google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

9 ธันวาคม 2553

น้ำ… มหัศจรรย์ ต่อชีวิตพิชิตโรค

ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 60 - 70 เปอร์เซ็นต์
  • ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92
  • ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85
  • ในเซลล์มีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60
จะเห็นได้ว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ไม่น้อยเลยที่เดียว หน้าที่ของน้ำในร่างกายก็คือ เป็นตัวกลางของปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในร่างกาย
  • เซลล์จะไม่สามารถทำงานได้หากขาดน้ำ
  • การขนส่งอาหาร และออกซิเจนในเลือดทำไม่ได้หากขาดน้ำ
  • การขับถ่ายของเสียในร่างกายทำไม่ได้หากขาดน้ำ
  • เซลล์ไม่สามารถผลักดันของเสียออกจากเซลล์ได้หากขาดน้ำ
  • อีกทั้งน้ำยังช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
  • น้ำ ช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างในเลือด
  • น้ำ ช่วยระบายความร้อนของร่างกาย
ดังนั้น สมดุลของน้ำในร่างกายจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าหากเราสามารถอดอาหารได้เป็นเดือน ๆ แต่ขาดน้ำเพียง 2 - 3 วัน ก็อาจจะตายได้ทันที
3  สรุปได้ว่า น้ำมีความสำคัญต่อร่างกายเรา ดังนี้ 1. เซลล์จะคงรูปอยู่ได้ด้วยน้ำ และสามารถทำงานได้อย่างปกติสุขเมื่อมีน้ำสมดุล 2. น้ำเป็นตัวนำอาหารไปเลี้ยงเซลล์ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมทั้งเป็นตัวนำของเสียออกจากเซลล์ และออกจากร่างกายในรูปของเหงือ ของการขับถ่ายเป็นต้น 3. น้ำช่วยเสริมสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยหล่อลื่นไขข้อต่าง ๆ และช่วยการไหลเวียนโลหิต และน้ำเหลืองไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 4. น้ำ ช่วยรักษา และคงอุณหภมิของร่างกายให้อยู่ในระดับปกติสุข
เห็นไหมค่ะว่า น้ำ มีความสำคัญต่อร่างกายเรามากเพียงใด การปรับสมดุลด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันจึงจำเป็นในการดูแลฟื้นฟูสุขภาพมาก ๆ ค่ะ แต่ว่าปริมาณน้ำที่เพียงพอในแต่ละวันของแต่ละคนจะคำนวณได้อย่างไร มาดูกันค่ะ
สูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวันตามน้ำหนัก
น้ำหนักตัว(กก.) X 2.2 X 30 = ? cc
หากคุณหนัก 50 kg. คุณต้องดื่มน้ำ
= 50 X 2.2 X 30 = 3300 cc หรือ ประมาณ 3300/250 = 13.2 แก้ว (1 แก้ว เท่ากับ 250 cc)
ดังนั้น เพื่อให้เราได้ประโยชน์จากการดื่มน้ำมากที่สุด เราควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน จะทำให้สุขภาพแข็งแรง
บทบาทของน้ำในร่างกายมนุษย์ สรุปได้ 11 ข้อ ดังนี้ 1. น้ำ เป็นตัวนำพาสารอาหารเข้าสู่เซลล์ และนำของเสียออกจากเซลล์ 2. น้ำ เป็นตัวลำเลียงภูมิต้านทาน และสารต้านอนุมูลอิสระ ในเลือด 3. น้ำ ช่วยคบคุมสมดุลของของเหลวในร่างกาย และลดการสะสมของเสียในร่างกาย 4. น้ำ ช่วยระบบหายใจ เพื่อความชุ่มชื้นให้กับปอด 5. น้ำ ช่วยป้องกันไตวาย ช่วยละลายกรดยูริก ลดการทำงานของไต 6. น้ำ ช่วยหล่อลื่นข้อต่อต่าง ๆ ลดการเสียดสี และการปวดข้อ 7. น้ำ เป็นส่วนประกอบของสมอง ช่วยลดความเครียด และความอ่อนล้าของระบบประสาท 8. น้ำ ช่วยลดน้ำหนัก ช่วยลดความยากอาหาร ช่วยในการเผาผลาญอาหาร 9. น้ำ ช่วยระบบย่อยอาาหร ลดการท้องผูก 10. น้ำ ช่วยเผาผลาญอาหาร และเป็นตัวกลางในปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในร่างกาย 11. น้ำ ช่วยสร้างสุขภาพที่ดี ชะลอความเหี่ยวย่นของผิวหนังและเซลล์
เห็นถึงความสำคัญของน้ำกันแล้วนะค่ะ จะเห็นได้ว่าทำไม การฟื้นฟูในแนวธรรมชาติบำบัด หรือบทบัญยัติ 10 ประการของดร.รสสุคนธ์ จึงให้ทานน้ำเยอะ ๆ ไม่เพียงแต่ทานน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเพียงอย่างเดียว แต่ให้ทานน้ำตามเยอะ ๆ เพราะน้ำเป็นตัวนำพาเอนไซม์เข้าสู่เซลล์ เป็นตัวช่วยเอนไซม์ในการทำปฏิกิริยาต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นตัวช่วยนำสารอาหารจากน้ำพลังเอนไซม์เข้าสู่เซลล์ เป็นตัวช่วยนำของเสียออกจากเซลล์ออกจากร่างกาย เป็นตัวละลายของเสีย ลดการทำงานของไต และช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย
เมื่อรู้ดังนี้แล้ว อย่าลืมทานน้ำตามเยอะ ๆ จิบน้ำให้บ่อย ๆ เมื่อคุณทานน้ำพลังเอนไซม์บำบัดแล้ว ต้องการให้สารอาหาร และเอนไซม์ในน้ำพลังเอนไซม์บำบัดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่คุณซื้อมารับประทานค่ะ
เมื่อทานน้ำพลังเอนไซม์บำบัด แล้ว มีอาการต่าง ๆ สิ่งที่ช่วยคุณได้คือ น้ำ .....
  • น้ำลดอาการร้อนใน
  • น้ำลดอาการปวดหัว
  • น้ำลดอาการอาเจียน
  • น้ำลดอาการผื่นคัน
  • น้ำลดอาการท้องเสีย
  • น้ำลดอาการชา
  • น้ำลดอาการปวดเมื่อย
  • น้ำลดอาการมึนหัว
  • น้ำลดอาการปวดเข่า
  • น้ำลดอาการ.....
ดื่มน้ำกันเถอะค่ะ...

19 พฤศจิกายน 2553

รายการอาหารเพื่อสุขภาพ

รายการอาหารเพื่อสุขภาพ


อาหารเช้า
ผักกาดหอม 2 ใบคื่นฉ่าย 2 ก้าน
มะเขือเทศ 1 ลูก
หอมใหญ่ 1/4 ลูก
ต่อน้ำ 2 แก้ว
แต่รสด้วยน้ำมะนาว และน้ำผึ้ง
ถ้าไม่อิ่ม ตามด้วยปลาทุกชนิด แกงเลียง ข้าวซ้อมมือ ผลไม้ ส้มโอ มังคุด สัปปะรด ชมพู่

อาหารเที่ยง
น้ำผัก ปลาต้มยำ ข้าวซ้อมมือ ผักผัก ตามด้วยผลไม้

อาหารเย็น
น้ำผัก ปลานึ่ง ผัดผักบุ้ง ข้าวซ้อมมือ ตามด้วยผลไม้

ของห้าม
น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ กะทิ ทอฟฟี่ ไอศครีม เนย ชีส ขนมเค็ก คุ๊กกี้ เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก เครื่องในทุกชนิด อาหารกระป๋อง น้ำตาลทรายขาว สะตอ ลูกเนียง กระถิน ชะอม หน่อไม้ คะน้า แตงกวาขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว ทุเรียน มะม่วง ละมุด ลำไย

อาหารที่งดควรทดลองควบคุมอย่างน้อย 7-14 วันติดต่อกัน ท่านจึงจะเห็นผลการดำเนินการฟื้นฟูของร่างกายอย่างชัดเจน โดยไม่ต้องอาศัยสารเคมี เพื่อการบำบัดหรือระงับอาการของโรคแต่สารอาหารจะไปช่วยให้ร่างกายผลิตสารเคมีดังกล่าวขึ้นมาเอง และเป็นไปอย่างมีความเหมาะสมในระยะเวลาหนึ่งของร่างกาย ที่แสดงอาการดีขึ้นของโรคโดยตลอด บางครั้งจะมีอาการปวดเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และหายเองได้ในที่สุด ควรทดลองด้วยตัวท่านเอง จะพบกับความมหัศจรรย์ของร่างกายทุกคน

ด้วยความปรารถนาดี จาก บ้านสุขภาพ หรือ อ่านเพิ่มเติมได้ ในหนังสือ กาลครั้งหนึ่งเมื่อฉันหัดเดิน เล่มละ 300 บาท สั่งซื้อได้ที่ tusora@hotmail.com



16 พฤศจิกายน 2553

ภาวะพร่องเอนไซม์

ภาวะพร่องเอนไซม์หรือภาวะที่ร่างกายขาดเอนไซม์ (Enzyme Deficiency Conditions) คืออะไร

ภาวะพร่องเอนไซม์ตามหลักของแพทย์ทางเลือก คือ ภาวะที่ร่างกาย อวัยวะ หรือเซลล์มีประสิทธิภาพลดลงทำให้มีการผลิตเอนไซม์ในร่างกายลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะตกค้างของของเสียในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะโรคเสื่อมต่าง ๆ ของร่างกาย หรือโรคภัยนั้นเอง

อาการที่แสดงว่าร่างกายขาดเอนไซม์ (Enzyme Deficiency)

เราสามารถรู้สึกถึงอาการ (Symptom) เหล่านี้ได้เอง แต่ไม่เคยรู้ว่าร่างกายต้องการอะไร อาการเหล่านั้น ได้แก่
  • รู้สึกเหนื่อยหลังจากกินอาหารมื้อหนัก
  • อ่อนเพลียเป็นประจำ (Chronic Fatigue Syndrome)
  • ท้องผูก
  • ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ บางครั้งมีอาการจุกเสียด
  • ลมแน่นท้อง ผายลมมีกลิ่นเหม็น
  • อุจจาระจมน้ำ และอุจจาระเหม็นมาก
  • มีกลิ่นปาก
  • มีอาการของโรคภูมิแพ้ง่าย บางครั้งถึงขนาดหอบหืด
  • เวลาเป็นแผลจะหายช้า
  • น้ำหนักตัวเพิ่มง่าย เป็นต้น
อาการเหล่านี้แพทย์ท่านเลือกจะวินิจฉัยว่าท่านกำลังขาดเอนไซม์ สำหรับแพทย์แผนปัจจุบันจะดูจากอาการเหล่านี้ จึงวินิจฉัยว่ามีภาวะขาดเอนไซม์ คือ
  1. ตับอ่อนบวม
  2. เม็ดโลหิตขาวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติหลังกินอาหาร 30 นาที
  3. น้ำลายมีฤทธิ์เป็นกรด (pH ต่ำกว่า 7)
  4. ในปัสสาวะมีสารพิษมาก เกิดจากอาหารไม่ย่อยจึงบูดในลำไส้ใหญ่ ร่างกายจะดูดซึมพร้อมกับน้ำเข้าไปในกระแสเลือด ตับและไตจะกรองสารพิษเอาไว้ และจะขับสารพิษนี้ทิ้งออกทางปัสสาวะ
  5. ระดับเอนไซม์ต่ำกว่าปกติในเลือด
  6. ความดันโลหิตอาจสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย
ในอดีต เมื่อเราพูดว่าร่างกายขาดเอนไซม์ คือสภาวะอาหารไม่ย่อยแต่เมื่อศึกษาค้นคว้ามากขึ้น ในปัจจุบัน เราพบอาการต่างๆ อีกมากมาย เราสามารถแบ่งสภาพของการมีเอนไซม์บกพร่องออกได้เป็น 3 ชนิดคือ

   1. สภาพของการขาดเอนไซม์โปรตีเอส (ProteaseDeficiency Conditions)
   2. สภาพการขาดเอนไซม์อไมเลส (Amylase Deficiency Conditions
   3. สภาพการขาดเอนไซม์ไลเปส (Lipase Deficiency  Conditions)

สภาพของการขาดเอนไซม์โปรตีเอส (Protease Deficiency Conditions)

คือ เราจะไม่สามารถย่อยพวกเนื้อสัตว์หรือโปรตีนได้ จึงเกิดอาการของโรคขาดโปรตีน (Protein Deficiency Symptom) ทำให้เลือดมีความเป็นด่างสูงมากเกินไป อาจมากกว่า pH 8.0 (Alkaline Excess) ซึ่งปกติเลือดมีค่า pH เท่ากับ 7.4 ทำให้ร่างกายขาดความสมดุล (Homeostasis) เพราะด่างสูง กลายเป็นต้นเหตุของความรู้สึกกระวนกระวาย (Anxiety) จนบางคนต้องใช้ยากล่อมประสาทช่วย

ดังนั้นควรให้กินเอนไซม์เสริมชนิดโปรตีเอส ก็จะช่วยให้ดีขึ้น  ถ้าโปรตีนมีจำนวนต่ำในเลือด (Protein Deficiency) ทำให้เกิดอาการขาดแคลนแคลเซียมร่วมด้วย (Calcium Deficiency) แคลเซียมจะต้องอาศัยเกาะติดโปรตีนเมื่อเวลาไหลเวียนอยู่ในกระแสโลหิต  ทำให้มีอาการข้ออักเสบ (Arthritis) ตามมาพร้อมโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) หมอนรองกระดูกเสื่อม (Degenerative Disc Problem) ฯลฯ ร้อยละ 45 ของโปรตีนในรูปของกรดอะมิโนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในตับ การที่โปรตีนไม่สามารถถูกย่อยได้จึงทำให้เกิดสภาวะน้ำตาลกลูโคสต่ำในเลือด (Hypoglycemia) ตามมา เป็นเหตุให้สมองขาดน้ำตาลกลูโคส เกิดความรู้สึกหงุดหงิด (Moody) รำคาญ และฉุนเฉียวง่าย

การขาดโปรตีนในเลือดทำให้เกิดอาการบวมทั้งตัว (Edema) การย่อยโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้มีกากอาหารที่ไม่ย่อย (Undigested Protien) ไปสะสมบริเวณลำไส้ใหญ่ (Colon) เป็นสาเหตุการเกิดสารพาลำไส้ใหญ่อักเสบ (Mucous Colitis) ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) และอาจถึงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ได้ โรคตามมาที่คาดไม่ถึงคือ ในเด็กมักเป็นโรคช่องหูอักเสบเรื้อรัง หรือ หูน้ำหนวก (Otitis Media) กับโพรงจมูกของใบหน้าอักเสบ (Sinusitis) การรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะและใช้เอนไซม์โปรตีเอสร่วมด้วยจะทำให้หายเร็วขึ้น

ผลของการขาดโปรตีเอสที่กระทบโดยตรง อีกประการก็คือ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ เกิดการอักเสบได้ง่าย เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหลายเป็นโปรตีนหรือบางชนิดก็มีโปรตีนเป็นตัว หุ้ม และโปรตีเอสเป็นเอนไซม์ที่สามารถย่อยเยื่อหุ้มที่เป็นโปรตีนให้แตกออก เพื่อให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายเข้าถึงตัวและทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้โดยง่าย

สภาพการขาดเอนไซม์อไมเลส (Amylase Deficiency Conditions)

เอนไซม์อไมเลสย่อย แป้ง ข้าว ให้เป็นสารประกอบเชิงเดี่ยว (Monosaccharide) เช่น น้ำตาลกลูโคส (Glucose) และย่อยเม็ดโลหิตขาวที่ตาย (คือ หนอง Pus)ให้หมด ไปดังนั้นถ้าร่างกายขาดเอนไซม์อไมเลส ท่านจะเกิดเป็นฝี (Abscess) ได้บ่อยๆ ผู้ป่วยที่ปวดฟัน เหงือกรอบฟันเป็นหนองง่ายมาก การที่กินหวานจัดๆ ร่างกายต้องใช้เอนไซม์อไมเลสมากจนผลิตไม่ทัน จึงทำให้เป็นฝีง่าย นอกจากนั้นยังเป็นที่ปอดและผิวหนังได้ง่ายอีกด้วย

ปอดและผิวหนังเป็น อวัยวะที่สัมผัสกับโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยมลภาวะ การขาดเอนไซม์อไมเลสจึงทำให้เกิดอักเสบได้ง่าย ถ้าเป็นที่ปอดอาจจะแสดงอาการของโรคหืด (Asthma) และถุงลมพอง (Emphysema) ส่วนผิวหนังจะมีอาการของโรคผิวหนังเป็นสะเก็ดพุพอง มีน้ำเหลือง (Eczema) หรือเป็นโรคผิวหนังชื่อ สะเก็ดเงิน (Psoriasis) และโรคเริม (Herpes)การรักษาให้ใช้เอนไซม์เสริมเพื่อกินร่วมกับยา โดยให้มีเอนไซม์อไมเลสในสัดส่วนที่มากกว่าเอนไซม์อย่างอื่น

สภาพการขาดเอนไซม์ไลเปส (Lipase Deficiency Conditions)

เอนไซม์ ไลเปสมีหน้าที่ย่อยไขมันและวิตามินชนิดละลายในไขมัน การขาดไลเปสจึงเกิดโคเลสเตอรอลสูงในเลือด(High Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์สูง (High Triglyceride) เป็นต้นเหตุของน้ำหนักตัวเกินกว่าปกติ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน (Atherosclerosis) ความดันโลหิตสูง ตามมาด้วยโรคหัวใจขาดเลือด (Heart Inflection) โรคลมปัจจุบันหรือสมองขาดเลือด (Stroke)
การขาดเอนไซม์ไลเปส ทำให้ความสามารถของเยื่อหุ้มเซลล์บกพร่อง นั้นคือ สารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายไม่อาจจะซึมผ่านเข้าเซลล์ ส่วนของเสียภายในเซลล์ก็ขับออกมาทิ้งข้างนอกไม่ได้
สำหรับอาการที่พบ บ่อยๆ อีกอย่างคือ  กล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง (Muscle Spasm) โดยเริ่มเจ็บร้าวจากบริเวณหน้าอก ไหล่ ลามมาที่คอ ดูคล้ายๆ คอเคล็ด บางครั้งมีกล้ามเนื้อเกร็งที่ลำไส้ใหญ่ (Spastic Colon) อาการต่างๆ ทั้งหมดนี้ ถ้ากินเอนไซม์ไลเปสก็จะช่วยให้ทุเลาขึ้น

น้ำพลังเอนไซม์ทุกสูตร ของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ ผ่านการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่า...
มีเอนไซม์อย่างน้อย 7 ชนิด ดังนี้
  1. Protease เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยโปรตีน
  2. Amylase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยแป้ง คาร์โบไฮเดรต
  3. Invertase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต
  4. B-gluconase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต
  5. Phytase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยไขมัน
  6. Cellulase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยไฟเบอร์ ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต
  7. Xylanase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยแร่ธาตุ วิตามิน
ดังนั้น จึงกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า น้ำเอนไซม์จากผลไม้รวมของดร.รสสุคนธ์ จึงเป็นการเสริมเอนไซม์ให้กับร่างกายได้ทั้ง 3 กลุ่ม แก้ปัญหาภาวะพร่องเอนไซม์ หรือโรคที่เกิดจากภาวะพร่องเอนไซม์ได้โดยรวม ซึ่งเราจะพบได้ว่า ร่างกายของเรามิได้ขาดเพียงเอนไซม์ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น บางคนเป็นหลายโรค ซึ่งก็เกิดจากภาวะพร่องเอนไซม์หลายตัวเช่นกัน

การดื่มน้ำเอนไซม์จากผลไม้รวม จึงเป็นเพียงการเสริมเอนไซม์และสารอาหารที่มีขนาดเล็กพร้อมดูดซึมให้กับเซลล์ทันที ดังนั้นจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่คุณสามารถเลือกใช้ในการฟื้นฟู บำบัด บำรุง ดูแลสุขภาพของคุณ และคนที่คุณรักได้ค่ะ


แต่อย่าลืม>>>>>  เอนไซม์ ไม่ใช่ยา เป็นเพียงโภชนาการบำบัดเท่านัั้น

7 พฤศจิกายน 2553

ดื่มน้ำคลอโรฟิลล์ บำบัดเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตามหลักของแพทย์องค์รวมทางศาสตร์แพทย์แผนจีน พบว่า ร่างกายของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีความร้อนสูง หรือร้อนเกิน อันเนื่องมาจาก การที่ร่างกายต้องมีการเผาผลาญน้ำตาลตลอดเวลา ซึ่งเกิดเนื่องมาจาก พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เกินพอดี หรือบริโภคตลอดเวลา ตลอดจนการใช้ชีวิตที่รีบเร่ง กังวล เครียด อารมณ์รุนแรง ใจร้อน ขี้หงุดหงิด หรืออยู่ในที่อากาศร้อนอบอ้าวเป็นประจำ

ดังนั้น การดูแลบำบัดโรคเบาหวานด้วยการกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น และเป็นอาหารที่มีประโยชน์ในการสร้างสมดุลของเลือด เช่น น้ำคลอโรฟิลล์

การดื่มน้ำคลอโรฟิลล์ เพื่อบำบัดเบาหวาน เป็นการสร้างสมดุลของเม็ดเลือดในกระแสเลือด ควรดื่มทันทีหลังดื่มนอน หรือ หลังออกกำลังกายก็แล้วแต่

น้ำคลอโรฟิลล์ นี้ ได้จากพืชผัก ผลไม้สีเขียว เช่น น้ำต้นข้าวสาลีอ่อน น้ำมะขามป้อม น้ำย่านาง น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย น้ำหญ้าปักกิ่ง น้ำว่านกาบหอย เป็นต้น เพราะน้ำจากพืชผักเหล่านี้ มีฤทธิ์เย็น ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดง และปกป้องเซลล์ให้สดชื่น จะทำดื่มชนิดใด ชนิดหนึ่ง หรือตามสะดวกอย่างไรก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น

วิธีทำน้ำคลอโรฟิลล์ อย่างง่าย ๆ ก็คือ การนำไปปั่น แล้วคั้นเอาแต่น้ำดื่ม สามารถทำแบบเจือจาง แล้วดื่มตลอดทั้งวัน หรือดื่มแบบเข้มข้นเป็น shot ก็ได้ หากดื่มแล้วมีอาการคันคอ แสดงว่าเข้มข้นไป ให้เติมน้ำร้อนลงไป จะช่วยลดฤทธิ์เย็นเกินไปได้

การดื่มแต่ละครั้ง ควรดื่มก่อนอาหาร หรือช่วงท้องว่าง หากเหลือให้เก็บในภาชนะปิดสนิท และแช่ไว้ในตู้เย็นได้ไม่เกิน 4 วัน

ตัวอย่าง ผักฤทธิ์เย็น สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน นำมาปรุงอาหาร

ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า บวบ ฟัก แฟง แตง มะละกอดิบ หัวปลี กล้วยดิบ ยอดฟักแม้ว หญ้าปักกิ่ง กะหล่ำดอก มะเขือเทส ดอกฟักทอง ยอดฟักทอง ข้าวโพดอ่อน ใบมะยม ปวยเล้ง ตังโอ๋ มะเดื่อ ผักกาดแก้ว ใบมะขาม ดอกแค ผักแว่น ว่านหางจระเข้ ว่านกาบหอย เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ ผงต้นข้าวสาลีอ่อนออร์แกนิค 100% สำหรับชงดื่ม หรือดูผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ

หรือสนใจทำ น้ำเอนไซม์จากผักฤทธิ์เย็นทานเอง ก็จะช่วยทั้งในเรื่องของการย่อยอาหาร การลดน้ำตาลในเลือด และการดูแลสุขภาพแบบยั่งยื่น

วิธีการทำแบบง่าย ๆ คือ การสกัดด้วยน้ำเอนไซม์หัวเชื้อ

1. น้ำเอนไซม์หัวเชื้อ 1 ขวด (ขนาด 187 ml)

2. ผักฤทธิ์เย็น เช่น มะขามป้อม หญ้าปักกิ่ง ใบหม่อน ใบมะยม วุ้นว่านหางจระเข้ เป็นต้น จำนวน  200 - 300 กรัม

3. น้ำผึ้งความชื้นต่ำ 150 กรัม

4. น้ำสะอาดหรือน้ำดื่ม 1000 กรัม

หมักรวมกัน 6 เดือน แล้วกรองเอาแต่น้ำมาดื่ม ช่วยลดเบาหวาน กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยในการย่อย

หากมีข้อสงสัย ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณตู๋ tusora@gmail.com