google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

12 มิถุนายน 2557

รักษามะเร็งด้วยเอนไซม์บำบัด

โรคมะเร็ง เป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย คนไทยมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งกันทุกคน ยิ่งทางการแพทย์ตรวจพบแล้วว่าในร่างกายของมนุษย์มี เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นได้ทุก ๆ วัน แต่ระบบ    ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะคอยกำจัดออกไป หากเมื่อร่างกายอ่อนแอ ทานอาหารไม่ดี ทำตัวไม่ดีอย่างต่อเนื่อง เอื้อให้ เซลล์มะเร็งเจริญได้เร็วว่า การถูกเม็ดเลือดขาว หรือภูมิคุ้มกันขจัดได้ในแต่ละวัน คนนั้นก็จะเกิดเซลล์มะเร็งโตขึ้น จนเป็นโรคมะเร็งได้

ทางการวิจัยทางการแพทย์ได้มีรายงาน การใช้ เอนไซม์บำบัด ในการสลายเซลล์มะเร็งไว้ ดังนี้

ผลการศึกษาเอนไซม์กับโรคมะเร็ง
เอนไซม์กับโรคมะเร็ง
ใน พ.ศ.2454 Dr. John Beard ได้รายงานถึงผลสำเร็จของการใช้เอนไซม์รักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ อีกประมาณ 80 ปีต่อมาคือ ใน พ.ศ.2530 Dr. Gonzalez ได้รักษาคนไข้โรคมะเร็งโดยใช้เอนไซม์บำบัด ซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติของอเมริกา (National Cancer Institute) ได้เชิญให้เสนอผลงานสรุปรักษาคนไข้ผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) และมะเร็งได้กระจายไปยังสมอง (Brain) และตับ (Liver) คนไข้ได้รับการรักษาโดยใช้ เอนไซม์เป็นหลัก รวมกับการใช้ธรรมชาติบำบัด ปรากฎว่าเซลล์มะเร็งหายไป (The Cancers went away)

นอกจากนั้น คนไข้อีกหลายรายที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทุกคนอาการดีขึ้น มะเร็ง ลดความรุนแรงลง (Remission) สถาบันมะเร็งแห่งชาติได้มอบเงินทุนวิจัย 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐแก่ ดร.กอนซาเลซ เพื่อศึกษาและค้นคว้าการใช้เอนไซม์รักษาโรคมะเร็งในเชิงวิจัยเปรียบเทียบตามหลักทางสถิติต่อไป
อ้างอิงจาก richtimenetwork

และยังมีรายงานการวิจัยหลายชิ้น พบว่า การเกิดของเซลล์มะเร็งนั้น เป็นเพราะเซลล์ขาดเอนไซม์ ส่งผลให้เซลล์ไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ ดังนั้น จำเป็นที่ต้องมีการเสริมเอนไซม์ สารอาหาร วิตามิน เกลือแร่ให้กับเซลล์นั้น ๆ เพื่อให้สามารถกลับมาเป็นปกติได้

แต่ถึงจะมีรายงานการศึกษาในการใช้ เอนไซม์ ในการรักษาโรคมะเร็ง และโรคต่างๆ มากมาย แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับ หรือสนับสนุนจากทางการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างจริงจัง จึงมักได้ยินคำถาม นี้อย่างเสมอมาว่า.... เอนไซม์สามารถรักษาโรคมะเร็งได้หรือ ?

มีทฤษฏีของนักวิชาการนายแพทย์หลาายท่าน ได้พยายามตอบปัญหาว่า... การได้รับ เอนไซม์เสริมแล้วจะช่วยป้องกัน หรือรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ และอย่างไร....แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด เพียงแต่ได้เสนอทฤษฎีไว้ 2 ข้อ ดังนี้

ทฤษฎีที่ 1 นักวิจัยได้ทำการศึกษาจนรู้ถึงสาเหตุของการเกิดมะเร็ง ว่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม (DNA) ในเซลล์ปกติซึ่งมีสาเหตุจากความเครียด สารอนุมูลอิสระ โรคอ้วน การกินไขมันอิ่มตัว แสงอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ที่มากเกินไปและสาเหตุอื่นๆ ที่ส่งผลต่อนิวคลีโอไทด์ทั้ง 4 ชนิด (adenine, gunine, cyiosine และ thymine) ทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพทางเคมีของพันธุกรรมทำให้เกิดการสร้างสายโปรตีนที่ผิดปกติ และจะมีผลให้เกิดการสร้างสายโปรตีนที่ผิดปกติไปเรื่อยๆจนเกิดการลาม และทำลายเซลล์อื่นๆ ในร่างกายเราอาจมีเซลล์แบบ นี้อยู่ตั้งแต่ 100 จนถึง 10,000 เซลล์  แต่ธรรมชาติได้มีการเตรียม เอนไซม์ บางชนิดเพื่อซ่อมแซมสารพันธุกรรมให้กลับมาเป็นปกติ เพื่อที่จะสร้างสายโปรตีนที่ถูกต้อง ถ้าคุณได้รับการเสริมเอนไซม์ และสารอาหารที่เพียงพอ ร่างกายคุณก็อาจจะสามารถสร้างเอนไซม์ที่ใช้ในการซ่อมแซมสารพันธุกรรมนี้ได้มากขึ้นซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งได้

ทฤษฎีที่ 2 นักวิจัยกล่าวว่า เซลล์มะเร็งจะถูกปกคลุมได้ด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ชนิดหนึ่ง เพื่อป้องกันการรุกรานของเม็ดเลือดขาว เป็นสาเหตุที่ เม็ดเลือดขาวไม่สามารถเข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้เนื่องจากไม่สามารถจดจำได้ว่า เป็นเซลล์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย จึงทำให้เซลล์มะเร็งมีโอกาสเจริญขยายเซลล์จนเกิดเป็นโรคมะเร็ง แต่ก็มีนักวิจัยหลายคน เชื่อว่าโปรตีนที่ปกคลุมเหล่านี้จะปลอมแปลงเซลล์มะเร็งให้เหมือนกับเป็นมิตรต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม   การรับประทาน เอนไซม์เสริม โดยเฉพาะ เอนไซม์โปรติเอส (protease) คือ เอนไซม์ที่ช่วยย่อยโปรตีน จะช่วยในการสลายโปรตีนที่ปกคลุมเซลล์มะเร็ง ทำให้เม็ดเลือดขาวสามารถเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้

จาก ทฤษฏีทั้ง 2 ของนักวิจัยทางการแพทย์ที่นำเสนอมานั้น ทำให้นักโภชนาการบำบัด และนักธรรมชาติบำบัด ได้มีการแนะนำ ผู้ป่วย มะเร็ง ให้มีการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และทาน เอนไซม์เสริมอาหาร เพื่อช่วยในการฟื้นฟูและรักษามะเร็ง

ดังนั้น คนที่เป็นมะเร็งควรจะทานอาหารประเภทใด .....
     อาหารธรรมชาติสำหรับ ผู้ป่วยมะเร็ง ควรทาน อาหารจำพวกพืชผักผลไม้ ที่มีความหวาน หรือน้ำตาลต่ำ ซึ่งมะเร็งจะไม่ชอบ และให้ทานผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูง ๆ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ สับปะรด มะนาว ใบบัวบก มะเขือเทศ เป็นต้น ซึ่งคนที่เป็นมะเร็งส่วนใหญ่จะกินอาหารแบบนี้ได้น้อย จึงขาดพวกเกลือแร่ เอนไซม์  วิตามิน  ฉะนั้นทางการแพทย์จึงมักแนะนำให้กินพวกเกลือแร่ วิตามิน เอนไซม์ เสริมอาหารเข้าไปช่วย สรุปแล้วคนเป็นมะเร็งต้องพยายามกินผักผลไม้ เพราะต้องการให้ก้อนมะเร็งถูกทำลาย สลายไปโดยเร็ว  แต่ไม่ให้ขาดเกลือแร่ วิตามิน เพราะมันจำเป็นต่อการซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์

หลักการป้องกันรักษามะเร็งอีกประการคือ  การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ก็คือการเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว และทานเอนไซม์เสริมอาหาร

     โดยปกติของร่างกายที่แข็งแรง ในหนึ่งตารางมิลลิเมตรจะต้องมีเซลเม็ดเลือดขาวระหว่างห้าพันถึงหนึ่งหมื่น   ถ้าเลือดเราอยู่ในเกณฑ์นี้ หมายถึงว่าร่างกายเราแข็งแรง   หากแต่มีปริมาณน้อย หรือมากผิดปกติ แสดงว่า ร่างกายเราไม่สบาย มีความป่วยเกิดขึ้น หรืออาจเป็นโรคความเสื่อม เช่น มะเร็ง  เบาหวาน  ความดัน   ฯลฯ ดังนั้น เราจะมีวิธีการสร้างภูมิต้านทานอย่างไร ซึ่งก็สามารถทำได้โดยใช้ หลัก 6 อ. คือ
อ.1 อาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่แสลงข้างต้น
อ.2 ออกกำลังกาย ให้เลือดไหลเวียน เดินให้ได้รับแสงแดดยามเช้า
อ.3 อากาศ ให้ได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ ได้ออกซิเจนเพียงพอ หลีกเลี่ยงสถานที่อับ
อ.4 อารมณ์ ไม่เครียด ไม่โกรธ ไม่โมโห ทำใจให้มีความสุข ดับได้ให้ดับ
อ.5 อเขนก พักผ่อน นอนให้เร็ว ตื่นให้ไว ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
อ.6 เอนไซม์ ทานผัก ผลไม้ อาหารสด เสริมเอนไซม์ วิตามิน ให้เพียงพอ (แนะนำ เอนไซม์เสริมอาหารสำหรับโรคมะเร็ง คือ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเอ็นสองพัน)

ซึ่งหากปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว ร่างกายจะฟื้นหายจากโรคภัย และแข็งแรง ได้ โรคมะเร็งก็จะหมดไป

หากต้องการรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ เข้ามาเป็นเพื่อนรับข่าวสารกันได้เลยที่นี้ค่ะ....https://www.facebook.com/friutenzyme กด like ที่หน้า fanpage หรือ ใส่อีเมล์คุณที่หน้าเว็บไซด์http://friutenzyme.blogspot.com/ เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพค่ะ


9 มิถุนายน 2557

เอนไซม์บำบัดความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

เอนไซม์บำบัด กับ โรคเสื่อม ของร่างกาย เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ตามหลักชีววิทยา เอนไซม์ เป็นกลุ่มของโปรตีนที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาชีวเคมีต่าง ๆ ภายในเซลล์ของร่างกาย ช่วยในการย่อยสลายอาหารไปเป็นสารอาหาร พลังงาน ช่วยในการเสริมสร้างเซลล์ ฟื้นฟูสุขภาพ ช่วยในการขจัดของเสีย หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย ดังนั้น จึงพบว่า เอนไซม์ เป็นสิ่งที่สำคัญของร่างกาย หากร่างกายมีภาวะขาด เอนไซม์ หรือ ภาวะ พร่องเอนไซม์ จะส่งผลให้ร่างกายเกิด ความเสื่อม การทำงานผิดปกติของอวัยวะ เซลล์ และทำให้เกิดโรคได้

ปกติ ร่างกายของคนเรา สามารถ ผลิต เอนไซม์ ได้ แต่เมื่อ อายุที่มากขึ้น อวัยวะที่เสื่อมลง จะส่งผลให้ การผลิต เอนไซม์ ลดลง หรือไม่เพียงพอในการใช้ แต่ละวัน ทำให้ร่างกายค่อย ๆ เสื่อม ลง เกิดกลุ่มของอาการ โรคเสื่อม เช่น โรคไขมัน โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ โรคสะเก็ดเงิน โรคมะเร็ง เป็นต้น

เหล่าการแพทย์แผนองค์รวม หรือแพทย์ทางเลือก ได้มีการศึกษาในการเสริมเอนไซม์ เพื่อใช้บำบัด ฟื้นฟู ป้องกัน โรคเสื่อม บรรเทา ลดโอกาศการเกิดโรคต่าง ๆ กับร่างกาย โดยใช้วิธีการเสริมเอนไซม์ ให้ทานก่อนเกิดโรค เพื่อป้องกัน และลดภาวะความเสี่ยง อีกทั้ง ยังใช้ การเสริมเอนไซม์ กับกลุ่มของผู้ป่วย โรคเรื้อรัง โรคเสื่อม ต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดัน มะเร็ง สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ก็พบว่า อาการต่าง ๆ ดีขึ้น และทำให้ร่างกายแข็งแรง ลดอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคได้อย่างเห็นผล

จึงขอสรุปเบื้องต้นว่า... เอนไซม์ช่วยแก้ปัญหาการทำงานผิดปกติของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ได้หลายกลุ่มอาการ อาทิ ตัวอย่างเช่น ....
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดตีบ โรคหัวใจ ความดันโลหิต วิงเวียน ไขมันในเลือดสูง
  • ระบบทางเดินอาหาร การขับถ่าย เช่น โรคกระเพาะ โรคลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร 
  • มะเร็งกะเพาะ/ลำไส้ ท้องผูกอาหารไม่ย่อย โรคนิ่ว ถุงน้ำดีอักเสบ โรคไตอักเสบ/ไตวายเฉียบพลัน
  • ต่อมลูกหมากโต/มะเร็ง  โรคตับ กรดไหลย้อน
  • ระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ โรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคปอด ไข้หวัดใหญ่ โรคหัดต่างๆ
  • ระบบผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน สะเก็ดเงิน บำรุงผิวพรรณ สิว ฝ้า โรคผิวหนังที่เกิดจากภูมิแพ้โรค    เอสแอลอี (SLE) หรือที่รู้จักกันว่า โรคพุ่มพวง
  • ระบบกล้ามเนื้อ ไขข้อ เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ โรคเก๊าต์ ไขข้ออักเสบ ข้อเสื่อม รูมาตอยด์
  • ระบบประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาตจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน ชาตามมือ-เท้า พาร์กินสัน
  • ระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคเบาหวาน ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
  • ระบบสืบพันธุ์ เช่น ประจำเดือนผิดปกติ รักษาความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ตั้งครรถ์ยาก
  • ระบบการสร้างเม็ดเลือด เช่น โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) ฯลฯ

อีกทั้ง เอนไซม์ ยังสามารถช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ดูแลฟื้นฟูสุขภาพรักษาอาการของโรคต่างๆ ได้อีกหลายๆ โรค เช่น ไมเกรน โรคพุ่มพวง ติดเชื้อ HIV ภาวะวัยทอง ปวดข้อเรื้อรัง เส้นเลือดหัวใจตีบจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ แผลถูกกดทับ กระเพาะเป็นแผล โลหิตไหลเวียนไม่ปกติ

และ การทานเอนไซม์เสริมสุขภาพ ยังช่วยในการเฝ้าระวังให้กับผู้ที่เคยป่วยด้วยโรคร้ายต่างๆ มาแล้ว และผู้ที่แข็งแรง ป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง หรือลดโอกาสเสี่ยงสำหรับผู้ที่ยังไม่เป็นโรคอีกด้วย...

หากต้องการรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ เข้ามาเป็นเพื่อนรับข่าวสารกันได้เลยที่นี้ค่ะ....https://www.facebook.com/friutenzyme

ไลน์ไอดี @qwd5997q


4 มิถุนายน 2557

ร่างกายขาดเอนไซม์ได้หรือไม่

ร่างกายเราขาดเอนไซม์ได้หรือไม่ ขาดแล้วจะเป็นอย่างไร พบคำตอบได้ที่บทความนี้เลยค่ะ....

สภาพของร่างกายเมื่อเกิดภาวะการขาดเอนไซม์.....


สภาพของเร่างกายเมื่อมีการขาด เอนไซม์ เรียกว่า Enzyme Deficiency conditions เป็นอาการที่แสดงว่าร่างกายมีภาวะขาดเอนไซม์ ซึ่งเราจะรู้สึกได้ด้วยตัวเอง ดังนี้

1. รู้สึกเหนื่อย หลังรับประทานอาหารมื้อหนัก
2. รู้สึกอ่อนเพลียเป็นประจำ
3. มีอาการท้องผูก ขับถ่ายไม่เป็นเวลา
4. มีอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง เรอ
5. มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก ผายลมเหม็น
6. มีอาการภูมิแพ้ คัดจมูก แพ้ง่าย
7. เวลาเป็นแผลหายยาก หายช้า
8. น้ำหนักตัวเพิ่มผิดปกติ กินนิดหน่อย ก็อ้วนง่าย


ส่วนอาการที่แพทย์สามารถตรวจพบถ้าเรามีอาการขาด เอนไซม์ เกิดขึ้น คือ

  • ตับอ่อนบวม
  • เม็ดโลหิตขาวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติหลังรับประทานอาหาร 30 นาที
  • น้ำลายมีฤทธิ์เป็นกรด 
  • ปัสสาวะมีสารพิษมาก เกิดจากอาหารไม่ย่อยจึงบูดในลำไส้ใหญ่ ร่างกายจะดูดซึมพร้อมกับน้ำเข้าไปในกระแสเลือด ตับ และไต จะกรองเอาสารพิษไว้ และขับสารพิษนี้ออกทางปัสสาวะ
  • ระดับเอนไซม์ต่ำกว่าปกติในเลือด
  • ความดันโลหิตอาจสูงกว่าปกติเล็กน้อย


ในทางการแพทย์ เมื่อร่างกายมีภาวะขาดเอนไซม์ จะแบ่งสภาพของภาวะขาดเอนไซม์หรือพร่องเอนไซม์ เป็น 3 ชนิด คือ

1. สภาวะการขาดเอนไซม์โปรตีเอส Protease Deficiency Conditions
2. สภาวะการขาดเอนไซม์อไมเลส Amylase Deficiency Conditions
3. สภาวะการขาดเอนไซม์ไลเปส Lipase Deficiency Conditions

ซึ่งในแต่ละสภาวะของการขาดเอนไซม์นั้น จะส่งผลกระทบต่อร่างกาย ต่าง กัน ดังนี้

1. สภาวะการขาดเอนไซม์โปรตีเอส ทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยโปรตีนได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ร่างกายขาด กรดอะมิโน มีอาการขาดโปรตีน จะตรวจพบว่า ร่างกายมีสภาวะเลือดเป็นด่างสูง ซึ่งค่าปกติจะอยู่ที่ pH 7.4 เมื่อร่างกายมีภาวะเป็นด่างสูง จะส่งผลให้เกิดอาการกระวนกระวาย นอนไม่หลับ หงุดหงิด รำคาญ และฉุนเฉียวง่าย และสภาวะที่ร่างกายมีกรดอะมิโน หรือโปรตีนน้อยยังส่งผลให้เกิดอาการบวม อาหารที่ย่อยไม่หมดก็จะไปสะสมตกค้างในลำไส้ใหญ่ ก่อให้เกิดการหมักหมม อักเสบได้ และเป็นสารก่อให้เกิดอาการอักเสบทั่วร่างกาย และภูมิแพ้กำเริบอีกด้วย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันจะต่ำลง เพราะขาดเอนไซม์โปรติเอสไปย่อยทำลายเชื้อจุลินทรีย์ และโปรตีนแปลกปลอม
ดังนั้น การเสริมเอนไซม์ด้วยอาหาร ผัก ผลไม้สด จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

2. สภาวะการขาดเอนไซม์อไมเลส ทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยแป้ง ข้าว คาร์โบไฮเดรตให้เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว เช่น กลูโคสได้ จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียง่าย เซลล์อ่อนแอ ติดเชื้อง่าย อักเสบได้ง่าย น้ำเหลืองไม่ดี ซึ่งเอนไซม์อไมเลสยังทำหน้าที่ในการย่อยสลายเม็ดเลือดขาวที่ตาย เป็นหนองออกจากผิวหนัง ร่างกายอีกด้วย หากร่างกายมีภาวะขาดเอนไซม์อไมเลส จะทำให้เกิดการสะสมของเซลล์เม็ดเลือดขาว เกิดเป็นฝี หนอง ในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ปอด ผิวหนัง เกิดการแสดงอาการของ โรคหืด ถุงลมโป่งพอง ฝี หนอง โรคผิวหนัง สะเก็ดเงิน และโรคเริมอีกด้วย

3. สภาวะการขาดเอนไซม์ไลเปส ทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยไขมันและวิตามินชนิดที่ละลายในไขมันได้ การขาดเอนไซม์ไลเปสจึงก่อให้เกิดการสะสมของ โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดสูงขึ้น เป็นต้นเหตุของ น้ำหนักตัวที่เพิ่ม ความดันโลหิตเพิ่ม โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคขาดเลือดในสมอง อีกทั้ง การขาดเอนไซม์ไลเปสทำให้ร่างกายขาด กรดไขมันที่เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ทำงานบกพร่อง ส่งผลให้เซลล์ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และไม่สามารถส่งของเสียออกจากเซลล์ได้ ทำให้เกิดอาการหรือปัญหาสุขภาพ คือ ภาวะกล้ามเนื้อกระตุ้นเกร็งผิดปกติ ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ภาวะกล้ามเนื้อที่ลำไส้ใหญ่เกร็ง เป็นต้น

ซึ่งจะเห็นได้ว่า หากร่างกายเราขาด เอนไซม์แล้วนั้น จะส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายอย่างมากมาย ดังนั้น อีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพ นอกจาก 5 อ. อาหาร อากาศ อารมณ์ ออกกำลังกาย และเอกเขนก (พักผ่อน) แล้ว

ยังควรมี อ. ที่ 6 คือ เอนไซม์ด้วยนะค่ะ การเสริมเอนไซม์ด้วยอาหาร การทานผัก ผลไม้สด ทุกมื้อ ทุกวัน หรือ การดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อเสริมเอนไซม์ เสริมสุขภาพ ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพ จึงเป็นทางอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนรักสุขภาพนะค่ะ

ผลิตภัณฑ์เอนไซม์เพื่อสุขภาพ


หากต้องการรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ เข้ามาเป็นเพื่อนรับข่าวสารกันได้เลยที่นี้ค่ะ....https://www.facebook.com/friutenzyme กด like ที่หน้า fanpage หรือ ใส่อีเมล์คุณที่หน้าเว็บไซด์http://friutenzyme.blogspot.com/ เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพค่ะ

1 มิถุนายน 2557

เครื่องดื่มดับร้อนแบบไทยแก้หินปูนเกาะตามข้อ

เครื่องดื่มผักผลไม้ไทยแก้ปัญหาปวดเมื่อย หินปูนเกาะตามข้อ ดับร้อนแก้กระหายได้อีกด้วย

วันนี้ บ้านรักษ์สุขภาพ ขอนำสูตร น้ำดื่มคลายร้อนสูตร แก้หินปูนเกาะตามข้อ มานำเสนอค่ะ สำหรับช่วยหน้าร้อนแบบนี้ด้วย และยังมีปัญหาปวดเมื่อย ไหล่ติด เวลาเดินมีเสียง ปวดข้อ ยกแขนไม่ขึ้น หมุนข้อมีเสียงดัง เวลานอนก็ปวด ลองมาทำเครื่องดื่ม สูตรนี้ ทานกันนะค่ะ ช่วยบรรเทาอาการได้อย่างเห็นผลเลยค่ะ....

เครื่องดื่มสมุนไพรแก้หินปูนเกาะ หรือน้ำโหระพาผสมแกนสับปะรดนั่นเอง....



คนที่มีหินปูนเกาะตามข้อกระดูกจะทำให้มีอาการปวดเวลาเดิน หรือขยับร่างกาย อาการจะเป็น ๆ หาย ๆ ปวดมากเวลาอากาศเย็น ๆ สำหรับการบรรเทาอาการหินปูนเกาะนี้

นักโภชนาการบำบัดและนักธรรมชาติบำบัด ได้แนะนำให้ เอาแกนสับปะรดกับใบโหระพา แล้วมาปั่น กรองรับประทานทุกวัน จนกว่าอาการจะดีขึ้น หายเมื่อไร ก็สามารถหยุดรับประทานได้เลย แต่ถ้ามีอาการเมื่อไร ก็ให้ทำรับประทานใหม่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เนื่องจาก แกนสับปะรด มีสรรพคุณช่วยในการย่อย มีเอนไซม์จำพวกโปรตีน ช่วยลดอาการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็ว อีกทั้งยังช่วยในการขับนิ่ว ขับเสมหะ แก้ไอ และช่วยในการขับปัสสาวะอีกด้วย ส่วนใบโหระพาสดนั้น มีสรรพคุณช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะ ลำไส้ แก้ปวดประจำเดือน กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ปรับสมดุลของธาตุ เป็นยาอายุวัฒนะ

วิธีการทำก็ไม่ยาก ทำง่าย ๆ ดังนี้
1. ใช้แกนสับปะรด 5 ขีด
2. ใบโหระพา 1 ขีด
3. น้ำดื่มสะอาด 1/2 ลิตร
นำมาปั่นรวมกัน แล้วกรองเอากากออก ดื่มให้หมดทันที่ ไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพื่อให้คงคุณค่าของเอนไซม์และสารอาหารไว้

หากดื่มเป็นประจำ จะช่วยให้ สมองทำงานดีม สดชื่น ลดอาการปวดอักเสบ และแก้ปัญหาเรื่องหินปูนเกาะได้

ประโยชน์โดยรวมของเครื่องดื่มจากแกนสับปะรดกับโหระพา นี้คือ

1. ทำให้เม็ดเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าได้ดีขึ้น
2. เพิ่มเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทาน
3. ช่วยลดความดันโลหิต
4. ช่วยในการย่อย ขับลมในลำไส้ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยระบบขับถ่าย
5. ช่วยไม่ให้เลือดข้นหรือหนืดเกินไป ทำให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น
6. ช่วยบำรุงหัวใจ ปอด
7. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณดี
8. ลดอาการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็ว

รู้แบบนี้แล้ว คราวหน้าเวลาไปซื้อ สับปะรด อย่าลืมของแกนสับปะรดกลับมาบ้านด้วยนะค่ะ จะได้มาทำดื่ม รับรองอร่อยค่ะ จะใส่เนื้อสับปะรดไปช่วยเพิ่มความหวานก็ได้นะค่ะ

หากต้องการรับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ เข้ามาเป็นเพื่อนรับข่าวสารกันได้เลยที่นี้ค่ะ....https://www.facebook.com/friutenzyme กด like ที่หน้า fanpage หรือ ใส่อีเมล์คุณที่หน้าเว็บไซด์http://friutenzyme.blogspot.com/ เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพค่ะ