google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

22 มกราคม 2556

การผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค


การผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภค จากคำแนะนำของดร.รสสุคนธ์ พุ่มพานวงศ์ บ้านรักษ์สุขภาพ

อัตราส่วน หรือสูตร คือ ผลไม้ ต่อ น้ำผึ้ง ต่อน้ำสะอาด ในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 ต่อ 10 คือ
  • ผลไม้ 3 ส่วน หรือ 3 กิโลกรัม
  • น้ำผึ้ง 1 ส่วน หรือ 1 - 1.2 กิโลกรัม
  • น้ำดื่ม หรือน้ำสะอาด 10 ส่ว นหรือ 10 กิโลกรัม
วัสดุที่ใช้
1.ผลไม้  (แต่และชนิดให้แยกหมักแต่ละถัง)
2.โหล หรือ ขวดใส่น้ำหมักมีฝาปิด ควรเป็นโหลแก้ว ขวดแก้ว เพื่อความปลอดภัย หากเป็นพลาสติก ให้เป็น
พลาสติก PET เกรดดี เพื่อป้องกัน การเกิดการกัดกร่อนของพลาสติกลงสู่น้ำหมัก
3.น้ำสะอาด   หรือน้ำดื่ม หรือ น้ำแร่ ใช้ได้
4.น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ หรือน้ำผึ้งใหม่ ๆ (ไม่ควรใช้น้ำผึ้งเก่า ที่เปลี่ยนสี)

กรรมวิธีการหมัก 
1.ล้างผลไม้ให้สะอาด และแช่ผลไม้ที่จะหมัก ในน้ำเอนไซม์แช่ล้างผัก เพื่อลดการปนเปื้อน และสารเคมี ยาฆ่าแมลง
2.ล้างโหลให้สะอาด หรือลวกด้วยน้ำร้อน
3.ผ่าผลไม้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือเอาเปลือกออก (ถ้าเปลือกหนาเพื่อให้ปฏิกิริยาเกิดเร็ว และรสชาดเอนไซม์ที่ได้มีรสดี) แต่ถ้า
เป็นผลไม้เปลือกบาง ไม่ต้องปอกเปือกก็ได้
4.ใส่ผลไม้ลงโหลประมาณ 3 ส่วน
5.ใส่น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ ตามลงไป 1 ส่วน
6. เติมน้ำสะอาดลงไป 10 ส่วน ให้เหลือพื้นที่ว่างประมาณ 1ใน 5 ส่วนของภาชนะ โหล หรือ ขวด
6.ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่มืด ไม่ให้ถูกแสงแดดส่อง แต่อากาศถ่ายเทสะดวก แล้วจึงค่อยเปิดให้อากาศได้ระบายสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
7. เมื่อครบ 3 เดือน ให้วัดค่า PH และดมกลิ่น (ระวังให้อากาศได้ระบายออกสัก 5 นาทีก่อน มิเช่นนั้น กลิ่นจะแรงมาก) ถ้ามีกลิ่นเหม็นแสดงว่า
น้ำผึ้งไม่พอ ให้เติมลงไปอีก ครึ่งส่วนเดิม
8.เมื่อครบ 1 ปี น้ำเอนไซม์ที่ได้ จะใสลอยตัว ให้ดูดออกแล้วนำมาขยายต่อทุกๆ 6 เดือน ในอัตราส่วน น้ำใส1: น้ำผึ้ง1:น้ำ10 หรือทุก ๆ 1 ปี
9.ตัวกากทำเช่นเดียวกัน (แต่ทำได้3ครั้ง) แล้ว กากที่เป็นตะกอน ใช้1ช้อนโต๊ะคลุกผลไม้ 10 กิโลกรัม แล้วหมักต่อจนได้น้ำเอนไซม์ใส ๆ มีกลิ่นหอม

--> ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพหรือน้ำเอนไซม์จากผลไม้ 

1. ปรับสภาพความเป็นกรดด่างในร่างกาย

2. เสริมระบบย่อยอาหารทำให้ย่อยได้สมบูรณ์และทำให้ดูดซึมได้มากขึ้น

3. เสริมระบบขับถ่ายให้แข็งแรง

4. เสริมความสมดุลของร่างกาย

5. ขจัดและขับสารพิษออกจากร่างกายและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

6. อุดมด้วยสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่

7. ทำให้ฮอร์โมน Estrogen กลับมาใช้ซ้ำ ทำให้ผู้หญิงที่เมื่อผ่านช่วงประจำเดือน จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมได้ดี ยาวนานขึ้นแทนที่จะน้อยลงเพราะฮอร์โมนขาด

8. ลดคอร์เลสเตอรอลในเลือด ลดอัตราการเกิดไขมันอุดตัน

9. บรรเทาอาการแพ้ จากสาร และรังสี

10. ลดสารก่อมะเร็ง และลดอัตราเกิดมะเร็งลำไส้

11. ซ่อมแซมและเสริมสร้าง อวัยวะและระบบร่างกาย ช่วยควบคุม และกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว

12. อื่น ๆ ประโยชน์อีกมากมาย

การนำน้ำหมักเอนไซม์ชีวภาพ มาใช้ ตามหลักของดร.รสสุคนธ์ มีดังนี้
  • น้ำหมักเอนไซม์ชีวภาพ อายุการหมัก 2ปี ใช้ชำระล้างร่างกายและภาชนะ โดยผสมกับน้ำด่าง
  • น้ำหมักเอนไซม์ชีวภาพ อายุการหมัก  4ปี ใช้ 1 ส่วน+ 1:3:10 คือ น้ำผึ้ง/น้ำตาล: ผลไม้: น้ำ หมัก15 วัน รักษางูสวัด ล้างแผลอักเสบพุพอง
  • น้ำหมักเอนไซม์ชีวภาพ อายุการหมัก  6ปี ใช้แก้ท้องอืด ระงับกลิ่นกาย บำรุงความงาม
  • น้ำหมักเอนไซม์ชีวภาพ อายุการหมัก  6-10ปี ขึ้นไป ใช้ดองยา 1 เดือนจะได้คุณสมบัติ ของสมุนไพรประสิทธิภาพดีขึ้น รับประทานวันละครั้ง (3-10 cc) ก่อนหรือหลังอาหาร 1.30 ชั่วโมง
-->
น้ำตาลกับน้ำผึ้งต่างกันอย่างไร

-หมักกับน้ำตาลแอลกฮอล์จะสูง

-หมักกับน้ำผึ้ง จะได้สารหลายอย่างเช่น ต้านอนุมูล แร่ธาตุ ต่างๆมาก (แต่ ต้องเป็นน้ำผึ้งที่น้ำผสมน้อยกว่า80% ที่เรียกว่า น้ำผึ้งความชื้นต่ำ)

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก งานประชุมวิชาการ น้ำหมักเพื่อการบริโภค

15 มกราคม 2556

4 ข้อปฎิบัติในการดูแลป้องกันผิวเสีย

หลักการง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพผิว ป้องกันผิวเสีย....

1. หลีกเลี่ยงให้ไกลจากแสงแดด โดยใช้ ครีมทากันแดดทุกวัน โดยเฉพาะบ้านเราที่เป็นเมืองร้อน แดดแรงทำให้เกิดผิวเสียถ้าไม่ป้องกันให้ดี
วิธีการที่ดีที่สุด ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด หรือเลือกทา ครีมกันแดดจำพวกที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เช่น ครีมกันแดด DSC สูตรป้องกันการเกิดฝ้าจากสารสกัดธรรมชาติ  (Anti-Spot Sun Protection Oil-Free SPF 30 ควรทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที และถ้าจำเป็นต้องอยู่กลางแสงแดด ควรทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง เพื่อปกป้องผิวจากการทำลายผิวของแสงแดด และควรดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ เพื่อคงความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ผิว...

2. รับประทานผักผลไม้เป็นประจำ การทาครีมบำรุงผิวเป็นการดูแลแต่เพียงภายนอก การรับประทานผักผลไม้ หรือน้ำผลไม้คั้นสดเป็นประจำ จึงเป็นอีกเคล็ดลับหนึ่งที่ยอดฮิตและน่าเชื่อถือได้ สำหรับน้ำผักผลไม้ที่ช่วยบำรุงผิว เช่น น้ำแครอท น้ำแอปเปิล น้ำมะนาว น้ำมะเขือเทศ เป็นต้น
วิธีการที่ดีที่สุด คือ การดื่มน้ำผักผลไม้รวม หรือน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ ทุกเช้าเป็นประจำโดยแนะนำให้ทานให้หมดทันทีหลังทำเสร็จไม่เกิน 30 - 60 นาที หรือเก็บในตู้เย็นไม่เกิน 12 ชั่วโมง ดูวิธีทำและสูตรน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ได้ที่ (น้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด)

3. ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำทุกวัน โดยควรเลือกชนิดที่ให้ความชุ่มชื้นและปกป้องผิว จะเลือกชนิดที่มีสารช่วยเร่งให้เกิดผิวขาวกระจ่างใสหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคุณ แต่ครีมบำรุงผิวที่ดี ควรใช้แล้วไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ไม่ทิ้งสารตกค้างบนผิวหน้า ไม่ก่อให้เกิดสิวอักเสบ หรือสิวอุดตัน
วิธีการที่ดีที่สุด ในการใช้ครีมบำรุง ทุกครั้งที่ซื้อครีมบำรุงยี่ห้อใหม่มา แนะนำให้นำมาทาบริเวณท้องแขน เพื่อทดสอบว่า เรามีอาการแพ้ หรือระคายเคืองหรือไม่ ทาทิ้งไว้ประมาณ 10 - 30 นาที ถ้าไม่แพ้ ก็สามารถทาบริเวณใบหน้า โดยควรทาแค่บาง ๆ เพื่อให้ซึมเข้าผิวได้พอดี ไม่เหลือทิ้งบนใบหน้าให้เหนียวเหนอะหนะ และเป็นที่สะสมของฝุ่นละออง ควรทาทั้งเช้า และก่อนนอน เพื่อบำรุงผิว และปกป้องผิวมิให้สูญเสียความชุ่มชื้น
ตัวอย่างครีมบำรุงผิวหน้า ที่แนะนำ ครีมพลังเอนไซมบำบัดสูตรกลางวัน ครีมพลังเอนไซม์บำบัดสูตรกลางคืน ครีมกระชับปรับสภาพผิวหน้า DSC ครีมชะลอริ้วรอยสูตรธรรมชาติ DSC เป็นต้น

--> 4. ขัดผิวเป็นประจำทุกสัปดาห์ หรืออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง การขัดผิว เป็นการขจัดเซลล์ผิวที่ตายให้หลุดลอกออกไปเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ผิวเนียนกระจ่างใส แต่ไม่ควรขัดผิวหลังจากออกไปตากแดดจัด ๆ เพราะอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองและอักเสบได้
วิธีการที่ดีที่สุด ควรขัดผิวด้วยครีมขัดผิว หรือน้ำตาลขัดผิว เช่น ครีมสครับไพล ครีมสครับจมูกข้าวสาลี เป็นต้น เพื่อลดอาการระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และทำให้ผิวเนียน นุ่ม เพราะได้รับการบำรุงอย่างทันทีที่ถูกขจัดเศษเซลล์ออกไป

เพียงคุณปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำ ย่อมช่วยปรับเปลี่ยนให้สุขภาพผิวดีขึ้นได้ในที่สุด และจงระลึกไว้เสมอว่า คุณไม่สามารถมีผิวสวยได้เพียงข้ามคืน และคุณต้องทำเป็นประจำจึงจะได้ผิวสวยใสมาครอบครอง....

11 มกราคม 2556

ภาวะกรดไหลย้อน Gastroesophageal Reflux Disease

ภาวะกรดไหลย้อน หรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ
เกิดขึ้นได้ทั้งเวลากลางวัน หรือกลางคืน ทำให้เกิดอาการระคายเคืองอาจทำให้หลอดอาหารอักเสบและมีแผล หรือมีอาการทางปอด อาการทางคอ และกล่องเสียง


โดยปกติร่างกายจะมีกลไกลป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในทางเดินอาหารส่วนบน แต่สาเหตุของกรดไหลย้อน ทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่าง มีการคลายตัวอย่างผิดปกติ ทำให้มีการไหลย้อนกลับของกรดขึ้นไปในหลอดอาหารได้ง่าย โดยปกติถ้ากรดไหลย้อนขึ้นไปในคอหอยจะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนหดตัว ป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นไป ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่ออวัยวะต่าง ๆ ดังนี้

-->
1. อาการทางคอหอยและหลอดอาหาร 
- แสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้นปี่
- กลืนอาหารลำบาก หรือเจ็บคอเวลากลืน
- เจ็บคอ หรือระคายคอ
- มีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
- มีเสมหะอยู่ในลำคอ
- เรอบ่อย ๆ คลื่นไส้ แน่นหน้าอก
- อาหารไม่ย่อย มีกลิ่นปาก

2. อาการทางกล่องเสียงและปอด
- เสียงแหบเรื้อรัง หรือเสียงผิดปกติไปจากเดิม
- ไอเรื้อรัง
- ไอ หรือสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกเวลากลางคืน
- กระแอมไอบ่อย
- หากเป็นหอบหืดจะมีอาการแย่ลง
- เจ็บหน้าอก
- เป็นโรคปอดอักเสบ เป็น ๆ หาย ๆ

การรักษาแนวธรรมชาติบำบัด มีดังนี้

1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดำเนินชีวิต (lifestyle modification)

  - ถ้ามีน้ำหนักเกิน ความลดน้ำหนัก เพราะภาวะน้ำหนักเกิน ทำให้มีความดันในช่องท้องสูง ก่อให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้มากขึ้น
 - หลีกเลี่ยงความเครียด และงดสูบบุหรี่ เพราะความเครียด และการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดภาวะการหลั่งกรดมากขึ้น
 - หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับ หรือแน่นเกินไป หรือรัดเอวมากไป
- หลีกเลี่ยงการนอนราบหลังทานอาหาร หรือก้มเงยบ่อย ๆ ยกของหนัก ๆ หลังรับประทานอาหาร
 - หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอดน้ำมัน อาหารย่อยยาก เนื้อสัตว์ใหญ่ หรือาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด
 - หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม เบียร์ ไวน์ วิสกี้ โดยเฉพาะตอนเย็น
 - หัดเคี้ยวอาหารให้ช้า ๆ และละเอียดมากขึ้น
 - ไม่ดื่มน้ำระหว่างทานอาหารมากเกินไป หรือทานอาหารคำ ดื่มน้ำคำ
 - งดอาหารหวานจัด ๆ ขนมเค็ก ขนมปัง คุกกี้ เป็นต้น
 - เวลานอนควรเสริมด้านหัวเตียงให้สูงขึ้น 6 - 10 นิ้ว แทนการยกหมอนสูง และควรนอนตะแคงเพื่อลดการกดทับของหูรูดหลอดอาหาร

2. การดื่มน้ำผักผลไม้เพื่อปรับความเป็นกรดด่าง (pH Balance Water Drink)
 - ดื่มน้ำผสมเอนไซม์ Multi Fruit Enzyme (เอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำอุ่น 250 มิลลิลิตร) ก่อนอาหาร 30 - 60 นาที เพื่อปรับสมดุลย์ของกรดในกระเพาะอาหาร
 - ดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นพลังเอนไซม์ ตอนเช้า ก่อน 8 โมง และ ตอนเย็น ก่อน 6 โมงเย็น ทุกวัน
 - เมื่อมีอาการกรดไหลย้อน ให้รับประทาน น้ำเอนไซม์ Multi Fruit Enzyme 1 ช้อนโต๊ะ ทันที เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดด่างทันที

การรับประทานน้ำเอนไซม์เพื่อปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกาย เพื่อให้ได้ผลชัดเจน ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตด้วย

เรื่องเล่าจากประสบการณ์คุณลุง ณ บ้านสวนผัก ตลิ่งชัน 
คุณลุงเป็นโรคกรดไหลย้อนมานานกว่า 10 ปีแล้ว ตอนนี้เสียงแหบ และเจ็บคอเป็นประจำ หลังจากดื่มน้ำเอนไซม์ Multi Fruit Enzyme ติดต่อกันนาน 3 เดือน เริ่มเห็นผลตั้งแต่ขวดที่ 3 พบว่า เวลากลางคืนนอนหลับสนิทมากขึ้น อาการเรอ และแน่นหน้าอกลดลง เวลามีกรดไหลย้อน แน่นหน้าอก ก็จะดื่มน้ำเอนไซม์เพียว ๆ 1 ช้อนโต๊ะ ทันที จะรู้สึกดีขึ้น และปกติจะทำน้ำผักปั่นทานทุกวัน และทำน้ำลูกเดือยดื่มแทนน้ำเปล่าทั้งวัน ก็ลดอาการลงเรื่อย ๆ และทุกวันนี้ก็ลดการดื่มน้ำเอนไซม์แล้ว แต่วันไหนรู้สึกทานมากไป แน่นท้อง ก็จะดื่มน้ำเอนไซม์ไปช่วยในการย่อย

2 มกราคม 2556

อาบน้ำอย่างไรให้ร่างกายแข็งแรง

การอาบน้ำ มิใช่เพียงเป็นการทำความสะอาดร่างกายเท่านั้น แต่การอาบน้ำเป็นการดูแลสุขภาพร่างกายได้อีกทางหนึ่ง เพราะผิวหนังของคนเรานั้น เชื่อมโยงกับระบบลมปราณตามหลักของแพทย์แผนจีน โดยทางแพทย์แผนจีนได้กล่าวไว้ว่า

"ผิวหนังของร่างกายมนุษย์ มิได้มีแครูขุมขนที่ไว้หลั่งเหงื่อเท่านั้น หากแต่ยังดูแลการไหลเวียนของชี่อีกด้วย"

ดังนั้น หากคุณดูแลผิวหนังและใส่ใจในการอาบน้ำ ก็จะส่งผลต่อระบบสุขภาพของคุณด้วยค่ะ ดังนั้น เราจะมาแนะนำหลักการอาบน้ำและดูแลผิวหนังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงค่ะ

ในตอนเช้า คุณควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็น และอาบน้ำด้วยน้ำเย็น เพราะจะช่วยกระตุ้นความยืดหยุ่นของผิวหนัง ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวเนียนนุ่ม แลดูอ่อนกว่าวัย  และการอาบน้ำเย็นในตอนเช้าจะทำให้รูขุมขนปิดทำให้ปกป้องผิวจากเชื้อแบคทีเรียน และปกป้องร่างกายจากชี่จากภายนอกเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง อีกทั้งการอาบน้ำเย็นยังกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิต ระบบประสาท และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ชาวญี่ปุ่น ต่างนิยมอาบน้ำเย็น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับสุขภาพ

ในตอนเย็น คุณควรอาบน้ำด้วยน้ำอุ่น และนวดเท้าค่อย ๆ ก่อนนอน การอาบน้ำอุ่นจะช่วยให้ผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานมาทั้งวัน น้ำที่ใช้ก็อย่าร้อนจนเกินไป เพราะอาจทำให้มีเหงื่อออก และทำให้สูญเสียชี่ ถ้าต้องสระผมตอนเย็น ให้สระแล้วรีบทำให้ผมแห้งทันที อย่าเข้านอนทั้ง ๆ ที่ผมเปียกเป็นอันขาด เพราะถ้าศีรษะได้รับความเย็นจะมีผลต่อเส้นชี่บริเวณหนังศีรษะ ทำให้มีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน และผมร่วง และหลังการอาบน้ำอุ่น ให้ดื่มน้ำอุ่น ๆ เล็กน้อย เพื่อทดแทนความชุ่นชื้นที่เสียไปทางผิวหนังระหว่างอาบน้ำอุ่น อีกทั้งการอาบน้ำอุ่น ยังเป็นการเปิดรูขุมขนเพื่อทำความสะอาดและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและชี่ เพื่อให้ชี่กระจายออกไป และสิ่งสกปรกบนผิวหนังและในรูขุมขนได้ถูกชะล้างออกไป
-->
การอาบน้ำ ควรทำบ่อยแค่ไหน โดยที่สภาวะปกติ 1 วัน อาจอาบน้ำแค่ 1 ครั้ง และล้างหน้า เช้าเย็น ก็เพียงพอ แต่อากาศที่บ้านเราร้อนชื้น และมีฝุ่นเยอะ การอาบน้ำเช้า และเย็น ในแต่ละวันก็เหมาะสมแล้วเพื่อดูแลความสะอาดของผิวหนัง และดูแลระบบชี่ของร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง...

สำหรับคนป่วย ที่อาบน้ำไม่ได้ แนะนำ ให้ล้างหน้าเช้า น้ำเย็น ตอนน้ำ น้ำอุ่น ส่วนการเช็ดตัว ให้ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อยเท่านั้น และควรนวดเท้าด้วยน้ำอุ่นทุกวันช่วยในการบำรุงชี่ของไต และ เพื่อปรับระบบชี่ให้หมุนเวียนเป็นปกติ หรือจะผสมน้ำเอนไซม์แช่ล้างผักลงไปเพื่อเช็ดตัว จะช่วยในการทำความสะอาดผิว ขจัดแบคทีเรียที่ผิว ลดการติดเชื้อได้อีกทางหนึ่งค่ะ

เป็นไงค่ะ ง่าย ๆ แบบนี้ เราก็สามารถทำเองได้ เพื่อให้สุขภาพร่างกายดี ผิวพรรณสะอาด สดชื่น และดูอ่อนกว่าวัย แต่อย่าลืม ทาโลชั่น หรือน้ำมันสกัดจากพืช เช่น น้ำมันอัลมอนด์ออยด์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับร่างกาย และเพิ่มวิตามินให้กับผิวด้วยนะค่ะ

แนะนำผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหนัง
1. แชมพูเอนไซม์สำหรับอาบน้ำสระผม
2. เสปรย์มะเฟืองปรับสมดุลย์ผิวหน้า
3. ครีมมาสค์บัวหิมะ
4. น้ำมันอัลมอนด์พลัส