google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

30 ธันวาคม 2556

54 ประโยชน์ของน้ำผึ้งแท้

ประโยชน์ของน้ำผึ้งแท้ 54 ประการ

น้ำผึ้งแท้ หรือ น้ำผึ้งที่ได้จากรังผึ้งแท้ ๆ ไม่มีการผสม แต่งกลิ่น แต่งสีโดยมนุษย์ น้ำผึ้งแท้ จะมีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ผึ้งนำน้ำหวานมาสะสมเป็นน้ำผึ้งในรังผึ้ง....

น้ำผึ้งดอกไม้ป่า เป็นน้ำผึ้งที่เกิดจากน้ำหวานของดอกไม้นานาชนิดในสวนป่า อาทิเช่น ดอกสาบเสือ ดอกหญ้า ดอกประดู่ เป็นต้น น้ำผึ้งดอกไม้ป่าจะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้นานาพันธุ์ และอุดมไปด้วยเอนไซม์ น้ำตาลฟรุกโทส น้ำตาลกลูโคส กรดอะมิโน และแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม สังกะสี เหล็ก เป็นต้น

การเก็บเกี่ยว น้ำผึ้งในแต่ละเดือน แต่ละฤดู จะทำให้ได้น้ำผึ้งที่มีสี สรร ความข้น ความเหลว กลิ่น รส แตกต่างกัน ขึ้นกับ ช่วงเวลาในการบานของดอกไม้แต่ละชนิด และความชื้นในอากาศ ดังนั้น เพื่อให้ได้น้ำผึ้งแท้ ที่มีมาตรฐาน จึงมีการควบคุมความชื้น หรือปริมาณน้ำสะสมในน้ำผึ้ง โดยในท้องตลาดควบคุมอยู่ที่ ความชื้นไม่เกิน 20 % ส่วนที่นำไปทำยา เครื่องสำอาง ความชื้นไม่เกิน 18%

ยิ่งมีความชื้นน้อย การเก็บรักษา การคงสภาพของน้ำผึ้งจะดีขึ้น เก็บได้นาน มีสรรพคุณ และคุณค่าสูงกว่าน้ำผึ้งที่มีความชื้นสุง ๆ
-->
ประโยชน์ 54 ประการของน้ำผึ้งแท้
  1. ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย เนื่องจากมีน้ำตาลฟรูกโทส กลูโคส กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และเอนไซม์ ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว หากมีอาการอ่อนเพลีย ให้ผสมน้ำผึ้งกับน้ำอุ่น ๆ สักแก้วดื่ม จะช่วยให้สดชื่นอย่างรวดเร็ว
  2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ เอนไซม์ และฮอร์โมน ช่วยในการจับสารอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์แข็งแรง
  3. ช่วยลดและป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย เพราะมีฮอร์โมน และเอนไซม์ ช่วยฟื้นฟูเซลล์
  4. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ดูมีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติ
  5. พอกหน้าด้วยน้ำผึ้งช่วยบำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ชุ่มชื่นและนุ่มนวล หลังล้างหน้าเสร็จให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วยำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
  6. ช่วยบำรุงรักษาผิวหน้าที่แห้งแตกลอกเป็นขุย ด้วยการนำไข่แดง 1 ฟองผสมกับน้ำผึ้งผสม 1 ช้อน คนให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก
  7. ช่วยบำรุงสมอง ช่วยในเรื่องของความจำ
  8. ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV และช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวหนัง สามารถผสมในเครื่องสำอาง ช่วยเก็บกักความชื้นไว้บนผิวหนัง
  9. ช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มสวยเงางาม หลังสระผมเสร็จให้นำน้ำผึ้งผสมกับน้ำมะกอกหรือน้ำมันอัลมอนด์อย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ นำมาชโลมให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 5 - 10 นาทีแล้วล้างออก
  10. ช่วยบำรุงเสียงให้ใส ลดอาการเจ็บคอ ผสมน้ำผึ้งกับน้ำมะนาว จิบแก้ไอ แก้เจ็บคอ
  11. ช่วยลดสิวเสี้ยน สิวอุดตันบนใบหน้า หลังล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเสร็จแล้ว ให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วยำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
  12. นิยมนำมาใช่ผสมในเครื่องต่างๆมากมาย เช่น นม ชา กาแฟ โยเกิร์ต น้ำมะนาว น้ำพลังเอนไซม์บำบัด หรือแม้กระทั่งเบียร์หรือไวน์
  13. นำมาใช้เป็นส่วนผสมในขนมหวานต่างๆ หรือผลิตภัณฑ์ธัญญพืชต่างๆ
  14. ใช้น้ำผึ้งแทนสารกันบูดในน้ำสลัด ซึ่งจะทำให้น้ำสลัดไม่เสียและเก็บได้นานถึง 9 เดือน
  15. น้ำผึ้งสามารถนำแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆได้อย่างหลากหลายเช่น มาส์กหน้า สบู่ เจลล้างหน้า สครับ เป็นต้น
  16. เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการ
  17. ช่วยให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงต้านทานโรคต่างๆได้ดี
  18. ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตในวัยเด็ก เด็ก ๆ สามารถทานน้ำผึ้งวันละ 1 ช้อนโต๊ะ ตอนเช้าทุกวันช่วยให้เจริญอาหาร ร่างกายแข็งแรง
  19. ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย เป็นอาหารสำรอง หากเบื่ออาหาร ทานอาหารไม่ลง ให้ทานน้ำผึ้งผสมลงในน้ำข้าวได้
  20. ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจากการทำงานหรือเล่นกีฬา
  21. ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของผู้ป่วยในระยะพักฟื้น หรือผู้สูงอายุ สามารถทานน้ำผึ้งได้ ไม่ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน
  22. ช่วยบรรเทาอาการของโรคต่างๆให้ดีขึ้น เป็นยาในตำรับยาหลาย ๆ ตำรับ
  23. ช่วยในควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วน เนื่องจากเป็น น้ำตาลที่ร่างกายย่อยสลายได้เร็ว
  24. ช่วยบำรุงเลือดในร่างกาย ด้วยการใช้น้ำผึ้งครึ่งช้อนโต๊ะใส่แก้ว แล้วบีบมะนาว ๅ ซีก ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วเติมน้ำร้อนดื่ม
  25. ช่วยรักษาอาการหวัดให้หายเร็วขึ้น ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  26. น้ำผึ้งสามารถบรรเทาอาการไอจากหวัดในเด็กได้ดีกว่ายาแก้ไอ
  27. ช่วยรักษาอาการเมาค้าง
  28. ช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้คงที่
  29. น้ำผึ้งมีฤทธิ์ยาระงับประสาทอ่อนๆ จึงช่วยลดอาการหงุดหงิด ความกังวลได้
  30. ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ และช่วยทำให้หลับสบายยิ่งขึ้น
  31. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ด้วยการใช้น้ำผึ้งและงาดำอย่างละ 50 กรัม โดยนำงาดำมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำผึ้ง ชงกับน้ำร้อนดื่ม
  32. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้สาลี่หอมจำนวน 5 ลูก น้ำผึ้ง 250 กรัม โดยปอกลูกสาลี่แล้วนำมาตำให้ละเอียด นำไปคลุกกับน้ำผึ้งแล้วต้มจนเหนียว แล้วนำมาผสมกับน้ำกิน
  33. ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง เพราะน้ำผึ้งมีส่วนผสมของธาตุเหล็กซึ่งช่วยในการเพิ่มเม็ดเลือดแดง
  34. ช่วยบำรุงหัวใจ ขับชีพจร และป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  35. ช่วยบำรุงและรักษาโรคตับ
  36. ช่วยระงับความร้อนในร่างกาย
  37. ช่วยรักษาอาการตาอักเสบจากการติดเชื้อ เช่น กระจกตาอักเสบ เยื่อตาอักเสบ เป็นต้น
  38. ช่วยบรรเทาอาการไอ หลอดลมอักเสบมีเสมหะ ด้วยการชงดื่มกับน้ำมะนาว
  39. น้ำผึ้งช่วยลดกรดในกระเพาะ ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะน้ำผึ้งจะถูกดูดซึมทันทีเมื่อถึงลำไส้ ซึ่งต่างจากน้ำตาลชนิดอื่น
  40. ช่วยรักษาโรคกระเพาะ
  41. ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องเสียอย่างรุนแรง
  42. ช่วยแก้อาการท้องเดิน และช่วยบำรุงลำไส้ที่อักเสบให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
  43. ช่วยแก้ปัญหาช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแคนดิดา (Candida) ได้ดีพอๆกับยาฆ่าเชื้อแผนปัจจุบั
  44. ช่วยแก้อาการเด็กปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ เพราะช่วยดูดความชื้นและช่วยอุ้มน้ำไว้
  45. ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการนำกระเทียมผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานวันละ 3 ครั้ง
  46. ช่วยป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบ ด้วยการใช้น้ำส้มนำมาผสมกับแอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนชาลงในน้ำร้อน แล้วเติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ชงดื่มวันละสองครั้ง
  47. น้ำผึ้ง ช่วยแก้อาการตะคริว หรือป้องกันการเป็นตะคริว
  48. ช่วยแก้อาการท้องผูก ด้วยการรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกจิ้มกับน้ำผึ้ง ช่วยลดอาการท้องผูกลงได้
  49. น้ำผึ้ง ช่วยลดการอักเสบของบาดแผล
  50. ช่วยป้องกันการติดเชื้อของบาดแผลและช่วยให้แผลหายเร็ว
  51. ช่วยรักษาโรคฮ่องกงฟุต และกลาก เกลื้อน
  52. น้ำผึ้ง ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและต่อต้านจุลินทรีย์
  53. ช่วยแก้ปัญหาเด็กแหวะนม โดยใช้น้ำผึ้งผสมกับนมดื่ม
  54. ใช้เป็นน้ำกระสายยา
บ้านรักษ์สุขภาพ
มีจำหน่าย น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 18% ขนาด 1.2 ก.ก และ 7.0 ก.ก.
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ


มาคุยกับเราได้ที่ Email:tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme

5 ธันวาคม 2556

การใช้น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรผลไม้รวม Multi Fruit Enzyme

การประยุกต์ใช้น้ำพลังเอนไซม์สูตร 1 Multi Fruit Enzyme

น้ำเอนไซม์ผลไม้รวม หรือ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรผลไม้รวม หรือ Multi Fruit Enzyme สูตร 1 ของ บ้านรักษ์สุขภาพ
เป็นน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้รวมกว่า 20 ชนิด ที่หมักตามกรรมวิธีตามธรรมชาติ ด้วยสูตรของดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ แห่งชมรมสุขภาพ ซึ่งเป็นนักธรรมชาติบำบัดแนวแพทย์ทางเลือก
ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการดูแลฟื้นฟูสุขภาพในแนวแพทย์ทางเลือกมานานกว่า 40 ปี และเป็นท่านแรกในประเทศไทย ศึกษาเกี่ยวกับ การหมักน้ำเอนไซม์เพื่อการบริโภค และนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูปรับสมดุลร่างกายให้มีสุขภาพที่ดี


น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรผลไม้รวม หรือ Multi Fruit Enzyme เป็นเสมือนสารอาหารที่ช่วยในการฟื้นฟูสุขภาพ อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพ และร่างกาย จำพวก เอนไซม์ วิตามิน A D E K Bรวม C กรดอะมิโน ฮอร์โมน และอื่น ๆ อีกมากมาย

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรนี้ ผลิตจากน้ำหมักจากผลไม้รวมกว่า 20 ชนิด มาผ่านกระบวนการหมักบ่มนานกว่า 6 ปี ขึ้นไป จนได้ขนาดโมเลกุลที่เล็กสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ง่าย มีประโยชน์ ดังนี้
เพิ่มภูมิคุ้มกัน สลายสารพิษ ฟอกเลือด ปรับสมดุล บำรุงธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร สลายไขมัน ลดหน้าท้อง คลายกล้ามเนื้อ ดื่มก่อนนอนทำให้นอนหลับสบาย แก้ปวดเมื่อย ท้องผูก ท้องอืด ดื่มได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

โดยเฉพาะผู้ป่วย ภูมิแพ้ ความดัน เบาหวาน สะเก็ดเงิน ไทรอยด์ รูมาตอยด์ ภูมิแพ้ SLE ไทรอยด์  ดื่มเป็นประจำ ช่วยในการฟื้นฟู ปรับสมดุลร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง

วิธีดื่ม น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรผลไม้รวม 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมในน้ำ 1 แก้ว ดื่มก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที เช้า กลางวัน เย็น หรือจะดื่มก่อนนอนก็ช่วยให้หลับสบาย (ไม่ต้องเขย่าขวดก่อนดื่ม)

และนอกจากน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรผลไม้รวม Multi Fruit Enzyme สูตรนี้ จะใช้ผสมน้ำดื่ม เพื่อฟื้นฟู และปรับสมดุลร่างกาย ให้แข็งแรงแล้ว ยังใช้ดื่ม แก้ไอ ดื่ม แก้เจ็บคอ อมป้วนปาก แก้แผลร้อนใน ลดอาการเจ็บคอ หรือดื่มเวลาท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือมีอาการกรดไหลย้อน

หรือจะใช้สำลีชุบทาแก้คัน ลดอาการอักเสบ บวม ที่ผิวหนัง แมลงสัตว์ กัดต่อย ได้อีกด้วย

หรือ ใช้ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรผลไม้รวม เติมลงในเครื่องดื่ม อาธิเช่น น้ำผลไม้สกัด ไวน์องุ่น น้ำผักปั่น โยเกิรต์ ก๋วยเตี๋ยว น้ำแกงต่าง ๆ ช่วยในเสริมเอนไซม์ สลายสารพิษ ได้อีกด้วย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme

23 พฤศจิกายน 2556

การดื่มน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ปลอดภัยจริงหรือ???????

การดื่มน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ปลอดภัยจริงหรือ???????

น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ ของบ้านรักษ์สุขภาพ หรือ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร Multi Fruit Enzyme สูตร N2000 และสูตร Premier Fruit Enzyme ทั้งสามสูตร หมักตามกรรมวิธีของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์แห่ง บ้านสุขภาพ ซึ่งปลอดภัยตาม มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือ มผช....(มผช.๔๘๑/๒๕๔๗) ที่ว่าด้วยมาตรฐานของ น้ำหมักจากพืชเพื่อการบริโภคค่ะ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ มาตรฐานน้ำหมักพืช

น้ำหมักพืชสำหรับบริโภคใน มผช หมายถึง เครื่องดื่มที่ได้จากการนำส่วนใสส่วนหนึ่งของพืช หรือหลาย ๆ ส่วน เช่น ลูกยอ มะขามป้อม มาผ่านกระบวนการหมักตามหลักชีวภาพในภาชนะที่ไม่ก่อให้เกิดปฎิกิริยากับการหมักแล้วบรรจุในภาชนะที่ปลอดภัยใช้ในการบริโภค

ส่วนน้ำหมักเอนไซม์จากพืช ตามหลักการของ สวทช (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) คือ น้ำหมักชีวภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลโดยการสกัดอินทรีย์วัตถุจากพืช ผักและผลไม้โดยวิธีธรรมชาติ มีการใช้ประโยชน์ในหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพ การเกษตรและสิ่งแวดล้อม

ในการบริโภค น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ หรือน้ำพลังเอนไซม์บำบัด ของบ้านรักษ์สุขภาพ มีประโยชน์ช่วยในการย่อยและปรับสมดุลของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น แข็งแรง ฟื้นฟูสุขภาพ ป้องกันและฟื้นฟูปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ในระดับหนึ่ง และพบว่าเป็นที่นิยมรับประทานกันมากมายในหลายปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะไม่มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุน แต่เราสามารถมั่นใจได้ว่าการรับประทาน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ของบ้านรักษ์สุขภพ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคุณ

ดังนั้น การดื่มน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ให้ปลอดภัย ควรเลือก น้ำหมักจากผลไม้ที่มีอายุการหมักนานกว่า 6 ปี หรือมีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำหมักตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ตรวจลักษณะปรากฏ ตรวจวัดค่าความเป็นกรดด่าง ตรวจหาเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค และอื่น ๆ ซึ่งเป็นการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ แต่หากพูดกันในหลักของธรรมชาติบำบัดแล้ว น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ที่ผลิตจากการหมักผลไม้ กับน้ำผึ้ง และน้ำ นาน กว่า 6 ปี ซึ่งจะได้ เอนไซม์ ที่เป็นเพียงกลุ่มโปรตีน ที่ช่วยในการย่อย และสารอาหารพวกกรดอะมิโน เกลือแร่ วิตามิน ซึ่งก็เหมือนกับอาหารที่ผ่านการย่อยสลายแล้วเมื่อเรารับประทานเข้าไป ซึ่งไม่มีอันตรายต่อร่างกาย หากรับประทานมากเกินไปร่างกายก็สามารถขับออกได้ และเอนไซม์ดังกล่าวก็ไม่มีอันตรายหรือก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายคุณอย่างแน่นอน

ยกเว้น ยกเว้น น้ำหมักชีวภาพที่มีอายุน้อย มีการปนเปื้อนของเชื้อโรค และเมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งมักเกิดเมื่อหมักผลไม้กับน้ำตาล ดังนั้น 
ควรพึงคิดเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานด้วยนะค่ะ

การเลือกดู น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ ที่ดี ควรดู  ลักษณะปรากฏ ดังนี้
1. ภาชนะควรเป็นขวดแก้ว เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีจากภาชนะลงไปในน้ำหมักเอนไซม์ หรือถ้าเป็นขวดพลาสติกต้องเป็นขวดพลาสติกที่ทนกรด
2. สี ของน้ำหมัก ควรเป็นสีน้ำตาลใส จะเข้มมาก หรือเข้มน้อยขึ้นกับระยะเวลาการหมัก และชนิดของผลไม้นั้น ๆ
3. ความขุ่น เมื่อบรรจุขวดแล้ว อาจมีตะกอนเล็กน้อย และอาจมีฟองแก๊สเหลืออยู่ หรือไม่มีก็ได้
4. กลิ่นและรส ต้องมีกลิ่นหอมของผลไม้และน้ำผึ้ง รสเปรี้ยว อาจมีรสขม ฝาด หรือหวาน ของผลไม้ สมุนไพร และน้ำผึ้ง  ถ้าทิ้งไว้นาน รสเปรี้ยวจะเพิ่มมากขึ้น ลดหวานลดลง ได้

และสิ่งที่ต้องคำนึงในการควบคุมคุณภาพ ของน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค คือ ปริมาณแอลกอฮอล์ ต้องมีมาตรฐาน ดังนี้
1. เอทานอลต้องไม่เกินร้อยละ 3 มิลลิกรัมต่อลิตร และ
2. เมทานอลต้องไม่เกิน 240 มิลลิกรัมต่อลิตร

อีกทั้ง ไม่พบ จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคที่ต้องควบคุมคือ
1. ซาลโมเนลลา ต้องไม่พบในตัวอย่าง 50 กรัม
2. สตาฟิโลค็อกคัส ออเรียส ต้องไม่พบในตัวอย่าง 1 มิลลิกรัม
3. คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์  ต้องไม่พบในตัวอย่าง 0.1 กรัม
4. เอสเชอริเชีย โคไลต้องน้อยกว่า 2.2 ต่อตัวอย่าง 100 มิลลิลิตร
5. ยีสต์และราต้องไม่เกิน 100 โคโลนีต่อตัวอย่าง 1 มิลลิลิตร

และค่าพีเอช (pH) หรือ ค่าความเป็นกรดด่างของ น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค ควร ต่ำกว่า 4.3 จึงจะควบคุมการเจริญของเชื้อก่อโรคได้

ซึ่ง น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ หรือน้ำพลังเอนไซม์บำบัด ของบ้านรักษ์สุขภาพ ทางผู้ผลิต ได้มีการตรวจสอบมาตราฐานเหล่านี้ เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงทำให้ท่านผู้บริโภค มั่นใจได้ในการบริโภค น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธู์วงศ์ ค่ะ



สำหรับการรับประทาน น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้เป็นอาหารเสริม สำหรับสหรัฐอเมริการอาหารและยาได้รับการยอมรับและการควบคุมแล้ว แต่สำหรับ อาหารและยา (อย.) ของเมืองไทย ยังไม่ยอมรับว่า น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ เป็นอาหารเสริม แต่บางองค์กร เช่น สสวท ก็ได้มีการทำวิจัยเรื่อง น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้เพื่อการบริโภค ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และมีการจัดประชุมเพื่อนำเสนอให้ อย. อนุมัติ แต่ในปีปัจจุบัน 2557 ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติอีกเช่นเคย.......(รอต่อไปค่ะ)

สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme

18 พฤศจิกายน 2556

การทำน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค เพื่อสุขภาพ

สำหรับปรับสมดุลสุขภาพ และเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง สูตรของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ ผู้ศึกษาด้านแพทย์ทางเลือกจากศรีลังกา และมีประสบการณ์ในการทำน้ำหมักเพื่อการบริโภค และเพื่อสิ่งแวดล้อมนานนับกว่า 40 ปี

ด้วยความมุ่งหวังในการถ่ายทอด การทำน้ำหมักเอนไซม์ เพื่อชีวิตที่ดีของคนไทย จึงมีการถ่ายทอด การทำน้ำหมักเอนไซม์ เพื่อบริโภคให้กับผู้สนใจอย่างแพร่หลาย ด้วยสูตรง่าย ๆ ทำเองได้ที่บ้าน เพียงเน้นความสะอาด และความเข้าใจขั้นพื้นฐานเพียงเล็กน้อย...

เริ่มต้นด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ ดังนี้
1. ถังหมัก ที่ล้างทำความสะอาดแล้ว จะเป็นแก้ว หรือพลาสติก ที่ทนกรดได้ (ใต้ขวดหรือถังพลาสติกต้องมีคำว่า PET แสดงว่าทนกรด หรือเป็นเนื้อ พอลิสไตรีน Polystyrene)  และต้องมีฝาปิดสนิท
2. ตาชั่ง หรือ ถ้วยตวง เพื่อให้ได้สัดส่วนของส่วนผสมที่ได้มาตรฐานที่ถูกต้อง หากไม่มีจริง ๆ ก็จะใช้สัดส่วนของภาชนะ หรือถังหมักแทนได้
3. น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ หรือน้ำผึ้งดอกไม้อะไรก็ได้ แต่ควรมีความชื้นต่ำ และอายุเก็บไม่เกิน 2 ปี
4. ผลไม้ 1 ชนิด ล้างทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นพอเหมาะ ไม่ต้องใหญ่ หรือเล็กเกินไป


วิธีการทำน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค 
เราจะใช้อัตราส่วนการหมักพื้นฐาน คือ
ผลไม้ 3 ส่วน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 1 ส่วน และ น้ำดื่มสะอาด 10 ส่วน


เริ่มต้นการหมักน้ำเอนไซม์เพื่อการบริโภคด้วย 

1. ใส่ผลไม้ที่หั่นแล้วลงในถังหมัก (จะใช้ถังขนาด 15 - 20 กิโลกรัม) โดยการชั่งหรือตวงให้ได้ 3 ส่วน หรือ 3 กิโลกรัม
2. เติมน้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำลงไป 1 ส่วน หรือ 1 กิโลกรัม
3. ใส่น้ำดื่มสะอาดลงไป 10 ส่วน หรือ 10 กิโลกรัม โดยจะเหลือพื้นที่ว่างมีอากาศอยู่ประมาณหนึ่ง
เพื่อป้องกันการเกิดแรงดัน หรือการขยายตัวของผลไม้ที่หมัก ไม่ให้ล้นออกจากถังหมักได้

จากนั้น ไม่จำเป็นต้องเขย่า หรือคนให้เข้ากัน สามารถปิดฝา แล้วตั้งทิ้งไว้ได้เลย อย่าลืม ทำป้ายติดข้างถังหมัก เขียนชื่อผลไม้ที่หมัก วันเดือนปี ที่หมัก เพื่อจะได้นับอายุการหมักได้

ทำการหมักไปเรื่อย ๆ จนครบ 3 เดือน ลองชิมน้ำหมักส่วนที่ใสดู ถ้ายังมีรสหวาน น้ำยังไม่ใส (น้ำขุ่น) ให้หมักต่อไปเรื่อย ๆ จนครบ 6 เดือน แล้วชิมอีกครั้ง หากน้ำใสแล้ว มีรสเปรี้ยว ไม่มีรสหวาน สามารถดูดส่วนน้ำใส ที่เป็น น้ำเอนไซม์ หรือเรียกว่า (Ionic Plasma) โดยการลักน้ำ หรือดูดออกด้วยสายยาง
ไม่แนะนำให้ใช้ตัก หรือเท เพราะจะทำให้น้ำเอนไซม์ที่ได้ขุ่น มีการปนเปื้อนได้ง่าย

โดยนำส่วนน้ำใส หรือน้ำเอนไซม์ที่ได้นี้ มาทำการหมักขยาย เพื่อเพิ่มปริมาณได้ ดังนี้

การหมักขยายน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค ใช้อัตราส่วน ดังนี้

1.  ส่วนน้ำใสหรือน้ำเอนไซม์ที่ได้ 1 ส่วน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 1 ส่วน และ น้ำสะอาด 10 ส่วน

หรืออีกอัตราส่วนหนึ่ง คือ

2. ส่วนน้ำใส หรือน้ำเอนไซม์ 3 ส่วน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 1 ส่วน และน้ำสะอาด 10 ส่วน

หรือ อีกอัตราส่สวนคือ

3. ส่วนน้ำใส หรือน้ำเอนไซม์ 3 ส่วน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 1 ส่วน และน้ำสะอาด 5 ส่วน

แล้วแต่ความต้องการของผู้หมักว่าจะอยากได้เอนไซม์เพื่อการบริโภคในความเข้มข้นแบบไหน
เมื่อทำแล้ว หมักต่อไปจนครบ  6 เดือน หรือ 1 ปี ขยายต่อไปได้อีก 3 ครั้งค่ะ

หากไม่ต้องการหมักขยายเอนไซม์ในช่วงอายุน้อย ๆ แนะนำถังแม่ (ถังหมักที่มีผลไม้อยู่)
ให้หมักจนครบ 1 ปี แล้วเติมน้ำผึ้งลงไป ครึ่งส่วน (จากเดิม 1 ส่วน) แล้วหมักต่อไปอีก 1 ปี แล้วเติมน้ำผึ้งลงไปอีกครึ่งส่วน จนครบ 3 ปี แล้วตั้งทิ้งไว้โดยไม่ต้องเติมน้ำผึ้งอีก
จะให้เอนไซม์มีอายุเท่าไร 6 ปี 10 ปี 20 ปี ก็ขึ้นกับความต้องการของผู้หมัก

ส่วนกากของผลไม้ที่มีการเอาน้ำส่วนใสเอนไซม์ออกไปแล้ว

สามารถนำกากผลไม้ที่เหลือมาหมักต่อได้ โดยเติม น้ำผึ้งลงไป 1 กิโลกรัม และน้ำดื่มสะอาด 10 ส่วนลงไป หมักต่อไปอีก 1 ปี แล้วสามารถนำมาหมักขยายต่อได้ ดังอัตราส่วนข้างต้น

เมื่อหมักไปนาน ๆ จากกากของผลไม้ กลายเป็นผง สามารถกรองเอาผงตะกอกมาเก็บไว้เป็นหัวเชื้อแบบผงได้ ใช้ใส่ลงในถังหมักอื่น ๆ เพื่อเป็นหัวเชื้อ หรือจะนำมาหมัก ตามสูตร ดังนี้

กากผลไม้ที่เป็นผง (แบบเปียก) 1 ถ้วยตวง ผลไม้ 10 กิโลกรัม น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 1 กิโลกรัม และน้ำดื่มสะอาด 10 กิโลกรัม หมักจนเกิดเป็นน้ำใส แล้วนำมาขยายต่อได้

เมื่อได้น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค ในอายุที่เราพอใจแล้ว อยากนำมารับประทาน ห้าม หรือ ไม่แนะนำให้รับประทานจากถังหมักทันที แต่ให้นำมาทำการผสมน้ำหมักเอนไซม์สำหรับดื่มก่อน ดังนี้

การผสมน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภคสำหรับดื่ม

น้ำหมักเอนไซม์ส่วนใส อายุที่ต้องการ 1 ส่วน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ (ความเป็นความชื้นต่ำเท่านั้น) 1 ส่วน และ น้ำสะอาด 10 ส่วน สามารถรับประทานได้ทันที หรือ หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 3 เดือน (โดยเฉพาะกรณีที่ใช้น้ำผึ้งธรรมดาควรหมักทิ้งไว้ 3 -6 เดือน) แล้วนำมารับประทานเพื่อสุขภาพได้

ลองทำดูนะค่ะ หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถาม หรือมีปัญหาในการหมัก สามารถสอบถามมาได้ที่ คุณตู๋ tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme ได้ค่ะ

14 พฤศจิกายน 2556

น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยและโรคต่าง ๆ อย่างไร

น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยและโรคต่าง ๆ อย่างไร

1. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดช่วยในระบบการย่อยอาหาร (Digestion) และระบบดูดซึมอาหาร
- ช่วยย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร และลำไส้
- ช่วยในการผลักดันสารอาหารเข้าสู่เซลล์

2. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต (Circulation) 
- ป้องกันการเกิดก้อนลิ่มเลือด (Blood Clot)
- ลดความหนืดของเลือด โดยเพิ่มการกระจายตัวของเม็ดเลือดแดงในหลอดเลือด
- ลดการจับตัวของโคเลสเตอรอลที่ผนังหลอดเลือด

3. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดช่วยลดการอักเสบ (Inflammation) 
- ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค และของเสียในเลือด เซลล์และเนื้อเยื่อ
- ช่วยช่วยซ่อมแซมเซลล์ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ (Cell and Tissue Repair)

ด้วยหน้าที่หลักทั้งสามข้อ ดังกล่าว น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยและโรคต่าง ๆ ได้
ตัวอย่างเช่น
-->
โรคอ้วน คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันมากเกินไป ซึ่งเอนไซม์จะช่วยในการย่อยไขมันและขจัดออกทางตับ

โรคอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ถ้ารับประทานเอนไซม์เสริม เอนไซม์จะช่วยนำของเสียจากในเซลล์ออกมาทิ้งนอกเซลล์ทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้น และช่วยผลักสารอาหารเข้าสู่เซลล์ ทำให้เซลล์มีพลังงาน ร่างกายจะสดชื่น แข็งแรงขึ้น

โรคภูมิแพ้ เกิดจากความไวต่อโปรตีนที่แปลกปลอม ถ้ารับประทานเอนไซม์เสริม เอนไซม์จะช่วยย่อยอาหารให้สมบูรณ์ขึ้น และช่วยย่อยและขจัดโปรตีนที่แปลกปลอมออกจากร่างกาย ทำให้อาการแพ้ต่าง ๆ ทุเลาลงได้

โรคเอสแอลอี SLE หรือโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง ซึ่งเกิดจากการผิดปกติของภูมิต้านทานซึ่งจะมีผลต่อข้อต่อ เยื่อเมือก ผิวหนัง และอวัยวะภายใน การใช้เอนไซม์เสริมร่วมในการรักษาจะลดภาวะการเกิดอาการต่าง ๆ ทำให้สุขภาพดีขึ้นได้

โรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากไขมัน และหลอดเลือดแข็ง การทานเอนไซม์เสริมจะช่วยในการย่อยคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือด และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว ลดภาวะความดันโลหิตอย่างเห็นผล

ดังนั้น การรับประทาน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการรักษาโรค หรือฟื้นฟู ป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ นั้น จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วย และผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ

สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme

1 ตุลาคม 2556

น้ำผักปั่น พลังเอนไซม์

น้ำผักปั่น พลังเอนไซม์
โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ (แพทย์ทางเลือก และนักธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวม)

เคล็ดไม่ลับในการดูแลสุขภาพ

น้ำผักปั่นช่วยฟื้นฟู การทำงานของร่างกาย 5 ระบบ
1. ระบบดูดซึม
2. ระบบทางเดินหายใจ
3. ระบบหมุนเวียนโลหิต
4. ระบบภูมิคุ้มกัน
5. ระบบต่อมไร้ท่อ

ดื่มสด ๆ เป็นประจำทุกวัน ต้านโรค เพิ่มพลัง เพื่มสมรรถภาพทางเพศ ลดไขมันส่วนเกิน ผิวสวย หน้าใส ดูอ่อนวัย ดีกับผู้ป่วยทุกโรค

คุณสมบัติเด่น
  • ในน้ำผักมีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ ที่มีคลอโรฟิลด์สารสีเขียวในพืชมีวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก โปรแตสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส จะเกิดการแลกเปลี่ยนการใช้สารอาหารได้สูงสุด ณ. จุดที่ร่างกายสามารถนำของเสียทิ้งได้หมด และทำให้ร่างกายสร้างพลังงานในแต่ละเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • ซึ่งส่งผลให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่ตายในแต่ละวันได้เต็มที่ลักษณะนี้คือ ปัจจัยสูงสุดที่ร่างกายจะไม่เกิดความอ่อนแอทุกอวัยวะเมื่อไปอยู่ในประเทศไหนก็ตาม ถ้าได้สัดส่วนของสารอาหารออกมาเป็นกรดอ่อน มีคลอโรฟิลล์ มีวิตามินเอ วิตามินซี  นี่คือที่มาของการทำให้ร่างกายสามารถมีอาหารได้เต็มที่ในแต่ละเซลล์ 
  • ถ้าทุกเซลล์แข็งแรงไม่มีเซลล์ตายก็จะไม่เก่ ถ้า pH เป็นกรดเกินไปการใช้แคลเซียมก็จะยาก กรดอ่อนทำให้เกิดการใช้ไขมัน ไขมันถูกย่อยสลายได้เร็ว ถ้าเป็นด่างเกินไปการย่อยสลายไขมันก็ทำได้น้อย 
  • ไขมันคือของแข็งที่มีปริมาณถึง 60% ของของแข็งทั้งหมดในร่างกายเป็นตัวที่จะไปเปลี่ยนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงเป็นน้ำเมือกที่ไปหล่อเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายน้ำไขข้อเป็นไขกระดูกเป็นกล้ามเนื้อ เป็นกระดูกเส้นเอ็นไขมันหล่อเลี้ยงน้ำเมือกที่ไปหล่อเลี้ยงเส้นผมเป็นลำดับ pH ของน้ำผักที่เหมาะสมกับคนไทยอยู่ที่ pH 4 - 6 
  • คนอ้วนมากให้น้ำผักที่ pH 4 เลยเนื่องจากคนอ้วนมีไขมันค้างอยู่ในลำไส้มาก น้ำผักจะไปเปลี่ยนไขมันเป็นโคเลสเตอรอล ไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ และเป็นกลีเซอร์ไรด์ในที่สุด ซึ่งร่างกายนำไปใช้ได้การดื่มน้ำผัก คือการเติมสารอาหารประเภทวิตามิน เกลือแร่จำเป็น และที่สำคัญที่สุด คือ คลอโรฟิลล์ เมื่อดื่มแล้วถูกดูดซึมไปฟื้นฟูตับทำให้น้ำตับและน้ำตับอ่อนหลั่งการย่อยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินมีมากขึ้น 
  • ขณะที่น้ำผักไปย่อยไขมันส่วนที่เก่าส่วนหนึ่งแล้ว เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานดังนั้น ร่างกายก็ได้พลังงานมาสนับสนุนให้อวัยวะทำงานได้มากกว่าเดิม น้ำผัก จึงช่วยล้างสิ่งปฏิกูลในร่างกายตลอดจนสารพิษต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว 
  • ซึ่งปรากฏการที่สังเกตุได้คือ ลดอาการปวดต่าง ๆ จากอาการท้องเสียหรือมีของเสียค้างอยู่ในระบบเลือดมาก จนปวดตามกล้ามเนื้อ อาการปวดหลัง ดังกล่าวจะลดลง ลดอาการปวดศรีษะ ลดไข้ ลดความอ่อนเพลีย ลดอาการนอนหลับยาก ลดอาการนอนกรน 
  • ซึ่งอาหารที่ดีขึ้นคือ ขบวนการที่ร่างกายชะล้างของเสียออกได้ดีขึ้น ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ควรเก็บกด ด้วยการใช้ยาระงับปวด ซึ่งเป็นการไปหยุดความสามารถในการชะล้างของร่างกายทำให้เกิดสารพิษมากขึ้นในทุกระบบของร่างกายและแพร่กระจายสะสมจนก่อเกิดเซลล์มะเร็ง
  •  การกินน้ำผักก่อนอาหารเป็นการเตรียมร่างกาย ในการย่อยสารอาหารที่เรากินลงไปได้ดีกว่าเดิมนั่นคือ เกิดสภาวะดีกับร่างกายทั้งระบบ
สรุปน้ำผักปั่นทำหน้าที่ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน

1. ให้สารอาหารที่ร่างกายนำไปฟื้นฟูตับกับตับอ่อน

2. กระตุ้นให้ร่างกายพร้อมในการย่อยไขมันที่เหลือค้างอยู่เปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานทำให้ร่างกายเตรียมพร้อมที่จะย่อยสารอาหารที่รับประทานเข้าไปในมื้อต่อไป

ส่วนประกอบสำคัญ
  1.  ผักกาดหอม 6-8 ใบ ช่วยฟื้นฟูเซลล์โดยเฉพาะระบบประสาทและเซลล์ในปอด ช่วยชะล้างของเสียในระบบเลือดทำให้ร่างกายมีความสามารถใช้แคลเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดอาการเจ็บปวดของระบบข้อเสื่อมต่าง ๆ 
  2. มะเขือเทศ (ท้อหรือสีดา)1-2 ลูก ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดง แข็งแรงช่วยทำให้ผิวพรรณดี เพิ่มภูมิต้านทานมีสารช่วยย่อยอาหารทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานเป็นปกติ
  3. หอมใหญ่ 1/4 ลูก  ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง
  4. เนื้อเสาวรสสดหรือน้ำมะนาว 1 - 2 ลูก ช่วยฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน
  5. คื่นฉ่าย 2 ก้าน ลดความดันโลหิต
  6. แอปเปิ้ล หรือกล้วยน้ำว้าสุกงอม 1 ลูก (หรือผลไม้ อื่น ๆ ให้เลือกใส่เพิ่มได้ เช่น ชมพู่ องุ่น สาลี่ ส้ม ส้มโอ ลองกอง สับปะรด เชอร์รี่ อื่น ๆ) ช่วยเสริมระบบขับถ่ายของเสีย
  7. น้ำผึ้ง ความชื้นต่ำ 2 - 4 ช้อนโต๊ะ (ห้ามใช้น้ำผึ้งค้ัางหลายปีหรือน้ำเชื่อม) ช่วยบำรุงผิวพรรณฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพเป็นเบาหวานก็สามารถทานได้)
  8. เอนไซม์ (Multi fruit Enzyme)  1 - 2 ช้อนโต๊ะ ช่วยปรับสมดุล ช่วยย่อย ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ให้เปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ช่วยเปลี่ยนสารพิษให้เป็นสารอาหาร
  9. น้ำสะอาด (น้ำดื่ม ไม่แช่เย็น 2 - 4 แก้ว ทยอยใส่โถเวลาปั่น (ขนาด 1.5 ลิตร)

ปั่นรวมกันให้ละเอียดไม่แยกกากเม็ดเสาวรสมีสารอาหารบำรุงสมองกินได้

การดื่มเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • ทยอยดื่มทันทีที่ปั่นเสร็จ ครั้งละ 1 ลิตร 3 ครั้งต่อวัน
  • ควรดื่มทุกคน ทุกวัน ทุกวัย เวลาที่ดีที่สุดคือก่อนอาหารเช้า 
  • หญิงตั้งครรภ์ควรดื่มเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันคลอดง่าย  ทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารในการเจริญเติบโตจากเลือดแม่ ทำให้แข็งแรงทั้งแม่และทารก
ขอแนะนำให้ใช้เอนไซม์แช่ผัก

ก่อนล้างควรเด็ดผักออกเป็นใบ ๆ ล้างน้ำให้สะอาดทั้งผลไม้ด้วย สำหรับผักนำไปแช่เอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 2ลิตร แช่นาน 15 -30 นาที
***สำหรับผลไม้แช่ทั้งลูกนาน 1 ชั่วโมงขึ้นไป หรือแช่ข้ามคืนได้ยิ่งดี แอปเปิ้ล หอมใหญ่ มะเขือเทศ ก่อนนำไปบริโภคทยอยนำมาผ่าซีก แล้วแช่ในน้ำเอนไซม์ซ้ำอีกครั้งนาน 15 นาที ถ้าทำได้จะดีต่อสุขภาพ (แอปเปิ้ล ควรรับประทานทั้งเปลือก)

การทดลอง

เพื่อการฟื้นฟูควรดื่มต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 7 - 15 วัน จะเริ่มเห็นผล มื้อเย็นควรงดอาหารประเภท แป้ง ข้าว เพราะเป็นตัวลดเกร็ดเลือด ควรดื่มน้ำเอนไซม์ด้วยจะช่วยคุ้มครองเกร็ดเลือดให้แข็งแรง และเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ตามบทปฏิบัติ 10 ประการ

**** จะพบความมหัศจรรย์ของร่างกายด้วยตัวท่านเอง***
ควบคุมอาหารให้ได้ตามคำแนะนำของชมรมบ้านสุขภาพ

หมายเหตุ
ผัก ผลไม้ พวกมียางห้ามนำไปปั่นเด็ดขาด เพราะยางจะเปลี่ยนรูปเป็นยางมะตอย เช่น ผักบุ้ง ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แก้วมังกร อโวคาโด เนื้อฝรั่ง ไม่ดีต่อไต และแครอทไม่เหมาะกับคนไทยเพราะมีแคลเซียมไบคาบอเนทที่ย่อยยาก

28 สิงหาคม 2556

ครีมเครื่องสำอางจากธรรมชาติใช้แล้วไม่แพ้จริงหรือ.....

ครีมหรือเครื่องสำอางจากธรรมชาติแท้จริงแล้ว "ใช่แล้วไม่แพ้ จริงหรือ...?????????????


รู้ไหมค่ะว่า... ข้อสงสัย.....ที่พบบ่อยที่สุด ในการเลือกใช้เครื่องสำอาง หรือครีมทาหน้า คือ .....
"ใช้แล้วจะแพ้ไหม?"
ผลิตภัณฑ์ชุดเวชสำอางสำหรับผิวแพ้ง่าย หรือผิวหน้าที่ถูกทำลายจากสารเคมี Coming Soon เร็ว ๆ นี้

ซึ่งหลังจากได้เข้าร่วมสัมมนาเรื่อง "เวชสำอาง จากสมุนไพร และสารสกัดจากธรรมชาติ" แล้วนั้น พบว่า....  เครื่องสำอางที่ผลิตจากสมุนไพร และสารสกัดจากธรรมชาติ หากผู้ผลิตคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างแท้จริง จะไม่ใส่สารปนเปื้อนที่ อย. ห้ามใช้...เช่น สารปรอด สารไฮโดรควินิน สารสเตอรอยด์ ทั้งสิ้น  และจะไม่ใช้สารเคมีแก้แพ้ลงไปในครีมที่ผลิตอย่างแน่นอน...

จึงทำให้ เครื่องสำอาง หรือ เวชสำอาง ที่ผลิตจากสมุนไพร หรือสารสกัดจากธรรมชาติ อาจมีความเสี่ยงต่อการแพ้ได้ ตัวอย่างเช่น ในเครื่องสำอาง มีสารสกัดจากว่านหางจระเข้ ซึ่ง 1 ใน 100 คน อาจแพ้ว่านหางจระเข้ เมื่อมาใช้ ก็มีโอกาสที่จะแพ้ครีมนั้นได้ ... แต่มิได้หมายความว่า... ครีมนั้นไม่ปลอดภัย หรือเป็นอันตราย....

ดังนั้น ทางเภสัชกรทางเวชสำอาง จึงแนะนำว่า....การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง หรือครีมแต่ละยี่ห้อ ที่ผลิตจากสมุนไพรหรือสารสกัดจากธรรมชาติ และไม่มีการใส่สารแก้แพ้ลงไป ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ครั้งแรกทุกครั้ง โดยการทาทิ้งไว้ที่บริเวณ ท้องแขน สัก 10-20 นาที ถ้าไม่เกิดอาการแพ้ ก็โอเคค่ะ

ซึ่ง ในงานสัมมนา เภสัชกรทางพิษวิทยา ได้กล่าวไว้ว่า... คนไทยเรามีความเข้าใจในเรื่อง แพ้ ไม่แพ้ ของเครื่องสำอางอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่เข้าใจเอาเสียเลย  พอไปใช้ครีมที่ไม่แพ้และผลลัพธ์มหัศจรรย์สุดยอดเลยเข้าใจว่าเป็นครีมที่ดี  ทั้งๆที่ครีมนั้นใส่สเตียรอยด์ซึ่งเป็นสารแก้แพ้ลงไปในครีม  (หน้าใสเร็วสุดขีด  ไม่แพ้  แต่ระยะยาวพัง! เพราะสารเหล่านั้นจะสะสมในร่างกาย ส่งผลต่อสุขภาพแน่นอนค่ะ)"

ดังนั้น ครีมที่มาจากธรรมชาติ และไม่มีสารปลอมปน จริงๆแล้วนั้น ก็ควรจะมีความเสี่ยงที่จะแพ้ในระดับหนึ่ง  (เหมือนผักที่ปลอดภัยก็ควรจะมีรอยแผลถูกกัด  ไม่ใช้สวยงดงามจนผิดธรรมชาติ)

ครีมไหนกล้ารับประกันว่าไม่แพ้แน่นอน  มีความเสี่ยงสูงที่จะเจอสเตียรอยด์เป็นส่วนผสมแน่นอนค่ะ

ดังนั้น ครีมที่ปลอดภัย และมาจากธรรมชาติ ก็ยอมมีความเสี่ยงในการแพ้ได้ เพราะฉะนั้น ควรทดสอบการแพ้ของแต่ละคนก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ๆ นะค่ะ

ผลิตภัณฑฺ์เครื่องสำอางจากสมุนไพร และสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ไม่มีสารแก้แพ้ และสารปนเปื้อนค่ะ....

UV White Day Cream ครีมบำรุงผิวพลังเอนไซม์สำหรับกลางวัน

Herbal Night Cream ครีมเอนไซม์ปรับสภาพผิวสำหรับกลางคืน

ครีมกันแดด Anti-Spot Sun Protection Oil-Free SPF 30 PA+++ (No Chemical Suncreeen) สูตรป้องกันฝ้า


สนใจติดต่อสั่งซื้อ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com ค่ะ


26 สิงหาคม 2556

Honey Nzyme Soap สบู่เอนไซม์น้ำผึ้ง

สบู่เอนไซม์น้ำผึ้ง (Honey Nzyme Soap)


เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว เป็นสบู่เอนไซม์น้ำผึ้งที่มีค่าความเป็นกรดด่างบาลานซ์ พีเอชเท่ากับ 7 อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ช่วยปรับสมดุลของผิวพรรณ ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน ลดสิวเสี้ยน สิวอักเสบ ทำให้ผิวเนียนนุ่ม ปกป้องผิว คืนความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และลดริ้วรอยด่างดำ

เป็นสบู่เอนไซม์น้ำผึ้ง ที่ผลิตจากกลีเซอรีนเกรดเอ ผสานกับคุณค่าของน้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ และเอนไซม์จากมะเฟือง ช่วยทำความสะอาดผิว ลดการอักเสบ ขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ ที่เนียนนุ่ม อ่อนเยาว์ และปกป้องผิว คืนความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวแข็งแรง และเนียนนุ่ม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำผึ้งช่วยปรับสมดุลย์ของอารมณ์ คลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ทำให้ผ่อนคลาย

"ใช้ได้ทั้งผิวกายและผิวหน้า ไม่แต่งสี ไม่ใส่วัตถุกันเสีย จึงไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง"


สบู่เอนไซม์น้ำผึ้ง (Honey Nzyme Soap)
honeysoappp copy ส่วนประกอบ น้ำผึ้งดอกไม้ป่า, เอนไซม์มะเฟือง, ขมิ้นชัน และวิตามินอี

ขนาด 45 กรัม

ราคาขายปลีก 60 บาท

สนใจ ติดต่อสั่งซื้อได้ที่ คุณตู๋ tusora@hotmail.com หรือโทร 085-7100612

*สบู่ก้อนชนิดนี้ ทำด้วยมือหรือคืองาน Hand Make ดังนั้น ลวดลาย สีสรร และน้ำหนัก จึงขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและการทำในแต่ละครั้ง*


เกร็ดความรู้
น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 18% มีคุณสมบัติเป็น
1. Humectant (สารให้ความชุ่มชื้น) ทำให้ผิวเนียนนุ่ม และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
2. Anti-microbial (สารต้านจุลินทรีย์) ลดการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บนผิว จึงลดการอักเสบและการเกิดสิวเสี้ยน และสิวอักเสบ
3. Anti-oxidant (สารต้านอนุมูลอิสระ) ช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำลายของมลภาวะ แสง UV และเสริมสร้างการสร้างเซลล์ผิวใหม่
4. Acid agent (มีความเป็นกรดสูง) จึงช่วยในการทำความสะอาดผิว ขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ และปรับค่าความเป็นกรดด่างของสบู่
เอนไซม์มะเฟือง ผลิตจากการหมักมะเฟืองกับน้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ เป็นเวลานานกว่า 2 ปี จึงนำสารละลายที่ได้มากรองเอาเฉพาะส่วนใส มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสบู่ ซึ่งเอนไซม์มะเฟือง จะอุดมไปด้วย กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุ ช่วยในการขจัดเซลล์ผิว ส่งมอบอาหารผิว ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรง ปรับสภาพผิวให้เนียนนุ่น ใสขึ้นอย่างอ่อนโยน


ความรู้สึกของผู้ใช้
ผู้ทดลองคนที่ 1 “กลิ่นหอมน้ำผึ้งติดผิว ครึ่งวัน หอมอ่อนๆ รู้สึกดีมาก ๆ ค่ะ”
ผู้ทดลองคนที่ 2 “ครีมฟองละเอียด นุ่มผิว ผิวไม่แห้งค่ะ และรู้สึกผ่อนคลายจากกลิ่นหอมของน้ำผึ้ง”
ผู้ทดลองคนที่ 3 “รู้สึกไปใช้จนหมดก้อน แล้วทำให้ผิวเนียนนุ่มขึ้น และมีกลิ่นหอมติดกาย สิวที่หลังก็หายไปค่ะ”
ผู้ทดลองคนที่ 4 “ผมใช้กับหน้า รู้สึกหน้านุ่ม ลดความมัน แฟนผมชอบครับ เวลามาหอมแก้ม…..”

16 สิงหาคม 2556

สรรพคุณของเอนไซม์แบ่งตามรสของผลไม้ที่หมัก

น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด หรือน้ำหมักเอนไซม์ชีวภาพ เพื่อการบริโภค ผลิตจากผลไม้หมักกับน้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ และน้ำ ในอัตราส่วนการหมักด้วยกรรมวิธีตามธรรมชาติของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงค์ โดยจะเน้นในการหมักผลไม้แต่ละชนิดแยกกัน แล้วจึงค่อยนำน้ำหมักเอนไซม์ที่ได้มาผสมรวมกันเป็นสูตรน้ำหมักผลไม้รวม แล้วนำไปหมักขยายเพื่อการบริโภคต่อไป

น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด หรือ น้ำหมักเอนไซม์ชีวภาพเพื่อการบริโภค ตามหลักจะมีอายุการหมักตามมาตรฐานของ บ้านรักษ์สุขภาพ คือ 6 ปีขึ้นไป และมีการผสมสูตรของน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้นานาชนิดกว่า 20 ชนิด เพื่อให้น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัดที่ มีคุณค่าทางวิตามิน แร่ธาตุ และเอนไซม์จากผลไม้นานาชนิดที่ครบถ้วน เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดย น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด สูตร Multi Fruit Enzyme จะมีการผสมผสานน้ำเอนไซม์หมักจากผลไม้กว่า 20 ชนิด ที่มีรสชาดต่างๆ กัน ทำให้ได้สรรพคุณของน้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด ที่ครบถ้วน

ในวันนี้ บ้านรักษ์สุขภาพ จึงจะมาขอให้ความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง รสชาด และสรรพคุณของผลไม้ตามหลักแพทย์แผนไทย เพื่อให้ท่านได้เข้าใจว่าทำไหมจึงจำเป็นต้องเลือกใช้ผลไม้นานาชนิด และที่มีรสชาดต่าง ๆ กัน เพราะรสที่ต่างกันมีสรรพคุณไม่เหมือนกัน ดังนี้

รสฝาด มีสรรพคุณ ช่วยสมาน ช่วยรักษาแผลในลำไส้ แก้ท้องร่วง พบในผลไม้เช่น เปลือกผลทับทิม เปลือกมังคุด ผลฝรั่ง ใบชา เป็นต้น

รสหวาน มีสรรพคุณ ซึมซาบไปตามเนื้อ ช่วยให้สดชื่น ชุ่มชื้น บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เช่น น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ดอกคำฝอย เป็นต้น

รสเปรี้ยว มีสรรพคุณ กัดเสมหะ แก้ไข้ ฟอกเลือด แก้กระหาย ทำให้ผิวพรรณสดชื่น เช่น ส้ม มะนาว มะกรูด เป็นต้น

รสขม มีสรรพคุณ ช่วยกระตุ้นความยากอาหาร แก้ร้อนใน บำรุงน้ำดีและโลหิต เช่น เถาบอระเพ็ด ดอกขี้เหล็ก เป็นต้น

รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณ แก้ลม จุกเสียด แน่นท้อง ช้ำบวม บำรุงธาตุ ช่วยย่อย เช่น ขิง ข่า กระชาย เป็นต้น

รสจืด มีสรรพคุณ แก้ทางปัสสาวะ แก้ไข้ ลดความร้อน ถอนพิษ เช่น รางจืด ใบตำลึง เป็นต้น

รสมัน มีสรรพคุณ แก้เส้นเอ็น บำรุงกำลัง ช่วยเพิ่มพลัง บำรุงไขข้อ เส้นเอ็น เช่น เมล็ดถั่ว งา ธัญพืช เมล็ดบัวหลวง เป็นต้น

รสหอมเย็น มีสรรพคุณ ทำให้ชื่นใจ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงธาตุ เช่น ดอกมะลิ จำปี จำปา บัวบก กระดังงา เป็นต้น
-->
เมื่อเราเรียนรู้เรื่องของรสชาด สำหรับใช้ในการผสมน้ำเอนไซม์ให้ได้เอนไซม์ที่มีรสชาด และสรรพคุณตามต้องการได้ แต่อย่างลืมว่า ผลไม้แต่ละชนิด อาจมีรสชาดหลายรสชาดใน 1 ส่วนของผลไม้ เช่น ผลฝรั่ง มีทั้งรสฝาด รสหวาน เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น  เราต้องการน้ำเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อย ขับลม แก้ท้องอืด เป็นต้น เราก็ควร เลือก น้ำเอนไซม์ที่มาจากผลไม้ ที่มีรสชาดเผ็ดร้อน เช่น น้ำเอนไซม์ขิง ผสมกับน้ำเอนไซม์กระชาย ดำ แต่รสชาดที่ได้อาจไม่อร่อย ทานไม่ได้ เราก็สามารถแต่งรสชาด โดยผสม น้ำเอนไซม์จากใบตำลึงลงไปเพื่อให้ลดเผ็ดน้อยลง และแต่งกลิ่นกับรสด้วยรสหวาน โดยเติมน้ำผึ้งก่อนรับประทาน หรือแต่งกลิ่นโดยเติม เอนไซม์ที่หมักดอกไม้เช่นดอกมะลิลงไปด้วยก็ได้

ทำให้เราได้สูตรน้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อการย่อย ของตนเอง ค่ะ

14 สิงหาคม 2556

อาการปวดบอกอะไร

สัญญาณการขอความช่วยเหลือของร่างกายผ่านการทำงานของระบบประสาท บอกความรู้สึกให้เรารู้ว่าร่างกายมีของ เสียจำนวนมาก คั่งค้างอยู่ตามอวัยวะส่วนต่างๆ เกินกำลัง ของร่างกายจะกำจัดได้ และนั่นเองทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเสียความสมดุล ซึ่งทำให้เกิดที่มา ของอาการ ปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย

ของเสียเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
โดยสภาพปกตินั้นส่วนใหญ่ที่รู้ ๆ กันก็คือ

เมื่อไหร่ที่ร่างกายเกิดอาการปวดเราจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวด ถึงจะได้ผล
ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ยาแก้ปวดเป็นเพียงการช่วยในระยะสั้น เพราะขณะที่เรากินเข้าไปฤทธิ์ ของยาจะเพียงแค่กดการทำงานของระบบประสาทส่วนที่ส่งสัญญาณการปวด

เพียงแค่เพื่อบอกว่าอาการปวดหายจริงแต่สาเหตุดังกล่าวก็ยังคงอยู่ภายใน ร่างกายการใช้ยา?อย่างต่อเนื่องจะเกิดโทษต่อร่างกาย
เป็นอย่างมากในส่วนของระบบประสาท, ตับ, ไต

ซึ่งผู้ที่มีปัญหาในระบบต่าง ๆ เหล่านี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องระวังโดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

วิธีการรักษาอาการปวดที่ดีที่สุดทำอย่างไร?

สมาธิ?เป็นวิธีระงับอาการปวดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะเนื่องจาก?ขณะทำสมาธิจนจิตสงบนิ่ง ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนออกมาตัวหนึ่ง นั่นคือ เอนโดฟิน

ซึ่งมีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดที่ดีที่สุดในโลกซึ่งมีราคาถูกที่สุด ? เนื่องจากร่างกายสามารถผลิตได้เอง

เอนโดฟินจะทำให้ร่างกายเกิดสภาวะผ่อนคลาย และจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับการบริโภคสารอาหารที่มีประโยชน์

แนะนำให้รับประทานน้ำผักปั่น ซึ่งจะช่วยชำระล้างของเสียเหล่านี้ออกให้มากที่สุด เร็วที่สุด
ขณะเดียวกันก็ฟื้นฟูการทำงานของทุกอวัยวะ

ซึ่งในทางตรงกันข้ามขณะที่ปวดถ้าท่านยิ่งเครียด ยิ่งหงุดหงิด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนารีน

ซึ่งจะมีผลทำให้ร่างกายปวดเพิ่มมากขึ้นซึ่งถ้าไปกินยาแก้ปวดก็เท่ากับทำร้ายตนเองเพิ่มมากขึ้น ในระยะยาว?เพราะต้นเหตุยังคงอยู่?ยิ่งอยู่นานร่างกายยิ่งเสื่อมมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยบางรายสำหรับกรณีที่รับประทานน้ำผักปั่น อาจจะเกิดอาการปวดขึ้นนั่นเป็น เพราะขบวนการขับของเสียซึ่งกว่าร่างกาย?จะเข้าสู่ระบบที่สมดุลจึงจำเป็นต้องใช้เวลา หากเปรียบแล้วก็เหมือนท่อน้ำซึ่งมีคราบสกปรก ต้องใช้เวลานานกว่าปกติในการล้าง

29 พฤษภาคม 2556

ความปลอดภัยในการบริโภคน้ำพลังเอนไซม์บำบัด


ความปลอดภัยของการบริโภคน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

การบริโภคน้ำพลังเอนไซม์บำบัดนการเสริมอาหารช่วยในการย่อยและปรับสมดุลของร่างกายทำให้ร่างกายสดชื่น แข็งแรง ฟื้นฟูสุขภาพ ป้องกันและรักษาอาการต่าง ๆ ได้ และเป็นที่นิยมรับประทานกันมากมายในปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะไม่มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุมแต่เราสามารถมั่นใจได้ว่าการรับประทาน น้ำพลังเอนไซม์บำบัดเสริมอาหารไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคุณ

น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เป็นน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้นานาชนิดกว่า 20 ชนิด กับน้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ และน้ำ มีคุณสมบัติในการช่วยในการย่อยอาหาร ปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกาย และมีสารอาหารที่มีขนาดเล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เซลล์ได้รับสารอาหารและพลังงานเพียงพอในการขจัดของเสียออกจากเซลล์ และซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์ทำให้เซลล์แข็งแรง

สำหรับการบริโภค น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งโดยทั่วไปหากร่างกายมีสภาวะสมดุล แข็งแรง ร่างกายสามารถผลิตเอนไซม์เพื่อใช้ในร่างกายได้เพียงพอ และยังได้จากอาหารสดที่รับประทานเข้าไปอีกในแต่ละวัน แต่ด้วยสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายมีการผลิตเอนไซม์ลดลง และอาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารที่สูญเสียเอนไซม์หรือมีปริมาณเอนไซม์น้อยมาก

ทำให้ร่างกายมีภาวะขาดเอนไซม์ ส่งผลให้เกิดการสะสมของเสียในร่างกาย เซลล์ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และไม่สามารถขจัดของเสียออกจากเซลล์ได้หมด จึงส่งผลให้เซลล์อ่อนแอ อวัยวะทำงานลดลง และส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ขึ้น ดังนั้น การรับประทานเอนไซม์เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับปัจจุบันจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้รักสุขภาพและผู้ป่วยที่ต้องการเสริมความแข็งแรงให้กับร่างกาย ทำให้การรักษาอาการต่าง ๆ ของโรคดีขึ้นเมื่อรักษาควบคุมไปกับแพทย์แผนปัจจุบัน

สำหรับความปลอดภัยในการเลือกรับประทาน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เสริมอาหาร
ควรเลือก น้ำหมักจากผลไม้ที่มีอายุการหมักนานกว่า 6 ปี มีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำหมักตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ตรวจลักษณะปรากฏ ตรวจวัดค่าความเป็นกรดด่าง ตรวจหาเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค และอื่น ๆ ซึ่งเป็นการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ แต่หากพูดกันในหลักของธรรมชาติบำบัดแล้ว น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ที่ผลิตจากการหมักผลไม้ กับน้ำผึ้ง และน้ำ นาน กว่า 6 ปี ซึ่งจะได้ เอนไซม์ ที่เป็นเพียงกลุ่มโปรตีน ที่ช่วยในการย่อย และสารอาหารพวกกรดอะมิโน เกลือแร่ วิตามิน ซึ่งก็เหมือนกับอาหารที่ผ่านการย่อยสลายแล้วเมื่อเรารับประทานเข้าไป ซึ่งไม่มีอันตรายต่อร่างกาย หากรับประทานมากเกินไปร่างกายก็สามารถขับออกได้ และเอนไซม์ดังกล่าวก็ไม่มีอันตรายหรือก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายคุณอย่างแน่นอน

ยกเว้น ยกเว้น น้ำหมักชีวภาพที่มีอายุน้อย มีการปนเปื้อนของเชื้อโรค และเมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งมักเกิดเมื่อหมักผลไม้กับน้ำตาล ดังนั้น ควรพึงคิดเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานด้วยนะค่ะ

สำหรับการรับประทาน น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้เป็นอาหารเสริม สำหรับสหรัฐอเมริการอาหารและยาได้รับการยอมรับและการควบคุมแล้ว แต่สำหรับ อาหารและยา (อย.) ของเมืองไทย ยังไม่ยอมรับว่า น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ เป็นอาหารเสริม แต่บางองค์กร เช่น สสวท ก็ได้มีการทำวิจัยเรื่อง น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้เพื่อการบริโภค ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และมีการจัดประชุมเพื่อนำเสนอให้ อย. อนุมัติ แต่ในปีปัจจุบัน 2556 ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติอีกเช่นเดิม

27 พฤษภาคม 2556

เอนไซม์ช่วยรักษาโรคได้หรือไม่


ตอบคำถามค้างค้าใจ...เอนไซม์ช่วกรักษาอาการใดบ้าง...
(ผลจากงานวิจัย 5 ปี จากการสอบถามผู้ที่รับประทาน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด)

เอนไซม์ช่วยรักษาการนอนไม่หลับได้หรือไม่

อาการนอนไม่หลับ เกิดจากหลายสาเหตุ จะพบว่าเอนไซม์บำบัดให้ผลที่น่าพอใจหากอาการนอนไม่หลับเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนในระบบต่อมไร้ท่อ นอกจากนี้การพร่องเอนไซม์กลุ่มเมตาบอลิซึม จะส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนของต่อม Pituitary ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับด้วย

ดังนั้นการกินอาหารสดใหม่ และการใช้เอนไซม์เสริมจะช่วยในการรักษาสมดุลของระบบต่อมไร้ท่อทำให้อาการนอนไม่หลับที่เกิดจากความไม่สมดุลนี้ดีขึ้นอย่างเห็นผล

บ้านรักษ์สุขภาพ แนะนำ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรผลไม้รวม Mutli fruit Enzyme 350 บาท


เอนไซม์สามารถช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงินได้หรือไม่

โรคสะเก็ดเงิน สาเหตุหนึ่งเกิดจากขาดเอนไซม์ในการขจัดของเสียออกจากเลือด ซึ่งจากงานทางคลินิกของแพทย์ผิวหนังหลายท่านรายงานว่า สามารถใช้เอนไซม์เสริมในการบำบัดรักษาโรคนี้ได้
โดยในปี ค.ศ. 1930 นักวิจัยรักษาโดยให้ผู้ป่วยรับประทานเนยดิบจำนวนมาก ซึ่งในเนยดิบมีเอนไซม์ ไลเปส (enzyme lipase) อยู่ในปริมาณสูง และพบว่าผู้ป่วยเมื่อรับประทานเนยดิบติดต่อกันจะมีอาการดีขึ้น
ซึ่งต่อมาก็มีรายงานจากงานวิจัยพบว่า...การเสริมเอนไซม์ไลเปสในปริมาณที่สูงที่เพียงพอ สามารถช่วยรักษาอาการของโรคสะเก็ดเงินให้ดีขึ้นได้ แต่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ

บ้านรักษ์สุขภาพ แนะนำเบื้องต้นสำหรับโรคสะเก็ดเงิน ให้รับประทานน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น ในอัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 แล้ว โดยรับประทาน เช้า และเย็น ก่อนอาหารทุกมื้อ หรือผสมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มแทนน้ำเปล่าตลอดทั้งวัน

เอนไซม์ช่วยรักษาอาการปวดหัวของไมเกรนได้หรือไม่

อาการปวดหัวจากไมเกรนบางครั้งมีสาเหตุจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน หรือการทำงานที่ผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เนื่องจากต่อม pituitary ที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมไร้ท่อทั้งหมด และการกินอาหารที่ไม่มีเอนไซม์เลยนั้นจะกระตุ้นต่อมพิทูอิทารีให้ทำงานหนักขึ้น ซึ่งการหลั่งฮอร์โมนในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของของฮอร์โมน  และสาเหตุของอาการปวดหัวจากไมเกรนอีกทางหนึ่งเป็นไปได้ว่าสารพิษที่พบในลำไส้ใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นจากกระบวน การย่อยอาหารที่บกพร่อง
ดังนั้นการกินอาหารสด หรือการทานเอนไซม์เสริมจะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวจากไมเกรนได้

บ้านรักษ์สุขภาพ แนะนำให้ดื่ม น้ำพลังเอนไซม์บำบัตสูตรผลไม้รวม Mutli fruit enzyme 

เอนไซม์ช่วยรักษาอาการโลหิตจางได้หรือไม่

จากงานวิจัยพบว่าเอนไซม์มีบทบาทสำคัญในการสร้างเฮโมโกลบิล (Hemoglobin)ในเม็ดเลือดแดง ดังนั้นการรับประทานเอนไซม์เสริมอาหารจึงช่วยเร่งปฏิกิริยาในการผลิตเม็ดเลือดแดงได้ พบว่า การรักษาภาวะโลหิตจางโดยการรับประทานยาร่วมกับการเสริมเอนไซม์ทำให้อาการของโรคดีขึ้นอย่างได้ผล

บ้านรักษ์สุขภาพ แนะนำให้ดื่ม น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร N-2000 ค่ะ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme

21 พฤษภาคม 2556

ล้างพิษ (Detox) เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

การล้างพิษ (Detoxification) มีหลายวิธี วันนี้ที่เราจะมาคุยกันคือ การสวนล้างลำไส้ใหญ่เพื่อขจัดของเสีย และสารพิษออกจากร่างกาย

ลำไส้ใหญ่ เป็นอวัยวะที่รองรับสิ่งเหลือใช้จากร่างกายของเรา หากเรารับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย หรือเส้นใยน้อย หรือไม่มีเส้นใย จะทำให้อาหารเหนียว ย่อยยาก และเกาะติดกับผนังสำไล้ก่อให้เกิดการหมักหมม เน่าเสีย เป็นแหล่งเพาะแบคทีเรีย เกิดการเหม็น บูด เน่า และสร้างสารพิษให้กับร่างกาย เพราะฉะนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีเส้นใยจึงเป็นการช่วยทำความสะอาดร่างกายอีกทางหนึ่ง เช่น การทาน ผัก ผลไม้ ธัญพืช ก็เป็นการเสริมกากใยในอาหารได้ หรือ จะทาน น้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ สูตรบ้านรักษ์สุขภาพเป็นประจำก็ดี แล้วแต่คุณจะเลือก
เพราะการกินอาหารที่ขาดกากใย หรือเส้นใยจะทำให้สุขภาพของเราไม่ดี ทำให้เกิดอาการท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีไข้ อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย มีกลิ่นปาก มีกลิ่นตัว เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น
  • โรคทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีไข้ อาหารไม่ย่อย ลำไส้อักเสบ มีกลิ่นปาก
  • โรคภูมิต้านทานบกพร่อง เช่น ภูมิแพ้ ลมพิษ หอบหืด ปวดตามข้อ ปวดเมื่อยร่างกาย
  • เกิดความเสื่อมของร่างกาย เช่น ผิวพรรณเหี่ยวย่น แก่เร็วกว่าวัย อ่อนเพลียง่าย
  • โรคทางจิตใจ เช่น เครียด นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร
  • โรคมะเร็งลำไส้ ริดสีดวงทวาร detox
การล้างพิษ (Detox) แบบสวนลำไส้ก็เป็นการเสริมสุขภาพที่ดีทางหนึ่ง โดยส่วนมากนิยมใช้ในการรักษาโรคท้องผูก ท้องอืด ขับถ่ายยาก อัมพาต โรคภูมิแพ้ หอบหืด ผื่นคัน รูมาตอยด์ ปวดเมื่อยเรื้อรัง ซึ่งเป็นผลมาจากการสะสมของเสียในร่างกายนานจนเกิดเป็นพิษ

การทำ DETOX สวนลำไส้ด้วยตนเองนั้น เป็นการล้างพิษในลำไส้ใหญ่ระบบล่างเท่านั้น เพราะปกติลำไส้มีความยาวประมาณ 150 cm ซึ่งการใช้กาแฟ น้ำสมุนไพร หรือน้ำเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น ในน้ำประมาณ 1.5 ลิตร มันเพียงน้อยนิดเท่านั้น แต่ก็จะได้ผลในระดับหนึ่ง ซึ่งหากต้องการทำความสะอาดลำไส้ระดับบน ต้องใช้บริการสวนล้างสำไส้ตามสถานบริการ เช่น โรงพยาบาล โดยจะมีเครื่องสวนล้างลำไส้ โดยใช้น้ำถึง 25 ลิตร

กลไกของการล้างพิษออกจากลำไส้ คือ
1. การขจัดคราบตะกรันของเศษอาหาร และของเสียที่หมักหมมในลำไส้ใหญ่ออก ซึ่งหากสวนลำไส้ด้วยตนเอง ควรทำการนวดท้อง และทนให้น้ำเอนไซม์เข้าไปละลายเอาเศษตะกรันออก โดยควรอดทนให้น้ำที่ใช้สวนลำไส้อยู่ในลำไส้ได้นานถึง 15 นาที จึงค่อยไปถ่ายออก

2. ช่วยให้สารพิษในร่างกายซึมผ่านผนังลำไส้สู่น้ำที่ใช้สวน และละลายไปกับน้ำที่ขับถ่ายออกจากร่างกาย ดังนั้น น้ำที่ใช้ผสมกับน้ำเอนไซม์เข้มข้น ควรมีอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ร้อน หรือเย็นเกินไป ประมาณ 37 – 40 องศาเซลเซียส เพื่อให้ชะล้าง และละลายสารพิษออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งน้ำเอนไซม์ที่ใช้สวนยังมีคุณสมบัติในการเร่งการขับสารพิษออกมาจากลำไส้จึงทำให้เห็นผลได้ดีขึ้นหากอยู่ในลำไส้นานถึง 15 นาที

3. กระตุ้นการทำงานของเซลล์ในเยื่อบุผนังลำไส้ให้มีการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุและขับของเสีย ทำให้การขับถ่ายครั้งต่อไปเป็นไปอย่างปกติ ซึ่งในน้ำเอนไซม์เข้มข้นที่ใช้สวนจะมีวิตามินและแร่ธาตุ พร้อมออกซิเจนที่ไปช่วยทำให้เซลล์ผนังลำไส้แข็งแรง มีความยืดหยุ่นได้ดี ปรับสมดุลของการขับถ่ายในครั้งต่อ ๆ ไป

ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า การล้วนล้างลำไส้ หรือ DETOX นั้น จึงเป็นการนำของเสียที่ตกค้างในร่างกายออกไปจากลำไส้ใหญ่ทำให้ร่างกายแข็งแรง และสุขภาพดีขึ้น
สนใจอ่านวิธีการสวนลำไส้ด้วยน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้นได้
หากมีข้อสงสัย ต้องการพูดคุยสอบถามมาทางอีเมล์ tusora@gmail.com หรือ ทางไลน์ ID: tu-bgood ได้ค่ะ

20 พฤษภาคม 2556

ประโยชน์ของน้ำพลังเอนไซม์บำบัด

ประโยชน์ของน้ำพลังเอนไซม์บำบัด หรือ ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค หรือ ประโยชน์ของน้ำหมักผลไม้รวม 20 ชนิด

น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ของบ้านรักษ์สุขภาพ มีด้วยกัน 3 สูตร ดังนี้
สูตรที่ 1 น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรผลไม้รวม Mutli Fruit Enzyme ขนาด 750 ml. ราคา 350 บาท
สูตรที่ 2 น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเอ็นสองพัน N-20000 ขนาด 650 ml ราคา 500 บาท
สูตรที่ 3 น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น Premier Fruit Enzyme ขนาด 187 ml ราคา 500 บาท

--> ประโยชน์ของน้ำพลังเอนไซม์บำบัด ช่วยในการปรับสมดุลของร่างกาย ฟื้นฟูเซลล์ โดยมีหลักการทำงาน ดังนี้

  1. ความเป็นกรดผลไม้ เมื่อหมักเป็นระยะเวลานาน ๆ กว่า 6 ปี น้ำหมักพลังเอนไซม์ที่ได้จะมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน ที่ช่วยในการปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกาย เช่น เลือด ซึ่งโดยปกติร่างกายที่สะอาดเลือดจะมีภาวะความเป็นกรดด่างประมาณ 7.8 ซึ่งค่อนไปทางด่าง เกือบกลาง แต่เมื่อร่างกายมีของเสียสะสมอยู่ เลือดจะมีสภาวะเป็นกรด น้ำหมักพลังเอนไซม์จะช่วยในการฟอกเลือก ช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยละลายขจัดไขมันและของเสียที่ตกค้างในเลือด ทำให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับเข้าสู่สมดุลกรดด่างที่เหมาะสม จนกระทั่งร่างกายสะอาดขึ้น ทำให้สุขภาพแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการบีบตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ และช่วยปรับสมดุลของการขับถ่ายให้ดีขึ้นอีกด้วย  
  2. เอนไซม์จากผลไม้ น้ำผึ้ง และเอนไซม์ที่ได้จากจุลินทรีย์ในการหมัก จะช่วยในการย่อยอาหาร โดยเอนไซม์จะเข้าไปทำการย่อยอาหารในระบบทางเดินอาหาร และในกระแสเลือด ทำให้ร่างกายสะอาดขึ้น และทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารจากอาหารที่รับประทานเข้าไปได้มากขึ้น อีกทั้งเอนไซม์ยังเข้าไปช่วยกระตุ้นการผลักสารอาหารให้เข้าเซลล์ และขับของเสียออกจากเซลล์ อีกด้วย
  3. สารอาหารโมเลกุลขนาดเล็ก และวิตามินต่าง ๆ ที่ได้น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ที่มีการหมักบ่มตามธรรมชาติเป็นเวลานาน ๆ จนผลไม้กลายเป็นสารอาหารกลายเป็นพวกกรดอะมิโน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ เป็นต้น ซึ่งมีโมเลกุลขนาดเล็ก ที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการย่อยอีก ทำให้เรารู้สึกสดชื่น มีแรง และช่วยฟื้นฟูสภาพของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการพักฟื้นได้อย่างดี 
  4. จำนวนประจุไอออนสูง กระบวนการหมักน้ำพลังเอนไซม์บำบัดที่ใช้ระยะเวลานาน ๆ จะทำให้เกิดกระบวนการไอออนไนสเซชั่น หรือ การแลกเปลี่ยนประจุ เพราะโมเลกุลของสารอาหารและเอนไซม์ที่เล็กลง จะสามารถผลักดันสารอาหารเข้าสู่เซลล์ และขับของเสียออกจากเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนเป็นพลังงาน ATP ในร่างกายนั้นเอง ทำให้เซลล์ได้รับสารอาหารอย่างรวดเร็ว  ร่างกายจึงฟื้นฟูได้ดี

ซึ่งประโยชน์ทั้ง 4 ข้อนี้ จึงทำให้เกิดทั้งกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ ให้พลังงานแก่เซลล์ และขับของเสียออกจากเซลล์ และลดการทำงานของเซลล์และอวัยวะบางส่วน ทำให้เซลล์และอวัยวะนั้นได้พักผ่อน และฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงขึ้นได้อย่างเร็ววัน ตลอดจนช่วยลดการเกิดอาการของโรคต่าง ๆ ได้ เมื่อร่างกาย อวัยวะ และเซลล์ของร่างกายแข็งแรงขึ้น

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme

19 พฤษภาคม 2556

เคล็ดลับวิชา-น้ำพลังเอนไซม์บำบัดดื่มเพื่ออะไร???

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดดื่มเพื่ออะไร??? คำถามนี้ แทบทุกคนที่โทรมาจะต้องถาม ก่อนอื่น ของอธิบายให้เข้าใจเกี่ยวกับหลักทางการแพทย์ทางเลือกกันก่อนสักนิด

ศาสตร์ทางด้านเอนไซม์บำบัด ของแพทย์ทางเลือก กล่าวไว้ว่า "สาเหตุของการเสื่อมของร่างกาย และการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน มะเร็ง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ ล้วนแล้วแต่เกิดจากภาวะที่ร่างกายพร่องเอนไซม์ ดังนั้นการเสิรมเอนไซม์โดยการกิน จึงเป็นวิธีหนึ่งในการบำบัดป้องกันการเกิดโรคได้อีกทางเลือกหนึ่ง ในการดูแลร่างกาย"

และก่อนที่จะตอบคำถามว่า น้ำพลังเอนไซม์บำบัดดื่มเพื่ออะไร ขอถามกลับว่า คุณรู้จักไหมว่า เอนไซม์คืออะไร และมีหน้าที่อย่างไรในร่างกาย

ซึ่งเราจะกล่าวแบบง่าย ๆ ก็คือ เอนไซม์เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่้งที่ทำหน้าที่ในการเร่งปฏิกิริยาต่าง ๆ ในร่างกายเรา ไม่ว่าจะเป็นการเร่งการย่อยอาหาร การสร้างเซลล์ การผลักอาหารเข้าเซลล์ การขับสารพิษออกจากเซลล์ การฟื้นฟูเซลล์ และปฏิกิริยาชีวเคมีต่าง ๆ ในร่างกาย พูดได้ว่าเอนไซม์มีบทบาทแถบทุกส่วนทุกเซลล์ในร่างกาย

แต่ถ้าไม่มีเอนไซม์ จะเกิดอะไรขึ้น คิดกันแบบง่าย ๆ ก็คือ อาหารที่เรารับประทานเข้าไปก็จะไม่ย่อย หรือย่อยสลายช้ามาก จนเกิดการหมักหมมเน่าเหม็น และเกิดเป็นสารพิษตกค้างในร่างกาย อีกทั้งร่างกายก็ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ขับออกก็ไม่ได้ เมื่อเซลล์ไม่ได้รับสารอาหาร มีแต่ของเสีย ร่างกายก็อ่อนแอ และเกิดโรคจนถึงตายในที่สุด

เห็นไหมว่าเอนไซม์มีบทบาทสำคัญจริง ๆ ในร่างกาย

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าเอนไซม์มีความสำคัญและมีบทบาทอย่างไรแล้ว เราก็คงเริ่มเห็นถึงความสำคัญของมันแล้ว แต่บางท่านอาจมีคำถามเพิ่มขึ้นมาอีกว่า ร่างกายเราก็มีการสร้างเอนไซม์อยู่แล้ว แล้วเอนไซม์ที่เราเสริมเข้าไปจะใช้ได้หรือ แล้วจะเหมือนกันไหม???

ตอบแบบง่าย ๆ ว่าเอนไซม์บางชนิดร่างกายเราผลิตขึ้นเอง แต่บางชนิดก็ได้จากอาหารที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว และเอนไซม์ที่ร่างกายเราผลิตขึ้นเองนั้น ก็ได้มาจากกรดอะมิโนที่ย่อยสลายมาจากอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นเอง แสดงว่า.... เอนไซม์ที่ร่างกายผลิตขึ้น และเอนไซม์ที่กินเข้าไปเสริมก็มาจากแหล่งเดียวกันคืออาหารนั้นเอง การเสริมเอนไซม์จึงสามารถเสริมได้ทั้งการกินอาหารที่สดใหม่ และการกินอาหารที่มีเอนไซม์สูง ๆ หรือสารสกัดเอนไซม์นั้นเองได้เช่นกัน

ใครมีคำถามอะไรอีก ยกมือขึ้นได้นะ.... (ถ้าไม่มี) ขอกลับมาตอบคำถามที่ว่าน้ำพลังเอนไซม์บำบัดนี้ดื่มเพื่ออะไร???

น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ดื่มเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย โดยที่น้ำพลังเอนไซม์จะมีหลักการทำงาน 4 หลักดังนี้
  1. ความเป็นกรดผลไม้ จะช่วยในการปรับสมดุลความเป็นกรดด่างของของเหลวในร่างกาย เช่น เลือด จึงช่วยในการฟอกเลือก ทำความสะอาดเลือด ช่วยละลายไขมันในเลือด ทำความสะอาดหลอดเลือด อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการบีบตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ ช่วยปรับสมดุลของการขับถ่าย เป็นต้น
  2. เอนไซม์จากผลไม้ และเอนไซม์ที่ได้จากจุลินทรีย์ในการหมัก จะช่วยในระบบการย่อยอาหาร โดยช่วยกระตุ้นการย่อยสลายอาหารและสารที่ตกค้างในร่างกาย อีกทั้งยังสามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดไปกระตุ้นการผลักสารอาหารให้เข้าเซลล์ และขับของเสียออกจากเซลล์ เป็นต้น
  3. สารอาหารโมเลกุลขนาดเล็ก และวิตามินต่าง ๆ ที่ได้จากกระบวนการหมัก ทั้งพวกกรดอะมิโน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ ต่าง ๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการย่อยแล้ว ร่างกายสามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดและส่งผ่านไปยังเซลล์ได้ทันที ทำให้รู้สึกสดชื่น และฟื้นฟูสภาพของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการพักฟื้นได้อย่างดี 
  4. จำนวนประจุไอออนสูง ทำให้เกิดกระบวนการไอออนไนสเซชั่น หรือ การแลกเปลี่ยนประจุ ทำให้สามารถผลักดันสารอาหารเข้าสู่เซลล์ และขับของเสียออกจากเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนเป็นพลังงาน ATP ในร่างกายนั้นเอง ทำให้เซลล์ได้รับสารอาหารอย่างรวดเร็ว  ร่างกายจึงฟื้นฟูได้ดี
หลักการทั้ง 4 นี้ จึงทำให้เกิดทั้งกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ ให้พลังงานแก่เซลล์ และขับของเสียออกจากเซลล์ และลดการทำงานของเซลล์และอวัยวะบางส่วน ทำให้เซลล์และอวัยวะนั้นได้พักผ่อน และฟื้นฟูร่างกายต่อไป

จากที่อธิบายมา ถ้ายังไม่เข้าใจ ตอบแบบง่าย ๆ อีกครั้งว่า น้ำพลังเอนไซม์บำบัดดื่มเพื่อ..... เสริมเอนไซม์และสารอาหาร ชะล้างสารพิษ และฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง 

แล้วอย่างนี้ต้องดื่มไปตลอดหรือเปล่าค่ะ??? แนะมีคนถามมาจนได้อีกคำถาม เมื่อกล้าถามก็ต้องกล้าตอบ

การกินหรือดื่มอาหารซ้ำ ๆ ไปตลอดอย่างไรก็ไม่ดี เฉกเช่นเดียวกัน การดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด ดื่มเพื่อจุดประสงค์อะไร ก่อนดื่มก่อนกินเราก็ควรต้องคิดก่อน ไม่ใช่สักแต่ว่าดื่ม เพราะเขาบอกว่าดี 

น้ำพลังเอนไซม์บำบัด จริง ๆ แล้วดื่มได้ตลอด เพราะไม่มีตกค้างในร่างกาย ร่างกายสามารถทำลายและขับออกไปได้ แต่การดื่มให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายเราจริง ๆ คือ การดื่มไปเพื่อปรับสมดุลและฟื้นฟูร่างกา ย เมื่อร่างกายแข็งแรงฟื้นฟูสภาพได้แล้ว เราจะดื่มต่อไปหรือหยุดก็ได้ ดื่มต่อไป ก็ช่วยได้ลดการทำงานของเซลล์บางอย่างของร่างกาย แต่ที่เหลือร่างกายก็ขับออก หยุดดื่มก็ได้เมื่อร่างกายกลับมาแข็งแรงเซลล์ทำงานได้เต็มที่แล้ว แต่สักพักร่างกายและเซลล์ก็จะอ่อนแออีก ก็ต้องกลับมาเสริมมาดื่มอีก

ก็ลองพิจารณาเอาเองเถอะว่าจะเอาแบบไหน มิได้มีข้อจำกัดว่าดื่มแล้วต้องดื่มตลอด อยากให้ถามตัวเอง ร่างกายของตนเอง พิจารณาเอาเองเถอะว่าตอนนี้เป็นอย่างไร แข็งแรง ทำงานเองได้ดีไหม หรือต้องการอะไรไปเสริมไปช่วย

แค่นี้พอจะตอบคำถามข้างต้นได้อย่างเข้าใจไหม....ถ้ายังไม่เข้าใจ  มีคำถามอะไรสอบถามไปที่อีเมล์ tusora @gmail.com  หรือ เข้ามาพูดคุยกับเราที่ www.facebook.com/friutenzyme ได้ค่ะ

16 พฤษภาคม 2556

การใช้เอนไซม์บำบัดโรค

เอนไซม์บำบัด หรือ Enzyme Therapy เป็นศาสตร์การใช้ เอนไซม์ในการบำบัดโรค ของแพทย์ทางเลือก เป็นการให้ผู้ป่วยรับประทานเอนไซม์เสริมอาหาร เพื่อช่วยฟื้นฟูรักษาร่างกายในการเจ็บป่วย ร่วมกับการรักษาตามอาการของแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งมีหลายโรค ที่พบว่า การใช้เอนไซม์บำบัด ช่วยให้การรักษาผู้ป่วยเห็นผลเร็วขึ้นอย่างได้ผล


อาธิเช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคภูมิแพ้ โรคอ้วน โรคกล้ามเนื้อ ไขข้อ อักเสบ โรคแผลเรื้อรัง โรคลำไส้แปรปรวน โรคมะเร็ง แผลหลังการผ่าตัด เป็นต้น

สำหรับการรับประทาน เอนไซม์เสริมอาหารนั้น ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช้ยาตัวหลักในการรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น แต่เป็นการเสริมเอนไซม์เข้าสู่ร่างกาย ให้เซลล์หรืออวัยวะในร่างกายนั้นทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร่างกายฟื้นฟูตัว และปรับสมดุลของร่างกายได้เร็วขึ้น เป็นการทำให้ร่างกายมีสภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ และเอื้อต่อการรักษาทำให้การรักษาเป็นไปได้ดี และเห็นผลรวดเร็วขึ้น...

ซึ่งตามหลักมาตรฐานสากลของ การใช้เอนไซม์บำบัด เพื่อเสริมอาหาร จะแนะนำปริมาณมาตรฐานที่ควรรับประทาน คือ

1. การอักเสบทั่วไป: ให้รับประทานน้ำพลังเอนไซม์ 3​​ ครั้งต่อวัน ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ (กินข้าว)

2. บาดเจ็บปานกลาง และมีอาการบวม: ให้รับประทานน้ำพลังเอนไซม์ 3​​ ครั้งต่อวัน ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ (กินข้าว)

3. บาดเจ็บอย่างรุนแรงหรือ ก่อน หรือ หลังการผ่าตัด : ให้รับประทานน้ำพลังเอนไซม์ 4 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ (กินข้าว)

4. โรคลำไส้หรือการย่อยอาหารไม่ดี: ให้รับประทานน้ำพลังเอนไซม์ 4 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ (กินข้าว)

5. มีอาการปวดข้อเรื้อรัง: ให้รับประทานน้ำพลังเอนไซม์ 5 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ (กินข้าว)

6. โรคภูมิแพ้ต่าง ๆ : ให้รับประทานน้ำพลังเอนไซม์ 3 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ (กินข้าว)

ซึ่งปริมาณมาตรฐานนี้ สามารถปรับลดเพิ่มส่วนได้ ตามขนาดตัวหรือน้ำหนักของผู้ป่วย หรือสภาพร่างกายความแข็งแรง ของเสียในร่างกายผู้ป่วย...

และสำหรับบุคคลธรรมดา ที่ต้องการทาน เอนไซม์เสริมอาหาร เพื่อดูแลสุขภาพ เสริมภูมิคุ้มกันปกป้องร่างกายก่อนป่วย แนะนำให้รับประทาน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด 2 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ (กินข้าว) ก่อนอาหารเช้า และก่อนนอน ค่ะ

สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme

15 พฤษภาคม 2556

เอนไซม์สามารถบรรเทาโรคเบาหวานได้จริงหรือไม่

เอนไซม์สามารถบรรเทาหรือรักษาโรคเบาหวานได้จริงหรือไม่....????????

ก่อนอื่น เรามาเรียนรู้ สาเหตุ ของการเกิด โรคเบาหวาน กันก่อนนะค่ะ

สาเหตุของ โรคเบาหวาน เกิดจากการที่ ตับอ่อนผลิตอินซูลินในปริมาณมากเกินไป อินซูลินเป็นฮอร์โมนจากตับอ่อน ที่ทำหน้าที่ควบคุมการนำกลูโคสจากเลือดเข้าสู่เซลล์ เพื่อเปลี่ยนเป็นไกลโคลเจน (glycogen)  ซึ่งก็คือคาร์โบไฮเดรตไปสะสมไว้ที่เซลล์ แต่ถ้ามีปริมาณมากเกินไกลโคลเจน จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) จึงไม่แปลกที่อินซูลินทำให้เป็นโรคอ้วนก็เพราะร่างกายเปลี่ยนกลูโคสเป็นไขมันนั่นเอง

ดังนั้น เวลาคนเราทานอาหาร ผัก ผลไม้ แป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต เข้าไป ร่างกายจะย่อยสลายอาหารเหล่านี้ ให้กลายไปเป็นน้ำตาลและกลูโคสจึงเท่ากับเราบริโภค น้ำตาล เข้าไปในร่างกาย และในกรณีที่เรารับประทานหวาน หรือของหวาน หรืออาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินออกมามากเกินความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้ ร่างกายนำ น้ำตาล หรือกลูโคสจากในเลือดเข้าสู่เซลล์ได้เร็วเกินไป ผลก็คือระดับน้ำตาลในเลือดจะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

และเมื่อในที่สุด เซลล์ตับอ่อน ที่ทำงานมากในการผลิตอินซูลิน ออกมามาก ก็หมดสภาพ อ่อนแรงลง ส่งผลให้ผลิต อินซูลิน ลดลง ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดอินซูลิน (ระดับนี้จึงต้องมีการฉีดอินซูลิน) เกิดการตกค้างของกลูโคส หรือน้ำตาลในกระแสเลือดมาก ส่งผลให้ระบบการควบคุมน้ำตาลในเลือดผิดปกติ จนเกิดเป็นโรคเบาหวานเรื้อรัง ในที่สุด

การใช้เอนไซม์ในการช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน นั้น จึงเป็นการ ทานเอนไซม์เสริมอาหาร เข้าไปเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร จำพวกคาร์โบไฮเดรต แป้ง และน้ำตาล และช่วยลดการทำงานของตับ และตับอ่อนในการผลิตเอนไซม์ออกมาย่อยน้ำตาล ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสมดุล เพราะจากการตรวจวินิจฉัย พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานบางประเภท มีปริมาณเอนไซม์ในการย่อยน้ำตาล และแป้ง ต่ำ การทานเอนไซม์เสริมอาหาร เพื่อช่วยในการย่อยน้ำตาลและแป้งเข้าไป พบว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่ใช้ต้องอินซูลิน แสดงว่าเอนไซม์ ที่ช่วยในการช่วยน้ำตาล และแป้ง มีส่วนช่วยในการสลายน้ำตาลในกระแสเลือดได้ ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานสามารถลดการใช้อินซูลินได้โดยการกินอาหารสดหรือเอนไซม์เสริมได้

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเอนไซม์  น้ำพลังเอนไซม์บำบัด Multi fruit Enzyme

รวบรวมข้อมูลโดย นักวิจัยและพัฒนาสุขภาพ

-->

การใช้น้ำหมักผลไม้รวมเพื่อการย่อยสลาย และสร้างความสมบูรณ์ให้กับเซลล์


การใช้น้ำหมักผลไม้รวมเพื่อการย่อยสลาย และสร้างความสมบูรณ์ให้กับเซลล์ 100,000,000,000 เซลล์เพื่อการกระตุ้นให้ขบวนการสร้าง สเต็มเซลล์(แทนเซลล์ หายถึง Nucleus ) เพื่อการเกิดสาร Interferon ด้วยวิธีธรรมชาติ
เขียนโดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ วันที่ 3 มีนาคม 2549

เหตุผล : เนื่องจากร่างกายมีองค์ประกอบของเซลล์จำนวน 100,000,000,000 เซลล์ ในอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงเซลล์กล้ามเนื้อ, เม็ดเลือด, สมอง, ไขกระดูก, ต่อมไร้ท่อ, เส้นเอ็น, กระดูก, น้ำเหลือง ตลอดจนสารที่อยู่ในรูปของของเหลวที่เป็นตัวนำพา และกระตุ้นให้เกิดการดำรงความเป็นชีวิต โดยให้มีความทนทานต่อการถูกทำลายของเชื้อโรค แรงกระแทก, การฉีกขาด, การผ่าตัด

มันเป็นส่วนสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจกลับเซลล์ทั้งหมด 100,000,000,000 เซลล์ นี้ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างในการดูแล และเซลล์ทำหน้าที่อะไร โดยภาพรวมดังนี้


เซลล์
  • สร้างพลังงาน
  • กระตุ้นใหเกิดภูมิคุ้มกัน
ดำรงความเป็นชีวิต การทำงาน ประสานเชื่อมโยงของทุกส่วนในร่างกายให้แข็งแรงทนทานต่อการรบกวนใน



ส่วนประกอบของเซลล์
หน้าที่
ผนังเซลล์ป้องกันอันตราย สร้างความแข็งแรง และทำให้เซลล์คงรูปอยู่ได้
เยื่อหุ้มเซลล์ควบคุมการผ่านเข้าออกของสาร
นิวเคลียสควบคุมการทำงานของเซลล์
ไซโทพลาสซึมสังเคราะห์สารและสะสมสารต่างๆ
ออแกเนลล์
เซนทริโอลใช้ในการแบ่งเซลล์ในสัตว์
กอลจิบอดีสร้างและสะสมฮอร์โมน เอนไซม์ และสารอื่น
ไลโซโซมสะสมเอนไซม์สำหรับย่อยสลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในเซลล์
ไมโทคอนเดรียทำหน้าที่ผลิตพลังงานในกระบวนการหายใจระดับเซลล์
คลอโรพลาสต์สร้างสารอาหารโดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ไรโบโซมสังเคราะห์โปรตีน
แวคิวโอลเก็บของเสียที่เกิดจากการทำงานของเซลล์ และรักษาสมดุลของน้ำในเซลล์

ในทุกรูปแบบ - เช่น

1) ร่างกายอยู่ในที่ทีมีมลพิษ
2) ร่างกายได้อาหารที่เป็นพิษ
3) ร่างกายมีอารมณ์ที่เป็นพิษ
4) ร่างกายขาดน้ำจนมีความร้อนสูง
5) ร่างกายขาดการพักผ่อนจนฮอร์โมนแปรปรวน และเกิดพิษในระดับเซลล์เม็ดเลือด, กระดูก, ไขกระดูก
6) ร่างกายขาดสารอาหารจนไม่สามารถขับพิษ
7) ร่างกายได้สัดส่วนสารอาหารพิษ จนเกิดการสะสมพิษ
8) ร่างกายขาดการนำคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย และนำออกซิเจน เข้าร่างกายไม่ได้สัดส่วนพอดีจนเกิดพิษ

ทั้งหมดทำให้เซลล์ในร่างกาย ถูกรบกวน และค่อย ๆ อ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนเกิดอาการต่าง ๆ คือ วิงเวียน, คลื่นไส้, อาเจียร, นอนไม่หลับ, อ้วน, อารมณ์เสีย และลืมง่าย, ปวดเมื่อย จนกระทั่งเกิดอาการกระทบถึง ระบบอวัยวะ คือ ความดันโลหิตสูง (ไตเสื่อม) ไขมันและคลอเรสเตอรอลสูง (ตับเสื่อม) เบาหวาน (ตับอ่อนเสื่อม)

ฉะนั้นขบวนการพัฒนาเซลล์ ซึ่งทางการแพทย์ตะวันตกจะใช้คำว่า ขบวนการสร้างสเต็มเซลล์ แปลว่า การสร้างแกนเซลล์ คือการทำให้นิวเคลียสแข็งแรง

เนื่องจากนิวเคลียส คือ ตัวกระตุ้น ให้เกิดสารอินเตอร์ฟีรอล ซึ่งจะไม่มีผลข้างเคียง ในการสร้างด้วยขบวนการทางธรมชาติ

สารอินเตอร์ฟีรอล (Interferon = IFN) คือ สารที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับไวรัส และอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็ง ในขณะที่ร่างกายได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง จนทุกเซลล์ ในร่างกายสมบูรณ์ สารอินเตอฟีรอน (Interferon) ที่มีอยู่ในระดับต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้อย่างดี และร่างกายจะไม่มีโอกาสเป็นมะเร็ง

ในขณะที่ในร่างกายมีอวัยวะที่สำคัญ คือ ม้าม (Spleen) ซึ่งเป็นผู้สร้างสาร Tuftsin ซึ่งเรียกว่า leukokinin ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขบวนการสร้าง แกนเซล หรือ สเต็มเซลล์ ร่างกายมีระบบดำเนินการอยู่แล้ว จึงขอเชิญชวนทุกท่านให้โอกาสร่างกายของท่าน ได้สร้างแกนเซลล์ หรือ Stem cell สเต็มเซลล์ โดยไม่ต้องฉีดสารสังเคราะห์ อินเตอฟิรอน ซึ่งใช้ขบวนการฉีดเข้าสู่ร่างกาย เช่นเดียวกันกับการฉีดอินซูลิน หรือ ยาเบาหวาน

เนื่องจากอินเตอฟีรอน สังเคราะห์ ถ้าใช้นานเกินไป ร่างกายจะเกิดขบวนการเรียนรู้ การทดแทนจะทำให้เซลล์ปกติของร่างกายเกิดการหยุดสร้างอินเตอร์ฟีรอลของตนเอง จนเกิดการติดเชื้อเฉียบพลัน ในกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้ อินเตอฟีรอลสังเคราะห์จะเป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง น้ำท่วมปอดง่าย, ท้องอืดง่าย ๆ เป็นหวัดประจำ

แต่หากเราเปลี่ยนมาใช้น้ำหมักผลไม้รวมเพื่อช่วยเซลล์ในการกระตุ้นการสร้าง อินเตอฟีรอล ทำให้ร่างกายแข็งแรง เซลล์แข็งแรง ซึ่งสร้างพลังงานทำให้ร่างกายมีชีวิตชีวา และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายแข็งแรง เรียกว่า การรับประทานน้ำหมักผลไม้รวมตามแนววิถีไทยแต่โบราณ เป็นการสร้างความสมบูรณ์ให้กับเซลล์ในระดับ สเต็มเซลล์ หรือ DNA เลยด้วยซ้ำไป....

สนใจสั่งซื้อ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme