google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

30 พฤษภาคม 2557

น้ำโหระพา คุณค่าแห่งสมุนไพรไทย

วันนี้ บ้านรักษ์สุขภาพ ขอนำเสนอ วิธีการทำ น้ำโหระพา น้ำสมุนไพรไทย เพื่อสุขภาพ ....

โหระพา เป็นสมุนไพรไทยพื้นบ้าน ที่เป็นที่รู้จักกันของคนไทย กลิ่นหอม รสชาดเฉพาะตัว ของ ใบโหระพา เป็นที่คุ้นเคย อยู่คู่กับครัวไทยมานาน... ใช้เป็นทั้งผักแกล้ม และผักใส่แกง ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารหลายชนิด เช่น ผัดเนื้อปลาใส่โหระพา แกงเผ็ด แกงเลียง เป็นต้น

โหระพา เป็นพืชสมุนไพร หรือ ผักสวนครัว ปลูกง่าย อยู่ในตระกูลเดียวกับกระเพรา และแมงลัก  ใบสด มีสรรพคุณช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะ แก้คลื่นใส้อาเจียน บรรเทาอาการท้องร่วง และเป็นยาระบายอ่อน ๆ

นอกจากนี้ ใบโหระพายังมีสรรพคุณรักษาโรคหวัด รักษาอาการปวดศีรษะ โดยใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำดื่มเป็นชา หรือกินเป็นผักสด ใช้ร่วมกับขิงแก้ไอ และช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย

จากงานวิจัย พบว่า สารสกัดใบโหระพาที่ได้จากการกลั่นด้วยไอน้ำ มีสีเหลืองอ่อนถึงไม่มีสี ใบโหระพามีน้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณร้อยละ 0.1-1.5 เมื่อทำการวิเคราะห์ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างจาก headspace และตรวจสอบด้วย gas chromatography พบว่าในน้ำมันหอมระเหยประกอบด้วยสารเมทิลชาวิคอล (methylchavicol) เป็นสารหลัก (ร้อยละ 93) และสารกลุ่มเทอร์พีน ได้แก่ลินาโลออล (linalool) และซินีออล (1, 8-cineol) นอกจากนี้ ยังมีสารยูจีนอล (eugenol) กรดกาเฟอิก (caffeic acid) และกรดโรสมารินิก (rosmarinic acid) เป็นต้น

น้ำมันหอมระเหยจาก โหระพาช่วยการย่อยอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ช่วยคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงช่วยการย่อยอาหาร ขับลมแก้ท้องอืดเฟ้อ ลดการปวดเกร็งในระบบทางเดินอาหาร และแก้หวัด น้ำมันโหระพามีกลิ่นหอมหวาน เมื่อสูดดมมีคุณสมบัติช่วยให้เกิดความสงบ มีสมาธิ ลดอาการซึมเศร้า ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดัน มะเร็ง อีกด้วยค่ะ

ในการแพทย์ทางเลือกแบบองค์รวม มีการแนะนำให้ดื่มน้ำโหระพาเป็นประจำทุกวัน ช่วยในการปรับสมดุลธาตุ ทำให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก กระตุ้นภูมิต้านทาน ทำให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ทำได้งานอย่างสมบูรณ์

สำหรับวันนี้ บ้านรักษ์สุขภาพ จะแนะนำสูตรทำน้ำโหระพา เพื่อสุขภาพ เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้ทำไว้รับประทานเป็นประจำทุกวันเพื่อสุขภาพกันค่ะ

สูตรที่ 1 น้ำชาโหระพา แบบไทย ๆ 
ส่วนประกอบ มีดังนี้
1. ใบโหระพาสด 1 ขีด
2. น้ำดื่มสะอาด 2 ลิตร


วิธีทำ 
1. ล้างทำความสะอาดโหระพา เอาฝุ่นผงออก แล้วเด็ดเอาเฉพาะใบ มาแช่ในน้ำผสมน้ำเอนไซม์แช่ล้างผัก 10 นาที แล้วนำออกสะเด็ดน้ำ 
2. เติมน้ำใส่ในหม้อสแตนเลส ตั้งไฟแรงให้น้ำเดือด เมื่อน้ำเดือด เติมใบโหระพาที่ล้างแล้วลงไป ปิดฝาหม้อ แล้วปรับเป็นไฟแรงปานกลาง 5 นาที แล้วยกหม้อลง
3. ทิ้งไว้ 10 นาที แล้ว กรองเอาเฉพาะน้ำเก็บไว้ดื่ม 
4. ดื่มร้อน ๆ หลังอาหาร ช่วยในการขับลม หรือเวลาเวียนศรีษะ ปวดหัว ช่วยบรรเทาได้
5. เก็บใส่ขวดแก้ว เก็บในตู้เย็น แบ่งดื่มแทนน้ำเปล่า ได้ตลอดวัน ช่วยปรับสมดุลของธาตุในร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง

จาก งานวิจัยของตุรกีพบว่า ชาโหระพามีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันสูงกว่าชาเขียวที่จำหน่ายในตุรกี อีกทั้งมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลและแผ่นคราบ (พลัค) ในกระแสเลือด ซึ่งในงานวิจัยการใช้ใบโหระพาเป็นยาลดคอเลสเตอรอล ในเลือดของสัตว์ทดลองที่ประเทศโมร็อกโกพบว่า สารสกัดโหระพามีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูทดลองที่ถูกทำให้มีปริมาณไขมันสูง เนื่องจากการสะสมไขมันของแม็กโครฟาจที่เหนี่ยวนำโดยแอลดีแอล-คอเลสเตอรอล (LDL-C) หรือไขมันไม่ดี มีบทบาทสำคัญในการเกิดแผ่นคราบ (พลัค) ของโรคหลอดเลือดอุดตัน อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า... น้ำโหระพา หรือน้ำชาโหระพา น้ำสมุนไพรโหระพา ทำง่าย ๆ แต่มีประโยชน์มากมาย เรามาทำดื่มกันดีกว่าค่ะ เพื่อสุขภาพที่ดี

หากต้องการรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ เข้ามาเป็นเพื่อนรับข่าวสารกันได้เลยที่นี้ค่ะ....https://www.facebook.com/friutenzyme กด like ที่หน้า fanpage หรือ ใส่อีเมล์คุณที่หน้าเว็บไซด์http://friutenzyme.blogspot.com/ เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพค่ะ

29 พฤษภาคม 2557

สูตรบำรุงผิวใสด้วยเอนไซม์น้ำผึ้งบำบัดผิว

สูตรบำรุงผิวใสด้วยเอนไซม์น้ำผึ้งบำบัดผิว ที่คุณเองก็ทำได้เอง

สำหรับสาว ๆ ที่มีปัญหาผิวพรรณ ไม่ชอบใช้สารเคมี ชอบธรรมชาติ ขอแนะนำสูตร เอนไซม์น้ำผึ้งบำบัดผิว ซึ่งทางสปาในเชียงใหม่แห่งหนึ่งได้มีการนำมาใช้ในการบำบัดผิวพรรณให้กับผู้เข้ามารับบริการ และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก


และข้อดีมาก ๆ ของสูตรนี้คือ ไม่มีสารเคมี ไม่มีสารประกอบของเครื่องสำอาง ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือระคายเคืองใด ๆ ยกเว้นคุณมีผิวที่แพ้ กรดจากผลไม้ และควรหลีกเลี่ยงการออกตากแดดหลังใช้บริการ

สูตรบำรุงผิวใสด้วยเอนไซม์น้ำผึ้งบำบัดผิวนี้ เป็นสูตรที่เผยแพร่ให้เป็นวิทยาทานแก่ทุกท่าน มีส่วนประกอบ ดังนี้

1. น้ำผึ้งดอกไม้ป่า หรือ น้ำผึ้งแท้ ในน้ำผึ้งจะมีฮอร์โมนธรรมชาติคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ช่วยทำให้ผิวเต่งตึง มีน้ำมีนวล เนื่องจากสารที่คล้ายฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน ทำให้ริ้วรอยลดลงนั่นเองค่ะ และในน้ำผึ้งยังมีสารอาหารต่างๆ อยู่มากมาย เช่น เอนไซม์ วิตามิน และ แร่ธาตุ ที่จะเข้าไปช่วยทำให้เซลล์ผิวแข็งแรง เปล่งปลั่งขึ้น โดยเฉพาะ กรดอะมิโนที่ชื่อว่า ซีสเทอีน
กรดอะมิโนตัวนี้ มีฤทธิ์ในการทำให้เม็ดสีเมลานินในผิวหนังสร้างได้น้อยลงค่ะ นี่เองจึงเป็นสาเหตุให้บางท่านนำน้ำผึ้งไปพอกหน้าแล้วหน้าขาวขึ้นได้ด้วยค่ะ

2. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร Multi Fruit Enzyme หรือ น้ำเอนไซม์ผลไม้รวม นั้นเอง ในน้ำพลังเอนไซม์บำบัดนี้ จะมี เอนไซม์ และ กรดอะมิโน หลายชนิด ช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ฟื้นฟูสภาพเซลล์ ทำให้เซลล์ผิวหนังแข็งแรง พร้อมทั้งแร่ธาตุอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ช่วยบำรุงผิว
ลดการอักเสบของผิว ลดอาการคัน ระคายเคือง ได้อีกด้วย และ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดนี้ ยังเป็นที่นิยมของ นักธรรมชาติบำบัด หรือการรักษาแบบแพทย์องค์รวม ด้วยการผสมน้ำดื่มเป็นประจำทุกวัน ก่อนอาหาร และก่อนนอน เพื่อช่วยในการย่อย ปรับสมดุลของร่างกาย ฟื้นฟูสภาพร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง อีกด้วย

และปัจจุบัน ก็พบว่ามีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสกินแคร์ที่บอกว่ามีส่วนผสมของเอนไซม์ที่ดูแลรักษาผิวได้อยู่ แต่เมื่อเอนไซม์เข้าไปอยู่ในเครื่องสำอาง  อาจจะคงสภาพอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากเอนไซม์จะคงสภาพดีก็ต่อเมื่ออยู่ในค่าความเป็นกรดด่างที่เหมาะสมและ อุณหภูมิที่เหมาะสม บางทีหากทำเป็นเครื่องสำอางสกินแคร์ที่ผสมเอนไซม์ อีกด้วย แต่ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ปฏิกิริยาทางเคมีในอนาคตเมื่อใช้ๆไป เอนไซม์จะเสื่อมลงหรือไม่ ทำให้อาจใช้สินค้านั้นๆไม่ได้ผลค่ะ และอาจแพ้ได้ในอนาคต แต่ก็มีหลายบริษัทชั้นนำที่สามารถคิดสูตรให้เอนไซม์คงสภาพได้จริง แต่ราคาก็แพงเป็นเงาตามตัวค่ะ

นอกจากนี้ในน้ำพลังเอนไซม์บำบัด ยังมีกรดผลไม้ที่เรียกว่า กรด AHA ที่อ่อนโยนต่อผิว กรดAHA นี้จะช่วยบำรุง ล้างพิษ และผลัดเซลล์ผิว ได้ดีเยี่ยม

สามารถนำมาใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย โดยการพอกไว้บนผิวหลังอาบน้ำ อย่างน้อย 20 -30 นาที สามารถทำได้ทุกวัน ส่วนวิธีการผสม ก็ได้ น้ำผึ้งดอกไม้ป่า 5 ส่วน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด 1-2 ส่วน ผสมกันแล้ว พอกทิ้งไว้ หรือหากกลัวว่าเราจะแพ้หรือไม่ ให้ลองเทสต์ทาพอกไว้ทีท้องแขนสัก 1 ชั่วโมง หากไม่มีอาการระคายเคืองก็สามารถใช้ได้ค่ะ

หากพอกเป็นประจำทุกวัน จะทำให้ผิวเนียนใส ลดจุดริ้วรอยด่างดำ หรือจะนำมาพอกที่บริเวณหัวนม รักแร้ หัวเข่า ข้อศอก ขาหนีบ ก็ช่วยลดรอยหมองคล้ำได้ด้วย ไม่ต้องพึ่งครีมแพง ๆ ให้เปลืองเงินเปลืองทองอีกด้วยค่ะ

แต่สูตรบำรุงผิวใสด้วยเอนไซม์น้ำผึ้งบำบัดนี้ เป็นการดูแลผิวแบบธรรมชาติบำบัด ต้องใช้เวลานะค่ะ ทำไปทุก ๆ วัน จะเห็นผลได้เองค่ะ อย่าใจร้อน ประหยัดเงิน เปลืองเวลาหน่อย เพื่อความงามค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบทความ มีดังนี้

1. น้ำผึ้งดอกไม้ป่าแท้ ความชื้นต่ำ 18%
2. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด Multi Fruit Enzyme 
3. สบู่เอนไซม์น้ำผึ้ง

สนใจติดต่อสอบถาม หรือสั่งซื้อได้ที่ Line ID : tu-bgood หรืออีเมล์ tusora@gmail.com

หากต้องการรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ เข้ามาเป็นเพื่อนรับข่าวสารกันได้เลยที่นี้ค่ะ....https://www.facebook.com/friutenzyme กด like ที่หน้า fanpage
 หรือ
ใส่อีเมล์คุณที่หน้าเว็บไซด์http://friutenzyme.blogspot.com/ เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพค่ะ

28 พฤษภาคม 2557

ขั้นตอนการผลิตน้ำเอนไซม์เพื่อการบริโภค

ขั้นตอนการผลิตเอนไซม์สำหรับบริโภค

การผลิตน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภคสำหรับดื่มเพื่อสุขภาพ  

เราจะใช้ผลไม้ที่มีอยู่มากมายในประเทศของเราซึ่งมีตลอดทั้งปี โดยเลือกผลไม้ที่มีสีสันต่าง ๆ มาทำการหมักเป็นน้ำเอนไซม์ แยกถังหมักกัน (ไม่ควรรวมกันหมัก เพราะผลไม้แต่ละชนิดมีอัตราการย่อยสลาย หรือการหมักเกิดเป็นน้ำเอนไซม์ และกรดอะมิโน แตกต่างกัน ....

ซึ่งเราจะมีการทำการหมักน้ำเอนไซม์เพื่อการบริโภค ดังต่อไปนี้

1. การจัดเตรียมอุปกรณ์ ซึ่งประกอบไปด้วย
1.1 น้ำผึ้ง
1.2 ผลไม้ที่ต้องการ
1.3 น้ำสะอาด สามารถดื่มได้
1.4 ถ้วยตวง หรือตาชั่ง
1.5 ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท

2. นำผลไม้ที่ต้องการหมักมาทำความสะอาด แล้วตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ (ซึ่งผลไม้แต่ละชนิดจะให้ กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุแตกต่างกัน แต่จะให้กลุ่มของเอนไซม์ใกล้กัน อาจแตกต่างกันที่ปริมาณของเอนไซม์ที่จะได้เล็กน้อย)

3. นำผลไม้ไปชั่ง หรือตวง ให้ได้ ผลไม้ทั้งหมด 3 ส่วน หรือ 3 กิโลกรัม

4. นำน้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ ของแท้ มาชั่ง หรือตวง ให้ได้ 1 ส่วน หรือ 1 กิโลกรัม

5. นำน้ำมาตวง หรือชั่งให้ได้ 10 ส่วน หรือ 10 ลิตร หรือ 10 กิโลกรัม

6. แล้วเติมส่วนผสมทั้งข้อ 3, 4 และ 5 ลงในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท โดยเหลือพื้นที่ของขวด 1/5 ส่วน เพื่อให้มีพื้นที่ในการหมุนเวียนของอากาศในขวด

7. ปิดฝาแล้วทำประวัติติดข้างภาชนะ ให้ชัดเจน ดังนี้
7.1 ชนิดของผลไม้
7.2 วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต

8. แล้วนำเก็บในห้องที่มีอากาศถ่ายเท และมีแสงแดดส่องน้อยที่สุด เก็บนาน 3 - 6 เดือน (ขึ้นกับชนิดของผลไม้ โดยให้สังเกตุว่า น้ำที่ได้ใสหรือยัง) และให้หมั่นเปิดจุกคลายอากาศออกแล้วปิดทันทีในช่วงสัปดาห์แรก

9. เมื่อได้ระยะเวลา 3 - 6 เดือนแล้ว เกิดน้ำใสที่เรียกว่า สารละลายเอนไซม์  แยกกับตะกอน และชิ้นผลไม้ ก็ให้ดูดออกด้วยสายยาง แล้วนำมาขยายต่ออีกทุก ๆ 3 -6  เดือน เป็นเวลา 3 ปี ในอัตราส่วน น้ำใสหรือน้ำหมักเอนไซม์ 1 ส่วนต่อน้ำผึ้ง 1 ส่วน น้ำ 10 ส่วน โดยทุก ๆ ครั้งที่ ทำการขยาย สามารถนับอายุเอนไซม์ต่อไปได้เรื่อย ๆ

การขยายน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค แนะนำให้ใช้น้ำหมักเอนไซม์ที่มีอายุอย่างน้อย 4-10 ปี เพื่อให้ได้รับสารอาหาร และคุณค่าของเอนไซม์อย่างสมบูรณ์

การขยายน้ำหมักเอนไซม์เพื่อนำมาบริโภค หรือรับประทานนั้น มีขั้นตอนดังนี้

1. หัวเชื้อน้ำหมักเอนไซม์ที่อายุอย่างน้อย 4 ปี ซึ่งเมื่อนำมาทำการหมักขยายแล้วมีประสิทธิภาพไม่ลดลง และเป็นการขยายเพื่อให้ได้ปริมาณมากขึ้น  โดยให้ดูดเฉพาะส่วนใสมา 1 ส่วน
2. เติมน้ำผึ้งลงไปอีก 1 ส่วน และเติมน้ำดื่มสะอาดลงไป 10 ส่วน ในภาชนะที่ปิดสนิท ( ถ้าใช้น้ำผึ้งที่มีความชื้น 18% สามารถทานได้ทันที แต่ถ้าเราใช้น้ำผึ้งธรรมดาจะต้องหมักไว้นาน 3 - 6  เดือนจึงจะนำมาทานได้ )

2. แต่ถ้าเราขยายน้ำเอนไซม์แล้วไม่ทาน เมื่อทิ้งไว้จนครบ 6 เดือน เราสามารถนำมาขยายต่อในอัตราส่วนเท่าเดิมได้อีก คือ น้ำเอนไซม์ 1 ส่วน + น้ำผึ้ง 1 ส่วน + น้ำ 10 ส่วน ทำให้ประหยัดเวลาในการหมัก และได้ปริมาณเอนไซม์เพื่อการบริโภคสำหรับสุขภาพเพิ่มขึ้นได้ค่ะ....

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น หรือหัวเชื้อ Premier Fruit Enzyme เป็นน้ำหมักจากเอนไซม์ผลไม้ 20 กว่าชนิดมารวมกัน โดยมีอายุการหมักเริ่มต้นที่ 10 ปี ทำให้ได้หัวเชื้อสูตรเข้มข้น สำหรับใช้ดื่มเพื่อสุขภาพ ขจัดของเสียในร่างกาย หรือดีท๊อกซ์ และสามารถนำมาใช้เป็นหัวเชื้อหมักขยาย เพื่อการทำน้ำเอนไซม์เพื่อการบริโภคได้อีกด้วย....


หากต้องการรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ เข้ามาเป็นเพื่อนรับข่าวสารกันได้เลยที่นี้ค่ะ....https://www.facebook.com/friutenzyme กด like ที่หน้า fanpage
 หรือ
ใส่อีเมล์คุณที่หน้าเว็บไซด์http://friutenzyme.blogspot.com/ เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพค่ะ


25 พฤษภาคม 2557

การรับประทานเอนไซม์ต้องรับประทานขณะท้องว่าง จริงหรือ.....

การรับประทานเอนไซม์ต้องรับประทานขณะท้องว่าง....

การรับประทาน เอนไซม์ หรือ น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อสุขภาพนั้น ต้องรับประทานขณะท้องว่าง เพื่อช่วยในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน หรือช่วยในการทำลายโมเลกุลโปรตีนที่แปลกปลอมออกจากกระแสเลือด หรือร่างกาย การรับประทาน เอนไซม์ ควร ทานขณะท้องว่าง 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ก่อนอาหาร หรือ ประมาณ 1 - 2 ชั่วโมงหลังอาหาร เพื่อให้ เอนไซม์ ที่รับประทานเข้าไปนั้น ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ไม่ผ่านระบบการย่อยสลายอาหารในกระเพาะ เพราะหากรับประทาน เอนไซม์ ในขณะมีอาหารในกระเพาะ เอนไซม์ จะเข้าไปทำหน้าที่ในการย่อยอาหารเสียก่อน จนไม่เหลือเข้ากระแสเลือดตามต้องการ


ดังนั้น สำหรับ คนที่เป็นโรค มะเร็ง การรับประทานเอนไซม์ที่ถูกต้อง คือ ทานตอนท้องว่าง ทั้งก่อน และ หลัง อาหาร เพื่อให้ เอนไซม์ ทำหน้าที่ในการขจัดสิ่งแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง โปรตีนแปลกปลอม ออกจากกระแสเลือดให้ได้เร็วที่้สุด

ซึ่ง เอนไซม์ ในน้ำพลังเอนไซม์บำบัด นั้น มีหลากหลายชนิด โดยเฉพาะ เอนไซม์ พวกโปรติเอส ที่เมื่อรับประทาน เอนไซม์ ขณะท้องว่างลงไปแล้ว ร่างกายจะสามารถดูดซีม เอนไซม์ นั้น เข้าสู่กระแสเลือดได้ภายใน 5 นาที เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว จะทำหน้าที่ไปย่อยสลาย หรือขจัด โปรตีนแปลกปลอม ออกจากเลือด เรียกว่า เป็นการกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายแข็งแรงขึ้น ได้ผลอย่างดี

แต่การรับประทาน เอนไซม์ หรือ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดนั้น มีวิธีการรับประทานหลายวิธี ซึ่งแล้วแต่จุดประสงค์ของผู้บริโภค

การรับประทานเอนไซม์ หรือน้ำพลังเอนไซม์บำบัด จะรับประทานขนาดเท่าไร....จะรับประทานตอนไหน เรามาดูกันว่า เราจะสามารถรรับประทานน้ำพลังเอนไซม์บำบัด ได้อย่างไรบ้างกันนะค่ะ

ขนาดการบริโภคที่แนะนำ ของ น้ำพลังเอนไซม์บำบัด มีดังนี้

1. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด Multi Fruit Enzyme และน้ำเอนไซม์ สูตร N-2000 คือ 1 -2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 แก้ว (250 cc) สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป หากเด็กอายุไม่ถึง 1 ขวบ ก็ปรับขนาดลงเหลือ 1 ช้อนชาต่อนม 1 ขวด หรือเด็กอายุต่ำว่า 12 ปี ก็รับประทานเพียง 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 แก้ว จะเป็นน้ำผลไม้ หรือนม ก็ได้ ส่วนบางท่านน้ำหนักตัวมาก ตัวใหญ่ อาจรับประทาน 2-4 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 300 cc ก็ได้ตามสะดวก โดยปรับปริมาณตามขนาดร่างกาย และความต้องการของร่างกาย สามารถเพิ่มหรือลดได้ตามสภาวะของความรู้สึกของร่างกายท่าน

2. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด Premier Fruit Enzyme แนะนำให้รับประทาน ดังนี้ 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ขวดลิตร หรือ 1 หยดต่อ 1 แก้ว 250 cc จะเพิ่มลดตามขนาดน้ำหนักตัว และอายุได้ ดังข้างต้น

ส่วนเวลาของการบริโภค เอนไซม์ หรือ น้ำพลังเอนไซม์บำบัด นั้น ควรบริโภคแต่เฉพาะช่วงท้องว่างอย่างเดียวหรือไม่  หรือทานตอนไหนได้บ้าง เราแนะนำให้รับประทานเอนไซม์เสริม ตามแต่จุดประสงค์ความต้องการของผู้บริโภค ดังนี้

1. หากต้องการรับประทานเอนไซม์ หรือน้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อให้การย่อยดีขึ้น มีปัญหาเรื่องท้องอืด อาหารไม่ย่อย มีกรดในกระเพาะ จะแนะนำให้รับประทานทันทีก่อนอาหาร เพื่อช่วยในการย่อย และปรับสมดุลกรดด่างในกระเพาะอาหาร

2. หากรู้สึกมีอาการกรดไหลย้อน หรือท้องอืด สามารถรับประทานหรือดื่มน้ำเอนไซม์ได้ทันที เพื่อปรับสมดุลของภาวะกรดด่างในกระเพาะอาหาร เพราะน้ำเอนไซม์ ถึงจะมีสภาวะเป็นกรด แต่เป็นกรดอ่อน เรียกว่า เป็น กรดสะเทิน เมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกายจะไปแตกตัว ปรับสมดุลของร่างกายให้เป็นด่าง ช่วยลดภาวะท้องอืด และ กรดไหลย้อนได้ดีค่ะ

3. หากต้องการให้ภาวะอาการป่วยที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันลดลง หรือ มีของเสียในกระแสเลือด เช่น โรคหวัด โรคภูมิแพ้ โรคมะเร็ง โรคผิวหนัง  แนะนำให้รับประทาน เอนไซม์ ช่วงเวลาที่ท้องว่าง หรือในกระเพาะอาหารไม่มีอาหารค่ะ ซึ่งเมื่อรับประทานเอนไซม์อย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้เองว่า อาการต่าง ๆ จะดีขึ้น

4. หากต้องการรับประทาน เอนไซม์ เพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก หรือย่อยสลายไขมันส่วนเกิน แนะนำให้ รับประทานเอนไซม์เพิ่มเติมจากมื้ออาหาร โดยการรับประทานเอนไซม์ช่วงท้องว่าง ก่อนเข้านอน เพื่อให้เอนไซม์เข้าตรงสู่กระแสเลือด และไปทำความสะอาดขณะไขมันในหลอดเลือดค่ะ

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับ การรับประทานเอนไซม์นั้น จำเป็นต้อง ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำแร่ ตามให้เพียงพอ อย่างน้อย 2 ลิตร เพื่อให้น้ำเป็นตัวช่วยในการนำพาเอนไซม์เข้ากระแสเลือด ช่วย เอนไซม์ ในการทำปฏิกิริยาเคมีในการย่อยสลายสิ่งแปลกปลอม ช่วย เอนไซม์ ในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย เป็นต้น ดังนั้น การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากด้วยค่ะ

หมายเหตุ สำหรับผู้ที่มีปัญหาแผลในกระเพาะ หรือเป็นโรคแผลในกระเพาะอยู่ อย่าเพิ่งรับประทานเอนไซม์ ในช่วงท้องว่าง ให้ทานพร้อมอาหารไปก่อน เพื่อให้ เอนไซม์ ไปช่วยระบบการย่อย ปรับสมดุลกรดด่างในกระเพาะ และค่อย ๆ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะค่ะ เมื่ออาการแผลในกระเพาะดีขึ้นแล้ว ก็สามารรับประทาน เอนไซม์ ในขณะท้องว่างได้ค่ะ

หากต้องการรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ เข้ามาเป็นเพื่อนรับข่าวสารกันได้เลยที่นี้ค่ะ....https://www.facebook.com/friutenzyme กด like ที่หน้า fanpage หรือ ใส่อีเมล์คุณที่หน้าเว็บไซด์http://friutenzyme.blogspot.com/ เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพค่ะ