google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

30 มีนาคม 2560

หน้าร้อนกับอาการตามัวปัญหาที่พบในคนรุ่นใหม่


สำหรับคนรุ่นใหม่ ที่มักอยู่กับหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ หรือจอมือถือ จอโทรศัพท์ การใช้สายตาจองที่หน้าจอเป็นเวลานาน ๆ หากคุณเกิดอาการเมื่อยสายตา อาการตามัว อาการแสบตา เคืองตา คันตา เมื่อยตา ตากระตุก ปวดกระบองตา มองเห็นภาพซ้อน เภสัชกรท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของปัญหาตาเสื่อม อาการอ่อนล้าของประสาทตา อาการเมื่อยของกล้ามเนื้อตา... ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้หรือทำพฤติกรรมซ้ำเดิมนาน ๆ อาจเป็นสาเหตุของโรคประสาทตาเสื่อม และส่งผลกระทบต่อระบบสายตาของเราได้ในอนาคต

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สายตา การพักสายตาจากจอคอม จอมือถือ การลุกออกจากโต๊ะไปดื่มน้ำ พักสายตา ทุก ๆ ชั่วโมง และการกรอกสายตาไปมา เพื่อบริหารกล้ามเนื้อตา จะช่วยยืดอายุการทำงานของระบบประสาทตาได้...

การดื่มน้ำน้อยยังส่งผลกับระบบสายตาของคุณด้วย เพราะการดื่มน้ำน้อยจะทำให้เส้นเลือดฝอยในตาของคุณแตกได้ น้ำที่หล่อเลี้ยงสายตาของคุณก็น้อยลง แพทย์จึงแนะนำผู้สูงวัยส่วนมากให้มีการใช้ น้ำตาเทียม เพื่อหยอดล่อเลี้ยงสายตา ลดภาวะความดันของเส้นเลือดฝอยในตา

สำหรับบ้านรักษ์สุขภาพ ขอแนะนำเอนไซม์หยอดล้างตา ของดร.รสสุคนธ พุ่มพันธ์วงศ์จากบ้านสุขภาพ ที่ผลิตจากการหมักผลไม้ประเภทเนื้อขาว นานกว่า 13 ปี เพื่อให้มีคุณสมบัติในการชะล้างเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพออกจากดวงตา ช่วยบำรุงฟื้นฟูเซลล์เนื้อเยื่อในดวงตา ป้องกันการทำลายจากฝุ่นละออง และแสงแดดอย่างได้ผลดี ซึ่งมีจำหน่ายมานานกว่า 40 ปี

ใช้หยอดล้างดวงตา ขณะใช้อาจมีอาการแสบตาเล็กน้อย (ไม่เป็นอันตราย) เมื่อหยอดแล้วให้หลับตาสักพักแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้น บางท่านหยอดก่อนนอนตื่นขึ้นมามีขี้ตา ไม่ต้องตกใจ ให้ล้างออก แล้วดื่มน้ำให้เพียงพอ พยายามทำน้ำผักปั่นสูตรบ้านรักษ์สุขภาพ ดื่ม เพื่อฟื้นฟูดวงตา

เมื่อเปิดใช้แล้ว ให้หยอดให้หมดภายในเวลา 2 - 3 เดือน เพราะเอนไซม์เมื่อโดนอากาศและแสงอาจมีการเสื่อมภาพได้ ไลน์ไอดี @qwd5997q

สนใจติดต่อสั่งซื้อได้ที่ Inbox  เฟตบุ๊ค 


5 กุมภาพันธ์ 2560

วุ้นน้ำหมักคืออะไร

วุ้นน้ำหมักคืออะไร มีคำถามเข้ามามากมาย

วันนี้จะขออธิบายตามข้อมูลที่ได้มานะค่ะ

เมื่อเราเอาวุ้นน้ำหมักไปทำการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ พบว่า วุ้นน้ำหมัก ประกอบด้วย "เพคติน" ซึ่งเป็นโพลีแซ็คคาไรด์ หรือในกลุ่มของแป้งและเส้นใยตามธรรมชาตินั้นเอง

แต่ "เพคติน" เราจะพบว่า เป็นโพลีแซ็คคาไรด์ที่เป็นโครงสร้างของผนังเซลล์ของพืชชั้นสูง จัดเป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตเช่นเดียวกับแป้งและเซลลูโลส ถูกค้นพบในศตวรรษที่ 18 ทำหน้าที่เป็นสารที่ทำให้เกิดเจล โดยในปี ค.ศ.1825 Henri Braconnot (เภสัชกรและนักพฤกษเคมีชาวฝรั่งเศส) ได้ตั้งชื่อและริเริ่มศึกษากรรมวิธีการสกัดเพกทิน



เพคตินตามหลักเภสัชวิทยา มีผลเป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้ท้องผูกได้ดี และพบมากในพืชผักผลไม้หลายชนิด อาทิเช่น  ในพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วลิสง, ถั่วเหลือง และถั่วเขียว  จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลิตภัณฑ์จากถั่วจะมีความข้นสูง และสามารถนำมาทำเต้าหู้ได้ดี  นอกจากนั้นเพกตินยังพบมาในเปลือกของพืชตระกูลส้ม เช่น ส้มเช้ง, มะนาว, ส้มโอ และส้มเขียวหวาน  รวมถึงผลไม้อื่นอย่าง เช่น มะขามป้อม, กระท้อน, มะกอก, ละมุด, ฝรั่ง, กล้วย, แอปเปิ้ล, มะม่วง และสตรอเบอร์รี่  

ดังนั้น ในถังหมักของผลไม้บางชนิดที่มีปริมาณ เพคติน สูงอยู่ จึงมีโอกาสเกิดวุ้นน้ำหมักได้มาก ซึ่งตามประสบการณ์ เราพบว่า ผลไม้ที่เกิด วุ้นน้ำหมัก มาก ได้แก่  แอปเปิ้ล, องุ่น, ส้ม, มะนาว, กล้วย, มังคุดเป็นต้น

วิธีการตรวจสอบปริมาณแพคตินในน้ำผลไม้อย่างง่าย ๆ  คือ น้ำผลไม้ที่กรองจนใส 1 ส่วน ผสมกับแอลกอฮอล์ (ethyl alcohol 95%) 3 ส่วน ใส่ในถ้วยแก้วที่ ใสสะอาดผสมให้เข้ากันดี ถ้าเกิดตะกอนคล้ายวุ้นหนา แสดงว่าเพกตินมาก ถ้าวุ้นบาง แสดงว่ามีเพกตินปานกลาง ถ้าเป็นตะกอนเล็ก ๆ ลอยอยู่ทั่วไป แสดงว่ามีเพคตินน้อย

แล้วสรุปว่า วุ้นน้ำหมัก ทานได้หรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ ลองมาอ่านตรงนี้กันนะค่ะ

เพคติน เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย และได้รับอนุญาตให้ใช้ทั่วโลก คณะกรรมาธิการ Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additive ได้จัดให้ เพคตินเป็นวัตถุเติมแต่งอาหารที่ปลอดภัยและม่จำกัดปริมาณการได้รับของร่างกายต่อวัน

ได้มีการนำเพคตินเป็นวัตถุเติมแต่งอาหารหลายอย่าง เช่น เป็นสารก่อให้เกิดเจล สารให้ความข้นหนืด สาารให้ลักษณะเนื้อสัมผัส สารก่อให้เกิดความคงต้น สารทดแทนไขมันและน้ำตาลในอาหารแคลอรี่ต่ำ

ประเทศไทยต้องสั่งนำเข้าเพคติน จากต่างประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาทต่ปี เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา เพคตินเป็นสารที่สกัดได้จากเปลือกผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล ส้ม มะนาว (ซึ่งในถังหมักผลไม้พวกนี้ก็จะพบว่ามีโอกาสเกิดวุ้นน้ำหมักได้ง่าย และพบว่า เพคตินมีประโยชน์คือ เป็นใยอาหาร (Dietary Fiber) และจากผลการทดสอบทางด้านเภสัชวิทยาพบว่า เพคติน สามารถลดโคเลสเตอรอลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยคุณสมบัติดังกล่าว จึงมีการใส่ เพคตินในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อช่วยไม่ให้ไขมันในลำไส้เล็กรวมตัวเข้ากับน้ำดี และรบกวนการดูดซึมไขมันที่ผนังลำไส้เล็ก จึงสามารถช่วยลดโคเลสเตอรอล และช่วยลดภาวะการเกิดการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ อีกทั้งยังช่วยอุ้มน้ำในลำไส้ทำให้เพิ่มน้ำหนักกากอาหารในลำไส้ใหญ่ ทำให้ร่างกายขับถ่ายได้ี ลดการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

สำหรับ เพคติน ในน้ำหมัก หรือวุ้นน้ำหมัก หรือในสภาวะธรรมชาติเพกตินมักจะอยู่ในรูปแบบที่ไม่ละลายน้ำ (โปรเพกติน) และจะอยู่รวมกับสารอื่น เช่น เซลลูโลส แคลเซียม ในกระบวนการหมักจะทำให้เกิดกรดซึ่งจะไปทำปฏิกิริยาทำให้เป็นเพคตินที่ละลายน้ำได้ทั้งแบบ HMP (ซึ่งเป็นเจลได้ในสภาวะที่มีน้ำตาลและกรดเหมาะสม) และ LMP (ซึ่งจะจับตัวเป็นชั้นเจลเมื่อมีไอออนของโลหะ เช่น แคลเซียมไอออน หรือแมกนีเซียมไอออน)

ปัญหาที่น่ากังวัล  คือปริมาณของเมธิลแอลกอฮอล์ที่จะมีช่วงแรกของการหมัก อาจเข้าไปจับตัวกับเพคตินในช่วงแรก จึงไม่ควรที่จะบริโภควุ้นที่อยู่ในน้ำหมักเมื่อยังมีอายุหมักน้อย (เช่น 3-4 เดือน)  เมื่อทิ้งวุ้นไว้นานตั้งแต่ 1 ปีเป็นต้นไปเมธิลแอลกอฮอล์ที่ปนเปื้อนจะระเหยไปบางส่วน  และ HMP บางส่วนอาจจะแปลงไปเป็น LMP ทำให้ได้ชั้นวุ้นน้ำหมักที่มีความนุ่มมากขึ้น

สรุปก็คือถ้าจะบริโภคน่าจะต้องรอให้วุ้นมีอายุหมักมาก (ควรจะ 2-3 ปีขึ้นไป) เพื่อหลีกเลี่ยงพิษจากเมธิลแอลกอฮอล์ที่ปนเปื้อนในวุ้นน้ำหมัก  ถ้าจะใช้เมื่อมีอายุหมักน้อยควรจะใช้ทาภายนอกเท่านั้น

คุณประโยชน์ของวุ้นน้ำหมัก (ข้อมูลจากมูลนิธิภูมิปัญญาสากล ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงค์)

คุณสมบัติการยึดเกาะเป็นเจลของเพคตินทำให้สามารถนำมาใช้ภายนอกในหลายๆ กรณี เช่น ใช้รักษาแผลสด, แผลเริม, งูสวัด หรือบำรุงผิวพรรณ แต่ขอให้ระวังการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่อยู่ในน้ำหมักในกรณีที่ใช้กับแผลเปิด

การบริโภคเพคติน หรือวุ้นน้ำหมัก (อายุ 6 ปี ขึ้นไป) หลังจากหมักไปนาน 4 - 6 ปี ให้นำวุ้นน้ำหมักที่ได้ ออกมาแช่ในน้ำผึ้ง 3 เดือน แล้วเทน้ำผึ้งออก ทำซ้ำ 3 รอบ หลังจากนั้นจึงบริโภค วุ้นน้ำหมักได้ (ข้อมูลจาก บ้านรักษ์สุขภาพ)

จากข้อมูล พบว่า เพคติน จะช่วยลดการดูดซึมกลูโคส และคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมอาหาร กระตุ้นการขับถ่าย รักษาแผลในกระเพาะ  และยังมีผลยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งและมีผลต่อการควบคุมน้ำหนักตัวแต่ไม่มีผลรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุในร่างกาย

การทดสอบเพคตินกับยาฮอร์โมนเพื่อรักษาหนูทดลองที่ป่วยเป็นลูกกระดูกพรุนซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้ดีที่ลำไส้แต่สลายตัวเร็วมาก การใช้เพคตินเป็นสารยึดติดจะช่วยชะลอการสลายตัวของยาฮอร์โมนทำให้อยู่ในระบบทางเดินอาหารได้นานขึ้น และออกฤทธิ์ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 2.5 เท่า  มีความเป็นไปได้ที่เพคตินในน้ำหมักจะดูดซับเอ็มไซน์ และฮอร์โมนต่างๆ เข้าไปในวุ้น  และช่วยทำให้การดูดซับเข้าไปในร่างกายมีประสิทธิภาพสูงกว่าการดื่มน้ำหมักโดยตรงอีกด้วย

ปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภค และข้อควรระวัง ในการบริโภค เพคติน หรือว วุ้นน้ำหมัก

พบว่า การใช้เพคตินในขนาดสูงอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์  โดยเฉพาะการรับประทานร่วมกับยาบางชนิด ซึ่ง เพคติน อาจไปยับยั้งการดูดซึมยา หรือดูดซับตัวยาไว้ ทำให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ  

ดังนั้นจะเห็นว่าทุกๆ อย่างมีทั้งคุณ และโทษ  ไม่มีอะไรเป็นยาวิเศษรักษาทุกโรค  การเลือกใช้ควรเข้าใจคุณสมบัติ  ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และควรทำความเข้าใจว่าควรจะ หรือไม่ควรจะบริโภคพร้อมกับอะไร

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงอยากหาว่าต้องทำอย่างไรให้ได้วุ้นน้ำหมักเยอะๆ  จากข้อมูลต่าง ๆ พอสรุปได้ดังนี้

ปัจจัยการเกิดวุ้นในน้ำหมัก (ข้อมูลเบื้องต้นจากบ้านพอเพียง)

1. ชนิดของผลไม้ที่นำมาใช้หมัก  ผลไม้ที่มีเพกตินสูงมีโอกาสเกิดวุ้นมากกว่า ที่บ้านรักษ์สุขภาพ พบว่า แอปเปิ้ล องู่น กล้วย ส้ม โดยหมักทั้งเปลือก เป็นผลไม้ชนิดที่ให้ วุ้นน้ำหมักสูง

2. การหั่นผลไม้ เมื่อหั่นเป็นชิ้นเล็กลงจะทำให้กรดที่เกิดจากการหมักมีโอกาสสัมผัสกับเพคตินชนิดไม่ละลายน้ำ (โปรเพกติน) ที่อยู่ในเนื้อผลไม้มากกว่า และสกัดเอาเพกตินออกมาได้เร็วกว่า  ทำให้มีโอกาสเกิดวุ้นน้ำหมักได้เร็วกว่าการหมักทั้งลูกโดยไม่หั่นเลย (แต่ไม่ควรรีบร้อนนำวุ้นน้ำหมักที่ได้มาใช้ เราควรหมักอย่างน้อย 4 - 6 ปี)

3. ปริมาณของน้ำตาลในน้ำหมัก และระดับ pH ของน้ำหมัก (โมเลกุลเพกตินมีความเสถียรสูงที่ pH 2.5-4.5 หาก pH สูงกว่า 4.5 โมเลกุลของเพกตินจะค่อยๆ สลายตัวระหว่างสกัด  ระดับที่เหมาะสมที่สุดคือ 3.2)  การเร่งการเกิดกรดและแอลกอฮอล์ในน้ำหมักโดยการใส่หัวเชื้อจากน้ำหมักเดิม หรือ เติม หัวเชื้อสูตร Premier Fruit Enzyme ลงไป ในอัตราส่วน 1 ขวด กับน้ำหมัก 5 ลิตร อาจจะช่วยเพิ่มปริมาณเพกตินที่สกัดได้   นอกจากนั้นการแยกวุ้นมาหมักต่อด้วยการเติมน้ำตาลเข้าไปน่าจะช่วยเพิ่มการเป็นเจลของเพกตินที่ละลายอยู่ในน้ำได้ในระด้บหนึ่ง

4. ปริมาณของไอออนของโลหะ เช่น แคลเซียมไอออน (พบมากในน้ำปูนใส)  หรือแมกนีเซียมไอออน พืชที่มีแคลเซียมสูงจึงอาจจะมีโอกาสเกินวุ้นมากกว่า เช่น กะหล่ำปลี กล้วย บลอคโคลี กีวี คะน้ำ ใบยอ หอมหัวใหญ่

5. อุณหภูมิ  โดยปกติแล้วเพคติน ละลายได้มากกว่าที่อุณหภูมิสูงกว่า  แต่อาจจะมีผลต่อคุณภาพของวุ้น  โดยการสกัดที่อุณหภูมิต่ำกว่าจะได้วุ้นที่มีความหนืดมากกว่า (ตามหลักการหมัก ให้ใช้อุณหภูมิห้องตามสภาพธรรมชาติ) ไม่ต้องกังวน และแนะนำให้ตั้งถังหมักในที่ร่มไม่โดนแดด

6. ข้อสุดท้ายฟังดูไม่น่าจะเกี่ยวกันโดยตรง  แต่การไม่ไปเขย่ารบกวนน้ำหมักมากนักจะทำให้มีโอกาสเกิดชั้นวุ้นมากกว่า (ตามหลักการและประสบการณ์ของบ้านรักษ์สุขภาพ เราจะไม่รบกวนการหมักเลยค่ะ จะเปิดฝาดูหลัง 1 ปี อาจมีการเติมน้ำผึ้งเพิ่มลงไป)

7. การปนเปื้อนของเอนไซม์ที่ย่อยสลายเพกติน ในการผลิตไวน์โดยเฉพาะในขั้นตอนกรองไวน์  ผู้หมักจะไม่ค่อยชอบเพคติน เพราะจะทำให้น้ำไวน์ขุ่น ซึ่งถ้าเป็นไวน์ของผลไม้ที่มีเพคตินมากจะต้องมีการเติมเอนไซม์เพคติเนส (pectinase) ลงไปช่วยเร่งการย่อยเพกติน  ในธรรมชาติเชื้อราบางชนิดก็สามารถสร้างเอนไซม์ที่ย่อยสลายเพคตินได้เหมือนกัน  ดังนั้นความสะอาดในการเตรียมวัตถุดิบ  และการไม่เปิดฝาถังน้ำหมักบ่อย จะช่วยลดโอกาสการปนเปื้อนของเชื้อราที่สร้างเอนไซม์ย่อยสลายเพคติน (การเปิดฝาถังบ่อย ๆ มักทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อรา หรือเชือโรคที่มาจากทางอากาศได้ อีกทั้ง ราที่ย่อยสลายเพคตินยังต้องใช้อากาศในการเจริญเติบโต ดังนั้นควรปิดฝาให้สนิท ไม่มีอากาศเข้าค่ะ เพื่อให้เกิดวุ้นและการหมักที่มีคุณภาพ)

ทั้งนี้หวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านต่อไปนะค่ะ
ปล. ทางบ้านรักษ์สุขภาพ มีวุ้นน้ำหมัก จำหน่ายสนใจติดต่อได้ที่ไลน์ ไลน์ไอดี @qwd5997q  อีเมล์ tusora@gmail.com ค่ะ

17 สิงหาคม 2558

กินแอปเปิ้ล ห่างไกลหมอ....Apple keeps the doctor away

ภาพจากgoogle

มีคำพูดหนึ่งที่เราได้ยินคือ "กินแอปเปิ้ลวันละผล ห่างไกลหมอ (An apple a day keeps the doctor away)"

ซึ่งคำกล่าวนี้มีมานานกว่า 100 ปีแล้ว โดยนักวัยชาวอเมริกาได้ทำการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ทำการรับประทานแอปเปิ้ลวันละ 1 ผล พบว่า กลุ่มผู้ที่ทานแอปเปิ้ลทุกวันจะไปพบแพทย์น้อยกว่าผู้ที่ไม่ทานแอปเปิ้ล แต่การรับประทานแอปเปิ้ลเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นยาวิเศษในการขจัดทุกโรคภัย

แต่แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ชนิดที่มีใยอาหารที่ละลายน้ำได้ ช่วยในเรื่องท้องผูก และลดไขมันตัวเลว (LDL) อันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคระบบหลอดเลือดหัวใจ แอปเปิ้ลยังเป็นแหล่งวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยในการสร้างคอลลาเจน และอุดมไปด้วยแร่ธาตุอื่น ๆ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียมอีกด้วย

ดังนั้น แอปเปิ้ลจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้รักสุขภาพ

บ้านรักษ์สุขภาพ จึงได้ทำการผลิต น้ำหมักเอนไซม์จากแอปเปิ้ลที่มีอายุหมักนาน 6 ปีขึ้นไป โดยใช้กรรมวิธีการหมักของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ ที่ใช้หมักกับน้ำผึ้งดอกไม้ป่าแท้ความชื้นต่ำ เพื่อให้ได้น้ำหมักที่อุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

อีกทั้ง ผู้ที่รับประทานน้ำหมักเอนไซม์จากแอปเปิ้ลเป็นประจำมีสุขภาพแข็งแรง ผิวสวยเปล่งปลั่ง กระดูกแข็งแรง เพราะน้ำหมักเอนไซม์แอปเปิ้ลอุดมไปด้วย เอนไซม์ สารเพปไทด์ วิตามิน แร่ธาตุ และฮอร์โมน ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างสูงสุด และร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างสมบูรณ์

แอปเปิ้ลที่บ้านรักษ์สุขภาพใช้ในการหมักมี 2 สี คือ แอปเปิ้ลเขียว และแอปเปิ้ลแดง ที่มีประโยชน์ดังนี้

  • แอปเปิ้ลสีแดง จะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเยอะที่สุด จึงเหมาะแก่การช่วยชะลอวัย ลดริ้วรอย เป็นต้น
  • แอปเปิ้ลเขียว มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะมีน้ำตาลน้อยกว่าแอปเปิ้ลสีอื่น

คุณค่าทางโภชนาการของแอปเปิ้ล ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 52 กิโลแคลอรี่
คาร์โบไฮเดรต 13.81 กรัม
น้ำตาล 10.39 กรัม
เส้นใย 2.4 กรัม
ไขมัน 0.17 กรัม
โปรตีน 0.26 กรัม
น้ำ 85.56 กรัม
วิตามินเอ 3 ไมโครกรัม 0%
เบต้าแคโรทีน 27 ไมโครกรัม 0%
ลูทีน และ ซีแซนทีน 29 ไมโครกรัม
วิตามินบี1 0.017 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี2 0.026 มิลลิกรัม 2%แอปเปิ้ล
วิตามินบี3 0.091 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี5 0.061 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี6 0.041 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี9 3 ไมโครกรัม 1%
วิตามินซี 4.6 มิลลิกรัม 6%
วิตามินอี 0.18 มิลลิกรัม 1%
วิตามินเค 2.2 ไมโครกรัม 2%
ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.12 มิลลิกรัม 1%
ธาตุแมกนีเซียม 5 มิลลิกรัม 1%
ธาตุแมงกานีส 0.035 มิลลิกรัม 2%
ธาตุฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม 2%
ธาตุโพแทสเซียม 107 มิลลิกรัม 2%
ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.04 มิลลิกรัม 0%
ธาตุฟลูออไรด์ 3.3 ไมโครกรัม
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่

(ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

น้ำหมักเอนไซม์แอปเปิ้ลสองสีนี้ จึงอุดมไปด้วย สารต้านอนุมูลอิสระสูง มีแร่ธาตุ เกลือแร่ เอนไซม์ และฮอร์โมนที่ร่างกายต้องการ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพทุกเพศทุกวัย


สนใจติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อ น้ำหมักเอนไซม์จากแอปเปิ้ลอายุ 6 ปี ขึ้นได้ สอบถามได้ที่ไลน์ไอดี tu-bgood หรืออีเมล์ tusora@gmail.com

10 สิงหาคม 2558

36 ประโยชน์ของน้ำหมักจากมังคุด

มังคุด เป็นราชานิแห่งผลไม้ไทย ที่มีประโยชน์สูง ตั้งแต่เปลือกจนกระทั่งเนื้อเมล็ด เพราะทั้งเปลือก เนื้อ และเมล็ด อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนซ์ และสารอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย
จึงได้มีการแปรรูปมังคุดเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ทั้ง น้ำจากผลมังคุด น้ำจากเปลือกมังคุด น้ำจากเนื้อมังคุด และน้ำหมักเอนไซม์จากมังคุด ซึ่งอาจหมักทั้งลูก หรือน้ำหมักจากเปลือกมังคุดที่หมักจากเปลือกมังคุดล้วน ๆ

ในบทความนี้เราจะมากล่าวถึงประโยชน์ของน้ำหมักจากมังคุด ซึ่งมีมากมายถึง 36 ประการ ดังนี้

1. น้ำหมักจากผลมังคุดทั้งลูก มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอย

2. น้ำหมักจากผลมังคุดทั้งลูก มีฤทธิ์ในการจับอนุมูลอิสระต่าง ๆได้มากกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ

3. น้ำหมักจากเนื้อเปลือกมังคุด ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส แข็งแรง

4. น้ำหมักจากผลมังคุดทั้งลูก ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรง

5. น้ำหมักจากเนื้อมังคุด ช่วยลดไข้ บรรเทาอาการอ่อนเพลีย

6. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง

7. น้ำหมักจากเนื้อมังคุด ช่วยเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า

8. น้ำหมักจากเปลือกมังคุด ช่วยรักษาสิว เปลือกมังคุดมีคุณสมบัติในการยัยยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และยังออกฤทธิ์ต้านสิวอักเสบได้ดีอีกด้วย

9. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคเกี่ยวกับระบบประสาท

10. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดขาวชนิด ทีเอช 1 และ ทีเอช 17 มีฤทธิ์ช่วยกำจัดและป้องกันการก่อเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้

11. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดต่าง ๆ อย่าง เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร

12. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยในการขยายตัวของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

13. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทางเดินหัวใจ

14. น้ำหมักจากเนื้อมังคุด ช่วยลดความดันโลหิต

15. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยรักษาไทรอยด์เป็นพิษ

16. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย และลดไขมันที่ไม่ดีในเส้นเลือด

17. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกในร่างกาย

18. น้ำหมักจากเนื้อมังคุด มีสวนช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ด้วยคุณสมบัติในการลดและควบคุมระดับน้ำตาล

19. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้

20. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการของโรคหอบหืด

21. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก มีส่วนช่วยบำรุงและรักษาสายตา

22. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยบำรุงสุขภาพช่องปากและเหงือกให้แข็งแรง

23. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยลดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์

24. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยรักษาและสมานแผลในช่องปากหรือปากแตกให้หายเร็วยิ่งขึ้น

25. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ไฟเบอร์จากมุงคุดช่วยในการย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูก

26. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยบำรุงและฟื้นฟูความสมดุลภายในกระเพาะอาหาร ด้วยการยับยั้งการเจริญเติบโตเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของอาการท้องร่วง จุกเสียด เกิดแก๊สในกระเพาะและการดูดซึมอาหารบกพร่อง

27. น้ำหมักจากเปลือกมังคุด ช่วยแก้อาการท้องร่วงเรื้อรัง อาการถ่ายเป็นมูกเลือด

28. น้ำหมักจากเนื้อมังคุด ช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะอยู่ในสภาวะปกติ

29. น้ำหมักจากเนื้อมังคุด ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไต

30. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก มีส่วนช่วยป้องกันอาการตับเสื่อม ไตวาย

31. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยรักษาอาการข้อเข่าอักเสบ

32. น้ำหมักจากเปลือกมังคุด มีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว

33. น้ำหมักจากมังคุดทั้งลูก ช่วยต่อต้านและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เชื้อรา เชื้อจุลินทรีย์ และไวรัสต่าง ๆ อย่างเชื้อวัณโรค เชื้อ HIV เป็นต้น

34. น้ำหมักจากเปลือกมังคุด ช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง

35. น้ำหมักจากเปลือกมังคุด ช่วยยับยั้งการเกิดและใช้รักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ อย่าง กลากเกลื้อน ผดผื่นคันต่าง ๆ


36. น้ำหมักจากเปลือกมังคุด ช่วยแก้อาการน้ำกัดเท้า แผลเปื่อย

ประโยชน์มากมายแบบนี้ ทำไหมไม่มาหมักมังคุดไว้ใช้กันละค่ะ หรือถ้าต้องการใช้ตอนนี้ ก็สอบถามมาที่ บ้านรักษ์สุขภาพ คุณตู๋ Line id :tu-bgood หรือ Email: tusora@gmail.com 
ลองรับไปใช้กันดูก็ได้นะค่ะ ทางบ้านรักษ์สุขภาพมีทำไว้หมักตั้งแต่ปี 2552 แล้วค่ะ ลองสอบถามได้ค่ะ

วิธีการทำน้ำหมักจากเปลือกมังคุด อ่านได้ที่ http://friutenzyme.blogspot.com/2014/07/blog-post.html

สนใจรับข่าวสารเพิ่มเติม หรือมาคุยกันได้ที่เฟตบุ๊ค https://www.facebook.com/friutenzyme?ref=hl