google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

4 มีนาคม 2553

แนวทางแพทย์ทางเลือกในการเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย

โดย นายแพทย์กำพล ศรีวัฒนกุล เรียบเรียง โดย คุณทิฆัมพร ตันติวิมงคล

ในการดูแลรักษาบำบัดผู้ป่วยมะเร็ง ในปัจจุบันควรมีการผสมผสานระหว่างแพทย์ทางเลือกกับแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่น คนที่รักษามะเร็ง ใช้วิธีเคมีบำบัดร่วมกับการแพทย์ทางเลือกดีกว่าใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะมะเร็งระยะสุดท้าย น่าจะนำทางเลือกที่เหลืออยู่มาให้กับคนไข้เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้มากขึ้น


โดยพื้นฐานแล้วหลักการของการแพทย์ทางเลือก ผู้ป่วยเป็นบุคคลหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการเลือกทางรักษา ไม่ว่าท่านจะได้รับการดูแลด้วยการแพทย์ในทางใด สาขาใด ท่านควรมีส่วนร่วมในการเลือกทางรักษาและหน้าที่ดูแลตนเองด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์คนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะตัวท่านเองนั้นมีความสำคัญในการรักษาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านจิตใจ ถ้าท่านเองศรัทธาวิธีการรักษาที่ได้รับอยู่ โดยวิธีนั้นก็จะมีประสิทธิภาพในการรักษาให้เห็นผลดีขึ้น

stemcell
ในปัจจุบันนี้ การรักษาด้วย เซลล์ต้นกำเนิด หรือ stem cell คือ การซ่อมแซมเซลล์ หรืออวัยวะที่เสื่อมสลายหรือเสียไป ให้ฟื้นฟุูดีขึ้น ซึ่ง stem cell โดยปกติก็จะมีอยู่ในตัวของเราเองอยู่แล้ว แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น เซลล์ต้นกำเนิด หรือ stem cell จะมีประสิทธิภาพลดลง หรืออ่อนแอลง นักวิจัยค้นพบว่า Stem cell ที่อยู่ในส่วนหนึ่งของร่างกายจากบ้างบริเวณ เช่น ไขสันหลัง จะสามารถนำเอาออกมาทำการเพาะเลี้ยงให้มากขึ้นแล้วฉีดคืนให้กับร่างกายเราได้ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยที่มาจากความเข้าใจในเรื่องธรรมชาติของร่างกายเป็นอย่างดี

และคงเคยได้ยินว่า เวลานั่งสมาธิ ก้อนมะเร็งยุบได้ เพราะมีต่อมไร้ท่อชื่อ ต่อมไธมัส ทำหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือดขาว จะทำลายเซลล์มะเร็งและเชื้อโรคต่างๆให้กับเรา ถ้าต่อมไธมัส ทำหน้าที่ได้ดีขึ้นเม็ดเลือดขาวจะมีประสิทธิภาพทำลายเซลล์มะเร็งได้มากขึ้น”
ภูมิคุ้มกันร่างกาย เเป็นเสมือนกับทหารเอกของร่างกาย ที่คอยปกป้องเราจากศัตรูที่ลุกลามเข้ามา เช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อโรคต่างๆ เชื้อรา ทำให้เกิดการติดเชื้อ โรคที่เกิดจากไวรัส ได้แก่ โรคเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบี นอกจากนี้เชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดการติดเชื้อ การรักษาในโรงพยาบาล ถ้าผู้ป่วยติดเชื้อ จะได้รับการรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะ ถ้าใช้มาก จะเกิดการดื้อยา ทำให้การรักษาไม่ได้ผลในเวลาต่อมา ที่ร้ายไปกว่านั้น (แบคทีเรียในร่างกายมีทั้งที่มีประโยชน์และมีโทษ) เมื่อเรามีการใช้ยาปฏิชีวนะมากๆ จะส่งผลไปทำลายเชื้อแบคทีเรียตัวดี เมื่อเชื้อแบคทีเรียตัวดีลดลงจะส่งผลให้ร่างกายขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด และส่งผลเสียต่อระบบสมดุลของทางเดินอาหาร ทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกายตามมามากมาย
การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อทำให้เป็นปัญหาตามมา แพทย์เองก็ควรต้องตระหนัก และยอมรับที่จะมาปรับปรุงภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดีมากขึ้นมากกว่า การเลือกใช้ยาเพียงอย่างเดียว 
ไวรัสตับอักเสบ เป็นไวรัสที่พบบ่อยมากในประเทศไทย เราควรตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันไวรัสโดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี หรือไม่ (Hepatitis B) ถ้าเป็น อาจมีอาการรุนแรงและเสี่ยงเป็นโรคตับเรื้อรังได้ ดังนั้น ควรที่จะไปตรวจดูว่า เราเป็นโรคหรือพาหะหรือไม่
โรคไวรัสตับอักเสบบี พบบ่อยและติดต่อกันได้ทางเพศสัมพันธ์ แต่ถ้ามีภูมิคุ้มกันแล้วไม่ต้องกังวล หรืออาจตรวจพบว่า เป็นพาหะ (Carieer) ตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ ตัวเองไม่เป็นโรค แต่แพร่กระจายเชื้อโรคให้คนใกล้ชิดได้ ดังนั้น ควรเรียนรู้ที่จะดูแลปฏิบัติตนอย่างไร จะไม่ก่อให้เกิดอาการ และไม่แพร่กระจายให้ผู้อื่น หรือผู้ใกล้ชิดได้
hepatitis-b
ทางการแพทย์แผนปัจจุบันสามารถทำการตรวจเช็คดูว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ ถ้าตรวจแล้วไม่มี ต้องฉีดวัคซีน และเพื่อความปลอดภัย เราควรต้องทราบว่าโรคใดที่ป้องกันได้ และมีวัคซีนในการฉีดป้องกัน ดังนั้นควรสนใจ ใส่ใจดูแลสุขภาพตนเอง ถ้าเป็นขึ้นมายาในปัจจุบันที่รักษาไวรัสตับอักเสบบี (Hepatits B) ที่มีประสิทธิภาพสูง และปลอดภัยนั้นหาได้ยาก และมีราคาแพง
การแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะพัฒนายารักษาไวรัสโดยเฉพาะ ไวรัสตับบี รวมทั้งเอดส์ได้ ถ้าเราสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้นได้ โดยการทำให้เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่ทำลายเชื้อไวรัสได้มากขึ้น เช่น กรณีไข้หวัดนก ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันดี เราจะไม่เป็นโรค แต่ถ้าภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แม้แต่เชื้อแบคทีเรียที่ไม่รุนแรงยังทำอันตรายคนได้ เช่น คนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นโรคติดเชื้อบางอย่าง อาจจะตายจากเชื้อโรคได้
คุณทราบไม่ว่า ในแต่ละวัน ทุกคนจะมี เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้น ไม่มากก็น้อย เพราะร่างกายของเรามีการแบ่งตัวเซลล์ทดแทนเซลล์เก่าอยู่เรื่อยๆ ถ้าอัตราในการแบ่งบ่อยเกินไป จนทำให้การถอดรหัสพันธุกรรมผิดพลาด เช่น เป็นแผลเรื้อรัง หรือเป็นฝี เป็นไฝ ที่โตเร็วขึ้น ความเสี่ยงการแบ่งตัวผิดพลาด กลายพันธุ์ ทำให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้
คนที่อยู่บ้านเดียวกัน กินอาหารเหมือนกัน สิ่งแวดล้อมเหมือนกัน บางคนเป็นมะเร็ง บางคนไม่เป็นมะเร็ง เพราะภูมิคุ้มกันเป็นตัวปกป้องไว้ แต่โอกาสที่จะเป็นโรคคล้ายกันหรือเหมือนกันก็มีสูง เพราะได้รับสารอาหารหรือของเสียเหมือนกันตลอด แต่คนที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง เมื่อมีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้น เซลล์เม็ดเลือดขาว ที่เรียกว่า เซลล์เพชรฆาต จะทำหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งไม่ให้แพร่กระจายได้ ดังนั้นจึงควรกระตุ้นให้มีภูมิคุ้มกันให้พร้อม จะได้ป้องกันโรคต่างๆได้ดีมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งภูมิคุ้มกันของเราก็กลับทำอันตรายเราได้ เช่น โรคภูมิแพ้ เวลามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามา ร่างกายจะตอบสนองกลับ และหลั่งสารตัวหนึ่งซึ่งเรียกว่า ฮีสตามีน (Histamine) ฮีสตามีนแจะทำให้ร่างกายมีน้ำมูกไหล คัน มีอาการภูมิแพ้ต่างๆเกิดขึ้น ฉะนั้นภูมิคุ้มกันบางครั้งทำหน้าที่ผิด ทำให้เกิดปัญหา และสำหรับโรค Autoimmune disease (โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง) เช่น โรค SLE รูมาตอยส์ เกิดจากภูมิคุ้มกันมองเห็นส่วนประกอบของร่างกายกลายเป็นศัตรู เช่น ทำลายไตตัวเอง ทำลายตัวเอง ทำลายเม็ดเลือดตัวเอง ภูมิคุ้มกันมีทั้งบวกและลบ เราจะต้องรักษาสมดุลให้ดี ถ้าหากเราให้มันทำลายมากๆ โดยไม่มีกระบวนการยับยั้ง มันจะทำลายเซลล์ของเราเอง

การรักษามะเร็ง ถ้ามีมะเร็งเป็นก้อน แพทย์ก็จะแนะนำให้ทำการผ่าตัดเอาออก แต่ถ้าไม่มีการเตรียมร่างกายให้มีภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงพอ สิ่งที่เกิดขึ้นเวลาที่หมอกรีดผ่าก้อนมะเร็งเพื่อเอาเนื้อเยื่อไปตรวจ จะทำให้เซลล์มะเร็งกระจายตัวมากขึ้น ฉะนั้น การผ่าตัดก้อนมะเร็งจึงยอมมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้ มิใช่ความผิดพลาดของหมอที่ทำการผ่าตัด แต่เป็นภาวะหนึ่งของร่างกายเราที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่่อ่อนแอด้วย ฉะนั้นก่อนไปตัดชิ้นเนื้อตรวจ (Biopsy) ควรเตรียมภูมิคุ้มกันให้พร้อมก่อน เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ทั้งกายและใจ เพื่อให้เซลล์มะเร็งที่กระจายถูกทำลายไปโดยเม็ดเลือดขาวในร่างกาย
BloodCell  แต่ถ้าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เราต้องพัฒนาเซลล์เม็ดเลือดขาวให้แข็งแรง มีปริมาณมาก และทำหน้าที่ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีหลายวิธี
  • วิธีการคือการฝึกสมาธิ จะมีผลต่อต่อมไธมัส ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายได้มากขึ้น ด้วยส่วนประกอบที่เรียกว่า เซลล์เพชรฆาต
  • โภชนาการบำบัด เลือกทานอาหารที่เสริมเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
  • ดื่มน้ำเอนไซม์จากผัก ผลไม้เป็นประจำ เพื่อช่วยการทำงานของเม็ดเลือดขาว และทำความสะอาดร่างกายตนเองให้พร้อม
  • อาบน้ำร้อนสลับน้ำเย็น เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

สรุป
แนวทางการส่งเสริมการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ไม่เพียงเป็นการรักษาโดยแพทย์ทางเลือกเท่านั้น การแพทย์แผนปัจจุบันควรให้ความสนใจและยอมรับในการผสมผสานวิธีการรักษาโรคในหลาย ๆ ด้าน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุด และตัวผู้ป่วยเองควรเรียนรู้การดูแลฟื้นฟูสุขภาพและเลือกแนวทางในการรักษาไปพร้อม ๆ กับแพทย์ผู้ดูแลด้วย เพื่อให้มีกำลังใจในการรักษา และได้วิธีการรักษาที่ถูกต้องและได้ผลกับร่างกายคุณมากที่สุด