google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

28 เมษายน 2556

โภชนาการบำบัดกับโรคกระเพาะอาหาร


โภชนาการบำบัดกับโรคกระเพาะอาหาร

หากคุณเป็นโรคกระเพาะอาหาร นั้นหมายถึง การที่กระเพาะอาหารเป็นแผล เมื่อมีอาการหิวก็ปวดท้อง อิ่มก็ปวดท้อง มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อยร่วมด้วย ทั้งทรมาณและน่ารำคาญ

วันนี้ คุณหมอเทียนชัยที่ปรึกษาของบ้านรักษ์สุขภาพ แนะนำให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และใช้โภชนาการบำบัดในการฟื้นฟูรักษาโรคกระเพาะอาหาร ดังนี้

1. รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ เคี้ยวช้า ๆ ให้ละเอียด และทานในปริมาณที่ไม่อิ่มท้องจนมากเกินไป กินให้เป็นเวลา อย่ากินจุบกินจิบ
2. งดอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ อาหารรสจัด ร้อนจัด เย็นจัด3. การรองท้องด้วยกล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก เป็นอาหารว่างก่อนรับประทานอาหาร
4. หากมีอาการอยู่สามารถรับประทาน ขมิ้นชัน 3-4 แคปซูปก่อนอาหาร เข้าไปเพื่อช่วยปรับความเป็นกรดในกระเพาะ และเคลือบกระเพาะ
5. ดื่มน้ำสมุนไพรหญ้าหวาน ผสมกับหล่อฮังก๊วย และเติมขมิ้นชันลงไปสัก 1 - 2 แว่น ชงน้ำร้อน แล้วดื่มเป็นน้ำสมุนไพร หรือแทนน้ำเปล่าได้ทั้งวัน
6. ดื่มน้ำว่านหางจระเข้ ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง สารในว่านหางจระเข้จะช่วยเคลือบกระเพาะลดอาการระคายเคือง
7. เพื่อปรับสมดุลของความเป็นกรดด่างในร่างกาย แนะนำควรดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร Multi Fruit Enzyme หลังอาหาร 30 นาที ช่วยในการย่อย และสมานแผลในกระเพาะ และปรับความเป็นกรดด่างในร่างกายค่ะ

คุณหมอบอกว่า การรู้ทันโรคและกินอาหารเป็นยานั้น จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีค่ะ

หากสงสัยสามารถติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ tusora@gmail.com หรือมาพูดคุยสอบถามกับเราได้ที่ www.facebook.com/friutenzyme

22 เมษายน 2556

การดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร Multi Fruit Enzyme

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตร 1 Multi Fruit Enzyme 
ขนาด 750 มล. ราคา 450 บาท
-->
ส่วนประกอบที่สำคัญ น้ำหมักจากผลไม้รวมกันมากกว่า 20 ชนิด 60 เปอร์เซ็นต์
น้ำพลังแม่เหล็ก 20 เปอร์เซ็นต์ 
(ไม่เจือสีไม่แต่งกล่น ไม่ใส่สารกันบูด)

รสชาด สี กลิ่น ไม่คงที่ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมและเวลา บ้างขวดเปรี้ยวมาก บ้างขวดซ่า บ้างขวดจืด บ้างขวดขม (ขึ้นกับธรรมชาติของการหมัก)

มาตรฐานการผลิตตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน
  • ลักษณะทั่วไป ต้องเป็นของเหลว อาจตกตะกอนเมื่อวางตั้งทิ้งไว้ อาจมีชิ้นเนื้อพืชปนอยู่ได้บ้างเล็กน้อย
  • มีสี กลิ่น และกลิ่นรสที่ดีตามธรรมชาติของส่วนประกอบที่ใช้ และกรรมวิธีการผลิตที่ปราศจากกลิ่นรส ที่ไม่พึงประสงค์
  • ต้องไม่พบสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่ส่วนประกอบที่วัตถุเจือปนอาหาร (ถ้ามี) หากมีการใช้วัตถุกันเสีย ให้ใช้ได้ตามชนิดและปริมาณที่กฏหมายกำหนด
  • เอทิลแอลกอฮอล์ ต้องไม่เกินร้อยละ 3 โดยปริมาตร
  • เมทิลแอลกอฮอล์ ต้องไม่เกิน 240 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ความเป็นกรด – ด่าง ต้องไม่เกิน 4.3
วิธีการดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด
1. ดื่มก่อนอาหาร 30 - 60 นาที เพื่อปรับสมดุลของร่างกาย และกระตุ้นภูมิชีวิตให้ร่างกายแข็งแรง สดชื่น ใช้อัตราส่วน 1 - 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 250 - 300 มล. (หากเป็นโรคไต ถูกควบคุมปริมาณน้ำ แนะนำให้ผสมน้ำในอัตราส่วนข้างต้น แล้วอมไว้ในปากให้ดูดซึมเข้าใต้ลิ้น อมจนจืด แล้วป้วนทิ้ง)
2. ผสมกับอาหาร หรือกับข้าว เพิ่มเพิ่มสารอาหาร และปรับโมเลกุลของอาหารให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ โดยผสมน้ำเอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะ กับอาหาร 1 อย่าง 1 ถ้วย  ทิ้งไว้ 10 - 15 นาที แล้วรับประทาน
3. ดื่มหลังอาหาร 30 นาที ช่วยในการย่อย ลดไขมัน ขับลมในกระเพาะ โดยใช้อัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 1 แก้ว สำหรับกรดไหลย้อน ควรดื่มหลังอาหารตามวิธีนี้

หมายเหตุ 
สำหรับโรคเบาหวาน ดื่มได้ 2 แบบ คือ 
1. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด สูตร Multi Fruit Enzyme 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 500 มล. ก่อนอาหารทุกมื้อ หากทานเข้าไปแล้ว มีอาการขาดน้ำตาล เช่น หน้ามืด จะเป็นลม อ่อนเพลียน ให้เปลี่ยนมาทานแบบเจือจาง 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร แบ่งดื่มให้หมดภายใน 1 วัน เนื่องจากเอนไซม์ในน้ำพลังเอนไซม์บำบัดจะไปช่วยย่อยสลายน้ำตาลในเลือด และดึงน้ำตาลไปใช้

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อมาพูดคุยได้ที่ ไลน์ @qwd5997q หรือ www.facebook.com/friutenzyme ค่ะ

19 เมษายน 2556

ครีมชะลอริ้วรอยสูตรธรรมชาติ 98% DSC

ครีมชะลอริ้วรอยสูตรธรรมชาติ 98%
ขนาด 30 กรัม 
ราคาปกติ 459 บาท (เช็ก Promotion ก่อนสั่งซื้อ)


ด้วยสูตรพิเศษจากงานวิจัยของ ดร.โสภณ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สูตรครีมชะลอริ้วรอยจากสมุนไพรธรรมชาติที่ช่วยปกป้องริ้วรอย เป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรธรรมชาติกว่า 98% ผลิตจากสารสกัดลีลาวดี และกลุ่มสารสกัดเพื่อการบำรุงผิวอีกหลายชนิด มีความปลอดภัย เหมาะกับสภาพผิวของชาวเอเชีย และคนไทยมาก ๆ  ครีมชะลอริ้วรอย สูตรนี้ ได้รับผลการวิจัยว่าช่วยปกป้องริ้วรอยได้อย่างเห็นผล


โดยผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรธรรมชาติกว่า 98%จากสารสกัดลีลาวดี สารสกัดเปลือกทองหลาง และสารสกัดว่านหางจระเข้ ที่มีคุณสมบัติในการช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตใต้ผิวหนังดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวที่ถูกทำลายจากมลภาวะและวัยที่มากขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น เผยผิวใหม่ที่อ่อนเยาว์ สดใส ไร้ริ้วรอย ให้ขาวขึ้นเนียนใสอย่างธรรมชาติ

วิธีใช้

ทา ครีมกระชับริ้วรอย บางๆให้ทั่วใบหน้า ตอนเช้า และก่อนนอน พร้อมนวดเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และกระชับใบหน้า หลังทา อาจรู้สึกตึง ๆ ใบหน้าเล็กน้อยค่ะ
เนื้อครีมจะเป็นสีน้ำตาล เนื่องจากเป็นสมุนไพรและสารสกัด ไม่มีการผสมสารกันบูด แต่ใช้สารสกัดจากสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการกันเสียจากธรรมชาติ ดังน้น ควรเก็บในตู้เย็น


การเก็บรักษา
ควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะมีส่วนผสมของสมุนไพรที่เป็นสารจากธรรมชาติ 

ผลการทดสอบกับผู้หญิงอายุ 35 - 60 ปี พบว่า ผู้หญิง 97 คนใน 100 คน มีความพอใจในผลิตภัณฑ์ และรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 24 วัน (จากรายงานการวิจัยของแผนกตรวจสอบและติดตามผลทางการตลาด เดือนมกราคม 2555)
สั่งซื้อได้ที่ tusora@gmail.com  หรือ www.facebook.com/friutenzyme

16 เมษายน 2556

การทำน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้

การทำน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ เพื่อการบริโภค ตามสูตรของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงค์ ถ่ายทอดโดย บ้านรักษ์สุขภาพ

การทำน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ หัวเชื้อ ที่เรียกว่า ถังแม่  เป็นการหมักผลไม้ 1 ชนิด ด้วย น้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ หรือ น้ำตาลอ้อย หรือ น้ำตาลทรายแดง  และน้ำดื่มสะอาด โดยถังหมักที่มีผลไม้จะเรียกว่า ถังแม่ หรือ ถังหัวเชื้อ ส่วนถังหมักที่นำไปหมักขยาย ไม่มีการหมักผลไม้ เรียกว่า การหมักขยาย หรือ การหมักเพื่อการบริโภค ซึ่งจะได้ น้ำหมักเอนไซม์ที่ได้จากถังแม่ มาผสมกับน้ำผึ้งดอกไม้ป่าความชื้นต่ำ (ห้ามใช้น้ำตาลเด็ดขาด) และน้ำสะอาด หมักไว้เพื่อบริโภค

ถาม... ทำไหมต้องนำน้ำหมักเอนไซม์ที่ได้จากถังแม่มาหมักขยายก่อนบริโภค บริโภคเลยได้หรือไม่
คำตอบ คือ.... บริโภคเลยก็ได้ แต่หากน้ำหมักมีอายุน้อย ๆ อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ สารปนเปื้อนที่เกิดในการหมัก และแอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้น  ดังนั้น การนำน้ำเอนไซม์ที่หมักได้จากถังแม่ มาขยายก่อน จะช่วยในการลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ ตลอดจนได้ น้ำเอนไซม์บำบัดที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยในการบริโภค

ถาม .... การหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภค สำหรับการขยายเอนไซม์ ทำไหมต้องใช้ น้ำผึ้งเท่านั้น ห้ามใช้น้ำตาล
คำตอบ คือ .... ในน้ำผึ้ง มีสารอาหาร ฮอร์โมน และเอนไซม์ที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด ทำให้น้ำหมักเอนไซม์เพื่อการบริโภคที่ได้นั้น มีคุณค่าทางอาหารสูง ช่วยในการฟื้นฟูสุขภาพ อีกทั้ง การหมัก ด้วยน้ำตาล จะก่อให้เกิดปริมาณของแอลกอฮอล์ประเภท เมทิลแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตรายต่อ ตา ตับ และไต จึงไม่ควรนำมาหมักเพื่อปริมาณ แต่สำหรับถังแม่ถ้าใช้น้ำตาลในการหมัก จำเป็นอย่างยิ่งต้อง นำมาหมักขยายเพื่อการบริโภคด้วยน้ำผึ้งอย่างน้อย 3 รอบ โดยอาจใช้ระยะเวลาในการหมักขยายสั้น ๆ 3 - 6 เดือน ต่อรอบ เพื่อสลายสารพิษที่เกิดจากการหมักด้วยน้ำตาล ดังนั้น ถ้าเราต้องการหมักเพื่อการบริโภคจริง ๆ ควรใช้น้ำผึ้งต้องแต่เริ่มต้นจะดีกว่า

ถาม... ทำไหมต้องใช้ผลไม้เพียง 1 ชนิดในการหมัก หมักรวมหลาย ๆ ชนิดได้ไหม
คำตอบ คือ... สำหรับการบริโภค เพื่อให้ได้สารอาหาร และความปลอดภัย การหมักเอนไซม์ผลไม้แต่ละชนิดแยกกัน จะทำให้ได้สารอาหาร และคุณค่าของผลไม้นั้น ๆ อย่างปลอดภัย อีกทั้ง การย่อยสลายของผลไม้แต่ละชนิดมีระยะเวลาไม่เท่ากัน และเราก็ไม่ทราบว่า ผลไม้แต่ละชนิด เมื่อย่อยสลายแล้ว ให้สารอาหาร ที่เมื่ออยู่ด้วยกันจะรวมตัวกันเป็นสารประกอบที่อันตรายหรือเปล่า ดังนั้น แนะนำให้หมักเอนไซม์ผลไม้แต่ละชนิดแยกกัน และเมื่อครบ 1 ปี ก็ค่อยเอาส่วนใสหรือน้ำเอนไซม์ผลไม้ที่ได้ มารวมกัน แล้วหมักขยายดีกว่าค่ะ

วิธีการหมักน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ (ถังแม่) มีดังนี้
1. ผลไม้ 1 ชนิด 3 กิโลกรัม (ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอประมาณ ไม่ต้องเล็กมาก เพราะจะทำให้กรองยาก)
2. น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ หรือ น้ำตาลอ้อย 1 กิโลกรัม
3. น้ำดื่ม น้ำสะอาด 10 กิโลกรัม
นำมาหมักในถังขนาด 15 - 20 ลิตร ปิดฝาให้สนิท ในช่วง 1 - 2 เดือนแรก อาจต้องเปิดฝาระบายแก๊ซที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ต่อไปไม่ต้อง ควรเปิดดูบ้าง เพื่อ
1. ดูว่า มีเชื้อราเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าเป็นเชื้อราดีขาว ให้กลับด้าน พลิกให้ด้านราจมลงในน้ำหมัก หากเป็นราดำ แนะนำให้ตักออกทิ้งจะดีกว่า (ลดระยะเวลาในการย่อยทำลายสารพิษ) หรือถ้าไม่ตักทิ้ง ก็ต้องใช้ระยะเวลาการหมักของถังแม่ให้นาน ๆ
2. ดมดูกลิ่น ว่ามีกลิ่นหอม หรือเหม็นเน่า ถ้าเหม็นเน่า แสดงว่า มีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ หรือปริมาณน้ำผึ้งที่เติมไว้ไม่เพียงพอ ให้เติมน้ำผึ้งลงไปอีก ครึ่งกิโลกรัม แล้วหมักต่อไป จนกว่ากลิ่นเหม็นจะกลายเป็นกลิ่นหอมเปรี้ยว ๆ ของน้ำหมัก

เมื่อหมักครบระยะเวลา 1 ปี สามารถดูดเอาน้ำใสออกมาทำการหมักขยาย เพื่อบริโภคได้ ซึ่งจะได้คุณภาพของเอนไซม์เพียงอายุ 1 ปี ส่วนวิธีการหมักขยาย อ่านได้ที่ หนังสือเอนไซม์เพื่อการบริโภค หรือรออ่านบทความครั้งต่อไป เรื่องการหมักขยายเอนไซม์เพื่อการบริโภค

สำหรับ น้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ (ถังแม่) เมื่อครบอายุ 1 ปี ไม่นำมาขยาย แนะนำให้เติมน้ำผึ้งลงไปอีก 1 กิโลกรัม แล้วหมักทิ้งไว้ นานหลาย ๆ ปี ตามความต้องการคุณภาพของเอนไซม์ อายุกี่ปี ก็หมักตามนั้น

แต่หาก มีการดูดเอา น้ำหมักเอนไซม์จากถังแม่ ไปขยายต่อ เหลือ กาก และน้ำ ๆ บริเวณก้นถัง ให้เติมน้ำผึ้งลงไป 1 กิโลกรัม และน้้ำอีก 10 ลิตร หมักต่อไปได้ หรือถ้าเศษผลไม้ดูแล้ว น้อยมาก ให้เติมผลไม้ลงไปใหม่อีก 2 - 3 กิโลกรัม แล้ว หมักต่อไป ไม่จำเป็นต้องล้างถัง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถัง หมักไปได้เรื่อย ๆ ค่ะ

น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ทั้ง 3 สูตร ก็เป็นการหมักเอนไซม์ผลไม้แต่ละชนิดแยกกันค่ะ แล้วค่อยเอาส่วนใสมารวมกันแล้วหมักขยายต่อไป เพื่อใช้ในการบริโภค และควรคุมคุณภาพได้ตามต้องการอีกด้วยค่ะ

สอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษากับเราได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme
-->