google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

24 กรกฎาคม 2554

เบาหวานกับการดูแลสุขภาพด้วยเอนไซม์

โรคเบาหวาน โรคที่พบมากที่สุดในมนุษย์ เป็นโรคที่เกิดจากภาวะความเสื่อมของร่างกาย ที่จัดอยู่ในกลุ่ม โรคเสื่อม  แต่โรคเบาหวานบางประเภท เป็นโรคทางพันธุกรรม โดยมีการถ่ายทอดทางดีเอ็นเอ ซึ่งจะถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ต่อกันไปเป็นทอด ๆ รักษาไม่หาย แต่ควบคุมอาการของโรคได้ ขึ้นกับพฤติกรรม และความเสี่ยงของคุณ

โรคเบาหวาน ชนิดที่เกิดจากภาวะความเสื่อม  แบ่งแยกออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

๑. ชนิดตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ และ

๒. ชนิดตับอ่อนสร้างอินซูลินมากเกินไป

12ซึ่ง อินซูลิน คือฮอร์โมนที่สร้างมาจากตับอ่อน  ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นกลูโคส และเปลี่ยนกลูโคสไปเป็นไกลโคเจน  และถ้าร่างกายมีไกลโคเจนมาก  ก็จะเปลี่ยนเป็นไขมัน ร่างกายคนเราโดยปกติ จะสามารถย่อยอาหารจำพวกแป้ง ข้าว น้ำตาลได้ แต่ด้วยภาวะปัจจุบัน มีการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง เอนไซม์ในอาหารจะถูกทำลายไป ทำให้อาหารย่อยยากขึ้น เมื่อย่อยยากก็เกิดการสะสมของอาหารในร่างกาย เมื่อสะสมของอาหารจำพวกน้ำตาลในเส้นเลือดมาก ร่างกายก็หลั่งอินซูลินมาก เมื่อตับอ่อนผลิตอินซูลินส่งไปยังกระแสเลือด และมีการนำน้ำตาลไปเก็บมากเกิน จึงทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำตาล  เมื่อขาดน้ำตาลเราก็จะเพลีย เราจะกินเพิ่มขึ้น เกิดพฤติกรรมการกินจุกจิก ทำให้เกิดวัฏจักรน้ำตาลในเลือดสูงอย่างนี้ตลอด ส่งผลให้ตับอ่อนทำงานหนักตลอดเวลา จนตับอ่อนอ่อนแอ และหมดสภาพ ไม่สามารถทำงานได้ จึงเกิดภาวะไม่สามารถทำงาน สร้างอินซูลินได้ อีก ก็ทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดสูงขึ้น และเกิดภาวะกระทบกับอวัยวะอื่น ๆ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในที่สุด

 
การกินเอนไซม์เสริม เป็นการช่วยย่อยอาหารที่เรากิน โดยเฉพาะเอนไซม์ที่ช่วยย่อยน้ำตาล และไขมัน ในเส้นเลือด ช่วยให้ตับอ่อนไม่ทำงานหนัก  ช่วยในตับอ่อนพักผ่อน และฟื้นฟูตัวเอง จนมันสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง 11

หากจะถามว่า ….. เอนไซม์สามารถลดเบาหวานได้หรือไม่?

นักธรรมชาติบำบัด หรือแพทย์องค์รวม ก็จะถามกลับคุณว่า คุณเป็นเบาหวานชนิดไหน

ถ้าคุณเป็นเบาหวานชนิดที่เกิดจากภาวะความเสื่อม ทางการแพทย์จะพบกว่า ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีเอนไซม์ อะไมเสล ในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยน้ำตาล   ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การเสริมเอนไซม์ จึงพบว่า ช่วยทำให้ปริมาณระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง โดยพบว่า  50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่ใช้ต้องอินซูลิน แสดงว่าการเสริมเอนไซม์ มีส่วนช่วยในการสลายน้ำตาลในเลือดได้ มีการศึกษาอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจโดยพบว่า การกินแป้งที่ผ่านความร้อนมาแล้ว จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในครึ่งชั่วโมง หลังจากการย่อยสลาย และหลังจาก 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเลือดจะตกลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการเมื่อยตามร่างกายกระสับกระส่าย และเกิดอาการเฉื่อยชา ตรงกันข้ามกับการกินแป้งดิบ ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มและลดเพียงเล็กน้อย ระดับเมตาบอลิซึมและการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยก็เป็นปกติ

ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานสามารถลดการใช้อินซูลินได้โดยการกินอาหารสด หรือรับประทานเอนไซม์เสริมก่อนอาหารทุกมื้อ เพื่อช่วยร่างกายหรือตับอ่อนได้พักฟื้นตัวเอง เพื่อจะกลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง 

แล้ว โรคเบาหวาน ชนิดที่น้ำตาลในเลือดต่ำล่ะ เอนไซม์สามารถรักษาโรคน้ำตาลในเลือดต่ำได้หรือไม่ ?

มีรายงานทางการแพทย์ พบว่าชาวอเมริการ้อยล้านคน ป่วยเป็นโรคน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย หดหู่ และเฉื่อยชา อันเป็นผลมาจากการที่สมองต้องการน้ำตาลเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ขึ้นกับระบบต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ได้แก่ต่อม Pituitary ต่อมไทรอยด์และตับอ่อน อินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะลดปริมาณของกลูโคสในเลือดโดยส่งกลูโคสเข้าสู่เซลล์ และสาร glucagon ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากตับอ่อนจะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเมื่อมีระดับต่ำลง ส่วนต่อมไทรอยด์จะหลั่งสาร thyroxin ควบคุมเมตาบอลิซึมของเซลล์และการใช้ออกซิเจนสำหรับสร้างพลังงาน ต่อมไร้ท่อทั้งหมดนี้จะถูกควบคุมโดยต่อม pituitary ซึ่งจะถูกควบคุมอีกทีโดยสมองส่วน hypothalamus สมองส่วนนี้จะได้รับข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านทางระบบประสาท เมื่อร่างกายมีปริมาณเอนไซม์ไม่เพียงพอเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ต่อม pituitary และอวัยวะอื่นๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย การรับประทานเอนไซม์เสริมเข้าไปนั้น ก็จะช่วยรักษาระดับของกลูโคสให้คงที่ได้ เช่นกัน 

ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในการเสริมเอนไซม์ Multi Fruit Enzyme คือ ปริมาณที่เหมาะสมของเอนไซม์ในการรับประทาน ควรทานแบบเจือจาง (1 – 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร ) เพื่อให้ดูดซึมได้ง่าย และไม่ไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป และควรรับประทานก่อนอาหาร ขณะท้องว่าง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมเอนไซม์เข้ากระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว

9 กรกฎาคม 2554

ครีมกระชับปรับสภาพผิวหน้า (DSC Whitening and Anti-aging)

ครีมกระชับปรับสภาพผิวหน้า DSC Whitening and Anti-aging  เป็นครีมบำรุงที่ผ่านการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (อ.ย.) เรียบร้อยแล้ว เป็นครีมเพื่อการปรนนิบัติผิวหน้า ซึ่งเนื้อครีมมีขนาดเล็ก (NaNo Technology) ซึมซาบเข้าสู่ผิวล้ำลึก ให้มีความชุ่มชื้น ช่วยต่อต้าน ริ้วรอยแห่งวัย ยกกระชับผิวหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ ดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น ด้วยคุณสมบัติของสารสกัดสมุนไพรที่สำคัญ อาทิ ว่านหางจระเข้ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว สารสกัดขมิ้นชัน ช่วยให้ผิวขาวขึ้น DSC เพื่อผิวขาวเนียนและสดใส อ่อนวัยตามต้องการ และปลอดภัยปราศจากสารเคมีอันตราย


whitening cream


ส่วนประกอบ ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera Extract), สารสกัดขมิ้น (Turmeric Extract),สารสกัดไพล (Zingiber cussumuna Extract), สารสกัดขิง (Ginger extract), คลอลาเจน (Collagen), กรดอะมิโนจากธรรมชาติ (Natural amino acid)
ขนาดบรรจุ 20 กรัม

ราคา 599 บาท (โปรดเช็ก Promotion ก่อนสั่งซื้อ)


วิธีใช้ : ทาบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้า ตอนเช้าและก่อนนอน

แนะนำใช้คู่กับ ครีมบัวหิมะ และ ครีมกั้นแดด เพื่อใบหน้าที่เนียน ขาว ใส อ่อนเยาว์ ตามวัย

จุดเด่นของครีมกระชับปรับสภาพผิวหน้า DSC Whitening and Anti aging
1. เนื้อครีมละเอียด บางเบา ซึมซับได้ง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ
2. ผลิตจากสมุนไพรไทยนานาชนิด ปราศจากสารเคมีเป็นอันตราย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือระคายเคือง
3. ลดริ้วรอย และจุดด่างดำ อย่างได้ผล ผู้ใจพึงพอใช้ได้ 92%

3 กรกฎาคม 2554

ประโยชน์ของน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ต่าง ๆ

ในผัก และผลไม้ มีวิตามิน เกลือแร่ เอนไซม์ ที่เหมือนและแตกต่างกัน ทั้งชนิด และปริมาณ การนำผัก หรือ ผลไม้ ชนิดต่าง ๆ มาหมัก ควรหมักแย่งกัน เป็นชนิด ๆ เนื่องจาก ระยะเวลาในการย่อยสลาย ของผัก และผลไม้ ต่างกัน ก็ต่างเวลากัน หรือกระทั้ง ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา หรือโภชนาการของผัก ผลไม้ ต่างกัน ก็อาจมีฤทธิ์ต่างกัน อาจจะเสริมฤทธิ์กัน หรือ ต้านฤทธิกันก็ได้ ดังนั้น หากเรามีความรู้ทางเภสัชวิทยา ไม่เพียงพอ เราควรนำ ผัก ผลไม้ มาแยกหมัก เพื่อให้กระบวนการหมักเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพดี
และหลังจากการหมักที่สมบูรณ์แล้ว เราสามารถนำน้ำหมักเอนไซม์จากผักและผลไม้นั้น มาผสมรวมกันในอัตรส่วนตามความต้องการ ได้ โดยนำมาผสมรวมกัน แล้วเติมน้ำผึ้ง และน้ำ ลงไปในอัตราส่วนด้งนี้
เอนไซม์ (หัวเชื้อ) ผสม ๑ ส่วน (เอนไซม์หัวเชื้อ ที่หมักเองควรมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑ ปี ยิ่งอายุการหมักนานยิ่งมีคุณภาพดี)


น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ ๑ ส่วน
และน้ำ ๑๐ ส่วน
หมักไปอีก  ๖ ถึง ๑๒ เดือน (ยิ่งหมักไว้นานปี ก็ยิ่งมีคุณค่าเพิ่มขึ้น) และหากอยากให้เข้มข้น ก็ให้เติมน้ำผึ้งทุก 6 เดือน แล้วหมักไปเรื่อย ๆ ก็ได้
จึงนำมารับประทานในอัตราส่วน ๑ ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ ๒๕๐ ซีซี (๑ แก้วน้ำ)
IMG_9485
น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ต่างกัน จะให้เกลือแร่ วิตามิน และเอนไซม์ในปริมาณต่าง ๆ กัน ตลอดจนคุณค่าทางเภสัชวิทยาต่างกัน เรานำตัวอย่างของ น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ต่าง ๆ มาให้อ่านกัน เป็นตัวอย่าง ดังนี้ (ตัวอย่างเหล่านี้ หมักจากผลไม้ น้ำผึ้งความชื้นต่ำ และน้ำ ในอัตราส่วน 1 : 1 : 10 สูตรของดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงค์)
๑. น้ำหมักเอนไซม์จากมะเขือเทศ (สุก) มีสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะ วิตามินเอ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน สร้างกล้ามเนื้อ ฮอร์โมน ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง มีวิตามินบี๑  และวิตามินซีสูง
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์มะเขือเทศ คือ ช่วยในการย่อยอาหาร บำรุงผิวพรรณ คลายความเครียด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมัน ป้องกันหวัด โรคกระดูกพรุน อาการนอนไม่หลับ จึงเหมาะกับ ผู้ป่วย โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน โรคนอนไม่หลับ เป็นต้น
๒. น้ำหมักเอนไซม์จากมะระ มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย มีรสขม อุดมไปด้วยกรดอะมิโน วิตามินเอ วิตามินซี
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์มะระ คือ ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ดับร้อน ถอนพิษไข้ ลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้ปวดตา อาการปากเปื่อย แผลเปื่อย เหมาะกับผู้เป็นโรคผิวหนัง โรคเบาหวาน เป็นต้น
๓. น้ำหมักเอนไซม์จากแตงโม (รวมเปลือก) มีสารอาหารประเภทวิตามินบี ๑ บี๒ และวิตามินซีสูง
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์แตงโม คือ ช่วยลดอาการติดเชื้อ ทำให้เจริญอาหาร ล้างพิษ ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ ล้างไตให้สะอาด ช่วยย่อยอาหาร บำรุงกระดูก และฟัน ลดความดันโลหิต จะเหมาะกับผู้ป่วย โรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
น้ำหมักเอนไซม์จากแอปเปิล (รวมเปลือก) ทั้งแอปเปิลเขียว และแอปเปิลแดง ไม่ต่างกันมากนัก ต่างกันแค่ปริมาณของสารอาหารบางชนิด ในแอปเปิล มีกำมะถัน แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม โซเดียมคลอไรด์ แมงกานีส วิตามินเอ วิตามินบี๑ บี๒ และบี๖ สูง (เนื่องจากมีสารอาหารมาก บ้านรักษ์สุขภาพ จึงนิยมใช้ในการนำมาสอนหมัก เพราะเป็นผลไม้ที่มีเนื้ออ่อน ย่อยสลายได้ง่าย และให้สารอาหารมาก สามารถหมักแล้วดื่มเพื่อสุขภาพได้ผลดี)
ประโยชน์ที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์แอปเปิล คือ ช่วยปรับสมดุลของระบบการย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องร่วง ท้องเสีย เป็นยาระบายอ่อน ๆ ปรับสมดุลของเกลือแร่ในผู้ป่วยโรคไต ลดริ้วรอยด่างดำปัญหาผิวพรรณต่าง ๆ ได้ดี ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงตับ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการหืด บำรุงกระดูกและฟัน ลดความเสื่ยงในการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอด และลำไส้ จะเหมาะกับผู้ป่วย ทุกโรค โดยเฉพาะ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคมะเร็ง โรคผิวหนัง เป็นต้น
ตัวอย่างคราว ๆ แค่ ๔ ตัวอย่าง หากอยากรู้เพิ่มเติม แนะนำให้หาหนังสือเกี่ยวกับประโยชน์ของผลไม้ ผัก มาอ่าน ก็จะเป็นการดี ก่อนเลือกผลไม้มาหมัก จะได้รู้ถึงจุดมุ่งหมายที่ต้องการ
ก่อนหมักผลไม้แนะนำให้เลือกผลไม้ ที่สด สะอาด และออกตามฤดูกาล จะได้สารอาหารที่ดี ปลอดภัย และมั่นใจได้แน่นอน

28 มิถุนายน 2554

โรค SLE หายได้ด้วยธรรมชาติบำบัด

 โรค SLE หรือ โรคลูปัส  (Systemic Lupus Erythematosus : SLE) หายได้ด้วยธรรมชาติบำบัด

เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือ Autoimmune disease และย่อมาจาก Systemic Lupus Erythematosus ที่เรียกเช่นนั้นเพราะโรคนี้ โดยรวมเกิดจากขบวนการอักเสบที่ไม่ใช่การติดเชื้อ เกิดขึ้นเนื่องจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง (ซึ่งโดยปกติจะสร้างไว้เพื่อทำลายและป้องกันการติดเชื้อ)

แต่เมื่อภูมิต้านทานเพี้ยนไป ทำให้เกิดการต่อต้านเนื้อเยื่อของร่างกายตนเอง การอักเสบจะเกิดได้กับอวัยวะต่าง ๆ ได้ แต่ในผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน 

ดังนั้นการรักษาจึงมักจะแตกต่างกันไป ก่อนจะทำการฟื้นฟูร่างกายของตนเอง เพื่อฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน เรามาทำความรู้จักโรค SLE กันอีกสักนิดว่า เกิดขึ้นเพราะอะไร หรืออะไรคือสาเหตุที่แท้จริง เพื่อจะได้ฟื้นฟูได้อย่างถูกต้อง

Lupus_facial_rash
สาเหตุของโรค SLE
สาเหตุที่แท้จริงนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่า ระบบการควบคุมการสร้าง และทำลายภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ปกติ แต่ภูมิต้านทานที่สร้างขึ้นนั้น แทนที่จะทำลายเฉพาะเชื้อโรค แต่กลับทำลายเซลล์และเนื้อเยือของตนเองด้วย จึงเชื่อว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งเสริมให้เกิดโรค SLE นี้ได้ ดังนี้

1. พันธุกรรม พบว่าในแฝดจากไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเกิดโรคนี้ถึงร้อยละ 30-50 และร้อยละ 7-12 ของ ผู้ป่วย SLE เป็นญาติพี่น้องกัน เช่น แม่และลูกสาว หรือในหมู่พี่น้องผู้หญิงด้วยกัน
2. ติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่สามารถค้นพบเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ได้
3. ฮอร์โมนเพศโดยเฉพาะเอสโตรเจน โรคที่พบมากในสตรีวัยเจริญพันธุ์ บ่งชี้ว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ นอกจากนี้ความรุนแรงของโรคยังแปรเปลี่ยนตามการมีครรภ์ ประจำเดือน และการใช้ยาคุมกำเนิด
4. แพ้แสงแดดและสารเคมี ยาบางอย่างเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม โรคแสดงอาการของโรคนี้ได้
1204979158
สำหรับคนที่สงสัยว่า เป็นโรค SLE หรือไม่ อาจสังเกตุได้หลายอาการ ได้ดังนี้
1) ไข้เรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ
2) มีอาการเพลียมากผิดปกติเป็นเวลานาน
3) มีอาการเบื่ออาหาร รวมถึงน้ำหนักลด
4) รู้สึกเพลียมากขึ้นหรืออาจมีผื่นขึ้นร่วมด้วยเมื่อถูกแสงแดด
5) มีผื่นขึ้นโดยเฉพาะที่หน้า และส่วนอื่นๆของร่างกาย ซึ่งไม่ได้เกิดจากผื่นแพ้
6) มีอาการปวด บวมตามข้อ โดยเฉพาะตอนเช้าๆหลังตื่นนอน
7) มีอาการผมร่วงมากขึ้น
8) มีอาการบวมตามตัว ตามหน้า หรือ ตามเท้า
9) โรคที่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอน

แต่จะให้ดี เมื่อสงสัยควรต้องรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อและรูห์มาติก เพื่อทำการตรวจร่างกายจะดีกว่าที่จะวิตกกังวนไปเองนะค่ะ



อาการโดยทั่วไปเบื้องต้น
- อาการทั่วไป พบอาการไข้ ร้อยละ 40-85 มักจะเป็นไข้ต่ำ ๆ และหาสาเหตุไม่ได้
นอกจากนี้จะมี
- อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด เป็นอาการที่พบได้บ่อยในขณะโรคกำเริบ
- อาการทางผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก ในระยะเฉียบพลันที่พบได้บ่อยที่สุด คือ ผื่นรูปปีกผีเสื้อ ลักษณะเป็นผื่นบวมแดงนูนบริเวณโหนกแก้มและสันจมูก ผื่นจะเป็นมากขึ้นเมื่อถูกแสงแดด อาการทางผิวหนังอีกอย่างหนึ่งของโรคนี้คือ ปลายเท้าซีดเขียวเมื่อถูกน้ำหรืออากาศเย็น นอกจากนี้อาจพบผมร่วง และแผลในปากได้
- อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนใหญ่เป็นอาการปวดข้อมากกว่าลักษณะข้ออักเสบ มักเป็นบริเวณข้อเล็ก ๆ ของนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเท้า หรือข้อเข่า เป็นเหมือนๆ กันทั้ง 2 ข้าง ร้อยละ 17-45 พบอาการปวดกล้ามเนื้อ
- อาการทางไต ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์ด้วยอาการทางไตเป็นอาการนำ อาการแสดงที่สำคัญของไตอักเสบจากลูปัส ได้แก่ บวม ปัสสาวะเป็นฟองตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูง
- อาการทางระบบเลือด อาการที่พบได้แก่ อ่อนเพลียหน้ามืดจากภาวะซีด เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้ ติดเชื้อได้ง่าย และเกร็ดเลือดต่ำ อาจพบจุดจ้ำเลือดออกตามตัวได้
- อาการทางระบบประสาท อาการที่พบได้ คือ อาการชักและอาการทางจิตนอกจากนี้อาจมีอาการปวดศรีษะรุนแรง หรือมีอ่อนแรงของแขนขา อาจพบได้ในระยะที่โรคกำเริบ
- อาการทางปอดและเยื่อหุ้มปอด อาการที่พบบ่อยคือ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ อาการแสดงคือเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเวลาหายใจเข้าสุด ตรวจพบมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด บางรายมีอาการปอดอักเสบซึ่งต้องแยกจากปอดอักเสบติดเชื้อ
- อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่พบบ่อยคือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ซึ่งมักพบร่วมกับเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการ เจ็บหน้าอก มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ เหนื่อยง่าย โรคหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่เป็นผลมาจากภาวะหลอดเลือดแข็งจากการได้รับยาสเตียรอยด์นาน ๆ นอกจากนี้ภาวะความดันโลหิตสูง ก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากไตอักเสบเรื้อรัง และจากการ ได้รับยาสเตียรอยด์
- อาการทางระบบทางเดินอาหาร ไม่มีอาการที่จำเพาะสำหรับโรคลูปัส อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ซึ่งเป็นผลจากการใช้ยารักษาโรคลูปัส เช่น NSAIDS ยาสเตียรอยด์ อาการยังคงอยู่ได้แม้จะหยุดยาไปเป็นสัปดาห์

การรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน
        ยังไม่มีวิธีรักษาใดที่ทำให้หายขาดได้ แต่การปฏิบัติตัวที่ดี การเลือกใช้ยาที่ถูกต้องทั้งชนิด ขนาด และช่วงเวลาที่เหมาะสม จะสามารถควบคุมอาการของโรคนี้ได้ยากลุ่มหลักๆที่มักใช้ในการรักษาผู้ป่วย SLE มีดังนี้
1. ยากลุ่มลดการอักเสบหรือ NSAIDS
2. ยากดภูมิคุ้มกัน ในการรักษาอาการอักเสบของอวัยวะหลัก
- ยาสเตียรอยด์ ซึ่งถ้าใช้นานมีผลข้างเคียงมากมายและบางครั้งเป็นผลระยะยาวด้วย จึงทำให้มีการใช้ยาอื่น ทำให้แพทย์สามารถลดการใช้ยานี้ได้และในขณะเดียวกันสามารถคุมการอักเสบหรือโรคได้
- ยากลุ่มแก้มาลาเรีย เช่น hydroxychloroquine
- ยารักษามะเร็ง แต่ใช้ในขนาดยาต่ำกว่า เพื่อหวังผลลดการอักเสบ เช่น azathioprine, cyclophosphamide, cyclosporin - A, mycophenolate mofetil เป็นต้น
ผลข้างเคียงของยาใช้รักษา SLE แพทย์ผู้รักษาจะต้องอธิบายและปรึกษากับผู้ปกครองก่อนจะเริ่มใช้โดยจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานผลข้างเคียง ระยะเวลาที่ใช้และข้อควรระวัง


อาการข้างเคียงของยาที่ใช้
1. NSAIDS ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร บางรายเกิดแผลในทางเดินอาหาร ทำให้ถ่ายเป็นเลือดได้ ยาสเตียรอยด์ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น จากการคั่งของเกลือและน้ำ และจากการรับประทานอาหารได้มากขึ้น
2. Prednisolone ถ้าได้รับยาในขนาดสูง ๆ ต้องระวังปัญหาจากการติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ นอกจากนี้อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และถ้าได้รับยาเป็นเวลานาน ๆ อาจเกิดภาวะกระดูกพรุนและกระดูกหักง่าย ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ความรู้สึกทางเพศลดลง มีสิวขึ้น ปวดข้อที่เกิดจากหัวกระดูกขาดเลือด และเกิดลักษณะของกลุ่มอาการคุชชิ่ง ได้แก่ หน้ากลม ไหล่และคออูม ลำตัวอ้วน
3. ยาต้านมาลาเรีย ( คลอโรควีนและไฮดรอกซีคลอโรควีน ) อาจมีอาการตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน กลัวแสงหรือตาบอดสีหรือทำให้เลือดออกในจอตา ผู้ป่วยที่ใช้ยาเหล่านี้ต้องตรวจตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ทุก 6 เดือน นอกจากนี้อาจพบอาการเบื่ออาหาร ท้องเสียหรืออาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้
4. ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น Cyclophosphomide, azathioprine) อาจกดไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ เกร็ดเลือดต่ำและซีดได้ นอกจากนี้ทำให้มีคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กดการทำงานของรังไข่ทำให้มีประจำเดือนผิดปกติ และมีบุตรยากได้ การใช้ยาเหล่านี้เป็นระยะเวลานาน (ติดต่อกันเกิน 2 ปี) จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้มากกว่าคนทั่วไป


การฟื้นฟูร่างกายโดยวิถีธรรมชาติบำบัด ทำให้โรค SLE หายได้ด้วยธรรมชาติบำบัด
1. หลีกเลี่ยง ลด ละ เลิก อาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ของหวาน กาแฟ ชา บุหรี่ เหล้า ของดอง อาหารแปรรูปที่มีการใส่ ผงชูรส สารกันบูด สารกรอบ เป็นต้น
2. หลีกเลี่ยงการออกแดด หรือตากแดด เป็นเวลานาน ๆ เพราะพบว่าแสงแดด เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบของอาการได้
3. รับประทานเมล็ดทานตะวัน วันละ 1 กำมือ สารทองแดงในเมล็ดทานตะวัน จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบ
4. ดื่มน้ำผักปั่นก่อนอาหารทุกมื้อ ๆ ละ 1 ลิตร (ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง) สารอาหารในน้ำผักปั่นจะช่วยลดสารอักเสบ และบรรเทาอาการแพ้ และฟื้นฟูระบบภูมิต้านทานให้ทำงานได้อย่างสมดุล
-->

5. รับประทานธัญพืช หรือข้าวกล้องผสมธัญพืช วันละ 3 มื้อ สารอาหาร แร่ธาตุต่าง ๆ ในข้าวกล้องและธัญพืช จะช่วยบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ และฟื้นฟูเซลล์เม็ดเลือด และปรับสมดุลของระบบภูมิต้านทาน
6.รับประทานปลาทูน่าในน้ำแร่ วันละ 200 กรัม กรดโอเมก้า 3 ในปลาทูน่า จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบของข้อกระดูกให้ดีขึ้น
7. หลีกเลี่ยงเนื้อวัว เนื้อหมู ข้อไก่ ข้อเป็ด เนื้อเป็ด และเนื้อสัตว์หน้าดิน เช่น ปลาดุก ปลานิล หอย ปู กุ้ง เป็นต้น เพราะ เนื้อเหล่านี้จะมีฮอร์โมนและสารโลหะหนักปนเปื้อนในปริมาณสูง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
8. รับประทานผักสีเขียวทุกมื้อ เช่น ผักปวยเล้ง บร็อกโคลี่ ผักกาดเขียว เป็นต้น กรดโฟลิคในผักสีเขียวเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการปวด และการอักเสบได้อย่างดี
9. ดื่มน้ำเอนไซม์จากผลไม้ เป็นประจำทุกวัน โดยเน้นการรับประทานก่อนอาหาร 30 นาที ทุกมื้อ เพื่อปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน และดื่มหลังอาหารเช้า และเย็น ครั้งละ 1 แก้ว เพื่อช่วยในการย่อยสลายของเสียที่ตกค้างในระบบทางเดินอาหารในร่างกาย ลดโอกาสการเกิดการแพ้ หรือ การอักเสบ เป็นต้น
-  ถ้าใช้น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ขนาด 750 ml ให้ใช้อัตราส่วน 1 – 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 แก้ว (250 cc) ดื่มก่อนอาหาร และหลังอาหารทุกมื้อ
- ถ้าใช้น้ำพลังเอนไซม์บำบัดเข้มข้น ขนาด 187 ml ให้ใช้อัตราส่วน 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว (300 cc) ดื่มก่อนอาหาร และหลังอาหารทุกมื้อ (โดยเฉพาะมื้อเช้า และเย็น) หรือใช้ 1 – 2 ช้อนชา ผสมกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มแทนน้ำเปล่าได้ทั้งวัน



ผลิตภัณฑ์แนะนำ อื่น ๆ
1. กรณีมีปัญหาที่ผิวหนัง เช่น เป็นผื่น บวม แดง อักเสบ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ เอนไซม์อาบน้ำสระผมสูตรไร้สารเคมีในการอาบน้ำทุกวัน และใช้โลชันโรคผิวหนังทาเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ คัน และให้ความชุ่มชื้นผิว
2.กรณีบวม อักเสบ เป็นผื่นทั่วตัว ให้เพิ่มเติมการดูแลภายนอกด้วยการใช้เอนไซม์แช่ล้างผัก มาผสมน้ำแช่ตัวทุกวัน วันละ 15 นาที โดยใช้อัตราส่วน 5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ   1 – 3 ลิตร หรือใช้ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 1 แล้วใส่ในขวดสเปร์ยฉีดพ่นทั้งตัว ได้ทั้งวัน
3. กรณีมีไข้ ปวดหัว ตัวร้อน ตัวกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ทั้งวัน ให้ ต้มน้ำโหระพา (วิธีต้มน้ำโหระพา) ดื่มแทนน้ำเปล่า ทั้งวัน ประมาณ 2 -3 ลิตร ต่อวัน หรือ ต้มลูกเดือย ทำเป็นเมนูลูกเดือย เช่น ข้าวต้มลูกเดือย หรือ น้ำนมลูกเดือย หรือ สูตรน้ำนมธัญพืช ก็ช่วยลดไข้ได้ผลไดี

และระหว่างที่ ดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ปรับสมดุลย์ของร่างกายอยู่ หากมีปัญหาอะไร ให้อีเมล์มาสอบถามได้ที่คุณตู๋ tusora@hotmail.com นะค่ะ

หมายเหตุ
ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบ้านรักษ์สุขภาพ มิใช่ยา ที่ใช้ในการรักษา บำบัด แต่เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการปรับสมดุลของร่างกาย เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างปกติ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ เพื่อใช้ในการดูแลสุขภาพในแนวธรรมชาติบำบัดเท่านั้น มิใช่ ยารักษาโรค แต่อย่างใด เป็นเพียงอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพเท่านั้น
-->