การหมักน้ำเอนไซม์ผลไม้ สูตร ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ แห่งชมรมบ้านสุขภาพ
การหมักน้ำเอนไซม์ผลไม้เพื่อสุขภาพ สำหรับบริโภค นั้น เป็นการทำน้ำเอนไซม์จากการหมักผลไม้ด้วยน้ำผึ้ง และน้ำ ในภาชนะที่สะอาด ปลอดภัย และใช้ระยะเวลาการหมักตามธรรมชาติ ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป
ซึ่งหากเป็นกรรมวิธีการหมักตามธรรมชาติ โดยมิได้มีการปรุงแต่ง หรือเติมหัวเชื้อใด ๆ ลงไปนั้น ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงค์ ได้มีการทำวิจัยไว้ว่า อายุการหมักน้ำเอนไซม์ตามสูตรนี้ จะให้ผลสำเร็จ ปลอดภัย เมื่ออายุต่าง ๆ ดังนี้
อายุ 1 ปี สำหรับผลไม้เนื้อขาว ไม่มีเปลือก ทั่วไป เชื้อก่อโรคสลายแล้ว ยังคงมีแอลกอฮอล์อยู่ ดื่มได้ มีรสเปรี้ยว ซ่า เพื่อช่วยในระบบการย่อยอาหาร และมีสารอาหารที่ยังต้องนำไปย่อยต่อไป (ยังไม่แนะนำให้บริโภคมากนัก แต่หากมีปัญหาเรื่องระบบย่อยก็สามารถบริโภคได้)
อายุ 4 ปี สำหรับผลไม้ทั่วไป ไม่มีเปลือกแข็ง เชื้อก่อโรคสลายแล้ว ปริมาณแอลกอฮอล์ลดลงเฉลี่ยประมาณ 4 - 10 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับชนิดของผลไม้ และสภาพการหมัก มีรสเปรี้ยว ฝาด ขม ซ่าเล็กน้อย (คุณสมบัติใกล้เคียงกับไวน์เพื่อสุขภาพ สามารถบริโภคได้ แต่ไม่แนะนำสำหรับผู้แพ้แอลกอฮอล์ และมีปัญหาโรคตับ แต่ช่วยกระตุ้นให้มีความยากอาหาร เมื่อบริโภคก่อนอาหาร สามารถใช้ในการรักษาแผล ทำความสะอาดแผลได้)
อายุ 6 ปี สำหรับผลไม้ทั่วไป ไม่มีเปลือกแข็ง เชื้อก่อโรคสลายแล้ว สารอาหารมีขนาดโมเลกุลเล็กเพียงพอ เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ มีปริมาณแอลกอฮอล์ลดลงเฉลี่ย 1-5 เปอร์เซ็นต์ และเป็นแอลกอฮอล์ชนิดอินทรีย์แอลกอฮอล์ ที่ร่างกายผลิตขึ้นในร่างกายและจำเป็นต่อร่างกาย ขึ้นกับชนิดของผลไม้ และสภาพการหมัก มีรสจืด เปรี้ยวเล็กน้อย อาจติดฝาด หรือขม (คุณสมบัติเหมือน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด สามารถบริโภคได้ ดื่มเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ฟื้นฟูสุขภาพ ช่วยในการย่อย ปรับสมดุลของร่างกาย)
อายุ 10 ปี สำหรับผลไม้ทั่วไป และสมุนไพร เชื้อก่อโรคสลายแล้ว มีสารอาหารปริมาณมาก มีขนาดโมเลกุลเล็กเพียงพอที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ เฉลี่ย 0 - 4 เปอร์เซ็นต์ และปลอดภัยต่อการบริโภค เรียกว่า เป็น เอนไซม์อายุวัฒนะ เอนไซม์บำบัดโรค ช่วยในการทำความสะอาดเลือด ร่างกาย ปรับสมดุลร่างกาย และฟื้นฟูในระดับเซลล์
-->
อายุ 10 ปี ขึ้นไป สำหรับผลไม้ และสมุนไพร ทุกชนิด เชื้อก่อโรคสลายแล้ว สารอาหารขนาดโมเลกุลเล็ก ปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำมาก 0 - 2 เปอร์เซ็นต์ ปลอดภัยในการบริโภค มีรสจืด หรือติดขมเล็กน้อย ร่างกายสามารถนำสารอาหารไปใช้ได้เต็ม ช่วยในการฟื้นฟูระดับเซลล์ ร่างกายจะสดชื่นได้อย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่า เป็น เอนไซม์ยอดมหาบำบัด เอนไซม์สารอาหารบำรุงเซลล์ เอนไซม์ฟื้นฟูเซลล์ เป็นต้น
วิธีการทำน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ มีกรรมวิธี ดังนี้
1. ผลไม้ 1 ชนิด ปริมาณ 3 กิโลกรัม
2. น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ ปริมาณ 1 กิโลกรัม
3. น้ำสะอาด หรือน้ำดื่ม ปริมาณ 10 ลิตร
4. ถังสะอาด ขนาดบรรจุ 15 ลิตร
ขั้นตอนการทำ
1. นำผลไม้ไปล้างทำความสะอาด โดยน้ำไหล เพื่อขจัดเศษฝุ่น เศษผงออกให้หมด
2. นำไปปอกเปลือก ยกเว้น ผลไม้เปลือกบาง ที่ทานได้ทั้งเปลือก ไม่ต้องปอกเปลือก หั่นเอาส่วนที่เสียออก แล้วนำไปแช่ใน น้ำสะอาดผสมน้ำเอนไซม์แช่ล้างผัก เป็นเวลา 30 นาที (น้ำเอนไซม์แช่ล้างผัก คืออะไร อ่านได้ที่นี้)
3. ยกผลไม้ที่ทำความสะอาดแล้ว ออกมาผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
4. นำภาชนะที่จะใช้ในการหมัก ไปล้างทำความสะอาด ผึ่งให้แห้ง หรือลวกด้วยน้ำร้อน แล้วผึ่งให้แห้ง (แนะนำเป็นภาชนะจำพวกแก้ว หรือพลาสติกที่ทดกรด คือมีเครื่องหมาย PET ที่ใต้ภาชนะ)
5. เติม น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ ลงไปใน ภาชนะที่เตรียมไว้
6. นำ ผลไม้ที่ผึ่งให้สะเด็ดน้ำแล้ว ลงไป
7. เติม น้ำสะอาด หรือน้ำดื่มที่ตวงปริมาตรไว้แล้ว ลงไป ให้เหลือช่องว่างที่ปากภาชนะ ประมาณ 1 - 2 ข้อนิ้วไว้ ป้องกันการดันขึ้นของอากาศในถัง
8. ปิดฝาให้สนิท แล้วติดสติกเกอร์ แจ้งชนิดของผลไม้ วัน เวลา ที่หมัก และนำไปเก็บในที่ร่ม ไม่โดนแดด อากาศถ่ายเทได้
9. ในช่วงเดือนแรก จำเป็นต้องเปิดคลายแก๊ซที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ อาจทุกวัน หรือวันเว้นวันก็ได้ โดยการคลายฝาปิด ให้แก๊ซระเหยออกแล้วปิดฝาใหม่ ไม่จำเป็นต้องเขย่า
สังเกตุการเปลี่ยนแปลง
1. จะเกิดแก๊ซให้คลายทุกวัน ในช่วงต้น และจะค่อย ๆ ลดลง เมื่อไม่เกิดแก๊ซแล้ว เราก็ปิดฝา ทิ้งไว้ได้เลยค่ะ
2. น้ำผึ้งที่ตกตะกอนอยู่ด้านล่าง จะค่อย ๆ หายไป (ห้ามเขย่า)
3. น้ำจะค่อย ๆ ขุ่นขึ้น และเมื่อหมักนาน ๆ ไป จะกลับมาใส และมีตะกอนตกอยู่ด้านล่าง
4. หากทำสะอาดมาก จะไม่มีรา หรือยีสต์ขึ้นที่ด้านบนเลย แต่ถ้ามีสามารถตักออก หรือทิ้งไว้ก็ได้ (แต่ถ้าทิ้งไว้ ต้องใช้ระยะเวลาในการหมักนานขึ้น)
5. บางถังอาจมีการเกิดวุ้นขึ้นได้ ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดอาหารทิพย์ ซึ่ง สามารถอ่านได้ จากบทความเรื่อง วุ้นจากน้ำหมัก)
หมักต่อไป จนกว่า น้ำผึ้งที่ด้านล่างหมด น้ำใส มองทะลุได้ เมื่อชิมดู ไม่มีรสหวาน ก็สามารถนำมาขยายต่อไป หรือจะหมักทิ้งไว้หลาย ๆ ปี ตามความต้องการ
หากทำเอง ให้เน้นเรื่องความสะอาด และเลือกผลไม้ที่เราชอบ กินได้ประจำ ไม่แพ้ มาหมัก หรือเลือกสมุนไพรที่ต้องการเน้นรักษาโรคของเรามาหมัก ทำให้สะอาด ใช้เวลาในการหมัก ไม่รีบร้อย รับรองทานได้ ไม่ต้องกังวลค่ะ
25 มีนาคม 2556
22 มีนาคม 2556
น้ำหมักเอนไซม์ หรือน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค
น้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค หรือ น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด ของดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ หรือที่เรียกว่า เป็นต้นกำเนิด การทำน้ำหนักเพื่อการบริโภคในแง่ของนักวิชาการ ในเมืองไทย
แต่สำหรับคนไทย อาจจะไม่เคยชินกับการบริโภคน้ำหมักเอ็นไซม์มากนัก ทั้ง ๆ ที่ในสมัยพุทธกาล น้ำหมักสมอดอง หรือ น้ำหมักมูลเน่า เป็น ทิพยโอสภ ของพระพุทธเจ้า เลยที่เลย และในตำราการแพทย์แผนโบราณก็มีการใช้น้ำหมักดองจากสมุนไพรในการรักษาโรคเช่นกัน
--> สำหรับในต่างประเทศ ประเทศที่เจริญแล้ว การทำน้ำหมักจากผลไม้ เพื่อใช้ในการดูแลสุขภาพ ก็เป็นที่นิยม และรู้จักกันในชื่อของ น้ำหมักน้ำส้มสายชูจากองุ่น ในอเมริกา หรือน้ำหมักน้ำส้มจากข้าวในญี่ปุ่น ซึ่งมีความนิยมในการบริโภคเพื่อเป็นอาหารเสริมในการดูแลสุขภาพ หรือ เป็นเครื่องปรุงในอาหารญี่ปุ่นอย่างแพร่หลาย
จากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ ดร.เทรโอะ ฮิงะ แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการวิจัยทางจุลชีววิทยา พบว่า น้ำหมักเอนไซม์มีคุณสมบัติที่น่าสนใจหลายด้าน ที่อุดมไปด้วยเอนไซม์ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ สารอาหาร แร่ธาตุ วิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
และเมื่อทำการทดลองทางคลินิกวิทยา กับผู้ทดลองทาน น้ำหมักเอนไซม์ เสริมอาหารเป็นประจำ พบว่า ทำให้ร่างกายแข็งแรง เมื่อตรวจสอบทางเซลล์วิทยา พบว่า สภาพของเซลล์ได้รับการฟื้นฟู ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรียกว่า คืนความอ่อนเยาว์ให้กับเซลล์ หรือ Regeneration เลยที่เดียว
แต่ผลงานวิจัยกับไม่เป็นที่แพร่หลาย หรือได้รับการเปิดเผยมากนัก ยังคงอยู่ในเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ให้ความสนใจเท่านั้น
ซึ่งองค์ความรู้หรืองานวิจัยเหล่านี้ ทางการแพทย์ทางเลือก เฉพาะกลุ่มก็ยังคงให้ความสนใจ และจัดการสัมมนาอยู่เรื่อย ๆ ทุกปี ซึ่งทางดร.เองก็เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นในการเผยแพร่ การทำน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค และการทำน้ำหมักขยะเพื่อช่วยปกป้องโลก ด้วยการเป็น วิทยากร รับบรรยายให้ความรู้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ตามแต่องค์กรที่ให้ความสนใจ ทั้งในวัด กลุ่มแม่บ้าน และกลุ่มคณะบุคคล หรือบุคคลที่ให้ความสนใจก็สามารถติดต่อเข้าไปที่ มูลนิธิภูมิปัญญาสากล เพื่อขอความรู้ได้
สำหรับการทำน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค จะใช้การหมักน้ำผึ้งกับผลไม้ หรือสมุนไพร โดยแนะนำให้หมักแยกชนิดกัน ในอัตราส่วนดังนี้
ทำการหมักไว้อย่างน้อย 1 ปี จึงสามารถนำน้ำหมักเอนไซม์ที่ได้มาผสมกันเป็นสูตรเฉพาะของแต่ละบุคคล แล้วน้ำไปหมักขยาย ต่ออายุให้ถึง 6 ปี หรือ 10 ปี ตามความต้องการ
การหมักขยาย คือ การใช้ น้ำหมักเอนไซม์ที่ได้ 3 ส่วน น้ำผึ้ง 1 ส่วน และน้ำดื่ม 10 ส่วน หรือเอาแบบเข้มข้น ก็ใช้น้ำดื่มเพียง 5 ส่วน ก็ได้ หมักนานไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณจะพอใจในคุณภาพ แล้วนำมาผสมกับน้ำอุ่นดื่ม
ตัวอย่างการคำนวนปริมาณที่ใช้ต่อถังหมัก
ถังหมักขนาด 25 ลิตร ให้เหลือ ช่องว่าง 1- 2 ลิตร ดังนั้น ใช้ผลไม้ 5 กิโลกรัม น้ำผึ้ง 2 กิโลกรัม และน้ำสะอาด 16 ลิตร
สำหรับ การหมักน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภคในขนาดถังใหญ่ การหมักในครั้งแรก หรือถังแม่ อาจใช้ น้ำตาลอ้อย หรือน้ำตาลทรายแดง แทนน้ำผึ้งความชื้นต่ำก็ได้ แต่หลังจากนั้น การนำมาขยาย ควรใช้ น้ำผึ้งความชื้นต่ำ แต่เพียงอย่างเดียว
เพื่อให้ได้ น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด ที่มีคุณค่า ในการฟื้นฟูสภาพของเซลล์ ที่เรียกว่า Regeneration
ปัจจัยในการทำ น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค คือ ความสะอาด และความใจเย็น (ให้เวลาในการหมัก เพื่อเป็นไปตามธรรมชาติ)
น้ำหมักเอนไซม์ หรือน้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด จะมีคุณค่าในการ Regeneration เซลล์ หรือฟื้นฟูร่างกายนั้น จะต้องเป็นน้ำหมักที่หมักตามธรรมชาติ ในระยะเวลาที่เหมาะสม นานเพียงพอที่จะสลายโมเลกุลต่าง ๆ ให้กลายเป็นสารอาหารต่าง ๆ ที่เซลล์นำไปใช้ได้ในทันที ดังนั้น ยิ่งใช้ระยะเวลาในการหมักบ่มนาน โมเลกุลจะมีขนาดเล็กลง ก็ยิ่งมีพลังในการบำบัดฟื้นฟูเซลล์สูงขึ้นนั้นเอง....
รวบรวมเนื้อหาและบันทึกโดย บ้านรักษ์สุขภาพ พูดคุยเพิ่มเติมกับเราได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme
ไอดีไลน์ @qwd5997q
-->
แต่สำหรับคนไทย อาจจะไม่เคยชินกับการบริโภคน้ำหมักเอ็นไซม์มากนัก ทั้ง ๆ ที่ในสมัยพุทธกาล น้ำหมักสมอดอง หรือ น้ำหมักมูลเน่า เป็น ทิพยโอสภ ของพระพุทธเจ้า เลยที่เลย และในตำราการแพทย์แผนโบราณก็มีการใช้น้ำหมักดองจากสมุนไพรในการรักษาโรคเช่นกัน
--> สำหรับในต่างประเทศ ประเทศที่เจริญแล้ว การทำน้ำหมักจากผลไม้ เพื่อใช้ในการดูแลสุขภาพ ก็เป็นที่นิยม และรู้จักกันในชื่อของ น้ำหมักน้ำส้มสายชูจากองุ่น ในอเมริกา หรือน้ำหมักน้ำส้มจากข้าวในญี่ปุ่น ซึ่งมีความนิยมในการบริโภคเพื่อเป็นอาหารเสริมในการดูแลสุขภาพ หรือ เป็นเครื่องปรุงในอาหารญี่ปุ่นอย่างแพร่หลาย
จากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ ดร.เทรโอะ ฮิงะ แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการวิจัยทางจุลชีววิทยา พบว่า น้ำหมักเอนไซม์มีคุณสมบัติที่น่าสนใจหลายด้าน ที่อุดมไปด้วยเอนไซม์ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ สารอาหาร แร่ธาตุ วิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
และเมื่อทำการทดลองทางคลินิกวิทยา กับผู้ทดลองทาน น้ำหมักเอนไซม์ เสริมอาหารเป็นประจำ พบว่า ทำให้ร่างกายแข็งแรง เมื่อตรวจสอบทางเซลล์วิทยา พบว่า สภาพของเซลล์ได้รับการฟื้นฟู ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรียกว่า คืนความอ่อนเยาว์ให้กับเซลล์ หรือ Regeneration เลยที่เดียว
แต่ผลงานวิจัยกับไม่เป็นที่แพร่หลาย หรือได้รับการเปิดเผยมากนัก ยังคงอยู่ในเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ให้ความสนใจเท่านั้น
ซึ่งองค์ความรู้หรืองานวิจัยเหล่านี้ ทางการแพทย์ทางเลือก เฉพาะกลุ่มก็ยังคงให้ความสนใจ และจัดการสัมมนาอยู่เรื่อย ๆ ทุกปี ซึ่งทางดร.เองก็เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นในการเผยแพร่ การทำน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค และการทำน้ำหมักขยะเพื่อช่วยปกป้องโลก ด้วยการเป็น วิทยากร รับบรรยายให้ความรู้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ตามแต่องค์กรที่ให้ความสนใจ ทั้งในวัด กลุ่มแม่บ้าน และกลุ่มคณะบุคคล หรือบุคคลที่ให้ความสนใจก็สามารถติดต่อเข้าไปที่ มูลนิธิภูมิปัญญาสากล เพื่อขอความรู้ได้
สำหรับการทำน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค จะใช้การหมักน้ำผึ้งกับผลไม้ หรือสมุนไพร โดยแนะนำให้หมักแยกชนิดกัน ในอัตราส่วนดังนี้
ผลไม้ 3 ส่วน น้ำผึ้งความชื้นต่ำ 1 ส่วน และน้ำดื่ม 10 ส่วน
การหมักขยาย คือ การใช้ น้ำหมักเอนไซม์ที่ได้ 3 ส่วน น้ำผึ้ง 1 ส่วน และน้ำดื่ม 10 ส่วน หรือเอาแบบเข้มข้น ก็ใช้น้ำดื่มเพียง 5 ส่วน ก็ได้ หมักนานไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณจะพอใจในคุณภาพ แล้วนำมาผสมกับน้ำอุ่นดื่ม
ตัวอย่างการคำนวนปริมาณที่ใช้ต่อถังหมัก
ถังหมักขนาด 25 ลิตร ให้เหลือ ช่องว่าง 1- 2 ลิตร ดังนั้น ใช้ผลไม้ 5 กิโลกรัม น้ำผึ้ง 2 กิโลกรัม และน้ำสะอาด 16 ลิตร
สำหรับ การหมักน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภคในขนาดถังใหญ่ การหมักในครั้งแรก หรือถังแม่ อาจใช้ น้ำตาลอ้อย หรือน้ำตาลทรายแดง แทนน้ำผึ้งความชื้นต่ำก็ได้ แต่หลังจากนั้น การนำมาขยาย ควรใช้ น้ำผึ้งความชื้นต่ำ แต่เพียงอย่างเดียว
เพื่อให้ได้ น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด ที่มีคุณค่า ในการฟื้นฟูสภาพของเซลล์ ที่เรียกว่า Regeneration
ปัจจัยในการทำ น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค คือ ความสะอาด และความใจเย็น (ให้เวลาในการหมัก เพื่อเป็นไปตามธรรมชาติ)
น้ำหมักเอนไซม์ หรือน้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด จะมีคุณค่าในการ Regeneration เซลล์ หรือฟื้นฟูร่างกายนั้น จะต้องเป็นน้ำหมักที่หมักตามธรรมชาติ ในระยะเวลาที่เหมาะสม นานเพียงพอที่จะสลายโมเลกุลต่าง ๆ ให้กลายเป็นสารอาหารต่าง ๆ ที่เซลล์นำไปใช้ได้ในทันที ดังนั้น ยิ่งใช้ระยะเวลาในการหมักบ่มนาน โมเลกุลจะมีขนาดเล็กลง ก็ยิ่งมีพลังในการบำบัดฟื้นฟูเซลล์สูงขึ้นนั้นเอง....
รวบรวมเนื้อหาและบันทึกโดย บ้านรักษ์สุขภาพ พูดคุยเพิ่มเติมกับเราได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme
ไอดีไลน์ @qwd5997q
-->
20 มีนาคม 2556
การแช่น้ำเอนไซม์แบบครึ่งตัวบำบัดโรค
การแช่น้ำแบบครึ่งตัวบำบัดโรค เป็นศาสตร์ที่นิยมใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณ ช่วยในการบำบัด บรรเทาอาการเจ็บปวดต่าง ๆ ทำได้ทั้ง น้ำร้อน และน้ำเย็น โดยจะแช่น้ำประมาณ 10 - 15 นาที (ไม่ควรเกินกว่านั้น)
--> การผสมน้ำเอนไซม์สูตร Multi Fruit Enzyme ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 35 - 40 องศาเซลเซียส โดยผสม 10 - 15 มล. กับน้ำ 1000 มล. (น้ำเอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่น 1 ลิตร โดยประมาณ) แล้วลงไปนั่งแช่ครึ่งตัว ช่วยในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน การติดเชื้อในช่องคลอด ริดสีดวงทวาร ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนัง ปรับสมดุลเกี่ยวกับโรคระบบสืบพันธ์ ประจำเดือน กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น
และหลังจากแช่แล้วไม่ควรเกิน 15 นาที แล้วจึงไปอาบตัวด้วยน้ำเย็น
เคล็ดลับ สำหรับคนท้องผูก ให้นั่งแช่เท้าด้วยน้ำเย็นหลังตื่นนอนทุกวัน 10 - 15 นาที จะช่วยกระตุ้นระบบการย่อย และลำไส้ให้ทำงานมีประสิทธิ์ภาพดีขึ้นค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Macrobiotics ที่ส่งเมล์มาช่วยแนะนำค่ะ
บันทึกข้อความโดย บ้านรักษ์สุขภาพ พูดคุยกับเราเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme
--> การผสมน้ำเอนไซม์สูตร Multi Fruit Enzyme ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 35 - 40 องศาเซลเซียส โดยผสม 10 - 15 มล. กับน้ำ 1000 มล. (น้ำเอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่น 1 ลิตร โดยประมาณ) แล้วลงไปนั่งแช่ครึ่งตัว ช่วยในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือน การติดเชื้อในช่องคลอด ริดสีดวงทวาร ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนัง ปรับสมดุลเกี่ยวกับโรคระบบสืบพันธ์ ประจำเดือน กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น
และหลังจากแช่แล้วไม่ควรเกิน 15 นาที แล้วจึงไปอาบตัวด้วยน้ำเย็น
เคล็ดลับ สำหรับคนท้องผูก ให้นั่งแช่เท้าด้วยน้ำเย็นหลังตื่นนอนทุกวัน 10 - 15 นาที จะช่วยกระตุ้นระบบการย่อย และลำไส้ให้ทำงานมีประสิทธิ์ภาพดีขึ้นค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Macrobiotics ที่ส่งเมล์มาช่วยแนะนำค่ะ
บันทึกข้อความโดย บ้านรักษ์สุขภาพ พูดคุยกับเราเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme
18 มีนาคม 2556
การรับประทานวิตามิน อาหารเสริมเกินกำหนดมีโทษหรือไม่
การรับประทานวิตามิน อาหารเสริม เกินกำหนดมีโทษหรือไม่
มีหลายท่านได้โทรมาของคำแนะนำเรื่องการรับประทานวิตามิน อาหารเสริม ที่บ้านรักษ์สุขภาพ ทางคุณตู๋จึงได้นำเรื่องนี้ ไปสอบถามและปรึกษากับทางเภสัชกร คุณเทียนชัย เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการแนะนำหลาย ๆ ท่าน ที่โทษมาสอบถาม เกี่ยวกับการ ทานวิตามินเสริม การทานอาหารเสริม ต่าง ๆ
ซึ่งจากการค้นคว้าข้อมูล และสอบถามทางเภสัชกร ได้สรุปข้อมูลคราว ๆ มาดังนี้
การรับประทานวิตามินเสริมโดยทั่วไป ควรมีกำหนดปริมาณในการรับประทานต่อวัน และควรรับประทานต่อเนื่องไม่เกิน 1-3 เดือน หรือตามคำสั่งแพทย์
โดยทั่วไป วิตามินที่ละลายน้ำได้ หากรับประทานเกินก็ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย เพราะร่างกายสามารถขับออกได้ เช่น วิตามิน บี และวิตามินซี หากแต่ผู้นั้น มีปัญหาเรื่องตับ หรือไต อาจทำให้วิตามินสะสมในร่างกายและเป็นอันตรายได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต การทานวิตามินเสริม หรืออาหารเสริมต่าง ๆ ควรปรึกษาแพทย์ หรืออยู่ในการควบคุุมของแพทย์

ทั้งนี้ จะยกตัวอย่างเฉพาะวิตามินที่หากได้รับเกินขนาดแล้วก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ มีดังนี้
- vitamin A ปริมาณปกติต่อวัน คือ 5000-10,000 iu ต่อวัน หากได้รับประทานมากกว่า 25,000 iu จะทำให้ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ผิวแห้ง คันและผมร่วง หากได้มากขึ้น ตับม้ามจะโต และปวดกระดูก หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรได้รับเกิน 10,000 iu ถ้ามากกว่านี้อาจทำให้เกิดเด็กพิการ
- vitamin B3 [niacin] ปริมาณปกติต่อวัน 30-300 มิลลิกรัม หากทานขนาดต่ำทำให้เกิดร้อนตามตัว ถ้าขนาดสูงจะทำให้ท้องร่วงคลื่นไส้และเป็นพิษกับตับ
- vitamin B6 ปริมาณปกติต่อวัน 20-100 มิลลิกรัม ถ้าใช้นานอาจทำให้เกิดชาตามแขนและขา ขนาดที่เป็นพิษคือเกิน 500 มิลลิกรัม./วัน
- vitamin C ปริมาณปกติต่อวัน 60-1,000 มิลลิกรัม โดยทั่วไปไม่มีพิษ แต่หากใช้เกิน 1 กรัม (1000 มิลลิกรัม) จะทำให้เกิด คลื่นไส้ ท้องร่วง ตะคริว และเกิดนิ่วที่ไต โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องไต การรับประทานวิตามินซีเสริมควรอยู่ในการดูแลของแพทย์
- vitamin D ปริมาณปกติต่อวัน 400-1,000 IU.ต่อวัน หากได้รับเกิน 50,000 iu จะทำให้เกิดเบื่ออาหาร คลื่นไส้ ท้องร่วง น้ำหนักลด หิวน้ำ เหงื่อออกมาก และมีพิษต่อตับ
- vitamin E ปริมาณปกติต่อวัน 200-1,000 IU.ต่อวัน หากได้รับมากอาจลดการดูดซึมของวิตามิน K,A,D ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับกระดูก และผิวหนัง
- vitamin M [folic acid]ไม่มีพิษหากได้รับเพิ่มควรรับ vitamin B12 เพิ่มควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยในการดูดซึม และการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- calcium ปริมาณปกติต่อวัน 1000 มิลลิกรัมต่อวัน หากได้รับมากอาจทำให้เกิดท้องผูก ทำให้อุจจาระจับตัวเป็นก้อนแข็ง อาจทำให้เกิดปัญหาท้องผูก และริดสีดวงทวารได้
- copper ทองแดงไม่มีพิษนอกจากผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการขับออก ได้รับขนาดสูงจะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน
- Fluoride ขนาดที่มีผลต่อสุขภาพคือเกิน 2.5 มก.ในเด็กอายุน้อยกว่า 6 ขวบหากได้รับ Fluoride โดยที่ได้รับ calcium ไม่พออาจทำให้ฟันเปลี่ยนสี
- Iron ปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน 15 มิลลิกรัมต่อวัน ธาตุเหล็กหากได้รับขนาดสูงจะระคายกระเพาะ และท้องผูก อุจจาระมีสีดำ สีสนิม
- Selenium หากได้มากกว่า 2000 ไมโครกรัมจะมีผลต่อตับ ระบบประสาท ผิวหนัง เล็บและฟัน
- Sodium เกลือหากได้รับเกินจะเป็นความดันโลหิตสูง
- Zinc สังกะสี ปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน 15 มิลลิกรัมต่อวัน หากได้รับเกินจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และหลอดเลือด
บ้างท่าน เลือกทานวิตามิน อาหารเสริมที่เข้มข้น ที่มีปริมาณสูง ๆ เพราะนึกว่า ยิ่งเข้มข้นยิ่งดี ได้คุณค่าเยอะดี แต่ความเป็นจริงแล้ว ความสามารถในการดูดซึมของร่างกาย และความต้องการวิตามินหรืออาหารเสริมของร่างกาย มีแค่ปริมาณจำกัดที่เหลือเป็นของเสียที่ร่างกายต้องขจัดออก แต่หากเรารับประทานไปทุกวัน ๆ ในปริมาณเข้มข้น ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายตัวเอง ยังเสมือนว่าเราให้ยาพิษแต่ตัวเราเอง ทำให้ร่างกายอ่อนแอไปทุกวัน ทุกวัน จนกระทั่งเกิดปัญหาสุขภาพขึ้นมาได้...
และทางสถิติด้านการสาธารณสุข พบว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งปริมาณ 1 ใน 25 คน พบว่า เป็นผู้ที่ชอบทานอาหารเสริม สมุนไพร และดูแลสุขภาพโดยใช้การเสริมอาหาร จำพวกวิตามิน สมุนไพร โดยขาดความรู้ ความเข้าใจ สุดท้าย ก่อให้เกิดทั้งโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต และโรคมะเร็ง
ท้ายนี้ ขอให้ผู้รักษ์สุขภาพทุกท่าน จงเลือกทานอาหารเสริม และวิตามินเสริมอาหาร อย่างพอเพียง และมีสติ ตั้งระยะเวลาในการรับประทาน และหยุดพักให้ร่างกายพักผ่อน หรือควรอยู่ในการควบคุมของแพทย์นะค่ะ
น้ำพลังเอนไซม์บำบัด Multi Fruit Enzyme จัดอยู่ในหลัก โภชนาการบำบัด จะเรียกว่า เป็น เอนไซม์เสริมอาหาร มิใช่ อาหารเสริม ซึ่งมีสารอาหารอยู่ในรูป กรดอะมิโน วิตามิน เกลือแร่ และเอนไซม์ ล้วนอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ การรับประทานที่เหมาะสม เริ่มต้นที่ 1 - 2 ช้อนโต๊ะต่อครั้ง วันหนึ่งรับประทาน 3 -4 ครั้งต่อวัน หากรับประทานมากเกินไป ร่างกายจะมีการขับออกทางปัสสาวะ เนื่องจากละลายน้ำได้ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการรับประทานอย่างต่อเนื่อง
แต่ส่วนมาก ทางบ้านรักษ์สุขภาพ จะแนะนำให้รับประทานอย่างต่อเนื่องในระยะหนึ่ง อาจนานหลายปี เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุล ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือจนกว่าอาการป่วยต่าง ๆ จะดีขึ้น จึงสามารถหยุดรับประทานหรือทานในปริมาณน้อยละ เช่น วันละ 1 ครั้ง เท่านั้น เพื่อเสริมเอนไซม์ในแต่ละวัน ค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



