โรคอัมพาต เราแบ่งปัจจัยเสี่ยงออกเป็นสามชนิดคือ
- ปัจจัยเสี่ยงแน่ชัดที่ปรับเปลี่ยนได้
- ปัจจัยเสี่ยงไม่แน่ชัดที่ปรับเปลี่ยนได้
- ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้
ปัจจัยเสี่ยงแน่ชัดที่ปรับเปลี่ยนได้
- ความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยอัมพาต 40%เกิดจากความดันโลหิตสูงให้คุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/85 มม.ปรอท แรงดันที่มากกว่า 160/90 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองหลักในการคุมความดันโลหิตเบื้องต้นประกอบไปด้วย การคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการลดน้ำหนัก
- การสูบบุหรี่ ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งเร็วขึ้น สารนิโคตินในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดแดงเกร็งลดความยืดหยุ่นของเส้นเลือด เพิ่มระดับ fibrinogenและการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ลด HDL หัวใจทำงานมากขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น coในบุหรี่จะแย่งoxygen ทำให้หัวใจต้องทำงานเพิ่มขึ้นหากหยุดสูบบุหรี่วันนี้ก็ทำให้ความเสี่ยงลดลงวันนี้ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ร่วมกับการกินยาคุมกำเนิดทำให้ปัจจัยเสี่ยงโรคอัมพาตเพิ่ม ข้อแนะนำให้เลิกสูบบุหรี่
- โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจวาย ลิ้นหัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดปกติ atrial fibrillation เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติไม่สม่ำเสมอ เลือดไม่ถูกสูบฉีดออกไปทำให้กลายเป็นลิ่มเลือดในหัวใจ แพทย์จะทราบจากการจับชีพขจร และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ EKG ผู้ป่วยเหล่านี้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจและสามารถหลุดลอยไปสมองได้ แพทย์อาจให้ warfarin เพื่อป้องกันลิ่มเลือดแข็งตัว
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงทำให้เพิ่มโอกาสเกิดโรคอัมพาตมีอัตราเสี่ยงต่อโรคเป็น 2-4 เท่าของคนปกติการรักษาเบื้องตนคือการคุมอาหาร การออกกำลังกาย และลดน้ำหนัก
- ไขมันในเลือดสูงโดยเฉพาะ Cholesterol และ LDL Cholesterol การควบคุมประกอบด้วยการคุมอาหาร ออกกำลังกายและการใช้ยา
- ผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดแดงแข็ง atherosclerosis โดยเฉพาะหลอดเลือด Carotid artery disease เป็นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองหากมีลิ่มเลือดหลุดลอยไปอุดสมอง ทำให้เกิดโรคอัมพาตพบว่าผู้ชายจะมีโอกาสเป็นร้อยละ 7-10 ส่วนผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นร้อยละ 5-7 เมืออายุเกิน 65 ปี
- ผู้สูงอายุกับอุบัติเหตุ การลื่นหกล้ม ความประมาท ความเสี่ยงของการเคลื่อนไหว หากสมองได้รับการกระทบกระเทือน หรือมีเลือดออกในสมอง ก่อให้เกิดโรคอัมพาตได้
ปัจจัยเสี่ยงไม่แน่ชัดที่ปรับเปลี่ยนได้
- คนอ้วนจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่ายโดยเฉพาะอ้วนแบบลงพุง ข้อแนะนำให้ลดน้ำหนัก
- ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ยิ่งออกกำลังมากยิ่งคุ้มครองมาก ข้อแนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที
- โภชนาการที่ไม่เหมาะสมมีหลักฐานยืนยันว่าการบริโภคผักและผลไม้จะช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด ข้อแนะนำให้นับประทานผักและผลไม้วันละ 5 ส่วน
- การดื่มสุรา ผู้ป่วยที่ดื่มสุรามากกว่า 5 ดื่มจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ข้อแนะนำให้ดื่มสุราน้อยกว่า 2 ดื่มในผู้ชายส่วนผู้หญิงให้น้อยกว่า 1 ดื่ม
- การใช้ยาคุมกำเนิด ความเสี่ยงเกิดจากการใช้ยาคุมกำเนิดที่มีระดับฮอร์โมนสูงปัจจุบันมีระดับฮอร์โมนต่ำความเสี่ยงจึงไม่มาก ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็ให้รับประทานยาคุมกำเนิดได้แต่ผู้ทีมีปัจจัยเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด
- ผู้ที่ติดยาเสพติด
ปัจจัยเสี่ยงปรับเปลี่ยนไม่ได้
เป็นความโชคไม่ดีหากท่านมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็ให้ประโยชน์ในการค้นหาผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค หากท่านมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ท่านต้องคุมปัจจัยเสี่ยงที่สามารถคุมได้ให้ดี ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้มีดังนี้
- หากท่านมีพี่น้องพ่อแม่เป็นอัมพาต ท่านมีความเสี่ยงที่จะเกิดอัมพาต
- อายุยิ่งมากความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม ความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุกอายุ 10 ปีที่เพิ่มขึ้นหลังอายุ 55 ปี
- เพศโรคหลอดเลือดสมองมักเป็นกับเพศชาย แต่การตายผู้หญิงจะตายมากกว่าอายุ ผู้ชายอายุมากกว่า 45 ปีความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น ผู้หญิงอายุมากกว่า 55 ปีความเสี่ยงจะเพิ่มมาก
- เชื้อชาติ บางเชื้อชาติมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคอัมพาตได้ง่าย
อ่านกันมาถึงตอนนี้แล้ว คุณคิดว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัมพาตหรือไม่ค่ะ หากมีความเสี่ยงอยู่ แต่ไม่อยากเป็น ต้องเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ แต่สำหรับคนที่เป็นแล้ว เรามีวิธีแนะนำการดูแลสุขภาพในแนวธรรมชาติบำบัด 12 ข้อง่าย ๆ ดังนี้
- เมื่อตื่นนอนขึ้นมาให้ดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร Multi Fruit Enzyme or Premier Fruit Enzyme ทันที 1 ช้อนชาผสมในน้ำ 1 ลิตร เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และขจัดเมือกมันของเสียในทางเดินอาหาร และระบบขับถ่าย
- ดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร Multi Fruit Enzyme 750 ml ในอัตราส่วน 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำอุ่น 100 cc ทุก ๆ ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดภาวะเป็นกรดในเลือด ขยายหลอดเลือด และกระตุ้นระบบสื่อประสาท
- แช่ในน้ำอุ่นผสมน้ำเอนไซม์แช่ผักทุกวัน วันละ 15 – 20 นาที ในอัตราส่วน 5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 3 – 5 ลิตร หรือใช้เอนไซม์แช่ผักผสมกับน้ำอุ่น อัตราส่วน 1 ต่อ 1 แล้วใช้ผ้าชุบประคบตามข้อเข่า ข้อศอก ข้อเท้า เพื่อกระตุ้นเซลล์กล้ามเนื้อ พังผืด และข้อต่อ การไหลเวียนของเลือด และขจัดของเสียออกทางผิวหนัง (ควรทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง หากมีภาวะข้อแข็ง พังผืดยึด ให้ประคบร้อน)
- ต้มน้ำโหระพาผสมขิงแก่ ดื่มเป็นชาจิบทุก ๆ ชั่วโมง (น้ำ 3 ลิตร โหระพา 200 กรัม และขิง 2 แง่ง ห้ามเติมน้ำตาล)
- งดอาหาร ของหวาน ของเค็ม หมักดอง สัตว์ใหญ่ และสัตว์หากินหน้าดิน (กุ้ง หอย ปลาดุก ปลาช่อน) เป็นต้น
- หากมีแผลกดทับ ถ้าไม่มีเลือดออกให้เอาสำลีชุบน้ำเอนไซม์แช่ผัก ทาที่แผลทุก ๆ ชั่วโมง ถ้ามีเลือดออก หรือมีอาการช้ำ ให้ใช้สำลีชุบน้ำเอนไซม์ Multi Fruit Enzyme ทาที่แผลทุก ๆ เช้า และเย็น
- หากมีอาการอาเจียน หรือท้องเสีย ให้ดื่มน้ำเอนไซม์ Premier ผสมกับน้ำผึ้ง และน้ำอุ่น หรือน้ำโหระพาผสมขิง ในอัตราส่วนเอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำอุ่น 300 cc จะช่วยให้มีแรง และลดอาการท้องเสีย อาเจียน
- ทำน้ำผักปั่นสูตรชมรมบ้านสุขภาพให้ผู้ป่วยทานทุกวัน วันละ 4 มื้อ โดยเริ่มต้นจากเช้า กับเย็น ต่อมาก็เป็นเช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน
- หากผู้ป่วยทานอาหารไม่ได้ หรือมีภาวะเบื่ออาหาร ให้ชงน้ำข้าวกล้องผงผสมธัญพืช 1 ช้อนตวง กับน้ำ 350 cc ทานก่อนอาหารทุกมื้อ หรือเมื่อมีอาการหิว
- เข้านอนก่อน 21.00 น. ก่อนเข้านอน 19.00 น. ให้สวดมนต์บทพาหุ ให้ครบจบเท่ากับจำนวนอายุของผู้ป่วย และแพร่เมตตา ขออโหสิกรรมให้เจ้ากรรมนายเวร
- ทำกายภาพบำบัดขยับแขนขา ให้ผู้ป่วยทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง หรือตามแพทย์สั่ง
- ใช้น้ำมันมะพร้าว นวดบริเวณกล้ามเนื้อแขน ขา ข้อต่อ เข่า ศอก เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อไม่ให้ลีบ และหล่อลื่นผิวหนัง ลดอาการอักเสบ ช้ำของกล้ามเนื้อได้อย่างดี
เพียงแค่ 12 ข้อ ง่าย ๆ ทำได้ทั้งผู้ป่วย และผู้ไม่ป่วยที่ต้องการดูแลสุขภาพ นำไปปรับใช้นะค่ะ

