google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

23 พฤศจิกายน 2556

การดื่มน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ปลอดภัยจริงหรือ???????

การดื่มน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ปลอดภัยจริงหรือ???????

น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ ของบ้านรักษ์สุขภาพ หรือ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร Multi Fruit Enzyme สูตร N2000 และสูตร Premier Fruit Enzyme ทั้งสามสูตร หมักตามกรรมวิธีของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์แห่ง บ้านสุขภาพ ซึ่งปลอดภัยตาม มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือ มผช....(มผช.๔๘๑/๒๕๔๗) ที่ว่าด้วยมาตรฐานของ น้ำหมักจากพืชเพื่อการบริโภคค่ะ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ มาตรฐานน้ำหมักพืช

น้ำหมักพืชสำหรับบริโภคใน มผช หมายถึง เครื่องดื่มที่ได้จากการนำส่วนใสส่วนหนึ่งของพืช หรือหลาย ๆ ส่วน เช่น ลูกยอ มะขามป้อม มาผ่านกระบวนการหมักตามหลักชีวภาพในภาชนะที่ไม่ก่อให้เกิดปฎิกิริยากับการหมักแล้วบรรจุในภาชนะที่ปลอดภัยใช้ในการบริโภค

ส่วนน้ำหมักเอนไซม์จากพืช ตามหลักการของ สวทช (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) คือ น้ำหมักชีวภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลโดยการสกัดอินทรีย์วัตถุจากพืช ผักและผลไม้โดยวิธีธรรมชาติ มีการใช้ประโยชน์ในหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพ การเกษตรและสิ่งแวดล้อม

ในการบริโภค น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ หรือน้ำพลังเอนไซม์บำบัด ของบ้านรักษ์สุขภาพ มีประโยชน์ช่วยในการย่อยและปรับสมดุลของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น แข็งแรง ฟื้นฟูสุขภาพ ป้องกันและฟื้นฟูปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ในระดับหนึ่ง และพบว่าเป็นที่นิยมรับประทานกันมากมายในหลายปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะไม่มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุน แต่เราสามารถมั่นใจได้ว่าการรับประทาน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ของบ้านรักษ์สุขภพ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคุณ

ดังนั้น การดื่มน้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ให้ปลอดภัย ควรเลือก น้ำหมักจากผลไม้ที่มีอายุการหมักนานกว่า 6 ปี หรือมีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำหมักตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ตรวจลักษณะปรากฏ ตรวจวัดค่าความเป็นกรดด่าง ตรวจหาเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค และอื่น ๆ ซึ่งเป็นการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ แต่หากพูดกันในหลักของธรรมชาติบำบัดแล้ว น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ที่ผลิตจากการหมักผลไม้ กับน้ำผึ้ง และน้ำ นาน กว่า 6 ปี ซึ่งจะได้ เอนไซม์ ที่เป็นเพียงกลุ่มโปรตีน ที่ช่วยในการย่อย และสารอาหารพวกกรดอะมิโน เกลือแร่ วิตามิน ซึ่งก็เหมือนกับอาหารที่ผ่านการย่อยสลายแล้วเมื่อเรารับประทานเข้าไป ซึ่งไม่มีอันตรายต่อร่างกาย หากรับประทานมากเกินไปร่างกายก็สามารถขับออกได้ และเอนไซม์ดังกล่าวก็ไม่มีอันตรายหรือก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายคุณอย่างแน่นอน

ยกเว้น ยกเว้น น้ำหมักชีวภาพที่มีอายุน้อย มีการปนเปื้อนของเชื้อโรค และเมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งมักเกิดเมื่อหมักผลไม้กับน้ำตาล ดังนั้น 
ควรพึงคิดเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานด้วยนะค่ะ

การเลือกดู น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ ที่ดี ควรดู  ลักษณะปรากฏ ดังนี้
1. ภาชนะควรเป็นขวดแก้ว เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีจากภาชนะลงไปในน้ำหมักเอนไซม์ หรือถ้าเป็นขวดพลาสติกต้องเป็นขวดพลาสติกที่ทนกรด
2. สี ของน้ำหมัก ควรเป็นสีน้ำตาลใส จะเข้มมาก หรือเข้มน้อยขึ้นกับระยะเวลาการหมัก และชนิดของผลไม้นั้น ๆ
3. ความขุ่น เมื่อบรรจุขวดแล้ว อาจมีตะกอนเล็กน้อย และอาจมีฟองแก๊สเหลืออยู่ หรือไม่มีก็ได้
4. กลิ่นและรส ต้องมีกลิ่นหอมของผลไม้และน้ำผึ้ง รสเปรี้ยว อาจมีรสขม ฝาด หรือหวาน ของผลไม้ สมุนไพร และน้ำผึ้ง  ถ้าทิ้งไว้นาน รสเปรี้ยวจะเพิ่มมากขึ้น ลดหวานลดลง ได้

และสิ่งที่ต้องคำนึงในการควบคุมคุณภาพ ของน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค คือ ปริมาณแอลกอฮอล์ ต้องมีมาตรฐาน ดังนี้
1. เอทานอลต้องไม่เกินร้อยละ 3 มิลลิกรัมต่อลิตร และ
2. เมทานอลต้องไม่เกิน 240 มิลลิกรัมต่อลิตร

อีกทั้ง ไม่พบ จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคที่ต้องควบคุมคือ
1. ซาลโมเนลลา ต้องไม่พบในตัวอย่าง 50 กรัม
2. สตาฟิโลค็อกคัส ออเรียส ต้องไม่พบในตัวอย่าง 1 มิลลิกรัม
3. คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์  ต้องไม่พบในตัวอย่าง 0.1 กรัม
4. เอสเชอริเชีย โคไลต้องน้อยกว่า 2.2 ต่อตัวอย่าง 100 มิลลิลิตร
5. ยีสต์และราต้องไม่เกิน 100 โคโลนีต่อตัวอย่าง 1 มิลลิลิตร

และค่าพีเอช (pH) หรือ ค่าความเป็นกรดด่างของ น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค ควร ต่ำกว่า 4.3 จึงจะควบคุมการเจริญของเชื้อก่อโรคได้

ซึ่ง น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้ หรือน้ำพลังเอนไซม์บำบัด ของบ้านรักษ์สุขภาพ ทางผู้ผลิต ได้มีการตรวจสอบมาตราฐานเหล่านี้ เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงทำให้ท่านผู้บริโภค มั่นใจได้ในการบริโภค น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธู์วงศ์ ค่ะ



สำหรับการรับประทาน น้ำหมักเอนไซม์จากผลไม้เป็นอาหารเสริม สำหรับสหรัฐอเมริการอาหารและยาได้รับการยอมรับและการควบคุมแล้ว แต่สำหรับ อาหารและยา (อย.) ของเมืองไทย ยังไม่ยอมรับว่า น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ เป็นอาหารเสริม แต่บางองค์กร เช่น สสวท ก็ได้มีการทำวิจัยเรื่อง น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้เพื่อการบริโภค ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และมีการจัดประชุมเพื่อนำเสนอให้ อย. อนุมัติ แต่ในปีปัจจุบัน 2557 ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติอีกเช่นเคย.......(รอต่อไปค่ะ)

สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme

18 พฤศจิกายน 2556

การทำน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค เพื่อสุขภาพ

สำหรับปรับสมดุลสุขภาพ และเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง สูตรของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ ผู้ศึกษาด้านแพทย์ทางเลือกจากศรีลังกา และมีประสบการณ์ในการทำน้ำหมักเพื่อการบริโภค และเพื่อสิ่งแวดล้อมนานนับกว่า 40 ปี

ด้วยความมุ่งหวังในการถ่ายทอด การทำน้ำหมักเอนไซม์ เพื่อชีวิตที่ดีของคนไทย จึงมีการถ่ายทอด การทำน้ำหมักเอนไซม์ เพื่อบริโภคให้กับผู้สนใจอย่างแพร่หลาย ด้วยสูตรง่าย ๆ ทำเองได้ที่บ้าน เพียงเน้นความสะอาด และความเข้าใจขั้นพื้นฐานเพียงเล็กน้อย...

เริ่มต้นด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ ดังนี้
1. ถังหมัก ที่ล้างทำความสะอาดแล้ว จะเป็นแก้ว หรือพลาสติก ที่ทนกรดได้ (ใต้ขวดหรือถังพลาสติกต้องมีคำว่า PET แสดงว่าทนกรด หรือเป็นเนื้อ พอลิสไตรีน Polystyrene)  และต้องมีฝาปิดสนิท
2. ตาชั่ง หรือ ถ้วยตวง เพื่อให้ได้สัดส่วนของส่วนผสมที่ได้มาตรฐานที่ถูกต้อง หากไม่มีจริง ๆ ก็จะใช้สัดส่วนของภาชนะ หรือถังหมักแทนได้
3. น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ หรือน้ำผึ้งดอกไม้อะไรก็ได้ แต่ควรมีความชื้นต่ำ และอายุเก็บไม่เกิน 2 ปี
4. ผลไม้ 1 ชนิด ล้างทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นพอเหมาะ ไม่ต้องใหญ่ หรือเล็กเกินไป


วิธีการทำน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค 
เราจะใช้อัตราส่วนการหมักพื้นฐาน คือ
ผลไม้ 3 ส่วน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 1 ส่วน และ น้ำดื่มสะอาด 10 ส่วน


เริ่มต้นการหมักน้ำเอนไซม์เพื่อการบริโภคด้วย 

1. ใส่ผลไม้ที่หั่นแล้วลงในถังหมัก (จะใช้ถังขนาด 15 - 20 กิโลกรัม) โดยการชั่งหรือตวงให้ได้ 3 ส่วน หรือ 3 กิโลกรัม
2. เติมน้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำลงไป 1 ส่วน หรือ 1 กิโลกรัม
3. ใส่น้ำดื่มสะอาดลงไป 10 ส่วน หรือ 10 กิโลกรัม โดยจะเหลือพื้นที่ว่างมีอากาศอยู่ประมาณหนึ่ง
เพื่อป้องกันการเกิดแรงดัน หรือการขยายตัวของผลไม้ที่หมัก ไม่ให้ล้นออกจากถังหมักได้

จากนั้น ไม่จำเป็นต้องเขย่า หรือคนให้เข้ากัน สามารถปิดฝา แล้วตั้งทิ้งไว้ได้เลย อย่าลืม ทำป้ายติดข้างถังหมัก เขียนชื่อผลไม้ที่หมัก วันเดือนปี ที่หมัก เพื่อจะได้นับอายุการหมักได้

ทำการหมักไปเรื่อย ๆ จนครบ 3 เดือน ลองชิมน้ำหมักส่วนที่ใสดู ถ้ายังมีรสหวาน น้ำยังไม่ใส (น้ำขุ่น) ให้หมักต่อไปเรื่อย ๆ จนครบ 6 เดือน แล้วชิมอีกครั้ง หากน้ำใสแล้ว มีรสเปรี้ยว ไม่มีรสหวาน สามารถดูดส่วนน้ำใส ที่เป็น น้ำเอนไซม์ หรือเรียกว่า (Ionic Plasma) โดยการลักน้ำ หรือดูดออกด้วยสายยาง
ไม่แนะนำให้ใช้ตัก หรือเท เพราะจะทำให้น้ำเอนไซม์ที่ได้ขุ่น มีการปนเปื้อนได้ง่าย

โดยนำส่วนน้ำใส หรือน้ำเอนไซม์ที่ได้นี้ มาทำการหมักขยาย เพื่อเพิ่มปริมาณได้ ดังนี้

การหมักขยายน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค ใช้อัตราส่วน ดังนี้

1.  ส่วนน้ำใสหรือน้ำเอนไซม์ที่ได้ 1 ส่วน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 1 ส่วน และ น้ำสะอาด 10 ส่วน

หรืออีกอัตราส่วนหนึ่ง คือ

2. ส่วนน้ำใส หรือน้ำเอนไซม์ 3 ส่วน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 1 ส่วน และน้ำสะอาด 10 ส่วน

หรือ อีกอัตราส่สวนคือ

3. ส่วนน้ำใส หรือน้ำเอนไซม์ 3 ส่วน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 1 ส่วน และน้ำสะอาด 5 ส่วน

แล้วแต่ความต้องการของผู้หมักว่าจะอยากได้เอนไซม์เพื่อการบริโภคในความเข้มข้นแบบไหน
เมื่อทำแล้ว หมักต่อไปจนครบ  6 เดือน หรือ 1 ปี ขยายต่อไปได้อีก 3 ครั้งค่ะ

หากไม่ต้องการหมักขยายเอนไซม์ในช่วงอายุน้อย ๆ แนะนำถังแม่ (ถังหมักที่มีผลไม้อยู่)
ให้หมักจนครบ 1 ปี แล้วเติมน้ำผึ้งลงไป ครึ่งส่วน (จากเดิม 1 ส่วน) แล้วหมักต่อไปอีก 1 ปี แล้วเติมน้ำผึ้งลงไปอีกครึ่งส่วน จนครบ 3 ปี แล้วตั้งทิ้งไว้โดยไม่ต้องเติมน้ำผึ้งอีก
จะให้เอนไซม์มีอายุเท่าไร 6 ปี 10 ปี 20 ปี ก็ขึ้นกับความต้องการของผู้หมัก

ส่วนกากของผลไม้ที่มีการเอาน้ำส่วนใสเอนไซม์ออกไปแล้ว

สามารถนำกากผลไม้ที่เหลือมาหมักต่อได้ โดยเติม น้ำผึ้งลงไป 1 กิโลกรัม และน้ำดื่มสะอาด 10 ส่วนลงไป หมักต่อไปอีก 1 ปี แล้วสามารถนำมาหมักขยายต่อได้ ดังอัตราส่วนข้างต้น

เมื่อหมักไปนาน ๆ จากกากของผลไม้ กลายเป็นผง สามารถกรองเอาผงตะกอกมาเก็บไว้เป็นหัวเชื้อแบบผงได้ ใช้ใส่ลงในถังหมักอื่น ๆ เพื่อเป็นหัวเชื้อ หรือจะนำมาหมัก ตามสูตร ดังนี้

กากผลไม้ที่เป็นผง (แบบเปียก) 1 ถ้วยตวง ผลไม้ 10 กิโลกรัม น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ 1 กิโลกรัม และน้ำดื่มสะอาด 10 กิโลกรัม หมักจนเกิดเป็นน้ำใส แล้วนำมาขยายต่อได้

เมื่อได้น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค ในอายุที่เราพอใจแล้ว อยากนำมารับประทาน ห้าม หรือ ไม่แนะนำให้รับประทานจากถังหมักทันที แต่ให้นำมาทำการผสมน้ำหมักเอนไซม์สำหรับดื่มก่อน ดังนี้

การผสมน้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภคสำหรับดื่ม

น้ำหมักเอนไซม์ส่วนใส อายุที่ต้องการ 1 ส่วน น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ (ความเป็นความชื้นต่ำเท่านั้น) 1 ส่วน และ น้ำสะอาด 10 ส่วน สามารถรับประทานได้ทันที หรือ หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 3 เดือน (โดยเฉพาะกรณีที่ใช้น้ำผึ้งธรรมดาควรหมักทิ้งไว้ 3 -6 เดือน) แล้วนำมารับประทานเพื่อสุขภาพได้

ลองทำดูนะค่ะ หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถาม หรือมีปัญหาในการหมัก สามารถสอบถามมาได้ที่ คุณตู๋ tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme ได้ค่ะ

14 พฤศจิกายน 2556

น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยและโรคต่าง ๆ อย่างไร

น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยและโรคต่าง ๆ อย่างไร

1. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดช่วยในระบบการย่อยอาหาร (Digestion) และระบบดูดซึมอาหาร
- ช่วยย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร และลำไส้
- ช่วยในการผลักดันสารอาหารเข้าสู่เซลล์

2. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต (Circulation) 
- ป้องกันการเกิดก้อนลิ่มเลือด (Blood Clot)
- ลดความหนืดของเลือด โดยเพิ่มการกระจายตัวของเม็ดเลือดแดงในหลอดเลือด
- ลดการจับตัวของโคเลสเตอรอลที่ผนังหลอดเลือด

3. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดช่วยลดการอักเสบ (Inflammation) 
- ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค และของเสียในเลือด เซลล์และเนื้อเยื่อ
- ช่วยช่วยซ่อมแซมเซลล์ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ (Cell and Tissue Repair)

ด้วยหน้าที่หลักทั้งสามข้อ ดังกล่าว น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยและโรคต่าง ๆ ได้
ตัวอย่างเช่น
-->
โรคอ้วน คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันมากเกินไป ซึ่งเอนไซม์จะช่วยในการย่อยไขมันและขจัดออกทางตับ

โรคอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ถ้ารับประทานเอนไซม์เสริม เอนไซม์จะช่วยนำของเสียจากในเซลล์ออกมาทิ้งนอกเซลล์ทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้น และช่วยผลักสารอาหารเข้าสู่เซลล์ ทำให้เซลล์มีพลังงาน ร่างกายจะสดชื่น แข็งแรงขึ้น

โรคภูมิแพ้ เกิดจากความไวต่อโปรตีนที่แปลกปลอม ถ้ารับประทานเอนไซม์เสริม เอนไซม์จะช่วยย่อยอาหารให้สมบูรณ์ขึ้น และช่วยย่อยและขจัดโปรตีนที่แปลกปลอมออกจากร่างกาย ทำให้อาการแพ้ต่าง ๆ ทุเลาลงได้

โรคเอสแอลอี SLE หรือโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง ซึ่งเกิดจากการผิดปกติของภูมิต้านทานซึ่งจะมีผลต่อข้อต่อ เยื่อเมือก ผิวหนัง และอวัยวะภายใน การใช้เอนไซม์เสริมร่วมในการรักษาจะลดภาวะการเกิดอาการต่าง ๆ ทำให้สุขภาพดีขึ้นได้

โรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากไขมัน และหลอดเลือดแข็ง การทานเอนไซม์เสริมจะช่วยในการย่อยคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือด และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว ลดภาวะความดันโลหิตอย่างเห็นผล

ดังนั้น การรับประทาน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการรักษาโรค หรือฟื้นฟู ป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ นั้น จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วย และผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ

สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com หรือ www.facebook.com/friutenzyme

1 ตุลาคม 2556

น้ำผักปั่น พลังเอนไซม์

น้ำผักปั่น พลังเอนไซม์
โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ (แพทย์ทางเลือก และนักธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวม)

เคล็ดไม่ลับในการดูแลสุขภาพ

น้ำผักปั่นช่วยฟื้นฟู การทำงานของร่างกาย 5 ระบบ
1. ระบบดูดซึม
2. ระบบทางเดินหายใจ
3. ระบบหมุนเวียนโลหิต
4. ระบบภูมิคุ้มกัน
5. ระบบต่อมไร้ท่อ

ดื่มสด ๆ เป็นประจำทุกวัน ต้านโรค เพิ่มพลัง เพื่มสมรรถภาพทางเพศ ลดไขมันส่วนเกิน ผิวสวย หน้าใส ดูอ่อนวัย ดีกับผู้ป่วยทุกโรค

คุณสมบัติเด่น
  • ในน้ำผักมีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ ที่มีคลอโรฟิลด์สารสีเขียวในพืชมีวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก โปรแตสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส จะเกิดการแลกเปลี่ยนการใช้สารอาหารได้สูงสุด ณ. จุดที่ร่างกายสามารถนำของเสียทิ้งได้หมด และทำให้ร่างกายสร้างพลังงานในแต่ละเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • ซึ่งส่งผลให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่ตายในแต่ละวันได้เต็มที่ลักษณะนี้คือ ปัจจัยสูงสุดที่ร่างกายจะไม่เกิดความอ่อนแอทุกอวัยวะเมื่อไปอยู่ในประเทศไหนก็ตาม ถ้าได้สัดส่วนของสารอาหารออกมาเป็นกรดอ่อน มีคลอโรฟิลล์ มีวิตามินเอ วิตามินซี  นี่คือที่มาของการทำให้ร่างกายสามารถมีอาหารได้เต็มที่ในแต่ละเซลล์ 
  • ถ้าทุกเซลล์แข็งแรงไม่มีเซลล์ตายก็จะไม่เก่ ถ้า pH เป็นกรดเกินไปการใช้แคลเซียมก็จะยาก กรดอ่อนทำให้เกิดการใช้ไขมัน ไขมันถูกย่อยสลายได้เร็ว ถ้าเป็นด่างเกินไปการย่อยสลายไขมันก็ทำได้น้อย 
  • ไขมันคือของแข็งที่มีปริมาณถึง 60% ของของแข็งทั้งหมดในร่างกายเป็นตัวที่จะไปเปลี่ยนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงเป็นน้ำเมือกที่ไปหล่อเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายน้ำไขข้อเป็นไขกระดูกเป็นกล้ามเนื้อ เป็นกระดูกเส้นเอ็นไขมันหล่อเลี้ยงน้ำเมือกที่ไปหล่อเลี้ยงเส้นผมเป็นลำดับ pH ของน้ำผักที่เหมาะสมกับคนไทยอยู่ที่ pH 4 - 6 
  • คนอ้วนมากให้น้ำผักที่ pH 4 เลยเนื่องจากคนอ้วนมีไขมันค้างอยู่ในลำไส้มาก น้ำผักจะไปเปลี่ยนไขมันเป็นโคเลสเตอรอล ไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ และเป็นกลีเซอร์ไรด์ในที่สุด ซึ่งร่างกายนำไปใช้ได้การดื่มน้ำผัก คือการเติมสารอาหารประเภทวิตามิน เกลือแร่จำเป็น และที่สำคัญที่สุด คือ คลอโรฟิลล์ เมื่อดื่มแล้วถูกดูดซึมไปฟื้นฟูตับทำให้น้ำตับและน้ำตับอ่อนหลั่งการย่อยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินมีมากขึ้น 
  • ขณะที่น้ำผักไปย่อยไขมันส่วนที่เก่าส่วนหนึ่งแล้ว เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานดังนั้น ร่างกายก็ได้พลังงานมาสนับสนุนให้อวัยวะทำงานได้มากกว่าเดิม น้ำผัก จึงช่วยล้างสิ่งปฏิกูลในร่างกายตลอดจนสารพิษต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว 
  • ซึ่งปรากฏการที่สังเกตุได้คือ ลดอาการปวดต่าง ๆ จากอาการท้องเสียหรือมีของเสียค้างอยู่ในระบบเลือดมาก จนปวดตามกล้ามเนื้อ อาการปวดหลัง ดังกล่าวจะลดลง ลดอาการปวดศรีษะ ลดไข้ ลดความอ่อนเพลีย ลดอาการนอนหลับยาก ลดอาการนอนกรน 
  • ซึ่งอาหารที่ดีขึ้นคือ ขบวนการที่ร่างกายชะล้างของเสียออกได้ดีขึ้น ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ควรเก็บกด ด้วยการใช้ยาระงับปวด ซึ่งเป็นการไปหยุดความสามารถในการชะล้างของร่างกายทำให้เกิดสารพิษมากขึ้นในทุกระบบของร่างกายและแพร่กระจายสะสมจนก่อเกิดเซลล์มะเร็ง
  •  การกินน้ำผักก่อนอาหารเป็นการเตรียมร่างกาย ในการย่อยสารอาหารที่เรากินลงไปได้ดีกว่าเดิมนั่นคือ เกิดสภาวะดีกับร่างกายทั้งระบบ
สรุปน้ำผักปั่นทำหน้าที่ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน

1. ให้สารอาหารที่ร่างกายนำไปฟื้นฟูตับกับตับอ่อน

2. กระตุ้นให้ร่างกายพร้อมในการย่อยไขมันที่เหลือค้างอยู่เปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานทำให้ร่างกายเตรียมพร้อมที่จะย่อยสารอาหารที่รับประทานเข้าไปในมื้อต่อไป

ส่วนประกอบสำคัญ
  1.  ผักกาดหอม 6-8 ใบ ช่วยฟื้นฟูเซลล์โดยเฉพาะระบบประสาทและเซลล์ในปอด ช่วยชะล้างของเสียในระบบเลือดทำให้ร่างกายมีความสามารถใช้แคลเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดอาการเจ็บปวดของระบบข้อเสื่อมต่าง ๆ 
  2. มะเขือเทศ (ท้อหรือสีดา)1-2 ลูก ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดง แข็งแรงช่วยทำให้ผิวพรรณดี เพิ่มภูมิต้านทานมีสารช่วยย่อยอาหารทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานเป็นปกติ
  3. หอมใหญ่ 1/4 ลูก  ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง
  4. เนื้อเสาวรสสดหรือน้ำมะนาว 1 - 2 ลูก ช่วยฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน
  5. คื่นฉ่าย 2 ก้าน ลดความดันโลหิต
  6. แอปเปิ้ล หรือกล้วยน้ำว้าสุกงอม 1 ลูก (หรือผลไม้ อื่น ๆ ให้เลือกใส่เพิ่มได้ เช่น ชมพู่ องุ่น สาลี่ ส้ม ส้มโอ ลองกอง สับปะรด เชอร์รี่ อื่น ๆ) ช่วยเสริมระบบขับถ่ายของเสีย
  7. น้ำผึ้ง ความชื้นต่ำ 2 - 4 ช้อนโต๊ะ (ห้ามใช้น้ำผึ้งค้ัางหลายปีหรือน้ำเชื่อม) ช่วยบำรุงผิวพรรณฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพเป็นเบาหวานก็สามารถทานได้)
  8. เอนไซม์ (Multi fruit Enzyme)  1 - 2 ช้อนโต๊ะ ช่วยปรับสมดุล ช่วยย่อย ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ให้เปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ช่วยเปลี่ยนสารพิษให้เป็นสารอาหาร
  9. น้ำสะอาด (น้ำดื่ม ไม่แช่เย็น 2 - 4 แก้ว ทยอยใส่โถเวลาปั่น (ขนาด 1.5 ลิตร)

ปั่นรวมกันให้ละเอียดไม่แยกกากเม็ดเสาวรสมีสารอาหารบำรุงสมองกินได้

การดื่มเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • ทยอยดื่มทันทีที่ปั่นเสร็จ ครั้งละ 1 ลิตร 3 ครั้งต่อวัน
  • ควรดื่มทุกคน ทุกวัน ทุกวัย เวลาที่ดีที่สุดคือก่อนอาหารเช้า 
  • หญิงตั้งครรภ์ควรดื่มเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันคลอดง่าย  ทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารในการเจริญเติบโตจากเลือดแม่ ทำให้แข็งแรงทั้งแม่และทารก
ขอแนะนำให้ใช้เอนไซม์แช่ผัก

ก่อนล้างควรเด็ดผักออกเป็นใบ ๆ ล้างน้ำให้สะอาดทั้งผลไม้ด้วย สำหรับผักนำไปแช่เอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 2ลิตร แช่นาน 15 -30 นาที
***สำหรับผลไม้แช่ทั้งลูกนาน 1 ชั่วโมงขึ้นไป หรือแช่ข้ามคืนได้ยิ่งดี แอปเปิ้ล หอมใหญ่ มะเขือเทศ ก่อนนำไปบริโภคทยอยนำมาผ่าซีก แล้วแช่ในน้ำเอนไซม์ซ้ำอีกครั้งนาน 15 นาที ถ้าทำได้จะดีต่อสุขภาพ (แอปเปิ้ล ควรรับประทานทั้งเปลือก)

การทดลอง

เพื่อการฟื้นฟูควรดื่มต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 7 - 15 วัน จะเริ่มเห็นผล มื้อเย็นควรงดอาหารประเภท แป้ง ข้าว เพราะเป็นตัวลดเกร็ดเลือด ควรดื่มน้ำเอนไซม์ด้วยจะช่วยคุ้มครองเกร็ดเลือดให้แข็งแรง และเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ตามบทปฏิบัติ 10 ประการ

**** จะพบความมหัศจรรย์ของร่างกายด้วยตัวท่านเอง***
ควบคุมอาหารให้ได้ตามคำแนะนำของชมรมบ้านสุขภาพ

หมายเหตุ
ผัก ผลไม้ พวกมียางห้ามนำไปปั่นเด็ดขาด เพราะยางจะเปลี่ยนรูปเป็นยางมะตอย เช่น ผักบุ้ง ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แก้วมังกร อโวคาโด เนื้อฝรั่ง ไม่ดีต่อไต และแครอทไม่เหมาะกับคนไทยเพราะมีแคลเซียมไบคาบอเนทที่ย่อยยาก