google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

20 กรกฎาคม 2553

หลักการเสริมภูมิคุ้มกัน

จากหนังสือ กาลครั้งหนึ่งเมื่อฉันหัดเดิน
การเสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันร่างกาย หรือเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ทำได้แบบง่าย ๆ ดังนี้
  • อาหาร กินอาหารให้ครบทุกหมู่ และเพียงพอในแต่ละวัน และเป็นอาหารที่มีคุณภาพดี เช่น สด สะอาด และปนเปื้อนน้อยที่สุด ไม่ทานอาหารทอด ย่าง จนไหม้เกรียม
  • ออกกำลังกาย ช่วยกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น มีการแตกแขนงของหลอดเลือดในเนื้อเยื่อต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้เม์ดเลือดขาวหรือภูมิคุ้มกันเข้าสู่ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้ง่าย  เมื่อมีเชื้อโรคเข้าไปก็จะจัดการได้เร็ว
  • อารมณ์ หรือสภาพจิตใจ มีความเกี่ยวข้องกันการหลั่งสารเอนโดฟิน หรือสารสุขในร่างกาย สารนี้พอหลั่งออกมาจะทำให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ของเซลล์ดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากจิตใจห่อเหี่ยว เศร้า เป็นทุกข์ ร่างกายจะหลั่งสารทุกข์ (อะดรีนาลิน) ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่ดี ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่าย
ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันนั้น จะดี ไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองด้วยโดยเฉพาะ เช่น
  1. ล้างมือบ่อย ๆ
  2. พักผ่อนให้เพียงพอ
  3. หาวิธีคลายเครียด
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สะอาด และมีวิตามิน เกลือแร่
ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องภูมิต้านทาน พบว่า การที่ร่างกายขาดสารอาหารแม้เพียงเล็กน้อยจะทำให้ภูมิต้านทานต่ำลงและทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าได้รับวิตามินและเกลือแร่มชบางชนิดมากเกินไป โดยรับประทานในรูปของอาหารเสริมอาจเป็นอันตรายได้ เช่น ธาตุสังกะสีที่ช่วยป้องกันโรคหวัด ถ้าได้รับมากเกินไปจะทำให้การดูดซึมธาตุทองแดง และระบบภูมิต้านทานลดลง ดังนั้น ควรรับประทานอาหารที่หลากหลายจะได้สารอาหารที่สมดุลและช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ดี

บทความที่เกี่ยวข้อง
-->

18 กรกฎาคม 2553

ต้อหินกับธรรมชาติบำบัด

การดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยที่เป็น ต้อหิน นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่าย เพราะการใช้ ธรรมชาติบำบัดดูแลฟื้นฟูสภาพของเซลล์ในดวงตานั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องอาศัยความอดทน ความเพียร และความตั้งใจจริง ของทั้งผู้ป่วย และผู้ดูแล
เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกับ โรคต้อหิน กันก่อนว่า ต้นเหตุของ ต้อหิน คืออะไร ต้อหิน เกิดจากอะไร
ต้อหิน เป็นภาวะที่เกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้น และมีการเสื่อมของประสาทตา จนกระทั่งสูญเสียการมองเห็น ความดันในตาที่สูงจะกดดันเส้นประสาทตา (optic nerve)ให้เสื่อม เมื่อมีภาวะความดันสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้ประสาทตาเสื่อมจนทำให้สูญเสียการมองเห็น การสูญเสียการมองเห็นจะเริ่มที่ขอบนอกของลานสายตา โดยเกิดเป็นเยื่อวุ้นปิดการมองเห็น ส่วนตรงกลางภาพยังเห็นชัด หากแต่ไม่ได้รักษาอย่างต่อเนื่อง การมองเห็นจะได้ภาพเล็กลง และการเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆ เป็นโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว โดยมากมักจะเป็นสองข้าง อาจจะเป็นข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามไปอีกข้างหนึ่ง
ต้อหิ
ต้อหิน เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
การเกิดภาวะ ต้อหิน นั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ปัจจัยที่สำคัญก็คือ ร่างกายมีการสะสมของของเสียในร่างกายมาก จนทำให้เกิดภาวะเป็นกรดในเลือด อีกทั้งมีการสะสมของไขมันในเลือดสูง ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง และภาวะไตทำงานบกพร่อง ไม่สามารถขับของเสียหรือแอมโมเนียออกจากร่างกายได้ จึงมีการดูดกลับของแอมโมเนียกลับเข้าสู่กระแสเลือดส่งผลให้ไขมันไปจับตัวกับกรดแอมโมเนีย ดันออกไปที่ ดวงตา มีลักษณะเป็นเยื่อวุ้นเกิดขึ้นจับตัวเป็นก้อน และภาวะความดันที่สุง ก็จะส่งผลกระทบต่อความดันในตาทำให้เยื่อประสาทตาเสื่อม จนกระทั่งมองไม่เห็นในที่สุด
นอกจากนั้น ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก ที่ทำให้เกิดภาวะ ต้อหิน ได้ คือ การขาดน้ำ การนอนดึก อารมณ์เครียด โกรธเกรียว โกรธ อาฆาต แค้น อวดดี อวดเบ่ง
ดังนั้น เมื่อเรามาวิเคราะห์กันถึงสาเหตุ และปัจจัยการเกิด ต้อหิน แล้ว ในแนวทาง ธรรมชาติบำบัด หรือ แพทย์องค์รวม ของเรานั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนและใช้แนวทางในการรักษาทุกแขนงรวมกัน โดยเริ่มต้นจาก
1. การล้างของเสียออกจากร่างกาย โดยการล้างพิษ ไม่ว่า จะเป็น การดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ (วันละ 2 - 3 ลิตร) การดื่มน้ำต้มโหระพา (วันละ 8 – 15 แก้ว) เพื่อลดความเป็นกรดในเลือด ลดไขมัน และของเสียในเลือด ทุกวัน หรือการสวนลำไส้ด้วยน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น ทุกอาทิตย์
2. ฟื้นฟูการทำงานของไต โดยการทาน น้ำกระชายปั่น หรือทานอาหารเสริม วีโกเบอรี่ (Whe Globerry) สูตรบำรุงผิว บำรุงสายตา บำรุงไต
3. ทำการปรับภาวะอารมณ์ใหม่ หรือ ล้างพิษออกจากจิต ด้วย Emotion Detox การนั่งสมาธิ การปฏิบัติธรรม การแผ่เมตตา การให้อภัย เป็นการลดภาวะ การเครียด ความโกรธ ความเกลียด ได้อย่างดี
4. การดื่มน้ำสะอาดบำบัดโรค เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ในการละลายของเสียในร่างกายออกด้วยการละลายออกมาทางเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ เป็นต้น
5. การหยอดล้างตา ขึ้นกับชนิดของยาหยอดตาว่า เพื่อลดความดันในลูกตา หรือ เพื่อลดการอักเสบการติดเชื้อ ซึ่งก็ใช้ตามแพทย์สั่ง
6. การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่า งดเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก งดเนื้อที่มีไขมันสูง อาหารที่มีความเค็ม และไขมันสูง เน้นอาหารที่มีแร่ธาตุ และวิตามินในการบำรุงสายตา บำรุงประสาท เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 12 วิตามินบี 6 เป็นต้น

ดาวน์โหลด สูตรน้ำผักปั่น บทบัญยัติ 10 ประการ

หากมีข้อสงสัย ต้องการติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณตู๋ tusora@gmail.com

17 กรกฎาคม 2553

การดูแลสุขภาพตามหลักโภชนาการบำบัดด้วยน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด

หลักการโภชนาการบำบัดด้วยน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัดสไตส์ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธู์วงศ์
(แพทย์ทางเลือกและนักธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวม)


โภชนาการบำบัด คือ การดูแลฟื้นฟู ป้องกันสุขภาพด้วยการทานอาหารเป็นยา หรือการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ให้ใช้สารอาหารในการฟื้นฟู ป้องกัน และรักษาสุขภาพนั้นเอง
การดูแลสุขภาพตามหลักโภชนาการบำบัด หากกล่าวง่าย ๆ ก็คือ การเลือกรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนต่อร่างกาย ได้ตามความต้องการของร่างกาย เพื่อใช้ป้องกัน หรือฟื้นฟู หรือบำบัดร่างกายนั้นเอง 

จากงานวิจัย โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ แห่งชมรมบ้านสุขภาพ ประธานมูลนิธิภูมิปัญญาสากล ได้ทำการตรวจสอบคุณค่าของ น้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด มานานกว่า 20 ปี พบว่า โดยรวมแล้ว น้ำผักปั่น ช่วยฟื้นฟูการทำงานของร่างกายถึง 5 ระบบ คือ
  1. ระบบดูดซึม (ลำไส้เล็ก)
  2. ระบบทางเดินหายใจ (ปอด)
  3. ระบบหมุนเวียนโลหิต (เลือด)
  4. ระบบภูมิคุ้มกัน (น้ำเหลือง, เม็ดเลือดขาว)
  5. ระบบต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน)

ซึ่งหากทำดื่มสด ๆ เป็นประจำทุกวัน ช่วยต้านโรค เพิ่มพลังกาย ลดไขมันส่วนเกิน ผิวพรรณผ่องใส หน้าอ่อนวัย ดีกับทุกเพศ ทุกวัย ทุกท่าน

จากผลการวิจัย พบว่าในน้ำผักมีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ ที่มีคลอโรฟิลล์หรือสารสีเขียวในปริมาณสูตร และมีวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก โปแทสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายมาก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนการใช้สารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการนำของเสียออกจากร่างกายได้อย่างดี ส่งผลให้ร่างกายและเซลล์ได้รับพลังงานอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้เกิดการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ให้แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นผล

นอกจากนั้นสัดส่วนของสารอาหารในน้ำผักปั่นเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม ที่ใช้ในการฟื้นฟูเซลล์ ซึ่งประกอบด้วยสารอาหารจำพวก โปแตสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ที่อยู่ในค่า pH 4 และมีคลอโรฟิลล์ วิตามินเอ วิตามินซี ช่วยส่งเสริมกลไกการทำงานของการฟื้นฟูเซลล์ จึงทำให้น้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัดช่วยให้ร่างกายได้นำสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที ส่งผลให้เซลล์แข็งแรง และเร่งการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาฟื้นฟูร่างกาย และอวัยวะที่อ่อนแอ อีกทั้งในน้ำผักปั่นมีภาวะความเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้ไขมันเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายไขมันได้ดีขึ้นด้วย

โดยเราสามารถเติมน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเข้าไปเพื่อปรับค่า pH ของน้ำผักปั่น และเป็นตัวช่วยให้ร่างกายได้นำสารอาหารต่าง ๆ ในน้ำผักปั่นเข้าสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับบุคคลทั่วไปแนะนำให้ดื่มน้ำผักปั่นที่มีค่าความเป็นกรดด่าง pH 4- 6 ซึ่งเป็นค่าที่เหมาะสมในการปรับสมดุลของร่างกาย และเอนไซม์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการส่งสารอาหารเข้าสู่เซลล์

แต่ถ้าจะเน้นลดความอ้วนหรือไขมันให้ปรับค่าความเป็นกรดด่างของน้ำผักปั่นให้ได้ pH เท่ากับ 4  หรือต่ำกว่าเล็กน้อย ซึ่งเป็นสภาวะที่เอนไซม์จะถูกกระตุ้นให้ย่อยสลายไขมันได้ดีจึงช่วยในการชำระล้างไขมันที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ และเร่งการเปลี่ยนไขมันเป็นโคเลสเตอรรอลไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ และเป็นกลีเซอร์ไรด์ในที่สุด 

ทำไมควรต้องดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัดเพื่อดูแลสุขภาพ

การดื่มน้ำผักปั่น ถือว่าเป็นการดูแลสุขภาพในแนวของโภชนาการบำบัด เป็นการเติมสารอาหารที่มีประโยชน์ประเภทวิตามิน เกลือแร่ ที่จำเป็นและสำคัญให้กับร่างกาย อีกทั้งอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ที่ช่วยในการฟื้นฟูตับ ทำให้ตับ และตับอ่อนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการย่อยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินได้มากขึ้น อีกทั้งเอนไซม์ในน้ำผักจะไปย่อยไขมันส่วนที่ตกค้างในร่างกายออกไปเปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน มาทำให้เซลล์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนั้นน้ำผักปั่นยังช่วยล้างสิ่งปฏิกูลในร่างกายตลอดจนสารพิษหรือของเสียต่าง ๆ ที่ตกค้างในร่างกายอย่างรวดเร็ว สังเกตุได้คือ ลดอาการปวดต่าง ๆ ลดอาการท้องเสีย ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดหลัง ลดอาการปวดศีรษะ ลดไข้ ลดความอ่อนเพลีย ลดอาการนอนหลับยาก เป็นต้น
ซึ่งอาการดังกล่าวข้างต้นจะพบว่ามีอาการลดลงเมื่อดื่มน้ำผักปั่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากร่างกายได้ชะล้างของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น จึงทำให้อาการดังกล่าวลดลง และหายไป ซึ่งหากเราไม่เข้าใจในเรื่องของธรรมชาติร่างกาย เมื่อมีอาการปวดต่าง ๆ เราทานแต่ยาไประงับปวด ทำให้ร่างกายเกิดการเก็บกดและสะสมของเสียในร่างกายมากขึ้น มากขึ้นจนเกิดเป็นมะเร็งในที่สุด
ดังนั้น การกินน้ำผักปั่นก่อนอาหารจึงเป็นการเตรียมร่างกาย ในการย่อยสลายอาหารที่เรากินเข้าไปให้ดีกว่าเดิมนั่นเอง ทำให้ไม่เหลือของเสียตกค้างในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย จึงเป็นการดูแลและฟื้นฟูร่างกายที่ดีเยี่ยมอีกทางหนึ่ง ซึ่งเราเอง และคุณเองก็ทำได้


สรุปน้ำผักปั่นทำหน้าที่ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน
  • ให้สารอาหารที่จำเป็นกับเซลล์และร่างกาย เพื่อนำไปฟื้นฟูเซลล์ อวัยวะ เช่น ตับ และตับอ่อน
  • กระตุ้นให้ร่างกายให้พร้อมในการย่อยไขมันที่ตกค้างเหลืออยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ให้เปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงาน ทำให้ร่างกายพร้อมที่จะย่อยสลายอาหารที่จะรับประทานในครั้งต่อไป
สูตรน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด
ผักกาดหอม 6 – 8 ใบ ช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาท และเซลล์ปอด
มะเขือเทศ (ท้อ/สีดา) 1 –2 ลูก ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน บำรุงเม็ดเลือด
หอมใหญ่ 1/4 หัว ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง ลดน้ำตาลในเลือด
เนื้อเสาวรส/น้ำมะนาว 1 – 2 ลูก ช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน
คืนฉ่าย 2 ก้าน ช่วบลดความดันโลหิต ฟอกเลือด
แอปเปิ้ลเขียว 1 ลูก เสริมระบบการขับถ่าย ทำความสะอาดลำไส้ใหญ่
น้ำผึ้งป่า (ความชื้นต่ำ 18 %) 2 –4 ช้อนโต๊ะ ฟื้นฟูเซลล์ ปรับสมดุลฮอร์โมน
น้ำพลังเอนไซม์บำบัด Multi Fruit Enzyme 1-2 ช้อนโต๊ะ/ Premier Fruit Enzyme 1 ช้อนชา ช่วยปรับสมดุล ความเป็นกรดด่าง และช่วยย่อย
น้ำดื่ม (ไม่แช่เย็น) 2 – 4 แก้ว นำสารอาหารเข้าเซลล์
ผัก ผลไม้ พวกมียางห้ามนำไปปั่นเด็ดขาด
เพราะยางจะเปลี่ยนรูปเป็นยางมะตอย เช่น ผักบุ้ง ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แก้วมังกร อโวคาโด เนื้อฝรั่ง ซึ่งไม่ดีต่อไต มีแคลเซียมไบคาบอเนท แครอทย่อยยากไม่เหมาะกับคนไทย


วิธีทำ

  • นำผัก และผลไม้ที่เตรียมไว้ ล้างน้ำให้สะอาด แช่ในน้ำผสมเอนไซม์แช่ผัก
  • หั่นผัก และผลไม้ที่เตรียมไว้ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ 
  • ใส่น้ำสะอาด 1 แก้ว ลงไปในโถปั่น เติมผักกาดหอม คืนฉ่าย ลงไปปั่นสักครู่
  • แล้วตามด้วยหอมใหญ่ แอปเปิ้ล เสาวรส ปั่นให้ละเอียด
  • เติมน้ำผึ้ง น้ำเอนไซม์และน้ำสะอาดอีก 1 แก้ว ปั่นให้ละเอียดให้เข้ากัน
  • ชิมรส และเติมน้ำที่เหลือเข้าให้คนให้เข้ากัน พร้อมเสริฟ
IMG_9430   IMG_9443
การดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
1. ทยอยดื่มทันทีที่ปั่นเสร็จ ครั้งละ 1 ลิตร ภายใน 1 ชั่วโมง โดยดื่มวันละ 3 ครั้ง
2. ควรดื่มทุกคน ทุกวัน ทุกวัย ทุกเวลา เวลาที่ดีที่สุด คือ ก่อนอาหารเช้า
โดยหญิงตั้งครรภ์ควรดื่มเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้คลอดง่าย และทารกในครรภ์เจริญเติบโตได้ดี แข็งแรง
เคล็ดลับในการหัดดื่มน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด
สำหรับคนหัดดื่มแรก ๆ น้ำผักปั่นปริมาณ 1 ลิตร ตลอดด้วยความข้นของน้ำผักปั่น คงทำให้ทำใจดื่มให้หมดคงยากน่าดู แนะนำให้เริ่มต้นดังนี้

1. ก่อนดื่มให้ทำการฝึกหายใจ ขับของเสียในช่องท้องและปอดออกก่อน โดยการหายใจเข้าทางจมูกลึก ๆ แล้วหายใจออกทางปากยาว ๆ จนท้องแพบมากที่สุด ทำประมาณ 15 ครั้ง ก่อนเริ่มดื่มน้ำผักปั่น จะช่วยลดอาการแน่น อืด ท้อง เมื่อดื่มน้ำผักปั่น

2. ให้ทำน้ำผักปั่นตามสูตร ถ้าดื่มข้นได้ ให้เติมน้ำแค่ 3 แก้ว แล้วดื่มให้หมด ก็จะได้ปริมาณไม่มากนัก และไม่อืดหรือแน่นเกินไป แต่ถ้าดื่มข้นไม่ได้ให้เติมน้ำ 4-5 แก้ว ให้แบบเจือจาง แล้วค่อย ๆ ดื่มไปเรือย ๆ ไม่ต้องรีบร้อน ภายใน 1 ชั่วโมง หรือแช่เย็นแบ่งไว้ดื่มก่อนอาหารทุกมื้อให้หมดภายใน 1 วัน
ปล. สำหรับคนที่ต้องการดื่มน้ำผักปั่นหลังจากผ่านการผ่าตัดมา ให้ใช้วิธีปั่นแล้วนำมากรองกาก ดื่มเฉพาะน้ำ เพื่อให้ระบบการย่อยทำงานลดลง ทำให้ร่างกายได้ฟื่นเร็วขึ้น เมื่อร่างกายสามารถย่อยอาหารแข็งได้แล้ว ค่อยดื่มแบบมีกากต่อไป เพื่อปรับปรุงระบบการขับถ่ายและทำความสะอาดลำไส้
อ่านเพิ่มเติม ใน หนังสือน้ำผักปั่น หรือ ดาวน์โหลด สูตรน้ำผักปั่น


บทความที่เกี่ยวข้อง

1 กรกฎาคม 2553

แหล่งน้ำที่ร่างกายต้องการ

การที่เรารู้สึกกระหายน้ำ อยากดื่มน้ำ คุณรู้ไหมว่าอีกนัยหนึ่งก็คือ น้ำในร่างกายไม่เพียงพอต่อการใช้ของเซลล์ หรือเซลล์เราต้องการน้ำนั้นเอง
น้ำ แบบไหนล่ะ ที่เซลล์เราต้องการ
น้ำ จากแหล่งไหนล่ะ ที่เซลล์เราต้องการ
น้ำ อะไรหรือ ที่เซลล์เราต้องการ
น้ำในเซลล์คำตอบของคำถามทั้งหมดก็คือ น้ำ ชนิดเดียวกันในเซลล์ของเรา หรือ น้ำ จากแหล่งเดียวกับที่อยู่ในเซลล์ของเรานั้นเอง แล้วเราจะได้ น้ำ นั้น หรือหา น้ำ นั้น มาจากที่ไหน คำตอบก็คือ น้ำ ที่อยู่ในเซลล์ของพืช ผัก ผลไม้ นะซิ เพราะเป็น น้ำชนิดที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก เหมือนกับ น้ำในเซลล์ของร่างกายเรา ทำให้เซลล์สามารถนำ น้ำ นั้นไปใช้ได้ทันที ไม่ใช้ น้ำอัดลม หรือ น้ำหวาน ที่เรานึกอยากดื่ม เมื่อเวลากระหาย น้ำ
คุณรู้ไหมว่า น้ำอัดลม หรือ น้ำหวาน ที่มี น้ำตาล สูง เหล่านั้น ไม่มีคุณค่าต่อร่างกายเลย แถมยังมีการผสมสี อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป ก่อให้เกิดของเสียในร่างกายอีกด้วย โดยเมื่อเราดื่ม น้ำหวาน หรือ น้ำอัดลม เข้าไป ปริมาณน้ำตาลที่สูงจะเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้ตับอ่อนต้องผลิตอินซูลิน ออกมาลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ส่งผลให้ตับอ่อนทำงานหนัก อีกทั้งปริมาณน้ำตาลในเลือดที่สูง จะไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูก ฟัน และเส้นผม และทำให้ไตทำงานหนัก ส่งผลให้เกิดภาวะไตเสื่อม อีกทั้งการเร่งให้เซลล์นำ น้ำตาล ไปเผาผลาญ ต้องใช้วิตามินบีร่วมด้วย จึงมีผลให้ร่างกายไปดึงวิตามินบีออกจากสมองมาใช้ ทำให้สมองอ่อนเพลียง่าย จึงเห็นได้ว่า ในช่วงแรกที่เราทาน น้ำหวาน หรือ น้ำอัดลม เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาล ร่างกายจะกระปรี้กระเปร่า สดชื่น ขึ้นเพียงชั่วครู่เดียว แต่เมื่อปริมาณน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น จะทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักในการเผาผลาญน้ำตาลเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อย อ่อนแรง ผ่อนเพลีย ง่วงนอน หมดเรี่ยว หมดแรง ซึ่งเป็นอาการของคนที่ขาดวิตามินบี นั้นเอง
แล้ว น้ำ แบบไหนนะ ที่เซลล์เราต้องการ?
ก็ น้ำ แบบเดียวกับที่อยู่ในเซลล์เราไง หรือ น้ำที่มีขนาดโมเลกุลเล็กเพียงพอ ที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าไปใช้ในเซลล์ได้ทันที ซึ่งเราก็สามารถหาได้จาก การรับประทาน ผัก ผลไม้ หรือ น้ำผักปั่น น้ำผลไม้คั่นสด น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ นั่นเอง


สรุปได้ว่า
  • น้ำ ที่เซลล์ต้องการ คือ น้ำที่มีโมเลกุลเล็ก หรือน้ำที่อยู่ในเซลล์นั่นเอง
  • น้ำ ในเซลล์พืช ผัก ผลไม้ เป็นแหล่ง น้ำ ที่ร่างกาย หรือเซลล์เราต้องการ
  • น้ำ ที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก คือ น้ำที่เซลล์เราต้องการ ไม่ใช่น้ำแร่ ที่มีแร่ธาตุสูง ๆ หรือ น้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำชา น้ำหวาน น้ำอัดลม แต่เป็นน้ำคั่นหรือน้ำปั่นจาก ผัก และผลไม้