เรื่องเล่าจากประสบการณ์ผู้ดื่มน้ำพลังเอนไซม์มัลติฟรุ๊ต
เรื่องมีอยู่ว่าดิฉันเป็นนักการตลาดที่ต้องทำงานด้วยการประชุมที่เคร่งเครียดเกือบทุกวันของการทำงาน อาหารเที่ยงได้ทานบ้างไม่ได้ทานบ้างเป็นธรรมดาของชีวิตและต้องฝ่ารถติดกว่าจะถึงบ้านก็สองสามทุ่ม
สมัยอายุไม่เกิน40ปี วิถีการทำงานของดิฉันไม่ส่งผลใดๆต่อสุขภาพค่ะ จนเริ่มเข้าวัย42 ปี ทุกครั้งที่ประชุมเครียดมักมีอาการท้องอืด เรอ แน่นท้อง ทำเอาอึดอันไม่สบายตัว นอนหลับไม่สนิท...
วันหนึ่งเพื่อนเอาน้ำพลังเอนไซม์ขวดสีเขียวด้านหน้ามีรูปสับปะรดมาให้บอกว่าช่วยย่อยลองกินดิ และให้ไลน์คุณตู๋มาบอกว่ามีอะไรให้ไลน์ถามคุณตู๋ค่ะ
ดิฉันก็ลองทานตามเพื่อนบอกคือ 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ1แก้วแต่ทานได้เฉพาะตอนเช้าก่อนออกจากบ้าน ช่วงวันแรกๆ ดิฉันทานแล้วหิวไว ก็คิดเอาเองว่ามันช่วยย่อย หลังจากนั้นก็เข้าวิถีเดิมประชุมออกมาขับรถกลับบ้านท้องอืดแน่นท้อง เครียดเรอ เลยยกน้ำเอนไซม์จากขวดกระดกไป 2 อึกรสชาติเปรี้ยวนิดๆมีกลิ่นแปลกดีค่ะ แล้วสักพักอาการท้องอืด แน่นท้องดีขึ้น แถมดิฉันยังถ่ายท้องอีกด้วย คืนนั้นนอนหลับดีค่ะ ก็เลยทำแบบนี้ทุกครั้งที่มีอาการท้องอืด เครียด ก็เหมือนดีขึ้นค่ะ
ดิฉันก็สงสัยว่ากินแบบนี้จะอันตรายไหมเพราะที่เพื่อนบอกให้ผสมน้ำดื่มก็เลยไลน์ถามเพื่อนเพื่อนก็บอกให้ไลน์ถามคุณตู๋ค่ะ คุณตู๋ก็ให้คำอธิบายว่าดื่มแบบนี้ก็ได้เพราะในน้ำเอนไซม์มีกรดผลไม้และเอนไซม์ช่วยย่อย ปรับความเป็นกรดในร่างกายและช่วยขับออกเสียออก แต่ที่แนะนำให้ผสมน้ำดื่มเพื่อให้น้ำเป็นตัวพาให้ดูดซึมเอนไซม์เข้าสู่ร่ากายได้ง่ายและกรดผลไม้ไม่ไปทำให้เคลือบฟันเสียหาย
และคุณตู๋เองก็บอกว่าตัวเองตอยนทำงานประจำก็มีอาการแบบนี้แล้วดื่มเอนไซม์ก่อนนอน ถ้าท้องอืดก็ดื่มตอนท้องอืดแบบเพรียวๆ แต่แนะนำให้ดื่มน้ำตามเยอะๆ พร้อมกลั้วปากเพื่อไม่ให้กรดผลไม้ไปทำลายเคลือบฟันค่ะ...
ตอนนี้ดิฉันทานเอนไซม์ต่อเนื่องมา 1 เดือนแล้ว ที่รู้สึกคือดิฉันขับถ่ายดีขึ้น ท้องอืดลดลง นอนหลับยาวขึ้นค่ะ ขอบคุณคุณตู๋นะค่ะ ดิฉันเขียนเล่าประสบการณ์นี้มาให้คุณตู๋สามารถนำไปเผยแพร่ได้นะค่ะ
ขอบคุณค่ะ
4 มิถุนายน 2563
1 มิถุนายน 2563
น้ำพลังเอนไซม์บำบัด Multi Fruit Enzyme คืออะไร
เอนไซม์ (Multi fruit Enzyme) คืออะไร
เอนไซม์ (Multi fruit Enzyme) คือ สารโปรตีน
ที่ได้จากขบวนการสลายตัวด้วยวิธีธรรมชาติ
โดยการสร้างสภาพความเป็นกรดอ่อนด้วยสารอินทรีย์ แบบจำกัดอากาศ
และมีน้ำเป็นองค์ประกอบ เพื่อให้ไอน้ำในอากาศแตกตัวเป็น ออกซิเจนอิสระ
ทำให้สารอาหารในพืชผัก, ผลไม้
มีโอกาสแตกตัว ออกมาเป็นแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในรูปของประจุไฟฟ้า
และเปิดโอกาสให้จุลินทรีย์ สลายตัวให้สารโปรตีนในรูปของกรดอะมิโน และไวตามิน
การทำน้ำเอนไซม์
เป็นกระบวนการในการเปลี่ยนรูปพืชผัก, ผลไม้ ให้อยู่ในรูปของสารอาหารเพื่อให้เก็บไว้ได้นาน
โดยอาศัยประสิทธิภาพของการแตกประจุไฟฟ้า ( Effective Ionic Charge ) จึงทำให้ได้สารอาหารในรูปอิออน
และพลังงาน ที่พร้อมจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อนำไปใช้ได้ทันที
ดังนั้น
จะพบว่าเมื่อเรารับประทานเอนไซม์แล้วจะรู้สึกสดชื่น ร่างกายมีพละกำลังแข็งแรง รอบๆ
ตัวเราล้วนเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เรียกว่าจุลินทรี เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยอาศัยสิ่งเหล่านี้
ในปัจจุบันมนุษย์เราทำลายสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดอาหาร, อากาศ
เป็นพิษกันมากขึ้น เมื่อร่างกายมนุษย์อ่อนแอ จุลินทรีย์
ที่เป็นประโยชน์ก็กลับกลายเป็นโทษกับตัวมนุษย์เอง
ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันจัดสรรสิ่งแวดล้อมเพื่อให้จุลินทรีย์ต่าง
ๆ ทำประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอนไซม์คือตัวกลางที่ทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้วงจรหรือระบบต่างๆในร่างกายของเราให้ทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เอนไซม์มีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ
1. 1. เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นและ
2. 2. เพื่อบำรุงส่งเสริมให้ระบบต่างๆให้ทำงานได้ดีขึ้น
การนำเอาน้ำผลไม้ที่ได้จากการหมักมาดื่มเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยในการกระตุ้นและส่งเสริมการทำงานของร่างกายให้ดียิ่งขึ้นนี่เองที่เราเรียกว่า
"น้ำพลังเอนไซม์บำบัด" เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากภูมิปัญญาของชาวไทยโบราณ
ที่สืบทอดกันมาเพื่อดูแลสุขภาพของตนเอง และคนที่รัก
ดื่มได้เป็นประจำเหมือนเรารับประทานอาหาร ไม่มีโทษ
สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ไอดีไลน์
@qwd5997q
31 มีนาคม 2563
ไต กับการฟื้นฟูและดูแลด้วยธรรมชาติบำบัด
ไต กับการฟื้นฟูและดูแลด้วยธรร มชาติบำบัด
........................
ไต เป็นอวัยวะรูปถั่วตั้งอยู๋ใ ต้ซี่โครงล่างๆ ค่อนไปทางด้านหลังของช่องท้ อง ตามปกติแล้ว ไตจะกรองเลือดที่ไหลเวียนผ่ านามาจำนวนราว 200 ลิตร และถูกขับออกมาอยู่ในรูปของ ปัสสาวะ
ไตต้องรับหน้าที่สำคัญอย่าง ยิ่งในการกรองของเสีย ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เราทาน เข้าไป รวมถึง
เนื้อเยื่อ หรือ เซลล์ตายที่เสื่อมสลาย ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับรถยนต ์แล้ว ไตก็เปรียบเสมือนไส้กรองน้ำ มัน
นอกจากกรองของเสียแล้ว "ไต" ยังทำหน้าที่ควบคุมระดับสาร เคมีที่สำคัญที่ร่างกายจำเป ็นต้องใช้ รวมทั้ง
ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ร่า งกายใช้ในการสร้างเม็ดเลือด แดง รวมทั้งดูแลแรงดันโลหิตและร ะดับแคลเซียมในร่างกาย
หากเทียบกับคนทั้งโลก คนไทยน่าจะเป็นชาติที่ "ไต" ทำงานหนักที่สุด เพราะไม่ว่ามองไปทางใด คนไทยเป็นกลุ่มที่ทานอาหารร สจัดกันทั้งประเทศ ทานอาหารแทบทุกรส และมีการปรุงแต่งมากมาย ไต ที่เปรียบเสมือนกับเครื่องก รองก็จะทำงานหนักมาก
สำหรับผู้ที่เป็นโรคความดัน โลหิตสูง และโรคเบาหวานนั้น ก็มีความเสี่ยงต่ออาการไตวา ยมากกว่าผู้อื่น
ซึ่งสำหรับการรักษากรณีผู้ป ่วยที่เป็นโรคไตมานาน และยังไม่ได้ล้างไต นั้น วิธีการรักษาในแนวธรรมชาติบ ำบัด
สามารถบรรเทาและช่วยประคับป ระคองผู้ป่วยได้
การเข้าสู่การรักษาแบบตะวัน ตก แพทย์จะงดอาหารเค็มเป็นหลัก เพื่อลดการคั่งของน้ำในร่าง กาย
แล้วต่อด้วยการทานยาที่ออกฤ ทธิ์ยับยั้ง เอนไซม์ ACE ซึ่งลดแรงดันโลหิต โดยการทำให้เส้นเลือดแดงผ่อ นคลาย
และในที่สุดก็จะแนะนำให้ทำก าร "ล้างไต"
ซึ่งอาการที่แสดงว่า ไตเริ่มวาย แล้วนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศรีษะ อ่อนเพลีย รู้สึกคันตามเนื้อตัว
ปัสสาวะน้อยครั้งลง เบื่ออาหาร คลื่นไส้และอาเจียน เจ็บหน้าอก หรือหายใจไม่เต็มปอด ไม่มีสมาธิ ผิวคล้ำลง เป็นตะคริวและสะอึก
ซึ่งในแนวทางการรักษาแบบธรร มชาติบำบัด ที่ชมรมบ้านสุขภาพแนะนำนั้น มีดังนี้
ทานอาหารที่มีรสชาดจืดสนิท ไม่ต้องปรุงแต่งรสเลย
งดทานอาหารประเภทแป้ง แต่งสี แต่งกลิ่น แต่งรส
ดื่มน้ำผักให้ได้วันละ 10 แก้ว
ทานซุปผักทดแทานมื้ออาหารปก ติ
งดออกกำลังกายในช่วงเวลาเย็ น
พยายามทำสมาธิให้ได้ตลอดวัน
และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องของการควบคุมอารมณ์ คือ "ห้ามเครียด"
การเครียด จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น
การทำสมาธิ เป็ฯการสร้างกำลังให้กับไต เพราะเมื่อเกิดสมาธิจนนิ่งแ ล้ว จะทำให้เกิด
การซ่อมแซมระบบประสาทภายในก รวยไต กล้ามเนื้อไต ตลอดจนท่อไต ที่เชื่อมโยงกับการหลั่งเอน ไซม์จากตับและตับอ่อน
ทำให้เกิดการปรับสมดุลฮอร์โ มน เอนโดฟิน อะดรีนาริน คอติโซน และเมลาโธนิน
ทานน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ อาหารรสจืด ตามสูตรชมรมบ้านสุขภาพ
ซึ่งสิ่งสำคัญ สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหา ตับ ไต และลำไส้นั้น สิ่งที่ต้องห้ามเด็ดขาดคือ
แกงป่า แกงส้ม แกงอ่อม ขี้่เหล็ก ของดอง ชะเอม ชะพลู ใบยอ ผักโขม สะเดา
ข้าวโพด ไชเท้า หัวปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี บล็อคโคลี่ ใบกุยช่าย งา ถั่วลิสง ถั่วเน่า
ลูกกะ กะทิ เผือก ฟักทอง เต้าเจี้ยว เกลือ สาหร่ายทะเล อาหารทะเลทุกชนิด นมข้น
คอฟฟี่เมท ใบมะม่วงหิมพานต์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผักกระโดน น้ำตาลกรวด มะละกอดิบ
มะพร้าวอ่อน วีทเจอร์ม ข้าวเหนียว เผือก ฝรั่ง อัลมอนต์ ลูกพรุน ลูกเกด (กินได้ถ้าไม่เชื่อม) (ซุปผักห้ามใส่มันฝรั่ง ข้าวกล้อง ใส่ให้น้อยที่สุด หรือไม่ใส่เลย)
อาหารที่เป็นพิษต่อไต มีสารปรอทมาก เช่น ปลาทู ปลาโอ ปลาหมึก อาหารขัดสีทุกชนิด
ดร.รสสุคนธ์ แนะนำสำหรับผู้ดื่มน้ำแร่ว่ า
ผลเสียของที่จะเกิดขึ้นกับร ่างกายนั้น ขึ้นอยู๋กับการใช้ชีวิตของแ ต่ละคน ถ้าทำงานหนักแบบคนที่ใช้แรง งาน หรือ
หรือนักกีฬาที่สูญเสียเกลือ แร่ต่อวันในปริมาณที่สูง ถ้าทานเป็นครั้งเป็นคราวก็ไ ม่เป็นอะไรแต่สำหรับคนปกติ และผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยว กับไตนั้น ไม่ขอแนะนำ เพราะน้ำแร่ที่มีปริมาณเกลื อแร่เกินกว่าที่ร่างกายจะต้ องการจะถูกขับออกมา ทำให้ไตจะทำงานหนัก
อาหารฟื้นฟูไต ดังนี้
มันแกว โปรตีนเกษตร ฟองเต้าหู กล้วยต้ม มะตูมสุก กระเทียว ถั่วดำ ลูกสละ ระกำ
เม็ดบัว ฟักบัว ผักหวาน ดอกไม้จีน พุทราจีน บวบ มะระ เก็กฮวย ลูกเดือย เกาลัด มันเทศ เก๋ากี้ ผักบุ้ง ตำลึง ผักกาดขาว
กวางตุ้ง ผักกาดเขียว ใบมะขามอ่อน ดอกมะขามอ่อน ยอดแค ดอกแค เมล็ดทานตะวัน ฟัก เห็ดทุกชนิด ลูกพลับสด
ยอดมะยม ใบทองหลาง มะเขือ กระเจี๊ยบเขียว ยอดฟักทอง องุ่น (ขับปัสสาวะป้องกันนิ่วในไต ) น้ำองุ่นสดปั่น (ทำความสะอาดตับไต รับประทานประมาณสองสัปดาห์ ควรแช่เอนไซม์ล้างผัก)
การใช้เอนไซม์ สำหรับการบริโภค : ควรใช้แบบเจือจาง และปฏิบัติตามหลักบัญญัติ 10 ประการอย่างเคร่งครัด
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ไลน์ @qwd5997q
........................
ไต เป็นอวัยวะรูปถั่วตั้งอยู๋ใ
ไตต้องรับหน้าที่สำคัญอย่าง
เนื้อเยื่อ หรือ เซลล์ตายที่เสื่อมสลาย ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับรถยนต
นอกจากกรองของเสียแล้ว "ไต" ยังทำหน้าที่ควบคุมระดับสาร
ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ร่า
หากเทียบกับคนทั้งโลก คนไทยน่าจะเป็นชาติที่ "ไต" ทำงานหนักที่สุด เพราะไม่ว่ามองไปทางใด คนไทยเป็นกลุ่มที่ทานอาหารร
สำหรับผู้ที่เป็นโรคความดัน
ซึ่งสำหรับการรักษากรณีผู้ป
สามารถบรรเทาและช่วยประคับป
การเข้าสู่การรักษาแบบตะวัน
แล้วต่อด้วยการทานยาที่ออกฤ
และในที่สุดก็จะแนะนำให้ทำก
ซึ่งอาการที่แสดงว่า ไตเริ่มวาย แล้วนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศรีษะ อ่อนเพลีย รู้สึกคันตามเนื้อตัว
ปัสสาวะน้อยครั้งลง เบื่ออาหาร คลื่นไส้และอาเจียน เจ็บหน้าอก หรือหายใจไม่เต็มปอด ไม่มีสมาธิ ผิวคล้ำลง เป็นตะคริวและสะอึก
ซึ่งในแนวทางการรักษาแบบธรร
ทานอาหารที่มีรสชาดจืดสนิท ไม่ต้องปรุงแต่งรสเลย
งดทานอาหารประเภทแป้ง แต่งสี แต่งกลิ่น แต่งรส
ดื่มน้ำผักให้ได้วันละ 10 แก้ว
ทานซุปผักทดแทานมื้ออาหารปก
งดออกกำลังกายในช่วงเวลาเย็
พยายามทำสมาธิให้ได้ตลอดวัน
และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องของการควบคุมอารมณ์ คือ "ห้ามเครียด"
การเครียด จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น
การทำสมาธิ เป็ฯการสร้างกำลังให้กับไต เพราะเมื่อเกิดสมาธิจนนิ่งแ
การซ่อมแซมระบบประสาทภายในก
ทำให้เกิดการปรับสมดุลฮอร์โ
ทานน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ อาหารรสจืด ตามสูตรชมรมบ้านสุขภาพ
ซึ่งสิ่งสำคัญ สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหา ตับ ไต และลำไส้นั้น สิ่งที่ต้องห้ามเด็ดขาดคือ
แกงป่า แกงส้ม แกงอ่อม ขี้่เหล็ก ของดอง ชะเอม ชะพลู ใบยอ ผักโขม สะเดา
ข้าวโพด ไชเท้า หัวปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี บล็อคโคลี่ ใบกุยช่าย งา ถั่วลิสง ถั่วเน่า
ลูกกะ กะทิ เผือก ฟักทอง เต้าเจี้ยว เกลือ สาหร่ายทะเล อาหารทะเลทุกชนิด นมข้น
คอฟฟี่เมท ใบมะม่วงหิมพานต์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผักกระโดน น้ำตาลกรวด มะละกอดิบ
มะพร้าวอ่อน วีทเจอร์ม ข้าวเหนียว เผือก ฝรั่ง อัลมอนต์ ลูกพรุน ลูกเกด (กินได้ถ้าไม่เชื่อม) (ซุปผักห้ามใส่มันฝรั่ง ข้าวกล้อง ใส่ให้น้อยที่สุด หรือไม่ใส่เลย)
อาหารที่เป็นพิษต่อไต มีสารปรอทมาก เช่น ปลาทู ปลาโอ ปลาหมึก อาหารขัดสีทุกชนิด
ดร.รสสุคนธ์ แนะนำสำหรับผู้ดื่มน้ำแร่ว่
ผลเสียของที่จะเกิดขึ้นกับร
หรือนักกีฬาที่สูญเสียเกลือ
อาหารฟื้นฟูไต ดังนี้
มันแกว โปรตีนเกษตร ฟองเต้าหู กล้วยต้ม มะตูมสุก กระเทียว ถั่วดำ ลูกสละ ระกำ
เม็ดบัว ฟักบัว ผักหวาน ดอกไม้จีน พุทราจีน บวบ มะระ เก็กฮวย ลูกเดือย เกาลัด มันเทศ เก๋ากี้ ผักบุ้ง ตำลึง ผักกาดขาว
กวางตุ้ง ผักกาดเขียว ใบมะขามอ่อน ดอกมะขามอ่อน ยอดแค ดอกแค เมล็ดทานตะวัน ฟัก เห็ดทุกชนิด ลูกพลับสด
ยอดมะยม ใบทองหลาง มะเขือ กระเจี๊ยบเขียว ยอดฟักทอง องุ่น (ขับปัสสาวะป้องกันนิ่วในไต
การใช้เอนไซม์ สำหรับการบริโภค : ควรใช้แบบเจือจาง และปฏิบัติตามหลักบัญญัติ 10 ประการอย่างเคร่งครัด
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ไลน์ @qwd5997q
7 มีนาคม 2563
เอนไซม์ ความหมายเดิม หมายถึง การหมัก (Fermentation) จึงเคยมีชื่อว่า Zymosis โดยมีรากศัพท์เดิมมาจากภาษากรีกโบราณ (ค.ศ.1878) ซึ่งแปลว่า “การหมัก”
คำว่า เอนไซม์ อาจดูแปลกหูอยู่สักหน่อยสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ชาวชีวจิตส่วนใหญ่มักเข้าใจความหมายและประโยชน์ของเอนไซม์เป็นอย่างดี เพราะเอนไซม์คือตัวกลางที่ทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้วงจรหรือระบบต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เนื่องจากในร่างกายของเราประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น เพปซิน เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยพวกเนื้อสัตว์หรือโปรตีน ไลเพส คือเอนไซม์ที่ช่วยย่อยไขมัน เป็นต้น แต่ทั้งนี้เอนไซม์มีหน้าที่สำคัญสองประการ คือ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้น และเพื่อบำรุงส่งเสริมให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น
ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพพลังเอนไซม์บำบัด
1. เอนไซม์ ช่วยเปลี่ยนอาหารคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และเส้นใยอาหารให้เป็นกรดอินทรีย์ เช่น กรดแลคติก กรดอะซิติก และกรดบิวทิริก ซึ่งมีความเป็นกรดอ่อน ๆ ทำให้เอนไซม์มีรสเปรี้ยว และช่วยทำให้การขับถ่ายเป็นไปได้อย่างสะดวก กรดอินทรีย์ชนิดบิวทีริกเสริมสร้างการสร้างดีเอ็นเอ และเพิ่มจำนวนเซลล์บุผิวในลำไส้ใหญ่ให้มีมากแข็งแรงมีอายุยืนกว่าเดิม ทำหน้าที่ต้านเชื้อโรคได้ดี ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดี
2. เอนไซม์สร้างวิตามิน บี ๑๒ วิตามิน K และวิตามิน B หลายชนิด ช่วยบำรุงเม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท และเซลล์ทั่วไป
3. ช่วยสร้างเอนไซม์แลคเตส เพื่อย่อยน้ำตาลในนม ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ดังนั้น เด็ก ๆ ที่ยังดื่มนมสามารถดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดผสมในนมได้
4. สร้างสารต่อต้านเชื้อโรค สารอินทรีย์นี้เรียกว่า แบคทีริโอซิน (Bactiriocins) มีหลายชนิด ได้แก่ acidolin, acidophillin, bulgarican, lactocillin และ niacin ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโทษต่อรางกายการ เช่น เชื้อที่ทำให้เจ็บคอ เชื้อที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง เชื้อที่ทำให้เกิดโรคตามผิวหนังเป็นแผลพุพองเรื้อรัง ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ เชื้อที่ทำให้ท้องร่วง และเชื้อที่ทำให้เกิดเหม็นเน่า
5. ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด เหมาะสำหรับผู้มีระดับไขมันในเลือดสูง หรือความดันสูง
6. ช่วยในการทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาการหมดประจำเดือน และบรรเทาอาการเกิดโรคกระดูกพรุนด้วย เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน
7. ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการฉายรังสี และเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดมะเร็ง ลดอาการแพ้ คลื่นไส้ ผมร่วง ทำให้รับประทานอาหารได้ดีขึ้น และพบว่าทำให้ปริมาณฮีโมโกบินสูงขึ้นด้วย
8. ช่วยลดการเกิดสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน
9. ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในสัตว์ทดลอง ทั้งในระยะเริ่มต้น และระยะส่งเสริมของโรคมะเร็ง และในทางระบาดวิทยา พบว่าในคนมีความสัมพันธ์กับการลดอัตราการเสี่ยงของมะเร็งลำไส้
สรุปประโยชน์ของเอนไซม์ได้ ดังนี้
1. ช่วยปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย
2. ทำใหระบบการย่อยและขับถ่ายดีขึ้น
3. ทำให้เซลล์ในร่างกายได้รับสารอาหารอย่างสมดุล
4. สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย (ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ)
จากหนังสือเอนไซม์ โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ มูลนิธิภูมิปัญญาสากล ราคา 50 บาท (ฉบับสำเนา)
คำว่า เอนไซม์ อาจดูแปลกหูอยู่สักหน่อยสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ชาวชีวจิตส่วนใหญ่มักเข้าใจความหมายและประโยชน์ของเอนไซม์เป็นอย่างดี เพราะเอนไซม์คือตัวกลางที่ทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้วงจรหรือระบบต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เนื่องจากในร่างกายของเราประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น เพปซิน เป็นเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยพวกเนื้อสัตว์หรือโปรตีน ไลเพส คือเอนไซม์ที่ช่วยย่อยไขมัน เป็นต้น แต่ทั้งนี้เอนไซม์มีหน้าที่สำคัญสองประการ คือ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้น และเพื่อบำรุงส่งเสริมให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น
ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพพลังเอนไซม์บำบัด
1. เอนไซม์ ช่วยเปลี่ยนอาหารคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และเส้นใยอาหารให้เป็นกรดอินทรีย์ เช่น กรดแลคติก กรดอะซิติก และกรดบิวทิริก ซึ่งมีความเป็นกรดอ่อน ๆ ทำให้เอนไซม์มีรสเปรี้ยว และช่วยทำให้การขับถ่ายเป็นไปได้อย่างสะดวก กรดอินทรีย์ชนิดบิวทีริกเสริมสร้างการสร้างดีเอ็นเอ และเพิ่มจำนวนเซลล์บุผิวในลำไส้ใหญ่ให้มีมากแข็งแรงมีอายุยืนกว่าเดิม ทำหน้าที่ต้านเชื้อโรคได้ดี ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ดี
2. เอนไซม์สร้างวิตามิน บี ๑๒ วิตามิน K และวิตามิน B หลายชนิด ช่วยบำรุงเม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท และเซลล์ทั่วไป
3. ช่วยสร้างเอนไซม์แลคเตส เพื่อย่อยน้ำตาลในนม ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ดังนั้น เด็ก ๆ ที่ยังดื่มนมสามารถดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดผสมในนมได้
4. สร้างสารต่อต้านเชื้อโรค สารอินทรีย์นี้เรียกว่า แบคทีริโอซิน (Bactiriocins) มีหลายชนิด ได้แก่ acidolin, acidophillin, bulgarican, lactocillin และ niacin ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโทษต่อรางกายการ เช่น เชื้อที่ทำให้เจ็บคอ เชื้อที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง เชื้อที่ทำให้เกิดโรคตามผิวหนังเป็นแผลพุพองเรื้อรัง ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ เชื้อที่ทำให้ท้องร่วง และเชื้อที่ทำให้เกิดเหม็นเน่า
5. ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด เหมาะสำหรับผู้มีระดับไขมันในเลือดสูง หรือความดันสูง
6. ช่วยในการทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาการหมดประจำเดือน และบรรเทาอาการเกิดโรคกระดูกพรุนด้วย เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน
7. ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการฉายรังสี และเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดมะเร็ง ลดอาการแพ้ คลื่นไส้ ผมร่วง ทำให้รับประทานอาหารได้ดีขึ้น และพบว่าทำให้ปริมาณฮีโมโกบินสูงขึ้นด้วย
8. ช่วยลดการเกิดสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน
9. ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในสัตว์ทดลอง ทั้งในระยะเริ่มต้น และระยะส่งเสริมของโรคมะเร็ง และในทางระบาดวิทยา พบว่าในคนมีความสัมพันธ์กับการลดอัตราการเสี่ยงของมะเร็งลำไส้
สรุปประโยชน์ของเอนไซม์ได้ ดังนี้
1. ช่วยปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกาย
2. ทำใหระบบการย่อยและขับถ่ายดีขึ้น
3. ทำให้เซลล์ในร่างกายได้รับสารอาหารอย่างสมดุล
4. สลายสารพิษและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย (ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ)
จากหนังสือเอนไซม์ โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ มูลนิธิภูมิปัญญาสากล ราคา 50 บาท (ฉบับสำเนา)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



