google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

14 พฤษภาคม 2557

ความมหัศจรรย์ของเอนไซม์ ช่วยบำบัดโรคในร่างกาย

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ วันนี้ ขอนำเสนอบทความเรื่อง "ความมหัศจรรย์ของเอนไซม์ช่วยบำบัดโรคในร่างกาย" ซึ่งเป็นผลงานของ ดร. วนิดา  ธนประโยชน์ศักดิ์ แห่ง สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีค่ะ...  

โดยจะนำบทความที่ทาง ดร.วนิดา ท่านได้เขียนไว้เผยแพร่ ในเรื่องของ "ความมหัศจรรย์ของเอนไซม์" ค่ะ

ในบทความ กล่าวไว้ว่า  เอนไซม์ เปรียบเสมือนกับสิ่งที่เป็นตัวจุดประกายของชีวิตที่อยู่ในร่างกาย ถ้าหากในร่างกายของท่านไม่มีเอนไซม์ ท่านก็ไม่สามารถย่อยอาหารและดูดซึมอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้และในที่สุดท่านก็จะตาย

ดังนั้น เอนไซม์ จึงเป็นตัวช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมี หรือตัวคะตะไลต์ ที่จำเพาะ ซึ่งจะทำงานร่วมกับ โคเอนไซม์ โคเอนไซม์ในที่นี้ก็คือ พวกวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย นั่นเอง หลายท่านอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนว่า วิตามินนั้นไม่สามารถกระตุ้นให้ทำงานได้ถ้าหากว่าไม่ได้ ทำงานร่วมกับเอนไซม์ 

ดร.เอ็ดเวิร์ด เฮาเวลล์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการ ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่ได้มีการ ศึกษาเกี่ยวกับเอนไซม์ในช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2476 - 2486 กล่าวว่า "เรามีแหล่งพลังงานจากเอนไซม์ มาตั้งแต่แรกเกิด เปรียบเสมือนกับแบตเตอรี่อันใหม่ เมื่อใช้ไประยะหนึ่ง แบตเตอรี่ดังกล่าวก็จะหมดอายุ การใช้งานไป ร่างกายเราก็เช่นกัน ถ้าหากมีการใช้แหล่งพลังงานจากเอนไซม์ไปมากเท่าไหร่ ชีวิตเราก็จะ สั้นมากขึ้นเท่านั้น" 

เนื่องจากเรามีแหล่งพลังงานจากเอนไซม์อันจำกัด แหล่งพลังงานนี้ก็จะสูญหาย ไปได้ เรื่อย ๆ จากนิสัยการบริโภคอาหารของเรา เช่น การรับประทานอาหารที่ปรุงแต่งด้วยสารเคมีต่าง ๆ มาก มาย การดิ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานยา หรือแม้แต่การรับประทานอาหารขยะ หรือพวกฟาสต์ฟูด ก็มีส่วนในการทำลายเอนไซม์ในร่างกายของเราทั้งสิ้น

ท่านอาจจะได้ยินประโยคนี้กันอยู่บ่อย ๆ ว่า "You are what you eat" แต่แท้ที่จริงแล้ว มีส่วนที่ถูกต้องเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งความจริงก็คือว่า "Your eat what you are" ต่างหากนั่นเอง

เอนไซม์ในร่างกายทำหน้าที่อะไรบ้าง... หน้าที่ที่แท้จริงของเอนไซม์ ได้แก่ ย่อยอาหาร สลาย สารพิษ ทำให้เลือดบริสุทธิ์ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง สร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้อหดตัว กำจัดคาร์บอนไดออกไซด์จากปอด และลดความเครียดของตับอ่อนและอวัยวะอื่นๆ  

เอนไซม์มีกี่ชนิด... เอนไซม์สามารถจัดจำแนกออกได้ 3 ชนิดคือ 
  1. เมทาโบลิกเอนไซม์ (metabolic enzyme) เป็นเอนไซม์ซึ่งทำงานอยู่ในเลือด เนื้อเยื่อ และอวัยวะของ ร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำบัดและรักษาโรคภัยไข้เจ็บของร่างกาย
  2. ฟูดเอนไซม์ (food enzyme) เป็นเอนไซม์ที่ได้มาจากอาหารสด 
  3. ไดเจสทีฟเอนไซม์ (digestive enzyme) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยอาหาร 
อาหารจากธรรมชาติต่าง ๆ ล้วนแต่มีเอนไซม์อยู่ด้วยเพื่อที่จะช่วยในการย่อยสิ่งต่างๆ ที่เรารับประทาน เข้าไป เช่น แป้ง ไขมัน โปรตีน เส้นใย น้ำตาลและนม เป็นต้น เอนไซม์ในอาหารเหล่าที่ว่านี้สามารถจำแนก ได้เป็น 7 ประเภท คือ
  1. ไลเพส (Lipase) เป็นเอนไซม์ที่ช่วยสลายอาหารจำพวกไขมัน
  2. โพรทีเอส(Protease) เป็นเอนไซม์ที่ช่วยสลายอาหารจำพวกโปรตีน 
  3. เซลลูเลส(Cellulase) เป็นเอนไซม์ที่ช่วยสลายอาหารพวกเส้นใยพืชต่าง ๆ 
  4. อะไมเลส(Amylase) เป็นเอนไซม์ที่ช่วยสลายอาหารจำพวกแป้ง 
  5. แลกเทส(Lactase) เป็นเอนไซม์ที่ช่วยสลายอาหารจำพวกนม 
  6. ซูเครส(Sucrase) เป็นเอนไซม์ที่ช่วยสลายอาหารจำพวกน้ำตาล  
  7. มอลเทส (Maltase) เป็นเอนไซม์ที่ช่วยสลายอาหารจำพวกเมล็ดข้าว เป็นต้น 
เมื่อเรารับประทานผักสดและผลไม้เข้าไป ร่างกายก็จะได้รับเอนไซม์เหล่านี้เข้าไป เอนไซม์เหล่านี้ จะไปช่วยให้การทำงานของเอนไซม์ที่มีอยู่แล้วในร่างกายให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยใน การรักษา

ดร.เอ็ดเวิร์ด เฮาเวลล์ ยังได้ค้นพบว่าคุณภาพชีวิตและระดับพลังงานในร่างกายของเรานั้นขึ้นอยู่กับ เอนไซม์ทั้งหลาย ถ้าหากร่างกายของเรามีเอนไซม์อยู่น้อยก็จะทำให้เรามีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพด้วย ซึ่ง มีผู้ประมาณการเอาไว้อีกว่าประมาณร้อยละ 80 ของโรคในร่างกายมีสาเหตุมาจาก ร่างกายไม่สามารถย่อย อาหารได้ และนอกจากนี้สารบางอย่างซึ่งเป็นพวกสารปนเปื้อนในอาหารก็จะถูกร่างกายดูดซึมเข้าไปด้วย

เรามีแหล่งเอนไซม์ที่สะสมมาตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งปริมาณของเอนไซม์จะลดลงเรื่อยๆ ตามช่วงของอายุ ดังนั้นจึงมักพบว่าในผู้ใหญ่ ประสิทธิภาพในการผลิตเอนไซม์ของร่างกายจะลดลงทำให้เกิดปัญหาของการ พร่องเอนไซม์ในร่างกาย และนอกจากนี้สาเหตุของการขาดเอนไซม์ยังเกิดจากการที่เอนไซม์สูญเสียสภาพ ไป อันเนื่องมาจากการผ่านขั้นตอนต่างๆ ในกระบวนการปรุงอาหาร โดยเฉพาะความร้อน เป็นต้น

ดังนั้น เราจึงต้อง มีการเพิ่มปริมาณเอนไซม์ให้กับร่างกายของเรา ซึ่งพบว่ามีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน ดังนี้
1. ในวันหนึ่งๆ เราควร รับประทานอาหารจำพวกผักสดและผลไม้สดให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอาหารทั้งหมดที่เรารับประทาน เข้าไป เพื่อร่างกายของเราจะได้ไม่ขาดเอนไซม์และสุขภาพร่างกายของเราก็จะดีด้วย
2. หาผลิตภัณฑ์เอนไซม์มาเสริมอาหาร เช่น น้ำหมักเอนไซม์บำบัด เอนไซม์แบบแคปซูล เอนไซม์ผง เป็นต้น มารับประทานเป็นประจำทุกวัน เพื่อเสริมเอนไซม์ที่สูญเสียไป เพื่อให้ร่างกายเราไม่ขาดเอนไซม์และสุขภาพร่างกายเราแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากทาง สวทช. ค่ะ มาพูดคุยกับเราได้ที่ https://www.facebook.com/friutenzyme?ref=hl
หรือ Line มาสอบถามได้ที่ ID Line: tu-bgood

7 พฤษภาคม 2557

ถามตอบ อาการปวดหัว ปวดร่างกาย หลังดื่มน้ำเอนไซม์

จากคำถามที่พบบ่อย.... ว่า...หลังดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดแล้ว มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยร่างกายมากขึ้น เพราะอะไรค่ะ...

ตอบ...
สำหรับบางท่านที่ดื่ม น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เข้าไปแล้ว มีอาการปวดศีรษะ หรือปวดบางแห่งในร่างกาย นั้นเป็นอาการที่บ่งบอกว่า ให้ยินดีกับคุณด้วยว่า ร่างกายคุณมีโอกาสฟื้นฟูสภาพร่างกายให้ดีขึ้นได้ค่ะ...

ซึ่งก็หมายความว่า....เอ็นไซม์ได้เข้าไปทำปฏิกิริยากับของเสียในร่างกายคุณแล้วค่ะ...
ก็คือ...เมื่อในร่างกายของคุณมีการสะสมของเสียอยู่มาก หรือมีภาวะเลือดข้นเหนียว (ของเสีย ไขมัน สะสมในเลือด) และมีฤทธิ์เป็นกรด (สมดุลกรดด่างในร่างกายเสียไป ส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานไม่สมบูรณ์)  ดังนั้นเมื่อรับประทาน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด เข้าไปแล้ว เอ็นไซม์จะเข้าไปรวมพลังกับออกซิเจน ในการทำปฏิกิริยาขจัดของเสีย และปรับสมดุลกรดด่างในร่างกาย จึงควรช่วยร่างกายโดยการดื่มน้ำสะอาดตามเข้าไปเยอะ ๆ หลังจากดื่มน้ำเอ็นไซม์แล้ว เพื่อให้เอนไซม์เข้าไปทำปฏิกิริยาปรับสมดุล ขจัดของเสีย ลดการอักเสบของร่างกาย และให้น้ำช่วยชะล้างออกจากร่างกาย ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ให้คืนกลับสมดุล ทำงานได้อย่างปกติ ซึ่งอาการปวดเหล่านี้หลังจากดื่มน้ำเอนไซม์พบได้มาก ในกลุ่มผู้ป่วย โรคเก๊าท์ โรคอัมพฤก อัมพาต มะเร็ง ท้องผูก โรคลำไส้ และผู้ที่มีความเครียดสูง เป็นต้น

ซึ่งหากผู้ป่วยกลุ่มนี้ หลังดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด แล้วมีอาการเช่นนี้ ให้ดีใจได้ค่ะว่่า  การดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดได้ผลดี และสามารถฟื้นตัวจากอาการป่วยได้ แต่หลาย ๆ คนก็มักตกใจว่าตัวเองไม่เป็นโรคอะไร แต่พอดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเข้าไปแล้ว มีอาการปวดก็ไม่ควรตกใจ นั้นแสดงว่า ภายในร่างกายของคุณมีของเสีย หรือสิ่งสกปรกตกค้างในลำไส้มานานแล้ว จนถูกดูดซึมกลับเข้าไปในกระแสเลือด และถูกส่งไปสะสมตามจุด ๆ ต่าง ของร่างกาย

ดังนั้น ให้พึ่งระลึกไว้เสมอว่า....อาการปวดหลังดื่มเอนไซม์นั้นดีต่อสุขภาพคุณ และวิธีการช่วยเอนไซม์ให้ทำงานได้ดีที่สุด คือ การดื่มน้ำสะอาด มาก ๆ หลังดื่มเอนไซม์ เพื่อให้ร่างกายขับของเสียออกเร็วที่สุด แต่สำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงนั้น เมื่อดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเข้าไปแล้ว ก็มักไม่เกิดอาการใด ๆ ก็ไม่ต้องเสียใจค่ะ แต่คุณก็สามารถดื่มเอนไซม์เข้าไปเพื่อช่วยเสริมเอ็นไซม์ให้กับร่างกาย ชะลออายุของเซลล์ คงความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้ค่ะ

ดังนั้นขอสรุปอีกครั้งว่า... หากผู้ป่วยดื่มน้ำเอนไซม์บำบัดไปแล้วมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้น ไม่ต้องตกใจ ให้ยินดีกับตนเองว่า...ร่างกายนั้นตอบสนองต่อเอ็นไซม์ และมีโอกาสฟื้นฟูหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ค่ะ ...

และยังมีกลุ่มอาการอื่น ๆ  ที่แสดงออกว่าร่างกายมีการตอบรับการทำงานของเอนไซม์อีกเช่น  มีอาการง่วงนอน คอแห้ง ปัสสาวะบ่อย ผายลมบ่อย ปวดศีรษะ บางครั้งอาจอาเจียน คันตามตัว มีผื่นขึ้น ปวดเมื่อย ประจำเดือนมามาก ถ่ายเหลวบ่อย ๆ (ซึ่งเป็นการขับของเสีย) นอนไม่หลับในตอนกลางคืน ในช่วงแรกที่เริ่มทานเอนไซม์ แต่อาการเหล่านี้จะเป็นติดต่อกันนานไม่เกิน 1 เดือน ขึ้นกับสภาพความแข็งแรงของร่างกาย แต่ก็พบในบางกรณีที่ผู้ดื่มมีร่างกายที่อ่อนแอมาก เช่น ผู้เป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ ก็อาจมีอาการเหล่านี้ข้างต้น นานถึง 2 - 3 เดือน (ตามรอบอายุของเม็ดเลือด) ซึ่งควรทาน น้ำพลังเอนไซม์บำบัด ให้ครบอย่างน้อย 3 เดือน หรือ 90 วัน ส่วนคนที่ร่างกายฟื้นฟูได้เร็ว ก็จะมีอาการเหล่านี้ไม่เกิน 1 - 2 อาทิตย์ค่ะ

และเน้นอีกครั้งว่า ถ้ามีอาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้เกิดขึ้นให้ดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ หรือจะลดปริมาณเอนไซม์ลงในช่วงแรกก็ได้ รอจนร่างกายเกิดการปรับตัวก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณกลับมาได้ค่ะ...แต่แนะนำไม่ควรหยุดทานเอนไซม์ในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นจะเป็นการทำให้ของเสียกลับเข้าไปตกค้างในเซลลืและอวัยวะ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงได้

และหลังจากผ่านพ้นช่วงอาการเหล่านี้ไปแล้ว ร่างกายจะมีอาการดีขึ้นสุขภาพแข็งแรงขึ้น แต่แนะนำให้ดื่มน้ำเอนไซม์บำบัดต่อเนื่องไป แต่สามารถลดปริมาณที่รับประทานจาก 3 - 4 ครั้งต่อวัน ให้เหลือวันละ 1 -2 ครั้งต่อวัน เพื่อเป็นการเสริมเอนไซม์ ควรคุมสมดุลของร่างกาย และช่วยลดสารพิษที่ตกค้างในร่างกายทำให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยอีกด้วยค่ะ

สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com หรือมาคุยกันที่ https://www.facebook.com/friutenzyme

2 พฤษภาคม 2557

เรื่องเล่าจากผู้ป่วย-เหตุการณ์นั้นในฤดูร้อน

น้ำพลังเอนไซม์บำบัดดับพิษแมงกะพรุนไฟ.....

เหตุการณ์หน้าร้อนในปี 49 ที่ดิฉันไม่เคยลืม ดิฉัน สามี และลูก ๆ อีก 2 คน ครอบครัวเราพากันไปเที่ยวภูเก็ต และไปเที่ยวเกาะ ในวันนั้นอากาศไม่ร้อน ลมพัดเย็นสบายดี ลูก ๆ 2 คนเล่นน้ำอยู่ในทะเล ขณะที่ดิฉันและสามีนั่งดูอยู่ที่ชายหาด

ทันใดนั้น ดิฉันได้ยินเสียงลูกร้อง และสามีวิ่งไปดูลูก ดิฉันลุกมองไปยังสามี ที่ก้มตัวอุ้มลูกขึ้นมา และวิ่งกลับมายังที่ดิฉัน เสียงร้องไห้ของลูกยังดังขึ้น ๆ จนดิฉันใจไม่ดี ร้องถามสามีไปว่าเกิดอะไรขึ้น สามีดิฉันตอบว่า "ลูกถูกแมงกะพรุนไฟ" เมื่อสามีดิฉันอุ้มลูกมาวางที่เตียงชายหาด ดิฉันเห็นลูกร้องไห้ น้ำตาเต็มหน้า และเห็นผิวหนังที่บวมพองแดง น่ากลัวบริเวณขาของลูก ดิฉันตกใจมาก ลูกสาวอีกคนก็วิ่งเข้ามากอดดิฉันและร้องไห้ สามีดิฉันเปิดเอาน้ำดื่มที่เตรียมมาราดลงบริเวณนั้น และร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนบริเวณนั้น

มีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามา และพูดอะไรกับสามีดิฉันไม่ทราบ เขาเอาถังน้ำ และร้องเรียกให้สามีดิฉันเอาน้ำเทใส่เข้าไปให้เต็ม และเทน้ำใส ๆ สีน้ำตาล จากขวดที่เอามาใส่เข้าไปในถัง แล้วจับขาลูกชายดิฉันใส่ลงไปแช่ในถังน้ำนั้น ลูกดิฉันยังร้องไห้ไม่หยุด พี่ผู้หญิงก็เอาน้ำจากกระติกที่ติดตัวมาเทให้ลูกชายดิฉันดื่ม และบังคับให้ดื่มไปเรื่อย ๆ ตอนแรกดิฉันก็ตกใจ แต่ก็บอกให้ลูกดื่ม 

คุณพี่ผู้หญิงลุกขึ้นไปคุยกับสามีดิฉัน ขณะที่ดิฉันยังป้อนน้ำในกระติกให้ลูกดื่มอยู่ ซึ่งหลังจากนั้นลูกดิฉันก็หยุดร้องไห้ ดิฉันก็ถามลูกว่ายังปวดอยู่ไหม ลูกชายก็สั่นหน้าตอนนี้ลูกดิฉันหยุดร้องไห้แล้ว เมื่อมองดูที่แผลก็ดูไม่ค่อยแดงบวมน่ากลัวแล้ว ดิฉันจึงบอกให้ลูกสาวอยู่เป็นเพื่อนน้อง

แล้วดิฉันจึงเดินเข้าไปขอบคุณ คุณพี่ผู้หญิงคนนั้น ซึ่งคุณพี่ก็เล่าให้ฟังว่า ลูกชายดิฉันคงโดนแมงกะพรุนไฟ ซึ่งพิษของแมงกระพรุนไฟจะส่งผลให้เกิดการไหม้และอักเสบของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการปวดบวมอักเสบ ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังไหม้ และเป็นไข้ อาจถึงตายได้

วิธีการที่พี่ใช้รักษาก็คือ พี่ใช้น้ำหมักเอนไซม์ของดร.รสสุคนธ์ บ้านสุขภาพ มาผสมน้ำให้เด็กกินเพื่อลดความร้อน และลดอาการอักเสบของผิวหนัง ซึ่งแนะนำให้ลูกชายทานไปเรื่อย ๆ ก่อนสัก 2 - 3 วัน ส่วนที่แช่เท้า พี่ใช้น้ำเอนไซม์สำหรับแช่ผัก มาผสมน้ำแช่เท้า เพื่อให้ดูดซึมเข้าทางผิวหนัง และลดอาการอักเสบ ปวดร้อน ซึ่งถ้ามีอาการบวมปวดร้อนอีกก็ให้ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วเขาก็ส่งขวดเอนไซม์ให้กับสามีและดิฉันทั้ง 2 ขวด บอกว่าพี่ให้ อย่าลืมให้ลูกกิน และแช่เท้าแบบนี้ไปสัก 2 - 3 วันนะ หรือจะใช้ชุบกับสำลีและปิดไปที่แผลก็ได้ หลังจากนั้นพี่ผู้หญิงก็เล่่าถึงประโยชน์ของน้ำเอนไซม์อีกมากมาย

ดิฉันและสามีรู้สึกขอบคุณ คุณพี่เป็นอย่างมาก นอกจากจะช่วยเหลือลูกชายของดิฉันไว้แล้ว คำแนะนำนั้นยังช่วยชีวิตของสามีดิฉันที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย ทุกวันนี้ ดิฉัน สามี และลูกทั้งสองคน ก็ยังคงรับประทานน้ำพลังเอนไซม์บำบัด และน้ำผักปั่น ของดร.รสสุคนธ์ อย่างต่อเนื่อง ก็พบว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรง ลูกทั้งสองก็ขับถ่ายดีเป็นปกติ รับประทานอาหารผัก ผลไม้ ได้ง่ายขึ้น สามีก็สุขภาพดีขึ้น จนคุณหมอที่ดูแลยังสงสัยว่าไปทำอะไรมา ผลการตรวจค่าต่าง ๆ ดีขึ้นมาก

เหตุการณ์ครั้งนั้น นำชีวิตของครอบครัวเขาให้เขาสู่ครอบครัวตามวิถีธรรมชาติ และมีสุขภาพที่ดี

ดิฉันยังได้ใช้น้ำเอนไซม์ในการปรุงอาหาร ใช้ฉีดพ่นเป็นสเปร์ยฆ่าเชื้อโรคในห้อง ใช้ผสมน้ำสุดท้ายราดพื้นฆ่าเชื้ออีกด้วย และอีกมากมายในการประยุกต์ใช้เอนไซม์เพื่อสุขภาพ

สนใจเพิ่มเติม สามารถติดต่อพูดคุยกับเราได้ที่ tusora@gmail.com หรือ Line 085-7100612 หรือ fanpage https://www.facebook.com/friutenzyme ได้นะค่ะ

19 เมษายน 2557

ไขปัญหา การหมักเอนไซม์จากผลไม้อย่างไร ให้มีแอลกอฮอล์น้อยที่สุด

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาไขปัญหาข้อข้องใจในการหมัก น้ำเอนไซม์ จากผลไม้ กันนะค่ะ

จะทำอย่างไรในการหมัก เพื่อให้มีแอลกอฮอล์ ปนเปื้อนน้อยที่สุด

ก่อนอื่น เราต้องมาทำความเข้าใจในกระบวนการหมัก ทำไหมถึง มีแอลกอฮอล์เกิดขึ้น นะค่ะ

แอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการหมักผลไม้ตามธรรมชาติ เพื่อให้ได้ น้ำหมักเอนไซม์สำหรับบริโภคนั้น จะมี แอลกอฮอล์ ชนิด เมทิลแอลกอฮอล์ (เมทานอล) และ เอทิลแอลกอฮอล์ (เอทานอล)

ปริมาณแอลกอฮอล์ ตามเกณฑ์มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ชุมชนน้ำหมักพืช คือ
1. เอทานอลต้องไม่เกินร้อยละ 3 มิลลิกรัมต่อลิตร และ
2. เมทานอลต้องไม่เกิน 240 มิลลิกรัมต่อลิตร

โดยเฉพาะเมทานอล จะส่งผลเป็นอันตรายต่อตับ ระบบประสาท และสายตา  ดังนั้น เราจะมีวิธีการหมัก เพื่อควบคุม การเกิดปริมาณแอลกอฮอล์ให้น้อยได้อย่างไร.....

เราต้องมีความรู้ ความเข้าใจก่อนว่า ...
เมทานอลในน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ เกิดจากการย่อยสลาย เพกติน ที่พบในธรรมชาติของผลไม้ โดยเฉพาะลูกยอ แอปเปิ้ล มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเอนไซม์จะย่อยสลายเพกตินของผลไม้ (เอนไซม์เพกตินเมทธิลเอสเทอเรส) เปลี่ยนไปเป็น เมทานอล และพบว่าในการปนเปื้อนจุลินทรีย์บางชนิด เช่น ราดำ จะก่อให้เกิด เมทานอลในน้ำหมักจำนวนมาก ดังนั้น หากพบว่าในถังหมักของคุณมี ราดำปนเปื้อนอยู่ แนะนำ ให้รีบตักทิ้งออกดีกว่าปล่อยไว้ค่ะ

ดังนั้น การป้องกันการเกิดเมทานอลในน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ ทำได้ด้วย วิธีการ ดังนี้

1. การลดขนาดของผลไม้ที่มีเพกตินอยู่ให้มีขนาดเล็ก ในการหมัก โดยการ หั่น หรือ ตัด ผลไม้เหล่านั้น ให้มีขนาดเล็ก ทำให้การหมักเกิดขึ้นได้รวดเร็ว และลดการเกิด เมทานอลได้ ระดับหนึ่ง
2. การควบคุมการปนเปื้อนของ ราดำ โดยการทำความสะอาดผลไม้ น้ำ ขวดที่ใช้หมัก ให้ดี ก่อนนำไปหมัก โดยเฉพาะ น้ำ และ ขวดที่หมัก ควรทำการต้ม และลวก ให้สะอาดที่สุดด้วยความร้อน และควรปิดฝาให้สนิท เพื่อลดการปนเปื้อนราดำ และลดการที่ ออกซิเจนเ เข้าไปกระบวนการหมัก ลดปัญหาการเจริญ และการปนเปื้อนของราในอากาศได้
3. การใช้ น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ ในการหมัก เอนไซม์จากน้ำผึ้ง จะช่วยในการย่อย และลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์อื่น ๆ ได้ดี


ส่วน การเกิด เอทานอล ในกระบวนการหมักเอนไซม์ผลไม้ เกิดจาก การปนเปื้อนของยีสต์ และการใช้ น้ำตาล ซูโครส ในการหมัก ซึ่ง มี ส่วนประกอบของ กลูโคสอยู่ ทำให้เกิด เอทานอลในกระบวนการใช้ กลูโคส เกิดขึ้น

ดังนั้น การป้องกันการเกิด เอทานอล ในน้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ ทำได้ด้วย วิธีการ ดังนี้
1. ลดการปนเปื้อนของยีสต์ โดยเวลาหมัก พยายามกดให้ผลไม้จมลงในน้ำหมักให้ทั่ว
2. การควบคุมการปนเปื้อนของ ยีสต์ โดยการทำความสะอาดผลไม้ น้ำ ขวดที่ใช้หมัก ให้ดี ก่อนนำไปหมัก โดยเฉพาะ น้ำ และ ขวดที่หมัก ควรทำการต้ม และลวก ให้สะอาดที่สุดด้วยความร้อน และควรปิดฝาให้สนิท เพื่อลดการปนเปื้อนยีสต์ และลดการที่ ออกซิเจนเ เข้าไปกระบวนการหมัก ลดปัญหาการเจริญ และการปนเปื้อนของยีสต์ในอากาศได้
3. การใช้ น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ความชื้นต่ำ ในการหมัก เพื่อลดกระบวนการเปลี่ยน จากกลูโคสเป็นเอทานอล ในกระบวนการหมักได้ เพราะน้ำผึ้ง จะมีปริมาณ กลูโคสต่ำ และมีปริมาณ ฟรุกโตส สูง อีกทั้ง มีเอนไซม์ และสารอาหารอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย

และ วิธีการ สุดท้าย คือ ในกระบวนการหมักน้ำเอนไซม์ชีวภาพ จากผลไม้ นั้น เมื่อหมักไปนาน ๆ ปริมาณ
แอลกอฮอล์ ที่เกิดขึ้นจะสลายไปตามธรรมชาติ ดังนั้น การหมักน้ำเอนไซม์ชีวภาพเพื่อการบริโภคนั้น ตามมาตรฐานของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ สำหรับการหมักเพื่อบริโภค คือ น้ำหมักเอนไซม์ผลไม้ ที่มีอายุ 6 ปี ขึ้นไปค่ะ...

สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ tusora@gmail.com  หรือ https://www.facebook.com/friutenzyme