แต่สำหรับคนไทย อาจจะไม่เคยชินกับการบริโภคน้ำหมักเอ็นไซม์มากนัก ทั้ง ๆ ที่ในสมัยพุทธกาล น้ำหมักสมอดอง หรือ น้ำหมักมูลเน่า เป็น ทิพยโอสภ ของพระพุทธเจ้า เลยที่เลย และในตำราการแพทย์แผนโบราณก็มีการใช้น้ำหมักดองจากสมุนไพรในการรักษาโรคเช่นกัน
--> สำหรับในต่างประเทศ ประเทศที่เจริญแล้ว การทำน้ำหมักจากผลไม้ เพื่อใช้ในการดูแลสุขภาพ ก็เป็นที่นิยม และรู้จักกันในชื่อของ น้ำหมักน้ำส้มสายชูจากองุ่น ในอเมริกา หรือน้ำหมักน้ำส้มจากข้าวในญี่ปุ่น ซึ่งมีความนิยมในการบริโภคเพื่อเป็นอาหารเสริมในการดูแลสุขภาพ หรือ เป็นเครื่องปรุงในอาหารญี่ปุ่นอย่างแพร่หลาย
จากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ ดร.เทรโอะ ฮิงะ แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการวิจัยทางจุลชีววิทยา พบว่า น้ำหมักเอนไซม์มีคุณสมบัติที่น่าสนใจหลายด้าน ที่อุดมไปด้วยเอนไซม์ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ สารอาหาร แร่ธาตุ วิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
และเมื่อทำการทดลองทางคลินิกวิทยา กับผู้ทดลองทาน น้ำหมักเอนไซม์ เสริมอาหารเป็นประจำ พบว่า ทำให้ร่างกายแข็งแรง เมื่อตรวจสอบทางเซลล์วิทยา พบว่า สภาพของเซลล์ได้รับการฟื้นฟู ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรียกว่า คืนความอ่อนเยาว์ให้กับเซลล์ หรือ Regeneration เลยที่เดียว
แต่ผลงานวิจัยกับไม่เป็นที่แพร่หลาย หรือได้รับการเปิดเผยมากนัก ยังคงอยู่ในเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ให้ความสนใจเท่านั้น
ซึ่งองค์ความรู้หรืองานวิจัยเหล่านี้ ทางการแพทย์ทางเลือก เฉพาะกลุ่มก็ยังคงให้ความสนใจ และจัดการสัมมนาอยู่เรื่อย ๆ ทุกปี ซึ่งทางดร.เองก็เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นในการเผยแพร่ การทำน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค และการทำน้ำหมักขยะเพื่อช่วยปกป้องโลก ด้วยการเป็น วิทยากร รับบรรยายให้ความรู้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ตามแต่องค์กรที่ให้ความสนใจ ทั้งในวัด กลุ่มแม่บ้าน และกลุ่มคณะบุคคล หรือบุคคลที่ให้ความสนใจก็สามารถติดต่อเข้าไปที่ มูลนิธิภูมิปัญญาสากล เพื่อขอความรู้ได้
สำหรับการทำน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค จะใช้การหมักน้ำผึ้งกับผลไม้ หรือสมุนไพร โดยแนะนำให้หมักแยกชนิดกัน ในอัตราส่วนดังนี้
ผลไม้ 3 ส่วน น้ำผึ้งความชื้นต่ำ 1 ส่วน และน้ำดื่ม 10 ส่วน
การหมักขยาย คือ การใช้ น้ำหมักเอนไซม์ที่ได้ 3 ส่วน น้ำผึ้ง 1 ส่วน และน้ำดื่ม 10 ส่วน หรือเอาแบบเข้มข้น ก็ใช้น้ำดื่มเพียง 5 ส่วน ก็ได้ หมักนานไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณจะพอใจในคุณภาพ แล้วนำมาผสมกับน้ำอุ่นดื่ม
ตัวอย่างการคำนวนปริมาณที่ใช้ต่อถังหมัก
ถังหมักขนาด 25 ลิตร ให้เหลือ ช่องว่าง 1- 2 ลิตร ดังนั้น ใช้ผลไม้ 5 กิโลกรัม น้ำผึ้ง 2 กิโลกรัม และน้ำสะอาด 16 ลิตร
สำหรับ การหมักน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภคในขนาดถังใหญ่ การหมักในครั้งแรก หรือถังแม่ อาจใช้ น้ำตาลอ้อย หรือน้ำตาลทรายแดง แทนน้ำผึ้งความชื้นต่ำก็ได้ แต่หลังจากนั้น การนำมาขยาย ควรใช้ น้ำผึ้งความชื้นต่ำ แต่เพียงอย่างเดียว
เพื่อให้ได้ น้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด ที่มีคุณค่า ในการฟื้นฟูสภาพของเซลล์ ที่เรียกว่า Regeneration
ปัจจัยในการทำ น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค คือ ความสะอาด และความใจเย็น (ให้เวลาในการหมัก เพื่อเป็นไปตามธรรมชาติ)
น้ำหมักเอนไซม์ หรือน้ำหมักพลังเอนไซม์บำบัด จะมีคุณค่าในการ Regeneration เซลล์ หรือฟื้นฟูร่างกายนั้น จะต้องเป็นน้ำหมักที่หมักตามธรรมชาติ ในระยะเวลาที่เหมาะสม นานเพียงพอที่จะสลายโมเลกุลต่าง ๆ ให้กลายเป็นสารอาหารต่าง ๆ ที่เซลล์นำไปใช้ได้ในทันที ดังนั้น ยิ่งใช้ระยะเวลาในการหมักบ่มนาน โมเลกุลจะมีขนาดเล็กลง ก็ยิ่งมีพลังในการบำบัดฟื้นฟูเซลล์สูงขึ้นนั้นเอง....
รวบรวมเนื้อหาและบันทึกโดย บ้านรักษ์สุขภาพ พูดคุยเพิ่มเติมกับเราได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme
ไอดีไลน์ @qwd5997q
-->
