google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

27 ตุลาคม 2553

อาหารตามหลักแพทย์แผนจีน

ตามศาสตร์การดูแลสุขภาพของแพทย์แผนจีน กล่าวไว้ว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุ หยิน (เย็น) และหยาง (ร้อน) จึงต้องอยู่กันอย่างสมดุล ร่างกายจึงจะมีสุขภาพที่ดี

ถ้ารู้จักเลือกกินอาหารที่เข้ากัน ระบบต่างๆ ในร่างกายก็จะทำหน้าที่ได้เต็มที่ สามารถดูดซึมอาหาร เผาผลาญ และขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อความสมดุลของร่างกายและจิตใจ

อาหารประเภทแป้ง

  • ห้ามกินกับน้ำตาล เพราะน้ำตาลจะไปป้องกันการผลิตเอนไซม์ไทอะลิน ที่ทำหน้าที่ย่อยแป้ง
  • ห้ามกินกับอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจำพวกผลไม้รสเปรี้ยว เพราะความเป็นกรดจะไปขัดขวางการหลั่งเอนไซม์ไทอะลิน

อาหารประเภทโปรตีน

  • ห้ามกินกับไขมัน หรือน้ำตาลมาก ๆ เพราะโปรตีนจะไปทำให้ระบบการดูดซึมน้ำตาลช้าลง และไขมันจะไปขัดขวางการย่อยโปรตีน
  • ห้ามกินกับกรดจำพวกผลไม้รสเปรี้ยวในมื้อเดียวกัน เพราะ กรดจะไปกำจัดการหลั่งของน้ำย่อยเป๊ปซิน ซึ่งทำหน้าที่ย่อยโปรตีน
  • ห้ามกินร่วมกับแป้ง เพราะมีความเป็นกรดด่างต่างกันมาก จะไปขัดขวางการย่อยของกัน

หากจำเป็นต้องทานร่วมกันในมื้อเดียว ให้เว้นระยะการรับประทานอย่างน้อย 30 นาที หรือลดความเข้มข้น ใส่แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากอาหารที่ไม่ควรรับประทานร่วมกันแล้ว อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนมาก ก็ไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกด้วย แต่หากคุณต้องทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน คุณก็ควรทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเข้าไปช่วยในการปรับฤทธิ์ด้วย เพื่อให้ร่างกายสมดุลกัน ตามหลักของหยินและหยาง

อาหารที่มีฤทธิ์ร้อน ล้วนเป็นอาหารที่ผ่านการปรุงแต่ง มีรสเค็มจัด เปรี้ยวจัด มันจัด เผ็ดจัด ฝาดจัด และขมจัด หรืออาหารที่ผ่านความร้อนเป็นเวลานาน  เช่น ทอด ย่าง ต้ม ตุ๋น หลาย ๆ ครั้ง หรือเอามาอุ่นแล้ว อุ่นอีก

ตัวอย่างวัตถุดิบที่มีฤทธิ์ร้อน

ผลไม้ฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ฝรั่ง ขนุนสุก ลิ้นจี่ เงาะ ลำไย ทุเรียน น้อยหน่า สละ ส้มเขียวหวาน กล้วยไข่ กล้วยหอม มะตูม ละมุด กล้วยปิ้ง เสาวรส มะเฟือง มะปราง มะขามหวาน สมอพิเภก มะม่วงสุก ลูกยอ กระเจี๊ยบแดง ระกำ มะละกอสุก องุ่น เป็นต้น

ผักฤทธิ์ร้อน ได้แก่ กระชาย กะเพรา ยี่หร่า โหระพา พริก แมงลัก ต้นหอม หอมใหญ่ หอมแดง กระเทียม ผักชี พริกไทย ขิง ข่า ขมิ้น ไพล ใบมะกรูด ตะไคร้ คะน้า แครอท บีทรูท กะหล่ำปลี ดสมจีน ลูกตำลึง กระเฉด เม็ดบัว ถั่วพู เป็นต้น

โปรตีนที่มีฤทธิ์ร้อน ได้แก่ เนื้อ นม ไข่ เห็ดโคน เห็นหอม ถั่วดำ ถั่วลิสง เต้าเจี้ยว โยเกิร์ต น้ำปลา

ไขมันทุกชนิดมีฤทธิ์ร้อนทั้งนั้น

การปรุงอาหารให้ได้ฤทธิ์เย็น เพื่อแก้สภาวะร้อนเกินในร่างกาย คือ การใช้วัตถุดิบ ที่มีฤทธิ์ร้อนไม่เกิน 30% ของอาหารทั้งหมด รวมทั้งการใช้ไฟก็ใช้ไฟกลาง ปรุงแค่สุก ไม่ต้องให้มากเกินไป ตลอดจนปรุงรวมกับวัตถุดิบที่มีฤทธิ์เย็น หรือทานร่วมกับผัก ผลไม้ และโปรตีนที่มีฤทธิ์เย็น

ตัวอย่างวัตถุดิบที่มีฤทธิ์เย็น

ผลไม้ฤทธิ์เย็น ได้แก่ มังคุด แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ ส้มเกลี้ยง กล้วยน้ำว้าห่าม กล้วยหักมุก แก้วมังกร กระท้อน ลูกหยี เชอร์รี่ไทย สมอไทย ชมพู่ มะยม มะขวิด มะละกอดิบ มะม่วงดิบ มะม่วงห่าม มะขามดิบ หมากเม่า น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว ลูกท้อ แอปเปิ้ล สาลี่ สตอร์เบอรี่ ทับทิมขาว เป็นต้น

ผักฤทธิ์เย็น ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวานบ้าน บวบ ฟัก แฟง มะละกอดิบ พญายอ ก้านกล้วย กล้วยดิบ ยอดฟักข้าว ยอดฟักแม้ว หญ้าปักกิ่ง กะหล่ำดอก มะเขือเทศ ถั่วงอก มะรุม ว่านหางจระเข้ ย่านาง ฮว่านง็อก ย่านางขวาว ผักติ้ว มังกรหยก ดอกฟักทอง ฟักทองอ่อน ดอกแค ใบมะยม ส้มกบ ข้าวโพดอ่อน ใบมะขาม ใบส้มป่อย ส้มเสี้ยว ผักกาดแก้ว ผักเครส ผักวอเตอร์เครส ถั่วงอกทุกชนิด

โปรตีนฤทธิ์เย็น ได้แก่ ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดลม เห็ตาโล่ เห็ดตีนตุ๊กแก

คาร์โบไฮเดรตฤทธิ์เย็น ได้แก่ น้ำตาล ข้าวขาว เส้นขาว วุ้นเส้น เป็นต้น ส่วนข้าวกล้องเป็นข้าวที่มีสารอาหารมาก แต่มีฤทธิ์ร้อน ให้กินผสมกับข้าวกล้องเหลือง หรือข้าวซ้อมมือที่มีฤทธิ์กลางถึงเย็น

หากคุณเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารและวัตถุดิบแต่ละชนิดที่นำมาปรุงอาหาร หรือที่คุณรับประทานเข้าไปว่ามีฤทธิ์ส่งผลต่อร่างกาย ร้อน หรือ เย็น จะทำให้คุณสามารถปรับสมดุลภายในร่างกายได้ เพื่อดูแลสุขภาพของคุณ

หากคุณรู้ว่า วันนี้คุณทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนมากไป คุณก็ควรหาอาหารฤทธิ์เย็นทานเพื่อปรับสมดุล หรือคุณทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเข้าไปมากเกิน คุณก็ควรดื่มหรือทานอาหารฤทธิ์ร้อนเข้าไปเพื่อให้สมดุล เมื่อคุณปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว ร่างกายคุณก็จะแข็งแรง ปราศจากโรคภัย

6 ตุลาคม 2553

หลักการดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเพื่อสุขภาพ

เครื่องดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด 

เป็นเครื่องดื่มสำหรับป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ มิใช่ยา ไม่สามารถใช้รักษาโรคได้ แต่สามารถฟื้นฟูเซลล์อวัยวะต่าง ๆ และร่างกาย รวมถึงภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ร่างกายบำบัดรักษาตนเองได้ ในแนวของธรรมชาติบำบัด

การดื่มน้ำพลังเอนไซม์ เพื่อบำบัด หรือ ฟื้นฟูสุขภาพ ตามหลักของชมรมบ้าน(รักษ์)สุขภาพ ต้องเริ่มต้นที่ 
  1. พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิต มาใช้ตามหลัก หลักบทบัญญัติ  10 ประการ

  2. มีความตั้งใจจริง ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และมีความเพียร ในการปฏิบัติตามคำแนะนำ

  3. มีความอดทน และพร้อมจะเรียนรู้รับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดขึ้น เพราะน้ำพลังเอนไซม์บำบัดในช่วงที่เข้าไปกระตุ้นการขับพิษของเซลล์ มักจะมีอาการข้างเคียง ซึ่งไม่ควรตื่นตกใจ ให้ติดต่อสอบถามผู้รู้ หรือดื่มต่อไปเพื่อเร่งการขับสารพิษให้ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด

  4. ดื่มน้ำพลังเอนไซม์ตามฉลาก หรือตามหลักการดื่มเฉพาะโรคที่สอบถามจากผู้รู้ของชมรม พร้อมเสริมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่่อร่างกายให้เพียงพอ

  5. ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 3 ลิตร ตามหลัก พลังน้ำบำบัด
หลักง่าย ๆ สำหรับผู้ดื่มเพื่อป้องกันสุขภาพ ยังไม่เจ็บป่วย
  1. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำดื่ม 250 มิลลิลิตร ดื่มก่อนอาหาร 30 -60 นาที เพื่อปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกาย เพิ่มภูมิต้านทาน และฟื้นฟูสุขภาพ (ดื่ม เช้า กลางวัน เย็น)

  2. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมในกับข้าวหรืออาหารก่อนรับประทาน 30 นาที ช่วยให้เจริญอาหาร ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสารพิษในอาหาร

  3. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำดื่ม 250 มิลลิลิตร ดื่มหลังอาหาร 30 นาที ช่วยในการย่อย ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยลดน้ำหนัก (ดื่ม เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน)

  4. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น สามารถหยดใส่น้ำดื่มได้ตลอดทั้งวัน สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันสูง เพื่อเร่งในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะความดันต่ำ เนื่องจากสารอาหารไม่เพียงพอ ไม่ควรดื่มด้วยวิธีนี้
ปล. หากต้องการคำแนะนำในการดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อจุดประสงค์ฟื้นฟูสุขภาพ หรือบำบัดรักษาโรคใด ๆ กรุณาแจ้ง เพื่อจะได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง

สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณตู๋ ไลน์ @qwd5997q