google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

12 สิงหาคม 2552

ประวัติ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์

ดร.รสสุคนธ์ เป็นหญิงร่างเล็กบาง วัย 53 สำเร็จปริญญาเอก Doctor of Science ด้านแพทย์ทางเลือกจากคาลูดโบวิลล่า ฮอสปิตอล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่ประเทศศรีลังกา จบปริญญาโท คณะศึกษาศาตร์ และ ปริญญาตรี คณะเกษตรฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์

หลังจากจบปริญญาตรี ก็ไปเป็นอาสาสมัครขึ้นไปทำงานบนเขาค้อ ซึ่งขณะนั้น ยังมีปัญหาการสู้รบระหว่าง ทหาร กับ คอมมิวนิสต์ ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็กของกองทัพภาคที่ 3 ช้าวบ้านบนเขาค้อ มีสภาพที่ไม่มีกิน เสื้อผ้าไม่ค่อยมีใส่ เป็นอาสาช่วยเด็ก ๆ ชาวเขา ทำงานโดยไม่มีเงินเดือน พี่ ๆ ทหารแชร์ให้กัน ทีแรกคุณหมอจะอยู่แค่ปีเดียว เพื่อเก็บข้อมูล แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ทำอยู่นานถึง 4 ปี และได้ทุนไปเรียนต่อประเทศอิสราเอล

ใน พ.ศ.2526 นานหนึ่งปี กลับมาก็มาร่วมงานกับกองทัพภาคที่ 3 ตอนนั้นคุณหมอทำวิจัยเรื่องการศึกษา ให้กับเด็ก ชนบท เป็นงานวิจัยระหว่างที่เรียนปริญญาโท หลังจากนั้น ก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่สวิสเซอร์แลนด์ เป็นทุนขององค์กรชื่อ Moral RE-Armanent (MRA) เป็นองค์กรที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก และก็เป็นสมาชิก พูลไทม์ ทำงานให้องค์กรนี้ด้วย หลังจากเรียนจบ ก็กลับเมืองไทยทันที เพื่อประชุมสันติภาพในเมืองไทย แล้วก็บินไปสวิส แล้วก็กลับมาเมืองไทยอีก ก็เริ่มช่วยคนเป็นอัมพาตแถวสำโรง จ.สมุทรปราการ โดยวิธีฟังเข็มและคุมอาหาร ก็หาย ก็มีคนไข้มาให้รักษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ต้องเปิดเป้นบ้านสุขภาพ รักษากันเป็นเรื่องเป็นราว

วิธีการรักษาของคุณหมอ มีด้วยกัน 2 แบบ คือ ผังเข็มเพื่อปรับความสมดุลของร่างกาย และบำบัดด้วยอาหาร อากาศ และอารมณ์ ซึ่งผู้มารับการบำบัด ต้องเปลี่ยนมา รับประทานอาหารตา

ข้อคิดจาก ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์
เมื่อตนเอง พึ่งตนเองได้ ฉันใด
ตนย่อมเป็น ที่พึ่งใคร ๆ ได้ ฉันนั้น
ตนผ่องใส ได้ระเบียบมาก ฉันใด
ตนย่อมให้ ความสว่างได้ ฉันนั้น

ตนไร้ระเบียบมาก ฉันใด
ตนจะไร้ที่พึ่งพามาก ฉันนั้น
จงจัดระเบียบตนให้ได้มาก เข้าไว้
ตนจะได้ระเบียบมาก ขึ้นไป
เมื่อระเบียบมีปัญญามาหา ทรัพย์ได้
ไม่หวั่นไหว ต่อเภทภัย นานาประการ

ความจน คือ สภาวะที่ร่ำรวยที่สุดของปัญญา
ความลำบาก คือ สภาวะที่ดีที่สุด ของความเพียร
ความไม่ขัดใจ คือ สภาวะที่ดีที่สุด ของความอดทน

การให้ คือ สภาวะที่ดีที่สุด ของอิสรภาพ
การให้อภัย คือ สภาวะที่ดีที่สุด ของความมั่นคง
การเมตตา คือ สภาวะที่ดีที่สุด ของความงาม
ความอ่อนโยน คือ สภาวะที่ดีที่สุด ของความร่ำรวย....

9 สิงหาคม 2552

เอนไซม์หยอดล้างตา

Nature A Eyes Drop
เอนไซม์หยอดล้างตา ไม่ใช่ยาหยอดตารักษาโรค เป็นเพียงหลักของธรรมชาติบำบัดเท่านั้น


เอนไซม์ล้างตาจากธรรมชาติ ผลิตด้วยผลไม้ประเภทเนื้อขาวและส้ม รวมกับสมุนไพรหอมด้วยวิธี Ionic Charge ทำให้เกิดคุณสมบัติ การพัฒนา เซลลตายในเยื่อตา เปลี่ยนรูปและถูกชะล้างออกมาด้วยน้ำตา ทำให้ดวงตาแจ่มใส ป้องกันการทำงานจากฝุ่นละออง และแสงแดด

วิธีใช้ 
ใช้หยอดตา วันละ 2 ครั้ง เช้า- เย็น หรือก่อนนอน ท่านจะรู้สึกดวงตาเบาสบาย มองเคลียร์ชัดขึ้น

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง  ประสบการณ์จากผู้ป่วย - ครั้งหนึ่งในชีวิต


"เอนไซม์ล้างตา" ดร.รสสุคนธ์ แทบจะไม่แนะนำให้ใครทำขึ้นมา นอกจากผู้ที่เรียนรู้และทดลองร่วมกันมาตลอดระยะเวลานานจนมีความเข้าใจพื้นฐานทั้งเรื่องอายุ,ขบวนการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ, รวมไปถึงสภาพร่างกายของผู้ที่นำไปใช้

ดังนั้นผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ "เอนไซม์ล้างตา" 
ดร.จะเป็นผู้ลงมือผลิตด้วยตนเอง และกลุ่มลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ที่เชี่ยวชาญแล้วเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ใช้ชื่อ ว่า "
Eye Drop" หรือ "ดวงตาเห็นธรรม" (ซึ่งทำสำหรับเพื่อถวายแด่พระสงฆ์อาพาธ) ซึ่งบอกได้แต่ว่า คุณสมบัติที่พบ จะมีลักษณะใส และมีรสชาดจืด เมื่อทำใหม่ ๆ ซึ่งหากเก็บไว้นานก็อาจจะมีตะกอนชีวภาพเกิดขึ้น และมีรสเปรี้ยวขึ้น

ซึ่งทั้งหมดนี้ หากเข้าใจถึงพื้นฐานในเรื่องขบวนการทางชีวภาพ
จะทราบว่าไม่จำเป็นต้องแช่ในตู้เย็น รวมถึงไม่มีการหมดอายุ และไม่มีเสีย มีแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพ แต่เมื่อเปิดใช้แล้ว ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 1 เดือน เพราะว่า อาจเกิดการปนเปื้อนเชื้อจากอากาศเข้าสู่ในขวดได้ 

เรื่องเล่าของผู้ป่วย - เอนไซม์กับชีวิตที่เหลืออยู่

เอนไซม์กับชีวิตที่เหลืออยู่

คุณพ่อของข้าพเจ้าเมื่อตอนอายุ 72 ปี ได้ป่วยและเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพ หมอวินิฉัยว่า เกล็ดเลือดต่ำ ตับแข็ง ไตวาย เส้นเลือดโป่งที่หัวใจ และเส้นเลือดในกระเพาะอาหารแตก ซึ่งได้รักษาโดยการให้ยาอุดเส้นเลือด ราคาเข็มละ 6,000 บาท 8 เข็ม ซึ่งก็ยังไม่ดีขึ้น หมอบอกว่าไม่สามารถรักษาได คงสิ้นในไม่กี่วัน

ข้าพเจ้าคิดว่าเมื่อไม่มมีทางก็ขอใช้เอ็นไซม์ที่ข้าพเจ้าดื่มทุกวัน โดยใช้หลอดฉีดเข้าทางปาก เนื่องจากคุณพ่อลิ้นแข็งและไม่รู้สึกตัวหลายวันแล้ว โดยป้อนเอ็นไซม์ตอนเช้า พอตกบ่ายท่านก็อาเจียนเป็นเลือดและหนองออกมามาก ๆ แล้วหลับไป หมอบอกว่าเป็นอาการช็อคเลือดซึ่งเป็นอาการสุดท้ายซึ่งแอมโมเนียจะขึ้นถึงสมองและสิ้นใจในที่สุด แต่เย็นนั้นเองท่านก็เริ่มรู้สึกตัว และพูดว่านอนหลับไปสบายมาก รู้สึกไม่อึดอัดท้อง ไม่เหมือนเมื่อตอนเข้าโรงพยาบาล ซึ่งตอนนั้นคงมีเลือดเต็มท้องอยู่ ในวันต่อมาหมอก็ให้ยารักษาตับอีก ซึ่งเมื่อท่านทานแล้วก็มีอาการสลึมสลือ ท้องอืด ตัวบวมอีกและก็ไม่รู้สึกตัว

ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจพาท่านกลับและหยุดยาจากแพทย์ทั้งหมด เริ่มต้นป้อนเอ็นไซม์และให้อาหารเหลวเนอเจอร์ ซึ่งเป็นเหมือนน้ำข้าวธัญพืช ท่านก็เริ่มระบายออก ท้องเริ่มยุบ เป็นอยู่ประมาณ 5 วัน ท่านก็ลุกนั่งบนเตียงได้ และเริ่มหัดยืนแล้วเดินแต่จะมีอาการหนาวสั่นในช่วง 2 สัปดาห์ ซึ่งดร.รสสุคนธ์บอกว่าเป็นอาการไขกระดูกเริ่มสร้างและเชื่อมต่อกัน ซึ่งจะทำให้หนาวสั่นสักพัก

วันสองวัน พอผ่านไปได้ 1 เดือน คุณพ่อก็เริ่มหัดเดิน และเดินได้ตามปกติ แต่ท่านก็ยังไม่ทานเนื้อสัตว์ หมู ไก่ เป็ด ยกเว้นปลาตลอด ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเอ็นไซม์จะช่วยให้คุณพ่อของข้าพเจ้ารอดพ้นจากความตายมาได้ ซึ่งหลังออกจากโรงพยาบาล ท่านก็ได้ดื่มเอ็นไซม์มาตลอด สุขภาพท่านก็ดี ระบบย่อยอาหารได้ดี หลับสบาย ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าผู้สูงอายุสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ คือ การขับถ่ายและการนอนหลับ.....นับว่าเอนไซม์ได้แก้ปัญหานี้เป็นอย่างดี
เอนไซม์ เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตให้อยู่อย่างปกติสุข ดังนั้น การเสริมเอนไซม์ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน
สนใจอ่านเรื่อง เอนไซม์เพื่อการพอเพียง ได้


เรื่องเล่าจากผู้ป่วย - ผู้ป่วยมะเร็ง

เรื่องเล่าจากประสบการณ์ผู้ป่วยมะเร็ง

ข้าพเจ้า ณัฐภาวี เคยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ขั้นที่ 3 เมื่อปี 2541 และได้ผ่าตัดออกไปแล้ว และไม่ได้รักษากับทางโรงพยาบาลเลย หลังจากแผลผ่าตัดหายแล้ว เพราะว่าร่างกายไม่สามารถรับการฉีดคีโมได้ จึงเปลี่ยนแนวทางในการรักษาใหม่ เพราะถือว่าชีวิตนี้ต้องเลี่ยงด้วยตัวเอง ถ้าจะตายก็คงต้องตายด้วยคีโมแน่นอน เพราะเวลาฉีดแล้วทรมานมาก ๆ และ ได้รับคำแนะนำจากคุณเสาวภา ศรีเพียร ว่าน่าจะเปลี่ยนแนวทางรักษามาเป็นแบบธรรมชาติบำบัด ได้แนะนำให้ไปหา ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ พอไปหาคุณหมอ คุณหมอก็บอกว่าตัดไปแล้ว 5 ปี เป็นอีกถ้ายังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง ใครก็รักษาให้ไม่ได้


หลังจากนั้นมาก็ใช้ชีวิตตาม ดร. สอน เริ่มจากงดเนื้อสัตว์ทุกชนิด เน้นผักทุกมื้ออาหาร กินน้ำผักปั่นทุกวันวันละ 2 - 3 ลิตร และน้ำเอ็นไซม์ทุกมื้อก่อนอาหาร ทำติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ก็จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตแบบนี้เรื่อย ๆ มาจนร่างกายเป็นปกติ แต่ก็ยังไปตรวจเลือดเช็กมะเร็งทุก 3 เดือน จนคุณหมอและพยาบาลที่โรงพยาบาล พากันแปลกใจมาก ก็บอกเขาว่าใช้ชีวิตแบบธรรมชาติ หลายคนไม่เชื่อ แต่หลายคนเริ่มหันมาทำตามเพื่อป้องกันไว้ก่อน

การเป็นโรคต่าง ๆ ที่เกิดกับร่างกายนั้น ส่วนใหญ่น่าจะเป็นจากอาหารที่เรากินเข้าไป เพราะทุกอย่างมีการปนเปื้อนด้วยสารเคมีเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ จึงถือว่าน้ำผักและเอ็นไซม์มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อร่างกายเรา โดยเฉพาะผู้ต้องการฟื้นฟูร่างกายและสุขภาพของตนเอง

สนใจหนังสือ กาลครั้งหนึ่งเมื่อฉันหัดเดิน (หนังสือที่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแลควรอ่าน)

สั่งซื้อ น้ำพลังเอนไซม์บำบัด กดตรงนี้