google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

23 กรกฎาคม 2557

การทำเอนไซม์น้ำหมักจากสับปะรด

น้ำหมักเอนไซม์จากสับปะรด

สับปะรด (Pine Apple)
เป็นผลไม้ที่มีคุณค่ามากมายทั้งทางโภชนาการและเภสัชสาร ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย การบริโภค สับปะรดสด ก็ให้ทั้งเอนไซม์ วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารสูง ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ย่อยในการย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย ทั้งยัอุดมไปด้วยวิตามินซีสูง ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้ผิวพรรณสดใส....

ดังนั้น การบริโภค สับปะรด สดทุกวัน มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม ในสับปะรด มีความหวานมาก ทำให้ผู้ที่บริโภค สับปะรด เป็นประจำ อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง และโลหิตจางได้ ดังนั้น การนำ สับปะรด มาแปรรูปเป็น น้ำหมักเอนไซม์สับปะรด จะช่วยลดปริมาณน้ำตาล อีกทั้งยังเพิ่มคุณค่าของสารอาหารที่ได้จากน้ำหมักเอนไซม์สับปะรด และสามารถเก็บรักษาไว้รับประทานเพื่อสุขภาพได้ยาวนาน อย่างไม่มีวันหมดอายุอีกด้วย

การทำน้ำหมักเอนไซม์จากสับปะรด  บ้านรักษ์สุขภาพ จะแยกส่วนของ เนื้อสับปะรด และเปลือกสับปะรด มาทำการหมักเพื่อให้ได้เป็นเอนไซม์น้ำหมักเพื่อสุขภาพ 

การทำน้ำหมักเอนไซม์จากเนื้อสับปะรด มีส่วนผสม ดังนี้
1. เนื่อสับปะรด  3 กิโลกรัม (ถ้ารวมแกนสับปะรด จะทำให้ได้สรรพคุณในการขับปัสสาวะ ลดอาการบวม)
2. น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชืนต่ำ 1 กิโลกรัม
3. น้ำดื่มสะอาด 10 กิโลกรัม
วิธีทำ ให้หั่นสับปะรดเป็นชิ้นขนาดพอคำ แล้วใส่ลงในภาชนะหมัก เติมน้ำผึ้ง และน้ำลงไป แล้วปิดฝาถังให้สนิท หมักไว้ 6 เดือน ถึง 1 ปี สามารถเปิดนำมาขยาย เพื่อรับประทานได้

ประโยชน์ของน้ำหมักจากเนื้อสับปะรด
1. เอนไซม์น้ำหมักจากสับปะรด ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี และเอนไซม์ ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อ ต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ดี

2. เอนไซม์น้ำหมักจากสับปะรด ช่วยในการย่อยอาหาร ควบคุมปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด ช่วยปกป้องการติดเชื้อ และทำให้แผลหายไว

3. เอนไซม์น้ำหมักจากสับปะรด ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ ที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์ ทำให้เซลล์แข็งแรง ทำงานได้อย่างสมบูรณ์

4. เอนไซม์น้ำหมักจากสับปะรด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ช่วยลดภาวะความเสี่ยงต่อโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ โรคความดัน โรคไขมัน โรคอ้วน

การทำน้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกสับปะรด สำหรับใช้อุปโภค ใช้ภายนอกร่างกาย ไม่นำมารับประทาน โดยการใช้ล้างจาน ทำความสะอาดบ้าน ขัดห้องน้ำ เทส้วม ดับกลิ่น เป็นปุ่ยสำหรับพืช เป็นต้น

วิธีทำ ส่วนประกอบ มีดังนี้

1. เปลือกสับปะรด 5 กิโลกรัม
2. น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม
3. น้ำสะอาด 10 ลิตร

ให้นำ เปลือกสับปะรด หั่นหรือสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ลงในถังหมัก แล้วเติมน้ำตาลทรายแดงลงไป แล้วเติมน้ำลงไปให้ท่วม ปิดฝาถังให้สนิท ตั้งไว้ในที่ร่มไม่โดยแดด นาน 30 วัน แล้วนำมาใช้ได้ หรือถ้าจะให้ได้คุณภาพดี ประมาณ 3 เดือน

ประโยชน์ของน้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกสับปะรด
1. น้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกสับปะรด อายุ 3 เดือนขึ้นไป ผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 : 50 เทลงในท่อระบายน้ำ ช่วยดับกลิ่นเหม็นได้

2. น้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกสับปะรด อายุ 3 เดือนขึ้นไป ผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 : 50 ใช้ล้างภาชนะที่มีคราบไขมัน ช่วยให้ ล้างง่ายขึ้น และลดปริมาณการใช้น้ำยาทำความสะอาด

3. น้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกสับปะรด อายุ 30 วัน ขึ้นไป ใช้เทลงในโถส้วม ท่อระบายน้ำ ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 50 ใช้ล้างทำความสะอาดพื้นห้องสุขา ลดกลิ่นเหม็นและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายได้

4. น้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกสับปะรด อายุ 3 เดือนขึ้นไป ใช้เทลงในท่อระบายน้ำทิ้งจากโรงอาหารช่วยขจัดคราบไขมันอุดตัน ตามท่อน้ำทิ้ง ช่วยย่อยสลายเศษอาหารที่ตกค้าง ลดการบูดเน่าและกลิ่นเหม็นได้ ปรับสภาพน้ำทิ้งให้ดีขึ้น ก่อนปล่อยลงท่อน้ำทิ้งของเทศบาล

5. น้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกสับปะรด อายุ 3 เดือนขึ้นไป ผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 : 50 ให้ฉีดพ่นบริเวณที่มีกลิ่นอับชื้น ช่วยลดกลิ่นเหม็นอับ และทำให้อากาศสดชื่นหรือใช้ถูพื้นอาคารที่เป็นกระเบื้อง หินขัด ทำให้พื้นสะอาดเป็นเงางาม

6. น้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกสับปะรด อายุ 3 เดือนขึ้นไปเทลงในถังเกรอะ หรือโถส้วม ช่วยลดปัญหาส้วมเต็มกลิ่นเหม็นอืดได้

7. กากที่เหลือจากการหมักน้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกสับปะรด นำไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพได้ โดยนำไปผสมกับเศษกิ่งไม้ ใบไม้ เศษหญ้า ปุ๋ยคอก แล้วราดด้วยน้ำหมักชีวภาพ คลุกเคล้าให้เข้ากัน คลุมด้วยผ้าพลาสติกทิ้งไว้

การทำเอนไซม์น้ำหมักจากสับปะรด มักจะเกิด วุ้น ในการหมักขึ้นได้ ทั้งการหมักด้วยเนื้อ หรือการหมักด้วยเปลือกสับปะรด ก็ตาม ซึ่ง วุ้นที่ได้ เรียกว่า เป็นคลอลาเจนจากพืช มีประโยชน์ และสามารถรับประทานได้ค่ะ


ผลิตภัณฑ์ น้ำหมักเอนไซม์เพื่อสุขภาพ ของบ้านรักษ์สุขภาพ มี 2 สูตร ที่มีส่วนผสมของ เอนไซม์จากน้ำหมักเนื้อสับปะรด ดังนี้

1. Multi Fruit Enzyme ขนาด 750 มล.ราคา 350 บาท
2. Premier Fruit Enzyme ขนาด 187 มล. ราคา 500 บาท (สูตรเข้มข้น)

หากต้องการรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ เข้ามาเป็นเพื่อนรับข่าวสารกันได้เลยที่นี้ค่ะ....https://www.facebook.com/friutenzyme กด like ที่หน้า fanpage หรือ ใส่อีเมล์คุณที่หน้าเว็บไซด์ http://friutenzyme.blogspot.com/ เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพ หรือต้องการพูดคุยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ line id:tu-bgood

18 กรกฎาคม 2557

แนะนำการใช้เอนไซม์หยอดล้างตา

เอนไซม์หยอดล้างตา หรือ EYE DROP เป็นเอนไซม์ที่ผลิตขึ้นจากการหมักผลไม้เนื้อขาว เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี เพื่อให้ได้สารละลายเอนไซม์ที่มีสารอาหารช่วยในการขจัดเศษเซลล์ที่ตายแล้วออกจากตา และฟื้นฟูให้สารอาหารแก่เซลล์ดวงตา ทำให้ดวงตาสว่าง สดใส ลดอาการระคายเคือง คัน อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ

การใช้เอนไซม์หยอดล้างตา 
สามารถใช้ได้บ่อยตามต้องการ เมื่อมีอาการคัน ระคายเคือง ตาแห้ง ก็สามารถใช้หยอดตาได้ หรือใช้เป็นประจำ หยอดก่อนนอน เพื่อดูแลสุขภาพของดวงตา

สำหรับคนที่ควรใช้ เอนไซม์หยอดล้างตา คือ....
1. คนที่ใช้สายตาในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะตาพร่า ตาลาย ตาล้า เช่น ทำคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนาน ขับรถท่ามกลางแสงแดดไม่มีแว่นกันแดด ตากล้องที่ถ่ายรูปกลางแสงอย่างต่อเนื่อง นักบัญชีที่ต้องใช้สายตามาก เป็นต้น เอนไซม์ช่วยหล่อลื่น ลดอาการระคายเคือง ภาวะตาพร่า ตาล้า และแพ้แสงแดดได้ดี
2. คนที่มีภาวะของโรคต่าง ๆ เช่น ภูมิแพ้ขึ้นตา ทำให้มีอาการระคายเคือง หยอดได้บ่อยเท่าที่มีอาการ ผู้ป่วยโรคตาต้อต่าง ๆ หยอดเช้า และก่อนนอน ทุกวัน ช่วยในการทำความสะอาด ขับของเสียเซลล์ที่ตายแล้วออกจากตา ลดอาการระคายเคือง ถนอมดวงตา ลดการเกิดภาวะของโรคต้อ
3. คนปกติทั่วไป หยอดก่อนนอนทุกวัน ช่วยทำให้ดวงตาสะอาด ถนอมดวงตา ลดภาวะเสื่อมของดวงตา เป็นต้น
-->

ข้อห้ามในการใช้ เอนไซม์หยอดล้างตา คือ
1. ห้ามใช้เอนไซม์หยอดล้างตา หลังจากการผ่าตัดที่ดวงตา และแผลผ่าตัดยังไม่หาย เพราะอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกับแผล หรือเกิดการอักเสบได้
2. ห้ามใช้เอนไซม์หยอดล้างตา ร่วมกัน ควรใช้ 1 คนต่อ 1 หลอด เพื่อลดอาการปนเปื้อนของเชื้อโรค
สนใจรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ ได้ทุกวัน เพียงกดไลน์ https://www.facebook.com/friutenzyme 

ข้อแนะนำเพิ่มเติม
1. สำหรับคนที่ตาแห้งมาก ๆ ในช่วงต้น ที่หยอดเอนไซม์หยอดล้างตา อาจทำให้แสบตาได้ ควรหยอดน้ำตาเทียมก่อน 5 นาที แล้วค่อยใช้เอนไซม์หยอดล้างตาหยอดตาอีกครั้ง
2. ในช่วงต้นที่หยอดเอนไซม์หยอดล้างตา อาจมีขี้ตาเกิดขึ้นมาก ไม่ต้องตกใจ ให้ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2 ลิตร เพื่อขับของเสียออกจากดวงตา อาการนี้อาจเป็น 2 - 3 วัน ขี้ตาจะหายไปเอง

การเก็บรักษาเอนไซม์หยอดล้างตา
1. ถ้ายังไม่เปิดใช้ สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้ ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น ซึ่งปกติ น้ำเอนไซม์จะใส เมื่อเก็บไว้นานจะเปลี่ยนเป็นสีออกแดง ๆ หรือมีตะกอนได้ ไม่ต้องตกใจ แต่ถ้าไม่อยากให้เปลียนแปลง สามารถเก็บเข้าตู้เย็นทิ้งไว้ได้ ไม่มีวันหมดอายุ
2. ถ้าเปิดใช้แล้ว ควรเก็บไว้ในตู้เย็น และใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน หรือเก็บไม่เกิน 3 เดือน ควรเปลี่ยนขวดเพื่อความสะอาด

เอนไซม์หยอดล้างตา ที่เปิดแล้วเก็บไว้นานเกิน 1 เดือน (ไม่ได้แช่ตู้เย็น) หากเกิดการเปลี่ยนสี ตะกอน ไม่ควรหยอดตา ให้ใช้มาทาแก้ยุงกัด แต้มสิว แทนดีกว่าค่ะ

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ tusora@hotmail.com หรือ ติดต่อทาง ไลน์ Lind id:@qwd5997q -->

14 กรกฎาคม 2557

เอนไซม์บำบัดชะลอความแก่ Enzymatic Anti aging

Enzymatic of Anti-aging หรือ Anti aging Enzyme' secrets 

ความลับสำคัญของ เอนไซม์บำบัดนการชะลอริ้วร้อนแห่งวัย หรือคงความอ่อนเยาว์ ชะลอความแก่คืออะไร วันนี้ บ้านรักษ์สุขภาพ จะมานำเสนอ ความลับนั้น ให้แก่ทุกท่าน ....

เอนไซม์ Enzyme เป็นกลุ่มโปรตีน ที่มีบทบาทหน้าที่ต่อปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ในร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการย่อยสลายอาหาร กระบวนการซ่อมแซม DNA กระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย กระบวนการป้องกันร่างกาย เป็นต้น...

ความแก่ หรือริ้วรอย Aging เป็นภาวะตามธรรมชาติของเซลล์ที่ถูกสร้างขึ้นมา เมื่อใช้เวลาไปนาน ๆ ก็ย่อมมีส่วนที่สึกหรอ ต้องซ๋อมแซม หรือสร้างขึ้นใหม่ การใช้งานอย่างถนอม ดูแลซ่อมแซม และคงสภาพให้ใหม่อยู่เสมอนั่น จะทำให้ เราคงความอ่อนเยาว์ มีสุขภาพที่ดีได้ แต่ปัจจัยมากมายที่ส่งผลให้เกิด ความแก่ หรือ ริ้วรอย อาทิเช่น อาหารที่เรารับประทานเข้าไป แล้วย่อยสลายไม่หมด เหลือเป็นของเสียตกค้างในลำไส้ เกิดการหมักหมม กลายเป็นของเสีย ถูกดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือด และเข้าไปเกาะกินทำลายเซลล์ หรือไม่ขัดขวางกระบวนการซ่อมเซลล์เป็นต้น

หรือ แม้แต่ ภาวะอารมณ์ ความเครียด ซึ่งก่อให้เกิด ปฏิกิริยา ออกซิเดชั่น ในเซลล์ของร่างกาย ทำให้กระบวนการคัดลอก DNA เสียหาย หรือทำงานผิดปกติ เซลล์ที่ได้อ่อนแอ ไม่สมบูรณ์ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เกิดภาวะความเสี่ยม เกิดริ้วรอย เกิดโรคได้....

จากงานวิจัยของดร. Elizabeth H. Blackburn, PhD ค้นพบว่า เอนไซม์ มีส่วนช่วยในการป้องกัน และซ่อมแซม DNA ของโครโมโซมในมนุษย์ และช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่มาทำให้กระบวนการคัดลอก DNA ผิดปกติ โดยเมื่อร่างกายได้รับ เอนไซม์ ที่เพียงพอ ทำให้การคัดลอก DNA ดำเนินไปได้อย่างปกติสมบูรณ์ เซลล์แข็งแรงสมบูรณ์ และสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ ช่วยในการชะลอความเสื่อม และมีอายุที่ยาวนาน 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกชิ้นที่พบว่า การขาดสร้างจำพวก เอนไซม์  โคเอนไซม์ และวิตามิน บางชนิด จะส่งผลให้การวัดค่าสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายลดลง มีผลต่อการผลิต คอลลาเจน และการผลิตเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย แผลหายช้า และเกิดภาวะการอักเสบทั่วร่างกาย สิ่งผลให้สภาพร่างกายเสื่อมถอย แก่ง่าย ติดเชื้อง่าย เป็นโรคได้ง่าย 

ดังนั้น การแพทย์ทางเลือก จึงมีแนวความคิด ในการชะลอความแก่ ชะลอริ้วรอย ชะลอวัย รักษาปกป้อง ฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยการส่งเสริมให้เลือกรับประทานอาหารสด ใหม่ ผัก ผลไม้ และอาหารไม่ปรุงสุก ในปริมาณ 3 ส่วน 1 ของ อาหารที่ปรุงสุกใหม่ เพื่อเป็นการเสริมเอนไซม์ให้กับร่างกาย ชะลอวัย ลดการเกิดโรค ฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรงอีกด้วย...

ซึ่งหากเรา ไม่สามารถ รับประทาน ผัก ผลไม้สด และอาหารไม่ปรุงสุก ได้มากพอในแต่ละวัน แนะนำให้ทาน เอนไซม์เสริมอาหาร และวิตามินเสริมอาหาร เพิ่มสุขภาพที่ดี และชะลอวัยให้แข็งแรงเป็นหนุ่มเป็นสาวที่สมวัย...

สำหรับสินค้าเอนไซม์ เพื่อชะลอวัย และริ้วรอย ของบ้านรักษ์สุขภาพ มีดังนี้
1. สินค้าประเภท รับประทานเสริมเอนไซม์ เพื่อสุขภาพ Multi Fruit Enzyme ขนาด 750 มล ราคา 350 บาท
2. สินค้าประเภท เครื่องสำอางจากเอนไซม์ เพื่อผิวพรรณ 
2.1 Shampoo เอนไซม์ สระผม ล้างหน้า อาบน้ำได้ ในขวดเดียวกัน ขนาด 500 มล. ราคา 350 บาท
2.2 สบู่เอนไซม์น้ำผึ้งมะเฟือง ขนาด 45 กรัม ราคา 60 บาท
2.3 ครีมเอนไซม์ทากลางวัน Day Cream ขนาด 35 กรัม ราคา 500 บาท
2.4 ครีมเอนไซม์ทากลางคืน Night Cream ขนาด 35 กรัม ราคา 500 บาท
2.5 สเปรย์เอนไซม์มะเฟือง ฉีดพ่นหลังล้างหน้าเป็นประจำ ขนาด 250 มล. ราคา 250 บาท

หากต้องการรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ เข้ามาเป็นเพื่อนรับข่าวสารกันได้เลยที่นี้ค่ะ....https://www.facebook.com/friutenzyme กด like ที่หน้า fanpage หรือ ใส่อีเมล์คุณที่หน้าเว็บไซด์ http://friutenzyme.blogspot.com/ เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพ หรือต้องการพูดคุย สั่งสินค้า หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ line id:tu-bgood


1 กรกฎาคม 2557

น้ำหมักเอนไซม์มังคุด

น้ำหมักเอนไซม์จากมังคุด....

มังคุด (Mangosteen) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Garcinia mangostana Linn. 

มังคุด เป็นผลไม้ที่คุณค่าทางโภชนาการ และใช้เป็นยาได้

ด้วยความที่เปลือกมังคุด มีสารแทนนินอยู่สูงถึงร้อยละ 7.14 ซึ่งมีฤทธิ์ในการช่วยฝาดสมานแผล อีกทั้งยังมีสารแซนโทนมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidants) ช่วยลดการอักเสบ และมีสารแมงโกสติน (Mangostin) มีฤทธิ์เป็น Anti-septic หรือช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียนที่ทำให้เกิดหนอง ช่วยลดการอักเสบ จึงมักใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง ผื่นตุ่มคัน แม้แต่สิว ฝ้า ก็ใช้ได้ดี

และมีรายงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของเปลือกมังคุดไว้ว่า ...

เมื่อวิจัยเปรียบเทียบน้ำคั้นจากเปลือกมังคุดกับน้ำผลไม้อื่น ๆ พบว่า มังคุดมีฤทธิ์ในการจับอนุมูลอิสระมากกว่า แครอท ราสเบอรรี่ บลูเบอรรี่ และทับทิม 

ซึ่งสารอนุมูลอิสระ (free radicals) เป็นโมเลกุลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการลูกโซ่ (chain reaction) ของปฎิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย  ดังนั้นร่างกายจึงต้องหาทางป้องกันการโดนทำลายจากอนุมูลอิสระ โดยสิ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง คือระบบแอนติออกซิแดนท์ (antioxidants)  อย่างไรก็ตาม เมื่อร่างกายมีภาวะที่ปริมาณสารอนุมูลอิสระมีมากเกินกว่า ระบบแอนติออกซิแดนท์ของร่างกายจะจัดการได้ จะเกิดภาวะเครียดขึ้น (oxidative stress)  ก่อให้เกิดผลเสียต่อเซลล์ และการทำลายเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุ ของการแก่ (aging) และรุนแรงไปถึงการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  เช่น การ กระตุ้นให้เกิดไขมันสะสมในหลอดเลือดนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดตีบ โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน(autoimmune disease) รวมไปถึงโรคมะเร็ง (cancer) เป็นต้น

สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) จะไปทำลายฤทธิ์ของสารอนุมูลอิสระโดยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในส่วนต่างๆ ของร่างกาย  นอกจากร่างกายสามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสระได้เองตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว จากวิตามิน แร่ธาตุ และออกซิเจนในร่างกาย 

ซึ่งปกติเราจะได้รับ สารต้านอนุมูลอิสระจากผักและผลไม้ที่เรารับประทานเข้าไป สำหรับใน มังคุด ซึ่งมีสารแซนโทนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรง (potent antioxidants) และพบได้มากในเปลือกมังคุด   

ในปัจจุบันจึงมีการศึกษาวิจัยถึงประโยชน์ของสารแซนโทนจากเปลือกมังคุดในเรื่อง ผลของฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารแซนโทน ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของLDL ซึ่งเป็นคลอเลสเตอรอลตัวร้าย  จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (cardiovascular disease) เป็นต้น

และรายงานการวิจัยล่าสุดปี 2555 ของศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา เผยว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุด มีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะราคาแพง ลดการอักเสบได้เป็น 3 เท่าของแอสไพริน และสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง อย่างไม่มีผลข้างเคียงใดๆ


ดังนั้น จะเห็นได้ว่า

สำหรับน้ำหมักเอนไซม์จากมังคุด ทาง บ้านรักษ์สุขภาพ จะแยกหมัก เป็น 2 ถังคือ

1. ส่วนของเนื้อมังคุด สีขาว รสหวาน ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดย เนื้อมังคุด 100 กรัม ให้พลังงาน 76 แคลลอรี่ มีโปรตีน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 18.4 กรัม ใยอาหาร 1.7 กรัม และยังมีแร่ธาตุสูง เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบีหนึ่ง บีสอง และไนอาซิน ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และในเนื้อมังคุด เราก็พบสารแซนโทนอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่าในเปลือกมังคุด ซึ่งน้ำเอนไซม์จากเนื้อมังคุดที่ได้ มีประโยชน์ ดังนี้

- ลดอาการอ่อนเพลีย ต้านอาการเมื่อยล้า (ให้พลังงาน)
- ป้องกันอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ (ให้พลังงาน)
- ป้องกันโรคอ้วน (ช่วยลดน้ำหนัก)
- ป้องกันโรคข้อเสื่อม (มีแคลเซียมสูง)
- ป้องกันโรคกระดูกผุ (มีแคลเซียมสูง)
- ระงับอาการกดประสาท (ลดความเครียด) 
- เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค
- ชะลอความชรา
- ต้านอนุมูลอิสระ
- ต้านเชื้อไวรัส
- ต้านเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น

วิธีการทำน้ำหมักเอนไซม์มังคุด
1. เนื้อมังคุดแกะเปลือกออก 3 กิโลกรัม
3. น้ำดื่มสะอาด 10 กิโลกรัม

นำทั้ง 3 ส่วน ผสมใส่ลงในภาชนะปิดสนิท เช่น แก้ว หรือถังพลาสติกชนิดทนกรด (ถังน้ำดื่มอย่างดี พลาสติกมีคำว่า PET เกรดทนกรดได้) ปิดฝาให้สนิท แล้วตั้งทิ้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก แต่ไม่โดนแดด ในช่วงแรก อาจต้องคอยมาเปิดฝาคลายก๊าซที่เกิดขึ้นในขบวนการหมักบ้าง หมักจนอายุครบ 1 ปี สามารถดูดเอาน้ำใส หรือ เอนไซม์มังคุด ออกมาขยาย เพื่อรับประทานได้

2. ส่วนของเปลือกมังคุด รสฝาด ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นนั้น มีรายงาน ประโยชน์ของ น้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกมังคุด ดังนี้

- ป้องกันการระคายเคือง อักเสบ
- ต้านการเกิดแผลในปาก
- ลดอาการกังวล ความเครียด
- ลดภาวะสมองเสี่อม ช่วยป้องกันความผิดปกติของสมอง
- ป้องกันการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง
- เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค
- ชะลอความชรา
- ต้านอนุมูลอิสระ
- ต้านเชื้อแบคทีเรีย
- ต้านเชื้อรา
- ลดไขมันที่ไม่ดีในเส้นเลือด (ลด L.D.L.)
- ป้องกันเส้นเลือดแดงแข็งตัว
- ป้องกันโรคหัวใจ
- ป้องกันความดันต่ำ
- ป้องกันโรคอ้วน (ช่วยลดน้ำหนัก)
- ป้องกันโรคข้อเสื่อม
- ป้องกันโรคกระดูกผุ
- ป้องกันโรคภูมิแพ้
- ป้องกันอาการท้องร่วง
ที่มา: คณะแพทย์ศาสตร์ เชียงใหม่

นอกจากนี้ น้ำหมักจากเนื้อมังคุด ที่อายุการหมัก 1 - 6 ปี มีผู้บริโภคจริง แจ้งสรรพคุณไว้ว่า รักษาโรค โรคลูปัส SLE  มะเร็ง โรคผิวหนังทุกชนิด (จากคำบอกเล่า)
น้ำหมักจากเปลือกมังคุด ที่นิยมใช้จริงในผู้บริโภคของ บ้านรักษ์สุขภาพ คือ ใช้น้ำหมักจากเปลือกมังคุดอายุ 4 ปี มาทา รักษา แผลพุพอง แผลเน่าเปื่อย เป็นหนอง โรคสะเก็ดเงิน SLE แผลกัดเท้า
และบริโภคน้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกมังคุดอายุ 6 ปี ช่วยแก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง บิด ลดอาการปวดจากข้อเสื่อม กระดูกผุ ป้องกันการเกิดเนื้องอก มะเร็ง เป็นต้น

ซึ่งมีวิธีการหมัก ดังนี้

วิธีการทำน้ำหมักเอนไซม์มังคุด
1. เปลือกมังคุดที่ล้างเอาฝุ่น ผง ตะกอนออก ผึ่งให้แห้ง 3 กิโลกรัม
3. น้ำดื่มสะอาด 10 กิโลกรัม

นำทั้ง 3 ส่วน ผสมใส่ลงในภาชนะปิดสนิท เช่น แก้ว หรือถังพลาสติกชนิดทนกรด (ถังน้ำดื่มอย่างดี พลาสติกมีคำว่า PET เกรดทนกรดได้) ปิดฝาให้สนิท แล้วตั้งทิ้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก แต่ไม่โดนแดด ในช่วงแรก อาจต้องคอยมาเปิดฝาคลายก๊าซที่เกิดขึ้นในขบวนการหมักบ้าง หมักจนอายุครบ 4 ปี สามารถดูดเอาน้ำใส หรือ เอนไซม์มังคุด ออกมาขยาย เพื่อรับประทานได้ สำหรับถังหมักเปลือกมังคุด จะมีอัตราการเกิดวุ้นจากเปลือกมังคุดสูงมาก เพียง 1 - 3 เดือนแรก หากวุ้นมีความหนาประมาณ 1/2 - 1 นิ้ว ซึ่งสามารถนำมาแช่ในน้ำผึ้ง เพื่อรับประทานได้ มีคุณค่าทางโภชนาการ และยาสูง เหมือนกับเอนไซม์จากเปลือกมังคุด แต่วุ้นจากเปลือกมังคุด เป็นใยอาหารที่ช่นิดเดียวกับ คลอลาเจนจากพืช ช่วยปรับสมดุลการขับถ่าย ลดอาการท้องผูก ป้องกันอาการท้องร่วง ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หน้าเนียนใส ไร้สิว ฝ้า เมื่อรับประทานเป็นประจำ

วิธีการรับประทาน วุ้นจากน้ำหมักมังคุด

เมื่อวุ้นมีขนาดหนาสัก 1/2 นิ้ว ขึ้นไป สามารถตัดแยกออกมา แช่ลงในน้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ เป็นเวลา 3 เดือน แล้วรินเอาเฉพาะ น้ำผึ้งออก ซึ่ง จากน้ำผึ้งที่เหนียว ๆ จะใสขึ้น มีรสหวานอมเปรี้ยว ให้แยกเก็บไว้ รับประทานทุกเช้า เย็น ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแช่ ทำให้ขับถ่ายดี ผิวพรรณเปล่งปลั่ง 

และเมื่อแช่วุ้นในน้ำผึ้ง ครบ 3 ครั้ง สามารถ นำวุ้นนั้น มาปั่นผสมในน้ำผลไม้รับประทานได้ หรือตัดเป็นชิ้นเล็ก ขนาดพอคำ รับประทานทุกวัน เพิ่มแคลเซียม และคลอลาเจนให้กับร่างกาย

ปล. ทางบ้านรักษ์สุขภาพ มีจำหน่าย น้ำหมักเอนไซม์จากเปลือกมังคุด และวุ้นแบ่งจำหน่ายในจำนวนจำกัดเท่านั้น สนใจติดต่อสอบถามผ่านทางไลน์ได้ ค่ะ  line id:tu-bgood (มีจำนวนจำกัด เท่านั้น)

หากต้องการรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ เข้ามาเป็นเพื่อนรับข่าวสารกันได้เลยที่นี่..https://www.facebook.com/friutenzyme กด like ที่หน้า fanpage ค่ะ