น้ำหมักชีวภาพ นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ
น้ำหมักชีวภาพเพื่อสุขภาพ มีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น น้ำสกัดชีวภาพ น้ำเอนไซม์ น้ำหมักเอนไซม์ น้ำจุลินทรีย์ น้ำหมักพืช น้ำไอออนิก พลาสมา เซลล์ฟู้ดซ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้จากการหมักจากพืช ผัก ผลไม้ สมุนไพร กับสารให้ความหวาน เช่น น้ำผึ้ง น้ำตาล กากน้ำตาล ในสภาวะการหมักตามธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดแบคทีเรียชนิดที่สามารถผลิตกรดแลกติก (lactic acid bacteria) และกรดอะซิติก (acetic acid bacteria)
ในอดีตนั้น น้ำหมักชีวภาพเพื่อสุขภาพ หรือน้ำเอนไซม์จากพืช ถูกนำมาใช้เพื่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อม และด้านปศุสัตว์เป็นหลัก โดยการหมักพืช ผัก ผลไม้ กับกากน้ำตาล ทั้งมีการเติมหัวเชื้อเอนไซม์ และหมักตามสภาพธรรมชาติ โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อเสริมสุขภาพสัตว์ กระตุ้นการเจริญของพืช ใช้ดับกลิ่น ทำความสะอาดบริเวณเลี้ยงสัตว์ และใช้ในครัวเรือน เช่น ผสมน้ำยาล้างจาน ซักผ้า เป็นต้น
แต่แล้วกระแสความนิยมในการนำน้ำหมักชีวภาพมาใช้ในการบริโภคก็เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นจาก น้ำหมักลูกยอ ซึ่งมีธุรกิจเอกชนนำเข้าน้ำลูกยอมาจำหน่ายในราคาสูง และอ้างสรรพคุณที่มีต่อสุขภาพไว้มากมาย การบอกกล่าวสรรพคุณปากต่อปาก ทำให้เครือข่ายเกษตรกรและกลุ่มชุมชนนับพันกลุ่มนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้เพื่อดูแลสุขภาพ ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น ปวดเมื่อย ไขมันในเลือดสูง และผู้ติดเชื้อ HIV ก่อให้เกิดกระแสความนิยมทั้งในการบริโภคและการผลิตอย่างแพร่หลาย
ส่งผลถึงน้ำหมักสมุนไพรชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น น้ำพลูคาว และน้ำมะขามป้อม รวมทั้งน้ำสมุนไพรรวม ซึ่งกว่าร้อยละ 90 ของผลิตภัณฑ์นี้ในท้องตลาดผลิตโดยผ่านกระบวนการหมักด้วยวิธีธรรมชาติ มีวิธีการผลิตอย่างง่าย มีสูตรการหมักหลากหลาย แต่ขาดข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์รองรับ จึงยากต่อการควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในตัวผลิตภัณฑ์ ตลอดจนปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานของ อ.ย. รับรองอย่างถูกต้อง
ดังนั้น โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพ ของสถาบันนวัตกรรมสุขภาพก้าวหน้า โดยการสนับสนุนจากงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชนบทและชุมชน ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และศูนย์ประสานงานพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.2546 โดยการสำรวจแหล่งผลิตและเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในท้องตลาดประเทศไทยกว่า 70 ผลิตภัณฑ์มาวิเคราะห์ พบว่ามีความปลอดภัยทางกายภาพ ไม่มีการปนเปื้อนของโลหะ เศษไม้ เศษดิน แต่พบปัญหาสำคัญจากการปนเปื้อนทางชีวภาพ เช่น การปนเปื้อนของยีสต์ รา และการปนเปื้อนทางเคมี คือ มีเมทานอล (เมทิลแอลกอฮอล์) และเอทานอล (เอทิลแอลกอฮอล์) ซึ่งส่งผลต่อตับ ระบบประสาท และสายตา โดยเฉพาะเมทานอล พบว่าร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพในท้องตลาด มีปริมาณเมทานอล เกินเกณฑ์มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ชุมชนน้ำหมักพืช ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 240 พีพีเอ็ม และพบว่าผลิตภัณฑ์ร้อยละ 30 มีปริมาณของเมทานอลเกินเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอาหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
การผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคที่ดี จึงต้องสามารถควบคุมผลิตภัณฑ์ให้ปลอดจากการปนเปื้อนของเมทานอล และเอทานอล นอกจากการใช้ความร้อนแล้ว การควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพจากการปนเปื้อนของยีสต์และจุลินทรีย์ก่อโรคยังสามารถทำได้โดยนำเทคโนโลยีของการใช้หัวเชื้อในการหมักมาใช้ในกระบวนการหมักเริ่มต้น เพื่อความปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย
และเนื่องจากทาง อ.ย. ยังไม่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์น้ำหมักพืชอย่างชัดเจน ทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จึงจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนน้ำหมักพืช ภายใต้การดูแลโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวที่มีในปัจจุบันแล้ว ซึ่งผู้บริโภคความพิจารณา น้ำหมักเอนไซม์จากพืช ในท้องตลาดโดยการ ตรวจสอบ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีมาตรฐาน มผช. หรือไม่
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่ใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินใจเพิ่มเติมในการเลือกบริโภคน้ำหมักชีวภาพในท้องตลาด คือ
-ความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตและแหล่งผลิต ผู้ผลิตต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพ หรือมีนักวิชาการหรือผู้รู้คอยควบคุมหรือเป็นที่ปรึกษา
- การบรรจุหีบห่อของผลิตภัณฑ์ ต้องบรรจุในภาชนะที่สะอาด ปิดสนิท ป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกภายนอกได้ ภาชนะที่เป็นขวดแก้วเหมาะสมที่สุด ถ้าบรรจุในขวดพลาสติก ต้องมั่นใจว่าไม่มีรอยรั่วหรือรูเจาะบนฝา เพราะเป็นจุดที่จุลินทรีย์สามารถเข้าไปปนเปื้อนได้ในผลิตภัณฑ์
-มีเอกสารแสดงผลการวิเคราะห์คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพ ได้แก่ องค์ประกอบทางเคมี องค์ประกอบทางชีวภาพจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ และหากกล่าวถึงสรรพคุณ ควรระบุว่าใช้ไปแล้วจะเกิดผลดีอย่างไร และข้อควรระวังในการบริโภคเป็นอย่างไร จากแหล่งที่เชื่อถือได้รับรอง
เพียงเท่านี้ ผู้บริโภคก็มั่นใจได้ว่า น้ำหมักชีวภาพ หรือน้ำเอนไซม์เพื่อการบริโภคนั้น ปลอดภัยได้มาตรฐานหรือไม่
สรุปหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอีกครั้ง
1. น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค ต้องมีมาตรฐาน มผช. หรือ มผช.๔๘๑/๒๕๔๗ หรือ ดาวน์โหลดเอกสารมาตรฐานได้ที่นี้ มผช. ๔๘๑/๒๕๔๗
2. ผู้ผลิต มีชื่อ ที่อยู่ และแหล่งผลิต แหล่งจำหน่ายชัดเจน น่าเชื่อถือ ติดตามได้
3. มีการบรรจุหีบห่อสะอาด ปิดสนิท ถ้าเป็นขวดแก้วเหมาะสมที่สุด
4. มีฉลากแสดงสรรพคุณ ข้อควรระวัง และองค์ประกอบชัดเจน
ขอขอบพระคุณข้อมูลดี ๆ จากผศ.ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต (ดร.บอย) ค่ะ
รวบรวมข้อมูล และจัดพิมพ์โดย คุณตู๋ บ้านรักษ์สุขภาพ