- เมื่อถูกแสงแดดจะมีสีเข้มข้น จากสีขาวเป็นสีเหลืองเข้ม
- สามารถละลายน้ำได้ดี
- เมื่อถูกความร้อนหรืออากาศจะทำให้ย่อยสลายได้ง่าย
- ที่ต่อมหมวกไต
- ที่รังไข่
- ที่บริเวณนัยน์ตา
ประโยชน์ของวิตามินซี
- มีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน ใช้ในการสมานบาดแผลเชื่อมประสานกระดูกที่แตกหักให้ติดกัน ช่วยให้หลอดเลือดและเส้นเลือดฝอยแข็งแรง
- ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ White Count มีระดับสูงขึ้น สามารถต่อสู้เซลล์มะเร็งให้ฝ่อหายไปได้
- มีส่วนในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
- มีบทบาทเกี่ยวกับระดับ Sholesterol ในเลือด
- ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งให้ฝ่อหายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์มะเร็งที่เกิดจากสารอาหารจำพวกไนโตรซามิน
วิตามินซีจะทำปฏิกิริยากับสารไนโตรท์ในอาหาร โดยการเปลี่ยนสภาพของสารนี้ให้สลายตัวไป
- ช่วยในการดูดซึมและก่อให้เกิดกระบวนการ Metabolism ของธาตุเหล็กในร่างกาย
- เป็นสารป้องกันการเกิด Oxidation โดยทำหน้าที่เป็น Anti Oxidation จะทำหน้าที่ในการกำจัดสารก่อมะเร็งและสารอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งในร่างกายให้สูญสลายไป
ให้รับประทานวิตามินซีธรรมชาติ ประมาณ 3,000 – 5,000 มิลลิกรัม โดยวิตามินซี 1 เม็ด จะมีขนาด 1,000 มิลลิกรัม ดังนั้นจึงควรรับประทานวันละ 3 เวลา คือ ตอนเช้า ตอนกลางวัน และตอนเย็น ก่อนอาหารครั้งละ 3,000 – 5,000 มิลลิกรัม
ถ้าปรากฏว่า เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการท้องเสียก็ให้ลดลงมาเหลือ 2,000 มิลลิกรัม พอร่างกายแข็งแรงดีและสามารถปรับสภาพความสมดุลของร่างกายได้แล้ว จึงควรเพิ่มขนาดของวิตามินซีให้ถึง 5,000 มิลลิกรัมต่อมื้อ ดังนั้นในวันหนึ่งจึงควรรับประทาน 15,000 มิลลิกรัม นั่นเอง
วิตามินซี ช่วยลดระดับกรดยูริคในเลือด
วิตามินซี จัดเป็นวิตามินที่มีสรรพคุณมากมาย หาได้ง่าย ราคาพูก และรับประทานได้จากผัก ผลไม้หลายชนิด มีการยืนยันทางการแพทย์แล้วว่า วิตามินซี มีบทบาทในเรื่องของผิวพรรณ เช่น ปกป้องผิวจาก UV ช่วยลดการอักเสบ ลดการเกิดสะเก็ดหนาของผิวหนังเรื้อนกวาน กำจัดอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวขาว สมานแผล ป้องกันโรคมะเร็งผิวหนัง
มีรายงานอีกหลายรายงานพบว่า วิตามินซีประมาณ 500 มิลลิกรัม สามารถทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดลดลงได้ ซึ่งลดภาวะความเสี่ยงต่อโรคเกาต์ และโรคนิ่วในไต จากการทดลองจากอาสาสมัคร 184 คน โดยรับประทานวิตามินซีอย่างต่อเนื่องวันละ 500 มิลลิกรัม เป็นเวลา 2 เดือน พบว่า ค่าระดับยูริคในเลือดลดลง 0.5 มก.ต่อเดซิลิตร
เรียบเรียงโดย นพ. จรีสพล รินทระ