ 2556

ผักผลไม้ อาหารล้างพิษ 7 ชนิดที่แนะนำ

การล้างพิษในร่างกาย โดยวิธีทางโภชนาการบำบัด หรือที่เรียกว่า การทานอาหารล้างพิษ มิต้องไปซื้อ อาหารเสริมใด ๆ มาทาน แต่เราสามารถใช้คุณค่าของ ผัก ผลไม้ ที่มีสรรพคุณในการล้างพิษในร่างกาย เมื่อเรารับประทานเป็นประจำ ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ก็จะช่วยร่างกายให้สะอาดขึ้นได้นะค่ะ
-->
ผักผลไม้ หรืออาหารล้างพิษที่เราจะแนะนำ 7อย่างในวันนี้คือ ...

1. กล้วย ผลไม้สีเหลือง ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ เกลือแร่ โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยเซลล์ในการขับของเหลว สารพิษที่ตกค้างในเซลล์ และกระตุ้นกระบวนการขับถ่ายของร่างกายอีกด้วย รับประทานเป็นประจำทุกเช้า ช่วยในการล้างพิษแบบง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ยกเว้น คนเป็นโรคไต ห้ามรับประทานค่ะ


2. บีตรูท ผักสีแดง ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ช่วยลดความดันโลหิต มีสรรพคุณในการลดการติดเชื้อ ฟอกเลือด ทำความสะอาดเลือด ตับ และระบบน้ำเหลือง ทำให้ร่างกายขจัดของเสียได้เร็วขึ้น

3. แอปเปิ้ล ผลไม้สีเขียว ชุ่มน้ำ อุดมไปด้วยไฟเบอร์หรือกากใยอาหาร ช่วยดักจับคอเรสเตอรอล ไขมัน และโลหะหนักในร่างกาย ทานเป็นประจำวันละ 1 ลูก ช่วยในการล้างพิษ ลดการเกิดเซลล์มะเร็ง และลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย และในเลือดค่ะ

4. บลูเบอร์รี่ ผลไม้สีน้ำเงิน อุดมไปด้วยสารต้านอนุมุลอิสระ ลดอาการอักเสบ อาการระคายเคือง ลดการติดเชื้อในช่องคลอด หรือระบบทางเดินปัสสาวะ ดื่มน้ำบลูเบอร์รี่ทุกวันทำให้ร่างกายแข็งแรง อ่อนเยาว์ ผิวพรรณสดชื่น

5. ส้มโอ ผลไม้สีขาว อุดมไปด้วยสารเพกติน ช่วยในการตัดจับคอเรสเตอรอล ลดการสะสมของสารพิษ ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งในกระเพาะอาหาร และตับอ่อน ควรรับประทานเป็นประจำ

6. กะหล่ำปลี ผักที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ลดความเครียดที่สะสมในร่างกาย ทำให้ผ่อนคลาย และช่วยปกป้องร่างกายในการติดเชื้อแบคทีเรีย และไวรัส

7. ตำลึง ผักใบเขียว ที่ช่วยกระตุ้นตับในการผลิตน้ำดี ช่วยร่างกายในการสลายไขมัน และกระตุ้นลำไส้ในการขับของเสียออกจากร่างกาย ทำให้ร่างกายสะอาดขึ้น

แต่อย่าลืม ล้างให้สะอาดก่อนรับประทานนะค่ะ แนะนำให้ใช้ เอนไซม์แช่ล้างผัก ผลไม้ แช่ล้างผัก ผลไม้ ก่อนรับประทาน หรือนำไปปรุงอาหารนะค่ะ จะได้ไม่เป็นการไปเพิ่มสารพิษให้กับร่างกายค่ะ

ส่วนการล้างพิษด้วยธรรมชาติบำบัด ศาสตร์ของ Enzyme Therapy แนะนำให้ดื่ม น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น ในอัตราส่วน 1 ช้อนชา กับน้ำ 1 ลิตร ทานแทนน้ำเปล่า วันละ 1 - 2 ลิตร เป็นประจำทุกวัน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Premier Fruit Enzyme)

--> น้ำพลังเอนไซม์สูตรเข้มข้น หรือ Premier Fruit Enzyme ผลิตจากผลไม้นานาชนิด 20 กว่าชนิด หมักกับน้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ นานกว่า 10 ปี จนได้สารละลายเอนไซม์บำบัด หรือน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคทีอุดมไปด้วยเอนไซม์และสารอาหารจำพวก กรดอะมิโน เกลือแร่ และวิตามินมากมาย ช่วยในการทำความสะอาดเลือดและเซลล์ กระตุ้นร่างกายให้ขจัดของเสียหรือสารพิษ ทำให้ร่างกายสดชื่น และแข็งแรงขึ้น สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ อีเมล์ tusora@gmail.com หรืออ่านรายละเอียดการสั่งซื้อได้ที่
บ้านรักษ์สุขภาพ  พูดคุยเพิ่มเติมกับเราได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme

18 กุมภาพันธ์ 2556

น้ำมันอัลมอนด์พลัส

น้ำมันสกัดจากเมล็ดสวีทอัลมอนด์ (Sweet Almond) บริสุทธิ์ มาจากพืช Prunus Amygdalus นำเข้าจากประเทศอเมริกา อุดมไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นต่อการบำรุงผิว เช่น oleic, linoleic palmitoleic and linoleic acid ซึ่งเป็นไขมันที่เป็นส่วนประกอบของชั้นผิวหนัง ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ปรับสมดุลของผิวหนัง คงความอ่อนเยาว์ เก็บกักความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคือง คัน ปวด บวม อักเสบของผิวหนัง เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแพ้ง่าย ผิวแห้ง หรือผิวขาดการบำรุง


ส่วนประกอบ น้ำมันสกัดเมล็ดสวีทอัลมอนด์ Prunus Amygdalus, Vitamin E Acetate จากเมล็ดถั่ว

ขนาดบรรจุ 65 มล. ราคา 150 บาท

ใช้ หยดใส่มือเพียง 2 – 3 หยด ทาให้ทั่วร่างกายหลังอาบน้ำ เช้า เย็น หรือก่อนนอนทุกวัน ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับสู่สมดุล (ใช้ทามือ และเท้า ช่วยให้มือและเท้านุ่มเนียนไม่แห้งกร้าน)

ข้อดีของผลิตภัณฑ์น้ำมันอัลมอนด์พลัส Alomond Plus
1. ซึมเข้าสู่ผิวได้ง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ
2. ไม่มีการแต่งกลิ่น แต่งสี เป็น 100% Natural และมาจากพืชแท้ ๆ (หากต้องการให้มีกลิ่นหอม สามารถสั่งซื้อ น้ำมันหอมระเหยมาหยดได้ แนะนำ น้ำมันดอกลาเวนเดอร์ น้ำมันกุหลาบ เป็นต้น)
3. ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย ผิวแห้งกร้าน โรคผิวหนัง ต่าง ๆ
4. อ่อนโยนต่อผิวใช้ได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่
5. ฟื้นฟูสภาพผิวอย่างเห็นได้ชัด ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น และลดการอักเสบของผิวหนังอันเนื่องจากการระคายเคืองได้
6. ใช้นวดเป็นประจำคลายอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น นิ้วล็อก ปวดเมื่อย ตะคริว อย่างได้ผล

การประยุกต์ใช้งานจริงจากผู้มีประสบการณ์
1. นำมาหมักผมก่อนเข้าอบไอน้ำค่ะ ทำให้ผมนิ่ม ไม่ฟู ไม่พันกันค่ะ
2. นำมาทามือ ทาเท้า ก่อนเข้านอนทุกวัน ทำให้มือเนียนนุ่ม ไม่ลอก ผิวดูดีขึ้นมากค่ะ
3. นำมาทาผิวให้คุณพ่อ คุณแม่ และคุณยาย ลดอาการระคายเคือง ผิวแห้งค่ะ
4. คุณพ่อเป็นโรคไต มีอาการคันที่ผิว ก็ใช้น้ำมันอัลมอนด์พลัส ที่ซื้อไป ทาทุกวันหลังอาบน้ำ ช่วยลดอาการระคายเคืองได้ดีค่ะ คุณพ่อคันน้อยลง ทำให้นอนหลับดีขึ้นค่ะ
5. ซื้ออัลมอนด์พลัสมา เติมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ลงไป และนำมาทาผิว ก่อนนอน ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ไม่แห้งกร้าน นอนหลับสบาย เพราะกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ด้วยค่ะ แก้ปัญหาอาการนอนไม่ค่อยหลับ เวลากลางคืนค่ะ


--> สนใจติดต่อสั่งซื้อที่ไลน์ tu-bgood หรือ อีเมล์  tusora@hotmail.com

12 กุมภาพันธ์ 2556

การสลายเซลล์มะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด

โรคมะเร็ง เป็นโรคที่ไม่ใช่โรคเพราะมันมิได้เกิดจากการติดเชื้อ จึงใช้ยาไปฆ่าเชื้อไม่ได้ แต่ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน แต่มันเกิดจากความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของเรา การที่เราทานอาหารและมีพฤติกรรมอารมณ์ที่เคร่งเครียด ทำให้เม็ดเลือดขาวไม่สามารถไปทำลายเซลล์แปลกปลอมอย่างเซลล์มะเร็งได้ ทำให้เซลล์มะเร็งมีโอกาสเติบโตเป็นก้อนมะเร็ง ดังนั้น การรักษาโรคมะเร็งตามวิถีของธรรมชาติบำบัดนั้น จึงต้องใช้ ทฤษฎี การสลายเซลล์มะเร็ง ดังนี้ 

ทฤษฏี การสลายเซลล์มะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด ของบ้านสุขภาพ ถ่ายทอดความรู้และรวบรวมข้อมูลจาก คุณตู๋ บ้านรักษ์สุขภาพ

การสลายเซลล์มะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การทำให้ก้อนเนื้อมะเร็งยุบลง เราต้องทำอย่างไร .....

--> การทำให้ก้อนเนื้อมะเร็งยุบตัวลง หรือสลายตัวไป เราต้องทำให้ก้อนเนื้อมะเร็งขาดออกซิเจน และอาหาร

แล้วอาหารของมะเร็ง คืออะไร ....

อาหารของมะเร็ง คือ พวกโปรตีน และไขมัน ..... แสดงว่า เราต้องงดอาหารโปรตีน และไขมัน 

และ ในขณะเดียวกันเราต้องเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง และขจัดสารก่อมะเร็งออกไปด้วย...

ถ้าเรางดอาหารโปรตีน และไขมัน เราจะขาดสารอาหาร หรือไม่ ...

การงดอาหารพวกโปรตีน และไขมัน ในที่นี้ มิได้หมายความว่า ห้ามรับประทานอาหารที่มีโปรตีน และไขมัน แต่ให้เลือกรับประทานอาหารโปรตีน และไขมัน ที่ดี ย่อยง่าย เพียงพอแต่ความต้องการของร่างกายนำไปใช้ซ่อมแซมร่างกายในแต่ละวันเท่านั้น....

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า อาหารพวกโปรตีนและไขมันชนิดไหนดีไม่มีต่อร่างกาย และร่างกายต้องการทานในปริมาณเท่าไรต่อวัน 

คำนวนได้จาก 
สำหรับผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชาย มีความต้องการโปรตีนเพื่อให้การทำงานของร่างกายมีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยประมาณ 0.8–1 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ให้นำมาคูณด้วย 0.8-1 (50 X 0.8-1) ผลลัพธ์คือ 40-50 แสดงว่าร่างกายของเรามีความต้องการโปรตีนประมาณวันละ 40-50 กรัม

การกินอาหาร พวกไขมันแต่พอสมควร คือไม่ควรเกินร้อยละ 25 - 30 ของปริมาณพลังงานทั้งหมด ที่ได้รับต่อ วัน น้ำมันที่ใช้ควรเลือกใช้นำมันพืชแทนน้ำมันสัตว์ เพื่อป้องกันไขมันในเลือดสูง ปริมาณน้ำมัน พืชที่ผู้สูงอายุควรได้รับประมาณ 2 - 3 ช้อนโต๊ะต่อวันในการประกอบอาหารต่าง ๆ  (รวมอาหารทั้งหมดใน 1 วัน)

การคำนวนไขมัน 
พลังงานจากไขมัน ร้อยละ 30 จากทั้งหมด 2,000 กิโลแคลอรี คิดเป็น (30/100) x 2,000 = 600 กิโลแคลอรี ซึ่งจะต้องได้จากไขมัน 600/9 = ประมาณ 65 กรัม 
สรุปว่า การเลือกรับประทานอาหารจำพวกโปรตีน และไขมัน ต้องเลือกบริโภคแต่โปรตีนจากเนื้อปลา และธัญพืช ส่วนไขมันจากพืชเท่านั้น โดยไม่ควรเกินตามกำหนด 


ส่วนการเพิ่มหรือกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นั้น คือ การเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์เม็ดเลือดขาว โดยการเพิ่มวิตามิน และเกลือแร่ เช่น วิตามนิเอ วิตามินซี และวิตามินอี ซึ่งทั้งสามชนิดได้จากการรับประทานอาหารจำพวก ข้าวกล้อง ผักสด และผลไม้สด รวมทั้งการปรับสภาพจิตใจให้ดี ทำจิตใจให้เบิกบาน ด้วยการสวดมนต์ นั่งสมาธิ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว และเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย อีกทางหนึ่ง การสวดมนต์ นั่งสมาธิ ยังเป็นการบำบัดมะเร็งตามแนวความเชื่อทางพุทธศาสตร์อีกด้วย


--> อีกทั้ง การเพิ่มการย่อยสลายของเสียที่ตกค้างในร่างกายด้วย ระบบของเอนไซม์ ด้วยการทานเอนไซม์เสริมอาหาร ซึ่งเอนไซม์จะทำงานร่วมกับวิตามิน และเกลือแร่ ดังน้น การดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร N2000 หรือน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค หรือน้ำพลังเอนไซม์บำบัด จึงเป็นการเสริมทางช่วยร่างกายในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกทางหนึ่ง .....

เริ่มต้น ทำตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่เซลล์มะเร็ง จะเพิ่มพูนเป็นก้อนมะเร็ง เพราะกว่าจะสลายก้อนมะเร็ง ให้แตกตัว เป็นเซลล์มะเร็ง และให้เซลล์เม็ดเลือดขาว และเอนไซม์เข้าไปสลายเซลล์มะเร็ง และให้ร่างกายขจัดออกอีก ต้องใช้ระยะเวลานาน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคุณเอง....

4 กุมภาพันธ์ 2556

น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคหรือน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเพื่อสุขภาพ

น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค หรือ น้ำพลังเอนไซม์บำบัด

คำว่า “เอนไซม์” เป็นคำที่ นักวิทยาศาสตร์ ได้กำหนดขึ้น เมื่อได้พบ โปรตีนกลุ่มหนึ่ง มี่มีลักษณะของโครงสร้างโปรตีนที่มีสารวิตามิน แร่ธาตุ ออกซิเจน รวมอยู่ตลอดเวลา แม้จะทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว สารโปรตีนดังกล่าวยังคงแตกตัวต่อเนื่องแบบไม่รู้จบ และคงสภาวะปฏิกริยาตามความหนาแน่นของ    อินทรียวัตถุในสารละลายเหล่านั้น นักวิทยาศาสตร์ จึงได้ บัญยัติ กลุ่มโปรตีนนั้นว่า "เอนไซม์"

การผลิตหรือสร้าง "เอนไซม์" หรือกลุ่มโปรตีนเฉพาะ ดังกล่าว เกิดจากการหมัก ซึ่งมีมาเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่สมัยพุทธกาลพบว่า น้ำดองน้ำมูตรเน่าบริสุทธิ์ (หมักนานเกินกว่า 1 ปี)  จะมี คุณสมบัติของ "เอนไซม์ มากกว่า 8 ชนิดอยู่ และมีความสามารถทำงานอย่างต่อเนื่อง" จากผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ พบว่า ในสารละลาย น้ำดองน้ำมูตรเน่าบริสุทธิ์ (หมักนานเกินกว่า 1 ปี) มี กลุ่มของโปรตีนที่เรียกว่า เอนไซม์ อยู่นั้นเอง

การทำน้ำหมักชีวภาพมาใช้บริโภคหรือเรียกว่า น้ำหมักเอนไซม์ชีวภาพ  เป็นการนำผัก ผลไม้ มาหมัก ตาม ทฤษฏีการแตกตัวของอนุมูลสารอาหาร ทำให้เกิดการซึมผ่านสารละลายต่าง ๆ ออกมาจากเซลล์พืช ซึ่งเป็นสารละลายของ สารโปรตีน เอนไซม์ วิตามินเอ บี ซี ดี อี เค อะมิโนแอซิค (Amino acid) และ อะเซทิลโคเอ (Acetyl Coa) ที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบ 5 หมู่ ตามความต้องการของร่างกายในสภาวะฟื้นฟู และซ่อมแซมเซลล์

ระยะการหมัก ตามทฤษฏีการแตกตัวของอนุมูลสารอาหารจากการหมักผัก ผลไม้ กับน้ำผึ้ง จะแบ่งเป็น 4 ระยะ 

การหมักในระยะเริ่มแรก ตั้งแต่ 0 - 1 ปี จะได้แอลกอฮอล์เป็นจำนวนมาก ดังนั้น น้ำหมักชีวภาพที่หมักในระยะสั้น ๆ ไม่ควรรับประทาน เพราะจะมีแอลกอฮอล์ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งน้ำหมักชีวภาพที่หมักระยะสั้น ที่ขายอยู่ตามท้องตลาด มักเป็นน้ำหมักชีวภาพที่อยู่ในสภาพเป็นแอลกอฮอล์ ดังนั้นเมื่อดื่มแล้วอาจมีอาการร้อนวูบวาบ มึนงง ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ตับ ไต กระเพาะอาหาร หัวใจ และตาได้

ระยะต่อมา ระยะที่สอง จะได้เป็นสารละลายทีมีกรดน้ำส้มสายชูอยู่จำนวนมาก ซึ่งมีรสเปรี้ยว ระยะนี้สามารถรับประทานได้ มีคุณสมบัติในการช่วยย่อยและปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกายได้ดี

ระยะที่สาม เป็นระยะที่เรียกว่า ยาธาตุ มีรสขม ระยะนี้ช่วยในการบำรุงร่างกาย ปรับสมดุลของร่างกายโดยรวม กระตุ้นความยากอาหารได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพร่างกาย ผู้มีอาการอ่อนเพลีย

ระยะสุดท้าย จะได้เป็นน้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด จะใช้ระยะเวลาการหมัก 4 ปีขึ้นไป และนำไปหมักขยายอีก 2 - 6  ปีขึ้นไป จนได้น้ำเอนไซม์ใส สีน้ำตาลอ่อน ๆ มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ติดจืด ติดขม เหมือนจะเจือจาง แต่เรียกว่า เป็นสารละลายที่มีคุณสมบัติที่ดี ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว แต่หากอยากให้มีรสเปรี้ยว อมหวาน ก่อนนำไปรับประทาน สามารถเติมน้ำผึ้งลงไป แล้วทิ้งไว้ 7 - 15 วัน นำมารับประทานจะได้รสชาดกลมกล่อมน่ารับประทานยิ่งขึ้น

--> ในกรณี การหมักสมุนไพร ก็มีระยะการหมักเช่นกัน แต่นอกจากจะได้สารอาหารต่าง ๆ แล้วยังได้สรรพคุณทางโอสภสาร ทำให้สมุนไพรออกฤทธิ์ในการรักษามากขึ้น แต่ไม่มีผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์จากน้ำยาง แต่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาที่หมักนานมากกว่า 6 ปี  และหมักขยายอีก 4 ปี จึงจะมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งกรดอะมิโน ไวตามิน เกลือแร่ และออกซิเจนจะออกฤทธิ์อยู่ในรูปสารละลาย และไม่มีผลข้างเคียง

ประโยชน์จากน้ำหมักชีวภาพ หรือน้ำพลังเอนไซม์บำบัดนั้น หากมีความเข้าใจในกระบวนการผลิต ทำให้สะอาด ใช้ของ และวัตถุดิบ ที่ดี ผลไม้ สะอาด สด และสุกง่อมได้ที  และใช้ระยะเวลาการหมักตาม ทฤษฏีการแตกตัวของอนุมูลสารอาหาร ก็จะได้ น้ำหมักชีวภาพ หรือน้ำพลังเอนไซม์ และส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ทำให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ โดยสารละลาย เอนไซม์ หรือน้ำพลังเอนไซม์บำบัด ที่ได้จากขบวนการหมักด้วยทฤษฏีการแตกตัวของอนุมูลสารอาหาร ดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นตัวลดการเผาผลาญเกินในร่างกาย ซึ่งก่อให้เกิด เซลล์ผิดปกติต่าง ๆ เช่น เซลล์เนื้องอก เซลล์มะเร็ง เซลล์ที่เกิดการรวมตัวแบบแยกส่วน (MCTD : MIXED CONNECTIVE TISSUE DESEASE) หรือ อาการภูมิแพ้ หรือแพ้ภูมิตนเองให้ลดลง และปรับฮอร์โมนให้ปกติ


--> ประโยชน์ของเอนไซม์โดยสรุป
1. ช่วยทำให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายดีขึ้น
2. ช่วยปรับความเป็นกรดด่างในร่างกาย
3. ช่วยให้เซลล์ได้รับสารอาหารต่าง ๆ อย่างสมดุล และฟื้นฟูเซลล์
4. ช่วยสลายสารพิษ และเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลดการติดเชื้อ และการเกิดโรคต่าง ๆ

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากหนังสือ การผลิตเอนไซม์เพื่อการบริโภค ของดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์