google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

23 มีนาคม 2553

วิตามินซี (Ascorbic acid)

ธรรมชาติของวิตามินซี
  • เมื่อถูกแสงแดดจะมีสีเข้มข้น จากสีขาวเป็นสีเหลืองเข้ม
  • สามารถละลายน้ำได้ดี
  • เมื่อถูกความร้อนหรืออากาศจะทำให้ย่อยสลายได้ง่าย
แหล่งสะสมวิตามินซีในร่างกาย คือ
  1. ที่ต่อมหมวกไต
  2. ที่รังไข่
  3. ที่บริเวณนัยน์ตา
เมื่อร่างกายเกิดความเครียด หรือต้องออกแรงมากจะหลั่งสานนี้ออกมาในกระแสเลือดมาก ทำให้ร่างกายขาดความสมดุล (Homeostasis) ไปทันที
ประโยชน์ของวิตามินซีraw food
  1. มีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน ใช้ในการสมานบาดแผลเชื่อมประสานกระดูกที่แตกหักให้ติดกัน ช่วยให้หลอดเลือดและเส้นเลือดฝอยแข็งแรง
  2. ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ White Count มีระดับสูงขึ้น สามารถต่อสู้เซลล์มะเร็งให้ฝ่อหายไปได้
  3. มีส่วนในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
  4. มีบทบาทเกี่ยวกับระดับ Sholesterol ในเลือด
  5. ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งให้ฝ่อหายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์มะเร็งที่เกิดจากสารอาหารจำพวกไนโตรซามิน
สารไนโตรซามินเป็นสารที่เกิดจากเกลือไนโตรทำปฏิกิริยาทางเคมีกับสารบางอย่าง เช่น ในบุหรี่ เบคอน แฮม ไส้กรอก ซึ่งอาหารเหล่านี้ส่วนมากจะใส่สารลงไปในอาหารดังกล่าว เพื่อทำให้เกิดการน่ากิน เช่น อาหารมีสีแดงสด และยังป้องกัน Bacteria อีกด้วย
วิตามินซีจะทำปฏิกิริยากับสารไนโตรท์ในอาหาร โดยการเปลี่ยนสภาพของสารนี้ให้สลายตัวไป
  • ช่วยในการดูดซึมและก่อให้เกิดกระบวนการ Metabolism ของธาตุเหล็กในร่างกาย
  • เป็นสารป้องกันการเกิด Oxidation โดยทำหน้าที่เป็น Anti Oxidation จะทำหน้าที่ในการกำจัดสารก่อมะเร็งและสารอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งในร่างกายให้สูญสลายไป vitaminc
การรับประทานวิตามินซี เพื่อทำการย่อยสลายเซลล์มะเร็ง
        ให้รับประทานวิตามินซีธรรมชาติ ประมาณ 3,000 – 5,000 มิลลิกรัม โดยวิตามินซี 1 เม็ด จะมีขนาด 1,000 มิลลิกรัม ดังนั้นจึงควรรับประทานวันละ 3 เวลา คือ ตอนเช้า ตอนกลางวัน และตอนเย็น ก่อนอาหารครั้งละ 3,000 – 5,000 มิลลิกรัม
        ถ้าปรากฏว่า เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการท้องเสียก็ให้ลดลงมาเหลือ 2,000 มิลลิกรัม พอร่างกายแข็งแรงดีและสามารถปรับสภาพความสมดุลของร่างกายได้แล้ว จึงควรเพิ่มขนาดของวิตามินซีให้ถึง 5,000 มิลลิกรัมต่อมื้อ ดังนั้นในวันหนึ่งจึงควรรับประทาน 15,000 มิลลิกรัม นั่นเอง
วิตามินซี ช่วยลดระดับกรดยูริคในเลือด

วิตามินซี จัดเป็นวิตามินที่มีสรรพคุณมากมาย หาได้ง่าย ราคาพูก และรับประทานได้จากผัก ผลไม้หลายชนิด มีการยืนยันทางการแพทย์แล้วว่า วิตามินซี มีบทบาทในเรื่องของผิวพรรณ เช่น ปกป้องผิวจาก UV ช่วยลดการอักเสบ ลดการเกิดสะเก็ดหนาของผิวหนังเรื้อนกวาน กำจัดอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวขาว สมานแผล ป้องกันโรคมะเร็งผิวหนัง
 vitamin-20c
มีรายงานอีกหลายรายงานพบว่า วิตามินซีประมาณ 500 มิลลิกรัม สามารถทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดลดลงได้ ซึ่งลดภาวะความเสี่ยงต่อโรคเกาต์ และโรคนิ่วในไต จากการทดลองจากอาสาสมัคร 184 คน โดยรับประทานวิตามินซีอย่างต่อเนื่องวันละ 500 มิลลิกรัม เป็นเวลา 2 เดือน พบว่า ค่าระดับยูริคในเลือดลดลง 0.5 มก.ต่อเดซิลิตร

เรียบเรียงโดย นพ. จรีสพล รินทระ