โรคเบาหวาน โรคที่พบมากที่สุดในมนุษย์ เป็นโรคที่เกิดจากภาวะความเสื่อมของร่างกาย ที่จัดอยู่ในกลุ่ม โรคเสื่อม แต่โรคเบาหวานบางประเภท เป็นโรคทางพันธุกรรม โดยมีการถ่ายทอดทางดีเอ็นเอ ซึ่งจะถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ต่อกันไปเป็นทอด ๆ รักษาไม่หาย แต่ควบคุมอาการของโรคได้ ขึ้นกับพฤติกรรม และความเสี่ยงของคุณ
โรคเบาหวาน ชนิดที่เกิดจากภาวะความเสื่อม แบ่งแยกออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
๑. ชนิดตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ และ
๒. ชนิดตับอ่อนสร้างอินซูลินมากเกินไป
ซึ่ง อินซูลิน คือฮอร์โมนที่สร้างมาจากตับอ่อน ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นกลูโคส และเปลี่ยนกลูโคสไปเป็นไกลโคเจน และถ้าร่างกายมีไกลโคเจนมาก ก็จะเปลี่ยนเป็นไขมัน ร่างกายคนเราโดยปกติ จะสามารถย่อยอาหารจำพวกแป้ง ข้าว น้ำตาลได้ แต่ด้วยภาวะปัจจุบัน มีการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง เอนไซม์ในอาหารจะถูกทำลายไป ทำให้อาหารย่อยยากขึ้น เมื่อย่อยยากก็เกิดการสะสมของอาหารในร่างกาย เมื่อสะสมของอาหารจำพวกน้ำตาลในเส้นเลือดมาก ร่างกายก็หลั่งอินซูลินมาก เมื่อตับอ่อนผลิตอินซูลินส่งไปยังกระแสเลือด และมีการนำน้ำตาลไปเก็บมากเกิน จึงทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำตาล เมื่อขาดน้ำตาลเราก็จะเพลีย เราจะกินเพิ่มขึ้น เกิดพฤติกรรมการกินจุกจิก ทำให้เกิดวัฏจักรน้ำตาลในเลือดสูงอย่างนี้ตลอด ส่งผลให้ตับอ่อนทำงานหนักตลอดเวลา จนตับอ่อนอ่อนแอ และหมดสภาพ ไม่สามารถทำงานได้ จึงเกิดภาวะไม่สามารถทำงาน สร้างอินซูลินได้ อีก ก็ทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดสูงขึ้น และเกิดภาวะกระทบกับอวัยวะอื่น ๆ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในที่สุด
การกินเอนไซม์เสริม เป็นการช่วยย่อยอาหารที่เรากิน โดยเฉพาะเอนไซม์ที่ช่วยย่อยน้ำตาล และไขมัน ในเส้นเลือด ช่วยให้ตับอ่อนไม่ทำงานหนัก ช่วยในตับอ่อนพักผ่อน และฟื้นฟูตัวเอง จนมันสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง
หากจะถามว่า ….. เอนไซม์สามารถลดเบาหวานได้หรือไม่?
นักธรรมชาติบำบัด หรือแพทย์องค์รวม ก็จะถามกลับคุณว่า คุณเป็นเบาหวานชนิดไหน
ถ้าคุณเป็นเบาหวานชนิดที่เกิดจากภาวะความเสื่อม ทางการแพทย์จะพบกว่า ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีเอนไซม์ อะไมเสล ในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยน้ำตาล ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การเสริมเอนไซม์ จึงพบว่า ช่วยทำให้ปริมาณระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง โดยพบว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่ใช้ต้องอินซูลิน แสดงว่าการเสริมเอนไซม์ มีส่วนช่วยในการสลายน้ำตาลในเลือดได้ มีการศึกษาอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจโดยพบว่า การกินแป้งที่ผ่านความร้อนมาแล้ว จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในครึ่งชั่วโมง หลังจากการย่อยสลาย และหลังจาก 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเลือดจะตกลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการเมื่อยตามร่างกายกระสับกระส่าย และเกิดอาการเฉื่อยชา ตรงกันข้ามกับการกินแป้งดิบ ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มและลดเพียงเล็กน้อย ระดับเมตาบอลิซึมและการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยก็เป็นปกติ
ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานสามารถลดการใช้อินซูลินได้โดยการกินอาหารสด หรือรับประทานเอนไซม์เสริมก่อนอาหารทุกมื้อ เพื่อช่วยร่างกายหรือตับอ่อนได้พักฟื้นตัวเอง เพื่อจะกลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง
แล้ว โรคเบาหวาน ชนิดที่น้ำตาลในเลือดต่ำล่ะ เอนไซม์สามารถรักษาโรคน้ำตาลในเลือดต่ำได้หรือไม่ ?
มีรายงานทางการแพทย์ พบว่าชาวอเมริการ้อยล้านคน ป่วยเป็นโรคน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย หดหู่ และเฉื่อยชา อันเป็นผลมาจากการที่สมองต้องการน้ำตาลเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ขึ้นกับระบบต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ได้แก่ต่อม Pituitary ต่อมไทรอยด์และตับอ่อน อินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะลดปริมาณของกลูโคสในเลือดโดยส่งกลูโคสเข้าสู่เซลล์ และสาร glucagon ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากตับอ่อนจะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเมื่อมีระดับต่ำลง ส่วนต่อมไทรอยด์จะหลั่งสาร thyroxin ควบคุมเมตาบอลิซึมของเซลล์และการใช้ออกซิเจนสำหรับสร้างพลังงาน ต่อมไร้ท่อทั้งหมดนี้จะถูกควบคุมโดยต่อม pituitary ซึ่งจะถูกควบคุมอีกทีโดยสมองส่วน hypothalamus สมองส่วนนี้จะได้รับข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านทางระบบประสาท เมื่อร่างกายมีปริมาณเอนไซม์ไม่เพียงพอเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ต่อม pituitary และอวัยวะอื่นๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย การรับประทานเอนไซม์เสริมเข้าไปนั้น ก็จะช่วยรักษาระดับของกลูโคสให้คงที่ได้ เช่นกัน
ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในการเสริมเอนไซม์ Multi Fruit Enzyme คือ ปริมาณที่เหมาะสมของเอนไซม์ในการรับประทาน ควรทานแบบเจือจาง (1 – 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร ) เพื่อให้ดูดซึมได้ง่าย และไม่ไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป และควรรับประทานก่อนอาหาร ขณะท้องว่าง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมเอนไซม์เข้ากระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว