น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค หรือ น้ำพลังเอนไซม์บำบัด
คำว่า “
เอนไซม์” เป็นคำที่ นักวิทยาศาสตร์ ได้กำหนดขึ้น เมื่อได้พบ โปรตีนกลุ่มหนึ่ง มี่มีลักษณะของโครงสร้างโปรตีนที่มีสารวิตามิน แร่ธาตุ ออกซิเจน รวมอยู่ตลอดเวลา แม้จะทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว สารโปรตีนดังกล่าวยังคงแตกตัวต่อเนื่องแบบไม่รู้จบ และคงสภาวะปฏิกริยาตามความหนาแน่นของ อินทรียวัตถุในสารละลายเหล่านั้น นักวิทยาศาสตร์ จึงได้ บัญยัติ กลุ่มโปรตีนนั้นว่า "
เอนไซม์"
การผลิตหรือสร้าง "
เอนไซม์" หรือกลุ่มโปรตีนเฉพาะ ดังกล่าว เกิดจากการหมัก ซึ่งมีมาเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่สมัยพุทธกาลพบว่า
น้ำดองน้ำมูตรเน่าบริสุทธิ์ (หมักนานเกินกว่า 1 ปี) จะมี คุณสมบัติของ "
เอนไซม์ มากกว่า 8 ชนิดอยู่ และมีความสามารถทำงานอย่างต่อเนื่อง" จากผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ พบว่า ในสารละลาย น้ำดองน้ำมูตรเน่าบริสุทธิ์ (หมักนานเกินกว่า 1 ปี) มี กลุ่มของโปรตีนที่เรียกว่า
เอนไซม์ อยู่นั้นเอง
การทำน้ำหมักชีวภาพมาใช้บริโภคหรือเรียกว่า น้ำหมักเอนไซม์ชีวภาพ เป็นการนำผัก ผลไม้ มาหมัก ตาม
ทฤษฏีการแตกตัวของอนุมูลสารอาหาร ทำให้เกิดการซึมผ่านสารละลายต่าง ๆ ออกมาจากเซลล์พืช ซึ่งเป็นสารละลายของ
สารโปรตีน เอนไซม์ วิตามินเอ บี ซี ดี อี เค อะมิโนแอซิค (Amino acid) และ อะเซทิลโคเอ (Acetyl Coa) ที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบ 5 หมู่ ตามความต้องการของร่างกายในสภาวะฟื้นฟู และซ่อมแซมเซลล์
ระยะการหมัก ตามทฤษฏีการแตกตัวของอนุมูลสารอาหารจากการหมักผัก ผลไม้ กับน้ำผึ้ง จะแบ่งเป็น 4 ระยะ
การหมักในระยะเริ่มแรก ตั้งแต่ 0 - 1 ปี จะได้แอลกอฮอล์เป็นจำนวนมาก ดังนั้น น้ำหมักชีวภาพที่หมักในระยะสั้น ๆ ไม่ควรรับประทาน เพราะจะมีแอลกอฮอล์ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งน้ำหมักชีวภาพที่หมักระยะสั้น ที่ขายอยู่ตามท้องตลาด มักเป็นน้ำหมักชีวภาพที่อยู่ในสภาพเป็นแอลกอฮอล์ ดังนั้นเมื่อดื่มแล้วอาจมีอาการร้อนวูบวาบ มึนงง ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ตับ ไต กระเพาะอาหาร หัวใจ และตาได้
ระยะต่อมา ระยะที่สอง จะได้เป็นสารละลายทีมีกรดน้ำส้มสายชูอยู่จำนวนมาก ซึ่งมีรสเปรี้ยว ระยะนี้สามารถรับประทานได้ มีคุณสมบัติในการช่วยย่อยและปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกายได้ดี
ระยะที่สาม เป็นระยะที่เรียกว่า ยาธาตุ มีรสขม ระยะนี้ช่วยในการบำรุงร่างกาย ปรับสมดุลของร่างกายโดยรวม กระตุ้นความยากอาหารได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพร่างกาย ผู้มีอาการอ่อนเพลีย
ระยะสุดท้าย จะได้เป็น
น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด จะใช้ระยะเวลาการหมัก 4 ปีขึ้นไป และนำไปหมักขยายอีก 2 - 6 ปีขึ้นไป จนได้น้ำเอนไซม์ใส สีน้ำตาลอ่อน ๆ มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ติดจืด ติดขม เหมือนจะเจือจาง แต่เรียกว่า เป็นสารละลายที่มีคุณสมบัติที่ดี ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว แต่หากอยากให้มีรสเปรี้ยว อมหวาน ก่อนนำไปรับประทาน สามารถเติมน้ำผึ้งลงไป แล้วทิ้งไว้ 7 - 15 วัน นำมารับประทานจะได้รสชาดกลมกล่อมน่ารับประทานยิ่งขึ้น
-->
ในกรณี
การหมักสมุนไพร ก็มีระยะการหมักเช่นกัน แต่นอกจากจะได้สารอาหารต่าง ๆ แล้วยังได้สรรพคุณทางโอสภสาร ทำให้สมุนไพรออกฤทธิ์ในการรักษามากขึ้น แต่ไม่มีผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์จากน้ำยาง
แต่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาที่หมักนานมากกว่า 6 ปี และหมักขยายอีก 4 ปี จึงจะมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งกรดอะมิโน ไวตามิน เกลือแร่ และออกซิเจนจะออกฤทธิ์อยู่ในรูปสารละลาย และไม่มีผลข้างเคียง
ประโยชน์จากน้ำหมักชีวภาพ หรือน้ำพลังเอนไซม์บำบัดนั้น หากมีความเข้าใจในกระบวนการผลิต ทำให้สะอาด ใช้ของ และวัตถุดิบ ที่ดี ผลไม้ สะอาด สด และสุกง่อมได้ที และใช้ระยะเวลาการหมักตาม ทฤษฏีการแตกตัวของอนุมูลสารอาหาร ก็จะได้
น้ำหมักชีวภาพ หรือน้ำพลังเอนไซม์ และส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ทำให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ โดยสารละลาย
เอนไซม์ หรือ
น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ที่ได้จากขบวนการหมักด้วยทฤษฏีการแตกตัวของอนุมูลสารอาหาร ดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นตัวลดการเผาผลาญเกินในร่างกาย ซึ่งก่อให้เกิด เซลล์ผิดปกติต่าง ๆ เช่น เซลล์เนื้องอก เซลล์มะเร็ง เซลล์ที่เกิดการรวมตัวแบบแยกส่วน (MCTD : MIXED CONNECTIVE TISSUE DESEASE) หรือ อาการภูมิแพ้ หรือแพ้ภูมิตนเองให้ลดลง และปรับฮอร์โมนให้ปกติ
-->
ประโยชน์ของเอนไซม์โดยสรุป
1. ช่วยทำให้ระบบการย่อยและการขับถ่ายดีขึ้น
2. ช่วยปรับความเป็นกรดด่างในร่างกาย
3. ช่วยให้เซลล์ได้รับสารอาหารต่าง ๆ อย่างสมดุล และฟื้นฟูเซลล์
4. ช่วยสลายสารพิษ และเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลดการติดเชื้อ และการเกิดโรคต่าง ๆ
ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากหนังสือ การผลิตเอนไซม์เพื่อการบริโภค ของดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์