google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

28 กุมภาพันธ์ 2554

การรักษามะเร็งตามแนวทางธรรมชาติบำบัด

คุณรู้ไหมว่า เม็ดเลือดขาว มีหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย รวมทั้งเซลล์มะเร็งด้วย และคุณรู้ไหมว่า ในร่างกายเราในแต่ละวันจะมีเซลล์ที่เจริญเติบโตผิดปกติอยู่ตลอด แต่มี เม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่ในการกำจัดเซลล์นั้นออกไป จึงไม่ทำให้เราเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น แต่นักวิจัยพบว่า เซลล์เม็ดเลือดขาว ในผู้ป่วย มะเร็ง มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ไม่สามารถทำลาย เซลล์มะเร็งในก้อนมะเร็ง และไม่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งที่หลุดลอยไปตามกระแสเลือดได้ด้วย จึงส่งผลให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปได้
นักธรรมชาติบำบัด มีแนวความคิดในการฟื้นฟู เซลล์เม็ดเลือดขาว ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแกร่งด้วยการกินผักสด ผลไม้สด กินข้าวกล้อง เพื่อให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระมาก ๆ ย่อมเป็นหนทางหนึ่งที่จะป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งอย่างได้ผลดียิ่ง
การรักษามะเร็งตามแนวทางธรรมชาติบำบัด จึงมีระบบขั้นตอนการฟื้นฟูกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เม็ดเลือดขาว ดังนี้
ขั้นตอนที่ ๑ การตัดอาหารเซลล์มะเร็ง โดยการหยุดกินอาหารที่มีสารก่อ อนุมูลอิสระทุกชนิด และอาหารก่อสารมะเร็ง เช่น เนื้อสัตว์ใหญ่ อาหารทอด อาหารปิ้ง ย่าง อาหารที่มีน้ำตาลสูง เป็นต้น
ขั้นตอนที่ ๒ การขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายด้วยการดีท็อกซ์ เพื่อให้น้ำเลือดสะอาดปราศจากของเสีย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เดินทางในกระแสเลือดได้อย่างสะดวก ซึ่งการดีท็อกซ์ ทำได้หลายวิธี เช่น การออกกำลังกาย ฝึกหายใจแบบชี่กง โยคะ เป็นต้น หรือ การดื่มน้ำเอนไซม์บำบัดจากผลไม้ การดื่มน้ำผักผลไม้สดเป็นประจำ การสวนล้างลำไส้ เป็นต้น
ขั้นตอนที่ ๓ ตัดท่อน้ำท่ออาหารของเซลล์มะเร็งบ้าง โดยการอดอาหารอย่างน้อย 3 วัน (ดีท็อกซ์ 3 วัน) และดื่มน้ำเอนไซม์จากผลไม้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เอนไซม์ไปย่อยสลายเซลล์มะเร็งให้ฝ่อไปในที่สุด
ขั้นตอนที่ ๔ เพื่อประสิทธิภาพให้กับเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Macrophast Lymphocyte Psytotoxin โดยการเสริมวิตามินบ้างชนิด เและสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น วิตามินซี วิตามินเอ และข้าวกล้องงอก ข้าวสาลีอ่อน
ขั้นตอนที่ ๕ เพิ่มจำนวนให้กับเม็ดเลือดขาวและสารละลายในเม็ดเลือดขาว โดยการดื่มน้ำผลไม้สด เป็นประจำ จำพวกที่มีวิตามินซี และเอสูง ๆ พบว่าช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวได้
3 ขั้นตอนที่ ๖ เสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ด้วยอาหารจากธรรมชาติ ผัก ผลไม้ ธัญพืช ที่ปราศจากสารพิษ ยาฆ่าแมลง
ขั้นตอนที่ ๗ รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง เช่น เห็ดหลินจื้อ สาหร่ายเกลียวทอง ถั่วเหลือง สับปะรด เป็นต้น


ขั้นตอนที่ ๘ รับประทานอาหารที่มีสารสร้างดีเอ็นเอในนิวเคลียส เช่น ข้าวกล้อง รำข้าว ปลาทะเล ผักคะน้า ข้าวโอ๊ต และจมูกข้าว
ขั้นตอนที่ ๙ รับประทานอาหารที่มีสารสร้างกระดูก เช่น บร็อกโคลี่ ต้นหอม กระเทียม มะเขือเทส ใบเตย ข้าวกล้อง หัวกะหล่ำ น้ำส้มคั้น
ขั้นตอนที่ ๑๐ รับประทานสารอาหารที่มีคุณสมบัติในการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ผักสีเขียวที่มีคลอโรฟิลล์ และธาตุเหล็ก เช่น ต้นข้าวสาลีอ่อน ใบบัวบก ผักกาดหอม ผักบุ้ง ตำลึง เป็นต้น
ขั้นตอนที่ ๑๑ รับประทานสารอาหารบำรุงเลือด ที่มีธาตุเหล็กสูง ๆ เช่น ผักกาดหอม ใบบัวบก คื่นฉ่าย สะระแหน่ กระชาย
ขั้นตอนที่ ๑๒ รับประทานสารอาหารฟื้นฟูบำรุงตับ เช่น ข้าวกล้อง น้ำส้มคั้น ขมิ้นชันผง เป็นต้น
ขั้นตอนที่ ๑๓ รับประสาทอาหารที่มีแร่ธาตุซีเลเนียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของอวัยวะ เช่น หอมหัวใหญ่ กระเทียม ข้าวกล้อง เป็นต้น
ขั้นตอนที่ ๑๔ รับประทานอาหารที่ปรับสมดุลย์ฮอร์โมนในร่างกาย เช่น เห็ดหอม ลูกเดือย ใบเตย เม็ดบัว รากบัว เป็นต้น
ขั้นตอนที่ ๑๕ รับประทานอาหารที่มีเลซิตินในร่างกาย เช่น ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน และไข่แดง เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบสื่อประสาท
ขั้นตอนที่ ๑๖ พักผ่อนให้เพียงพอ  อยู่ในที่อากาศถ่ายเท โปร่ง สะอาด ไร้มลพิษ
ขั้นตอนที่ ๑๗ ทำให้ใจสบาย ไม่เครียด ทำอารมณ์ให้แจ่มใส สนุกสนานร่าเริง มองโลกในแง่บวก เพื่อลดการเกิดอนุมูลอิสระ
ขั้นตอนที่ ๑๘ รับประทานวิตามินต่าง ๆ เพื่อบำรุงเม็ดเลือดขาว เช่น วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี สังกะสี ทองแดง แมกนีเซียม และเหล็ก
ขั้นตอนที่ ๑๙ รับประทานสารอาหารที่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน เช่น ผักหวาน ผักกะหล่ำ ผักชี ผักโขม ผักคื่นฉ่าย ผักกาดหอม เป็นต้น
ขั้นตอนที่ ๒๐ รับประทานวิตามินที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินดี วิตามินอี วิตามินซี แมกนีเซียม เป็นต้น
จะเห็นว่าถึง ผู้เขียน จะแยกออกมาเป็นขั้นตอนถึง ๒๐ ขั้นตอน แต่หากเราเข้าใจในเรื่องธรรมชาติร่างกายจริง ๆ แล้ว จะเห็นได้ว่า เราสามารถสรุปหลักการรักษามะเร็งตามธรรมชาติบำบัดออกมาเป็นขั้นตอนหลัก ๆ แค่ ๔ ขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นตอนการปรับเปลี่ยนอารมณ์ ยอมรับความจริง และมองโลกในแง่ดี เพื่อเตรียมพร้อมร่างกาย และจิตใจเพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็ง และลดการเกิดอนุมูลอิสระที่เป็นอาหารของเซลล์มะเร็ง
2. ขั้นตอนป้องกันสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกาย หรืองดอาหารที่เป็นสารก่อมะเร็ง หรือทำให้เกิดมะเร็ง โดยการเลือกรับประทานอาหาร น้ำ และอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์ ไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่ ๆ อับโคจร
3. ขั้นตอนการขับของเสียออกจากร่างกาย หรือการทำดีท็อกซ์ การอดอาหารเพื่อดีท็อกซ์ การออกกำลังกายเพื่อให้เหงื่อออก เพื่อช่วยร่างกายในการขับของเสียที่ตกค้างอยู่ออกจากร่างกาย เป็นการตัดอาหารไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง
4. ขั้นตอนการป้องกันการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง หรือการใช้สารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ มาช่วยในการหยุดยั้ง หรือยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ด้วยการเสริมอาหาร เช่น วิตามิน แร่ธาตุ อาหารเสริม สมุนไพรไทย สมุนไพรจีน เป็นต้น
น้ำพลังเอนไซม์เอ็นสองพัน (N-2000) ขนาด 650 ml.
N-2000
เป็นสูตรที่หมักจากผลไม้และสมุนไพร มะขามป้อม ลูกยอ นานกว่า 10 ปี จนได้โอสถสารในการฟื้นฟูบำบัดโรคเหมาะสำหรับผู้ต้องการฟื้นฟูสุขภาพและบำบัดโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคเรื้อน โรคสะเก็ดเงิน โรคอัมพฤก อัมพาต เป็นต้น (ดื่ม 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 300 - 500 ml. ก่อนอาหารทุกมื้อ ยกเว้นมะเร็งให้ทานทั้งก่อนและ หลังอาหารทุกมื้อ)

22 กุมภาพันธ์ 2554

N-2000 น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเอ็นสองพัน

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร เอ็นสองพัน (N-2000)

ขนาดบรรจุ 600 ml. ราคา 500 บาท

บรรจุในขวดแก้วสีน้ำตาล ผลิตโดยชมรมบ้านสุขภาพ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ จ.ระยอง

เป็นสูตรที่หมักจากผลไม้และสมุนไพร มะขามป้อม ลูกยอ นานกว่า 10 ปี โดยกรรมวิธีธรรมชาติ จนได้สารละลายเอนไซม์ ฮอร์โมน กรดอะมิโน แร่ธาตุ และวิตามิน ซึ่งเป็นโอสถสารในการฟื้นฟูเซลล์ คลายกล้ามเนื้อ ทำให้นอนหลับสนิท ร่างกายแข็งแรง ฟื้นจากอาการเรื้อรังบ้างชนิดได้ เช่น มะเร็ง เรื้อน สะเก็ดเงิน อัมพฤก อัมพาต ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ท้องผูก และเสริมภูมิต้านทานได้

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร เอ็นสองพัน (N-2000) อุดมไปด้วยเอนไซม์ กรดอะมิโน ฮอร์โมน วิตามิน เอ, ดี, อี, เค ,ซี และแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม, แมกนีเซียม เป็นต้น จึงช่วยในการฟื้นฟูพละกำลังให้แก่ผู้อ่อนเพลีย หรือผู้ที่อยู่ในระหว่างพักฟื้นได้อย่างดี

วิธีการดื่ม น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร เอ็นสองพัน คือ

นำเอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 300 - 500 ml. ดื่มก่อนอาหารทุกมื้อ อย่างน้อย 30 นาที เพื่อเน้นกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรค ยกเว้น มะเร็ง แนะนำให้ผสมน้ำเอนไซม์สูตรเอ็นสองพัน ดื่ม ทั้งก่อน และ หลังอาหารทุกมื้อ อย่างน้อย 30 นาที และอาจเพิ่มดื่มเมื่อตื่นนอน และก่อนเข้านอนด้วยก็ได้ เพื่อช่วยในการย่อยสลายของเสียที่ตกค้างในระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ และในกระแสเลือด

สนใจติดต่อสั่งซื้อที่ คุณตู๋ tusora@hotmail.com หรือโทร 085-7100612


18 มกราคม 2554

Q&A ตอบปัญหาข้องใจ

ถาม:  ทำไหม หน้าหนาว เมื่อดื่ม น้ำหมักเอนไซม์ผลไม้รวม แล้ว มักมีอาการร้อนใน หรือมีแผลในปาก หรือปากแห้งแตกมาก ผิดปกติ ?

ตอบ: อาการร้อนใน แผลในปาก ปากแห้งแตก มีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นในฤดูหนาว หรือฤดูร้อน หรือการดื่มเอนไซม์เข้าไปแล้วไปกระตุ้นทำให้เกิดอาการปรากฏขึ้น ซึ่งขออธิบายดังนี้

กรณีแรก ในช่วงฤดูหนาว หรือฤดูร้อน ร่างกายจะมีการสูญเสียน้ำจากร่างกายออกไปยังภายนอก ส่งผลให้อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งถ้าเราทานน้ำไม่เพียงพอที่จะชดเชยน้ำที่สูญเสียไปในแต่ละวัน ก็จะก่อให้เกิดอาการผิวแห้ง ปากแห้ง แตกได้ ซึ่งเมื่อเราดื่ม น้ำหมักเอนไซม์ผลไม้รวม เข้าไป ตัวเอนไซม์เองจะมีการดึงน้ำไปใช้ เพื่อช่วยในการทำปฏิกิริยาต่าง ๆ เช่น ปฏิกิริยาการย่อยอาหาร ปฏิกิริยาการขจัดของเสีย ปฏิกิริยาการซ่อมแซมเซลล์ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายต้องการน้ำเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น ทางบ้านรักษ์สุขภาพ จึงแนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ เมื่อมีการรับประทาน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เข้าไป

กรณีที่สอง ภาวะเลือดในร่างกายเป็นกรดสูง ซึ่งจะพบในคนที่นอนน้อย เครียด ท้องผูก โรคเกาต์ โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น ซึ่งเมื่อดื่ม น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เข้าไปแล้ว ร่างกายจะมีการปรับสภาพความเป็นกรดด่างของร่างกาย โดยต้องใช้น้ำในปฏิกิริยานั้น แต่เมื่อเราทานน้ำไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายมีการดูดน้ำจากกระแสเลือด และเซลล์กลับไปใช้ ทำให้เลือดมีความหนืด เลือดข้น ทำให้การไหลเวียนโลหิตก็ไม่สะดวก จึงทำให้ร่างกายขับของเสียออกจากเลือดและเซลล์ช้า จนเกิดการสะสมของเสีย และและก่อให้เกิดความร้อนในร่างกายสูงขึ้น และปะทุออกมาในลักษณะต่าง ๆ เช่น สิว, ผดผื่น, แผลร้อนใน, ปากแห้งแตก เป็นต้น ดังนั้น วิธีการปฏิบัติ ควรเข้านอนก่อน 3 ทุ่ม และจิบน้ำตามระหว่างวันบ่อย ๆ เพื่อลดความร้อนในร่างกาย เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า ทางบ้านรักษ์สุขภาพ พยายามย้ำทุกครั้งว่า เมื่อคุณดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด ไม่ว่าจะเป็นสูตรไหน คุณต้องทานน้ำให้มาก ๆ ทุกครั้ง เพราะร่างกายแต่ละคนมีภาวะการขับของเสีย หรือมีของเสียมากน้อยเพียงใด เราไม่ทราบ วิธีการป้องกัน และแก้ไข อาการค้างเคียง หรือ อาการที่เกิดจากภาวะที่ร่างกายขับของเสียนั้น การดื่มน้ำหรือการจิบน้ำทั้งวัน จะช่วยลดภาวะอาการต่าง ๆ นั้น ให้ลดน้อยลง หรือหายเร็วขึ้นนั้นเอง….



หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ให้สอบถาม คุณตู๋ 085-7100612 หรือไลน์ @qwd5997q

8 มกราคม 2554

Enzyme Ionic Plasma น้ำหมักชีวภาพเพื่อสุขภาพ

น้ำหมักชีวภาพ นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ
น้ำหมักชีวภาพเพื่อสุขภาพ มีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น น้ำสกัดชีวภาพ น้ำเอนไซม์ น้ำหมักเอนไซม์ น้ำจุลินทรีย์ น้ำหมักพืช น้ำไอออนิก พลาสมา เซลล์ฟู้ดซ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้จากการหมักจากพืช ผัก ผลไม้ สมุนไพร กับสารให้ความหวาน เช่น น้ำผึ้ง น้ำตาล กากน้ำตาล ในสภาวะการหมักตามธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดแบคทีเรียชนิดที่สามารถผลิตกรดแลกติก (lactic acid bacteria) และกรดอะซิติก (acetic acid bacteria) 

ในอดีตนั้น น้ำหมักชีวภาพเพื่อสุขภาพ หรือน้ำเอนไซม์จากพืช ถูกนำมาใช้เพื่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อม และด้านปศุสัตว์เป็นหลัก โดยการหมักพืช ผัก ผลไม้ กับกากน้ำตาล ทั้งมีการเติมหัวเชื้อเอนไซม์ และหมักตามสภาพธรรมชาติ โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อเสริมสุขภาพสัตว์ กระตุ้นการเจริญของพืช ใช้ดับกลิ่น ทำความสะอาดบริเวณเลี้ยงสัตว์ และใช้ในครัวเรือน เช่น ผสมน้ำยาล้างจาน ซักผ้า เป็นต้น          
แต่แล้วกระแสความนิยมในการนำน้ำหมักชีวภาพมาใช้ในการบริโภคก็เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นจาก น้ำหมักลูกยอ ซึ่งมีธุรกิจเอกชนนำเข้าน้ำลูกยอมาจำหน่ายในราคาสูง และอ้างสรรพคุณที่มีต่อสุขภาพไว้มากมาย การบอกกล่าวสรรพคุณปากต่อปาก ทำให้เครือข่ายเกษตรกรและกลุ่มชุมชนนับพันกลุ่มนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้เพื่อดูแลสุขภาพ ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น ปวดเมื่อย ไขมันในเลือดสูง และผู้ติดเชื้อ HIV ก่อให้เกิดกระแสความนิยมทั้งในการบริโภคและการผลิตอย่างแพร่หลาย
ส่งผลถึงน้ำหมักสมุนไพรชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น น้ำพลูคาว และน้ำมะขามป้อม รวมทั้งน้ำสมุนไพรรวม ซึ่งกว่าร้อยละ 90 ของผลิตภัณฑ์นี้ในท้องตลาดผลิตโดยผ่านกระบวนการหมักด้วยวิธีธรรมชาติ มีวิธีการผลิตอย่างง่าย มีสูตรการหมักหลากหลาย แต่ขาดข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์รองรับ จึงยากต่อการควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในตัวผลิตภัณฑ์ ตลอดจนปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานของ อ.ย. รับรองอย่างถูกต้อง
ดังนั้น โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพ ของสถาบันนวัตกรรมสุขภาพก้าวหน้า โดยการสนับสนุนจากงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชนบทและชุมชน ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และศูนย์ประสานงานพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.2546  โดยการสำรวจแหล่งผลิตและเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในท้องตลาดประเทศไทยกว่า 70 ผลิตภัณฑ์มาวิเคราะห์ พบว่ามีความปลอดภัยทางกายภาพ ไม่มีการปนเปื้อนของโลหะ เศษไม้ เศษดิน แต่พบปัญหาสำคัญจากการปนเปื้อนทางชีวภาพ เช่น การปนเปื้อนของยีสต์ รา และการปนเปื้อนทางเคมี คือ มีเมทานอล (เมทิลแอลกอฮอล์) และเอทานอล (เอทิลแอลกอฮอล์) ซึ่งส่งผลต่อตับ ระบบประสาท และสายตา โดยเฉพาะเมทานอล พบว่าร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพในท้องตลาด มีปริมาณเมทานอล เกินเกณฑ์มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ชุมชนน้ำหมักพืช ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 240 พีพีเอ็ม และพบว่าผลิตภัณฑ์ร้อยละ 30 มีปริมาณของเมทานอลเกินเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอาหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

การผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อการบริโภคที่ดี จึงต้องสามารถควบคุมผลิตภัณฑ์ให้ปลอดจากการปนเปื้อนของเมทานอล และเอทานอล นอกจากการใช้ความร้อนแล้ว การควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพจากการปนเปื้อนของยีสต์และจุลินทรีย์ก่อโรคยังสามารถทำได้โดยนำเทคโนโลยีของการใช้หัวเชื้อในการหมักมาใช้ในกระบวนการหมักเริ่มต้น เพื่อความปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย
และเนื่องจากทาง อ.ย. ยังไม่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์น้ำหมักพืชอย่างชัดเจน ทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จึงจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนน้ำหมักพืช ภายใต้การดูแลโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวที่มีในปัจจุบันแล้ว ซึ่งผู้บริโภคความพิจารณา น้ำหมักเอนไซม์จากพืช ในท้องตลาดโดยการ ตรวจสอบ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีมาตรฐาน มผช. หรือไม่
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่ใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินใจเพิ่มเติมในการเลือกบริโภคน้ำหมักชีวภาพในท้องตลาด คือ

     -ความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตและแหล่งผลิต ผู้ผลิตต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพ หรือมีนักวิชาการหรือผู้รู้คอยควบคุมหรือเป็นที่ปรึกษา 
     - การบรรจุหีบห่อของผลิตภัณฑ์ ต้องบรรจุในภาชนะที่สะอาด ปิดสนิท ป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกภายนอกได้ ภาชนะที่เป็นขวดแก้วเหมาะสมที่สุด ถ้าบรรจุในขวดพลาสติก ต้องมั่นใจว่าไม่มีรอยรั่วหรือรูเจาะบนฝา เพราะเป็นจุดที่จุลินทรีย์สามารถเข้าไปปนเปื้อนได้ในผลิตภัณฑ์
     -มีเอกสารแสดงผลการวิเคราะห์คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพ ได้แก่ องค์ประกอบทางเคมี องค์ประกอบทางชีวภาพจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ และหากกล่าวถึงสรรพคุณ ควรระบุว่าใช้ไปแล้วจะเกิดผลดีอย่างไร และข้อควรระวังในการบริโภคเป็นอย่างไร จากแหล่งที่เชื่อถือได้รับรอง

เพียงเท่านี้ ผู้บริโภคก็มั่นใจได้ว่า น้ำหมักชีวภาพ หรือน้ำเอนไซม์เพื่อการบริโภคนั้น ปลอดภัยได้มาตรฐานหรือไม่


สรุปหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอีกครั้ง
1. น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค ต้องมีมาตรฐาน มผช. หรือ มผช.๔๘๑/๒๕๔๗ หรือ ดาวน์โหลดเอกสารมาตรฐานได้ที่นี้ มผช. ๔๘๑/๒๕๔๗
2. ผู้ผลิต มีชื่อ ที่อยู่ และแหล่งผลิต แหล่งจำหน่ายชัดเจน น่าเชื่อถือ ติดตามได้
3. มีการบรรจุหีบห่อสะอาด ปิดสนิท ถ้าเป็นขวดแก้วเหมาะสมที่สุด
4. มีฉลากแสดงสรรพคุณ ข้อควรระวัง และองค์ประกอบชัดเจน
ขอขอบพระคุณข้อมูลดี ๆ จากผศ.ดร.ไชยวัฒน์  ไชยสุต (ดร.บอย) ค่ะ
รวบรวมข้อมูล และจัดพิมพ์โดย คุณตู๋ บ้านรักษ์สุขภาพ