การทำน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ เพื่อการบริโภค ตามสูตรของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงค์ ถ่ายทอดโดย บ้านรักษ์สุขภาพ
การทำน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ หัวเชื้อ ที่เรียกว่า ถังแม่ เป็นการหมักผลไม้ 1 ชนิด ด้วย
น้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ หรือ น้ำตาลอ้อย หรือ น้ำตาลทรายแดง และน้ำดื่มสะอาด โดยถังหมักที่มีผลไม้จะเรียกว่า ถังแม่ หรือ ถังหัวเชื้อ ส่วนถังหมักที่นำไปหมักขยาย ไม่มีการหมักผลไม้ เรียกว่า
การหมักขยาย หรือ การหมักเพื่อการบริโภค ซึ่งจะได้ น้ำหมักเอนไซม์ที่ได้จากถังแม่ มาผสมกับ
น้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ (ห้ามใช้น้ำตาลเด็ดขาด) และน้ำสะอาด หมักไว้เพื่อบริโภค
ถาม... ทำไหมต้องนำน้ำหมักเอนไซม์ที่ได้จากถังแม่มาหมักขยายก่อนบริโภค บริโภคเลยได้หรือไม่
คำตอบ คือ.... บริโภคเลยก็ได้ แต่หากน้ำหมักมีอายุน้อย ๆ อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ สารปนเปื้อนที่เกิดในการหมัก และแอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น การนำน้ำเอนไซม์ที่หมักได้จากถังแม่ มาขยายก่อน จะช่วยในการลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ ตลอดจนได้ น้ำเอนไซม์บำบัดที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยในการบริโภค
ถาม .... การหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค สำหรับการขยายเอนไซม์ ทำไหมต้องใช้ น้ำผึ้งเท่านั้น ห้ามใช้น้ำตาล
คำตอบ คือ .... ใน
น้ำผึ้ง มีสารอาหาร ฮอร์โมน และเอนไซม์ที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด ทำให้น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภคที่ได้นั้น มีคุณค่าทางอาหารสูง ช่วยในการฟื้นฟูสุขภาพ อีกทั้ง การหมัก ด้วยน้ำตาล จะก่อให้เกิดปริมาณของแอลกอฮอล์ประเภท เมทิลแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตรายต่อ ตา ตับ และไต จึงไม่ควรนำมาหมักเพื่อปริมาณ แต่สำหรับถังแม่ถ้าใช้น้ำตาลในการหมัก จำเป็นอย่างยิ่งต้อง นำมาหมักขยายเพื่อการบริโภคด้วย
น้ำผึ้งอย่างน้อย 3 รอบ โดยอาจใช้ระยะเวลาในการหมักขยายสั้น ๆ 3 - 6 เดือน ต่อรอบ เพื่อสลายสารพิษที่เกิดจากการหมักด้วยน้ำตาล ดังนั้น ถ้าเราต้องการหมักเพื่อการบริโภคจริง ๆ ควรใช้
น้ำผึ้งต้องแต่เริ่มต้นจะดีกว่า
ถาม... ทำไหมต้องใช้ผลไม้เพียง 1 ชนิดในการหมัก หมักรวมหลาย ๆ ชนิดได้ไหม
คำตอบ คือ... สำหรับการบริโภค เพื่อให้ได้สารอาหาร และความปลอดภัย การหมักเอนไซม์ผลไม้แต่ละชนิดแยกกัน จะทำให้ได้สารอาหาร และคุณค่าของผลไม้นั้น ๆ อย่างปลอดภัย อีกทั้ง การย่อยสลายของผลไม้แต่ละชนิดมีระยะเวลาไม่เท่ากัน และเราก็ไม่ทราบว่า ผลไม้แต่ละชนิด เมื่อย่อยสลายแล้ว ให้สารอาหาร ที่เมื่ออยู่ด้วยกันจะรวมตัวกันเป็นสารประกอบที่อันตรายหรือเปล่า ดังนั้น แนะนำให้หมักเอนไซม์ผลไม้แต่ละชนิดแยกกัน และเมื่อครบ 1 ปี ก็ค่อยเอาส่วนใสหรือน้ำเอนไซม์ผลไม้ที่ได้ มารวมกัน แล้วหมักขยายดีกว่าค่ะ
วิธีการหมักน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ (ถังแม่) มีดังนี้
1. ผลไม้ 1 ชนิด 3 กิโลกรัม (ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอประมาณ ไม่ต้องเล็กมาก เพราะจะทำให้กรองยาก)
2.
น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ หรือ น้ำตาลอ้อย 1 กิโลกรัม
3. น้ำดื่ม น้ำสะอาด 10 กิโลกรัม
นำมาหมักในถังขนาด 15 - 20 ลิตร ปิดฝาให้สนิท ในช่วง 1 - 2 เดือนแรก อาจต้องเปิดฝาระบายแก๊ซที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ต่อไปไม่ต้อง ควรเปิดดูบ้าง เพื่อ
1. ดูว่า มีเชื้อราเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าเป็นเชื้อราดีขาว ให้กลับด้าน พลิกให้ด้านราจมลงในน้ำหมัก หากเป็นราดำ แนะนำให้ตักออกทิ้งจะดีกว่า (ลดระยะเวลาในการย่อยทำลายสารพิษ) หรือถ้าไม่ตักทิ้ง ก็ต้องใช้ระยะเวลาการหมักของถังแม่ให้นาน ๆ
2. ดมดูกลิ่น ว่ามีกลิ่นหอม หรือเหม็นเน่า ถ้าเหม็นเน่า แสดงว่า มีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ หรือปริมาณน้ำผึ้งที่เติมไว้ไม่เพียงพอ ให้เติมน้ำผึ้งลงไปอีก ครึ่งกิโลกรัม แล้วหมักต่อไป จนกว่ากลิ่นเหม็นจะกลายเป็นกลิ่นหอมเปรี้ยว ๆ ของน้ำหมัก
เมื่อหมักครบระยะเวลา 1 ปี สามารถดูดเอาน้ำใสออกมาทำการหมักขยาย เพื่อบริโภคได้ ซึ่งจะได้คุณภาพของเอนไซม์เพียงอายุ 1 ปี ส่วนวิธีการหมักขยาย อ่านได้ที่ หนังสือเอนไซม์เพื่อการบริโภค หรือรออ่านบทความครั้งต่อไป เรื่องการหมักขยายเอนไซม์เพื่อการบริโภค
สำหรับ น้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ (ถังแม่) เมื่อครบอายุ 1 ปี ไม่นำมาขยาย แนะนำให้เติมน้ำผึ้งลงไปอีก 1 กิโลกรัม แล้วหมักทิ้งไว้ นานหลาย ๆ ปี ตามความต้องการคุณภาพของเอนไซม์ อายุกี่ปี ก็หมักตามนั้น
แต่หาก มีการดูดเอา
น้ำหมักเอนไซม์จากถังแม่ ไปขยายต่อ เหลือ กาก และน้ำ ๆ บริเวณก้นถัง ให้เติมน้ำผึ้งลงไป 1 กิโลกรัม และน้้ำอีก 10 ลิตร หมักต่อไปได้ หรือถ้าเศษผลไม้ดูแล้ว น้อยมาก ให้เติมผลไม้ลงไปใหม่อีก 2 - 3 กิโลกรัม แล้ว หมักต่อไป ไม่จำเป็นต้องล้างถัง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถัง หมักไปได้เรื่อย ๆ ค่ะ
น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ทั้ง 3 สูตร ก็เป็นการหมักเอนไซม์ผลไม้แต่ละชนิดแยกกันค่ะ แล้วค่อยเอาส่วนใสมารวมกันแล้วหมักขยายต่อไป เพื่อใช้ในการบริโภค และควรคุมคุณภาพได้ตามต้องการอีกด้วยค่ะ
สอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษากับเราได้ที่
https://www.facebook.com/friutenzyme
-->