google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

24 กรกฎาคม 2554

เบาหวานกับการดูแลสุขภาพด้วยเอนไซม์

โรคเบาหวาน โรคที่พบมากที่สุดในมนุษย์ เป็นโรคที่เกิดจากภาวะความเสื่อมของร่างกาย ที่จัดอยู่ในกลุ่ม โรคเสื่อม  แต่โรคเบาหวานบางประเภท เป็นโรคทางพันธุกรรม โดยมีการถ่ายทอดทางดีเอ็นเอ ซึ่งจะถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ต่อกันไปเป็นทอด ๆ รักษาไม่หาย แต่ควบคุมอาการของโรคได้ ขึ้นกับพฤติกรรม และความเสี่ยงของคุณ

โรคเบาหวาน ชนิดที่เกิดจากภาวะความเสื่อม  แบ่งแยกออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

๑. ชนิดตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ และ

๒. ชนิดตับอ่อนสร้างอินซูลินมากเกินไป

12ซึ่ง อินซูลิน คือฮอร์โมนที่สร้างมาจากตับอ่อน  ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นกลูโคส และเปลี่ยนกลูโคสไปเป็นไกลโคเจน  และถ้าร่างกายมีไกลโคเจนมาก  ก็จะเปลี่ยนเป็นไขมัน ร่างกายคนเราโดยปกติ จะสามารถย่อยอาหารจำพวกแป้ง ข้าว น้ำตาลได้ แต่ด้วยภาวะปัจจุบัน มีการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง เอนไซม์ในอาหารจะถูกทำลายไป ทำให้อาหารย่อยยากขึ้น เมื่อย่อยยากก็เกิดการสะสมของอาหารในร่างกาย เมื่อสะสมของอาหารจำพวกน้ำตาลในเส้นเลือดมาก ร่างกายก็หลั่งอินซูลินมาก เมื่อตับอ่อนผลิตอินซูลินส่งไปยังกระแสเลือด และมีการนำน้ำตาลไปเก็บมากเกิน จึงทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำตาล  เมื่อขาดน้ำตาลเราก็จะเพลีย เราจะกินเพิ่มขึ้น เกิดพฤติกรรมการกินจุกจิก ทำให้เกิดวัฏจักรน้ำตาลในเลือดสูงอย่างนี้ตลอด ส่งผลให้ตับอ่อนทำงานหนักตลอดเวลา จนตับอ่อนอ่อนแอ และหมดสภาพ ไม่สามารถทำงานได้ จึงเกิดภาวะไม่สามารถทำงาน สร้างอินซูลินได้ อีก ก็ทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดสูงขึ้น และเกิดภาวะกระทบกับอวัยวะอื่น ๆ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในที่สุด

 
การกินเอนไซม์เสริม เป็นการช่วยย่อยอาหารที่เรากิน โดยเฉพาะเอนไซม์ที่ช่วยย่อยน้ำตาล และไขมัน ในเส้นเลือด ช่วยให้ตับอ่อนไม่ทำงานหนัก  ช่วยในตับอ่อนพักผ่อน และฟื้นฟูตัวเอง จนมันสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง 11

หากจะถามว่า ….. เอนไซม์สามารถลดเบาหวานได้หรือไม่?

นักธรรมชาติบำบัด หรือแพทย์องค์รวม ก็จะถามกลับคุณว่า คุณเป็นเบาหวานชนิดไหน

ถ้าคุณเป็นเบาหวานชนิดที่เกิดจากภาวะความเสื่อม ทางการแพทย์จะพบกว่า ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีเอนไซม์ อะไมเสล ในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยน้ำตาล   ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การเสริมเอนไซม์ จึงพบว่า ช่วยทำให้ปริมาณระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง โดยพบว่า  50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่ใช้ต้องอินซูลิน แสดงว่าการเสริมเอนไซม์ มีส่วนช่วยในการสลายน้ำตาลในเลือดได้ มีการศึกษาอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจโดยพบว่า การกินแป้งที่ผ่านความร้อนมาแล้ว จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในครึ่งชั่วโมง หลังจากการย่อยสลาย และหลังจาก 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเลือดจะตกลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการเมื่อยตามร่างกายกระสับกระส่าย และเกิดอาการเฉื่อยชา ตรงกันข้ามกับการกินแป้งดิบ ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มและลดเพียงเล็กน้อย ระดับเมตาบอลิซึมและการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยก็เป็นปกติ

ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานสามารถลดการใช้อินซูลินได้โดยการกินอาหารสด หรือรับประทานเอนไซม์เสริมก่อนอาหารทุกมื้อ เพื่อช่วยร่างกายหรือตับอ่อนได้พักฟื้นตัวเอง เพื่อจะกลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง 

แล้ว โรคเบาหวาน ชนิดที่น้ำตาลในเลือดต่ำล่ะ เอนไซม์สามารถรักษาโรคน้ำตาลในเลือดต่ำได้หรือไม่ ?

มีรายงานทางการแพทย์ พบว่าชาวอเมริการ้อยล้านคน ป่วยเป็นโรคน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย หดหู่ และเฉื่อยชา อันเป็นผลมาจากการที่สมองต้องการน้ำตาลเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ขึ้นกับระบบต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ได้แก่ต่อม Pituitary ต่อมไทรอยด์และตับอ่อน อินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะลดปริมาณของกลูโคสในเลือดโดยส่งกลูโคสเข้าสู่เซลล์ และสาร glucagon ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากตับอ่อนจะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเมื่อมีระดับต่ำลง ส่วนต่อมไทรอยด์จะหลั่งสาร thyroxin ควบคุมเมตาบอลิซึมของเซลล์และการใช้ออกซิเจนสำหรับสร้างพลังงาน ต่อมไร้ท่อทั้งหมดนี้จะถูกควบคุมโดยต่อม pituitary ซึ่งจะถูกควบคุมอีกทีโดยสมองส่วน hypothalamus สมองส่วนนี้จะได้รับข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านทางระบบประสาท เมื่อร่างกายมีปริมาณเอนไซม์ไม่เพียงพอเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ต่อม pituitary และอวัยวะอื่นๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย การรับประทานเอนไซม์เสริมเข้าไปนั้น ก็จะช่วยรักษาระดับของกลูโคสให้คงที่ได้ เช่นกัน 

ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในการเสริมเอนไซม์ Multi Fruit Enzyme คือ ปริมาณที่เหมาะสมของเอนไซม์ในการรับประทาน ควรทานแบบเจือจาง (1 – 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร ) เพื่อให้ดูดซึมได้ง่าย และไม่ไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป และควรรับประทานก่อนอาหาร ขณะท้องว่าง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมเอนไซม์เข้ากระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว

9 กรกฎาคม 2554

ครีมกระชับปรับสภาพผิวหน้า (DSC Whitening and Anti-aging)

ครีมกระชับปรับสภาพผิวหน้า DSC Whitening and Anti-aging  เป็นครีมบำรุงที่ผ่านการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (อ.ย.) เรียบร้อยแล้ว เป็นครีมเพื่อการปรนนิบัติผิวหน้า ซึ่งเนื้อครีมมีขนาดเล็ก (NaNo Technology) ซึมซาบเข้าสู่ผิวล้ำลึก ให้มีความชุ่มชื้น ช่วยต่อต้าน ริ้วรอยแห่งวัย ยกกระชับผิวหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ ดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น ด้วยคุณสมบัติของสารสกัดสมุนไพรที่สำคัญ อาทิ ว่านหางจระเข้ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว สารสกัดขมิ้นชัน ช่วยให้ผิวขาวขึ้น DSC เพื่อผิวขาวเนียนและสดใส อ่อนวัยตามต้องการ และปลอดภัยปราศจากสารเคมีอันตราย


whitening cream


ส่วนประกอบ ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera Extract), สารสกัดขมิ้น (Turmeric Extract),สารสกัดไพล (Zingiber cussumuna Extract), สารสกัดขิง (Ginger extract), คลอลาเจน (Collagen), กรดอะมิโนจากธรรมชาติ (Natural amino acid)
ขนาดบรรจุ 20 กรัม

ราคา 599 บาท (โปรดเช็ก Promotion ก่อนสั่งซื้อ)


วิธีใช้ : ทาบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้า ตอนเช้าและก่อนนอน

แนะนำใช้คู่กับ ครีมบัวหิมะ และ ครีมกั้นแดด เพื่อใบหน้าที่เนียน ขาว ใส อ่อนเยาว์ ตามวัย

จุดเด่นของครีมกระชับปรับสภาพผิวหน้า DSC Whitening and Anti aging
1. เนื้อครีมละเอียด บางเบา ซึมซับได้ง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ
2. ผลิตจากสมุนไพรไทยนานาชนิด ปราศจากสารเคมีเป็นอันตราย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือระคายเคือง
3. ลดริ้วรอย และจุดด่างดำ อย่างได้ผล ผู้ใจพึงพอใช้ได้ 92%

3 กรกฎาคม 2554

ประโยชน์ของน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ต่าง ๆ

ในผัก และผลไม้ มีวิตามิน เกลือแร่ เอนไซม์ ที่เหมือนและแตกต่างกัน ทั้งชนิด และปริมาณ การนำผัก หรือ ผลไม้ ชนิดต่าง ๆ มาหมัก ควรหมักแย่งกัน เป็นชนิด ๆ เนื่องจาก ระยะเวลาในการย่อยสลาย ของผัก และผลไม้ ต่างกัน ก็ต่างเวลากัน หรือกระทั้ง ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา หรือโภชนาการของผัก ผลไม้ ต่างกัน ก็อาจมีฤทธิ์ต่างกัน อาจจะเสริมฤทธิ์กัน หรือ ต้านฤทธิกันก็ได้ ดังนั้น หากเรามีความรู้ทางเภสัชวิทยา ไม่เพียงพอ เราควรนำ ผัก ผลไม้ มาแยกหมัก เพื่อให้กระบวนการหมักเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพดี
และหลังจากการหมักที่สมบูรณ์แล้ว เราสามารถนำน้ำหมักเอนไซม์จากผักและผลไม้นั้น มาผสมรวมกันในอัตรส่วนตามความต้องการ ได้ โดยนำมาผสมรวมกัน แล้วเติมน้ำผึ้ง และน้ำ ลงไปในอัตราส่วนด้งนี้
เอนไซม์ (หัวเชื้อ) ผสม ๑ ส่วน (เอนไซม์หัวเชื้อ ที่หมักเองควรมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑ ปี ยิ่งอายุการหมักนานยิ่งมีคุณภาพดี)


น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ ๑ ส่วน
และน้ำ ๑๐ ส่วน
หมักไปอีก  ๖ ถึง ๑๒ เดือน (ยิ่งหมักไว้นานปี ก็ยิ่งมีคุณค่าเพิ่มขึ้น) และหากอยากให้เข้มข้น ก็ให้เติมน้ำผึ้งทุก 6 เดือน แล้วหมักไปเรื่อย ๆ ก็ได้
จึงนำมารับประทานในอัตราส่วน ๑ ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ ๒๕๐ ซีซี (๑ แก้วน้ำ)
IMG_9485
น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ต่างกัน จะให้เกลือแร่ วิตามิน และเอนไซม์ในปริมาณต่าง ๆ กัน ตลอดจนคุณค่าทางเภสัชวิทยาต่างกัน เรานำตัวอย่างของ น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ต่าง ๆ มาให้อ่านกัน เป็นตัวอย่าง ดังนี้ (ตัวอย่างเหล่านี้ หมักจากผลไม้ น้ำผึ้งความชื้นต่ำ และน้ำ ในอัตราส่วน 1 : 1 : 10 สูตรของดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงค์)
๑. น้ำหมักเอนไซม์จากมะเขือเทศ (สุก) มีสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะ วิตามินเอ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน สร้างกล้ามเนื้อ ฮอร์โมน ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง มีวิตามินบี๑  และวิตามินซีสูง
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์มะเขือเทศ คือ ช่วยในการย่อยอาหาร บำรุงผิวพรรณ คลายความเครียด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมัน ป้องกันหวัด โรคกระดูกพรุน อาการนอนไม่หลับ จึงเหมาะกับ ผู้ป่วย โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน โรคนอนไม่หลับ เป็นต้น
๒. น้ำหมักเอนไซม์จากมะระ มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย มีรสขม อุดมไปด้วยกรดอะมิโน วิตามินเอ วิตามินซี
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์มะระ คือ ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ดับร้อน ถอนพิษไข้ ลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้ปวดตา อาการปากเปื่อย แผลเปื่อย เหมาะกับผู้เป็นโรคผิวหนัง โรคเบาหวาน เป็นต้น
๓. น้ำหมักเอนไซม์จากแตงโม (รวมเปลือก) มีสารอาหารประเภทวิตามินบี ๑ บี๒ และวิตามินซีสูง
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์แตงโม คือ ช่วยลดอาการติดเชื้อ ทำให้เจริญอาหาร ล้างพิษ ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ ล้างไตให้สะอาด ช่วยย่อยอาหาร บำรุงกระดูก และฟัน ลดความดันโลหิต จะเหมาะกับผู้ป่วย โรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
น้ำหมักเอนไซม์จากแอปเปิล (รวมเปลือก) ทั้งแอปเปิลเขียว และแอปเปิลแดง ไม่ต่างกันมากนัก ต่างกันแค่ปริมาณของสารอาหารบางชนิด ในแอปเปิล มีกำมะถัน แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม โซเดียมคลอไรด์ แมงกานีส วิตามินเอ วิตามินบี๑ บี๒ และบี๖ สูง (เนื่องจากมีสารอาหารมาก บ้านรักษ์สุขภาพ จึงนิยมใช้ในการนำมาสอนหมัก เพราะเป็นผลไม้ที่มีเนื้ออ่อน ย่อยสลายได้ง่าย และให้สารอาหารมาก สามารถหมักแล้วดื่มเพื่อสุขภาพได้ผลดี)
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์แอปเปิล คือ ช่วยปรับสมดุลของระบบการย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องร่วง ท้องเสีย เป็นยาระบายอ่อน ๆ ปรับสมดุลของเกลือแร่ในผู้ป่วยโรคไต ลดริ้วรอยด่างดำปัญหาผิวพรรณต่าง ๆ ได้ดี ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงตับ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการหืด บำรุงกระดูกและฟัน ลดความเสื่ยงในการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอด และลำไส้ จะเหมาะกับผู้ป่วย ทุกโรค โดยเฉพาะ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคมะเร็ง โรคผิวหนัง เป็นต้น
ตัวอย่างคราว ๆ แค่ ๔ ตัวอย่าง หากอยากรู้เพิ่มเติม แนะนำให้หาหนังสือเกี่ยวกับประโยชน์ของผลไม้ ผัก มาอ่าน ก็จะเป็นการดี ก่อนเลือกผลไม้มาหมัก จะได้รู้ถึงจุดมุ่งหมายที่ต้องการ
ก่อนหมักผลไม้แนะนำให้เลือกผลไม้ ที่สด สะอาด และออกตามฤดูกาล จะได้สารอาหารที่ดี ปลอดภัย และมั่นใจได้แน่นอน