google.com, pub-8763358055991640, DIRECT, f08c47fec0942fa0

16 พฤศจิกายน 2553

ภาวะพร่องเอนไซม์

ภาวะพร่องเอนไซม์หรือภาวะที่ร่างกายขาดเอนไซม์ (Enzyme Deficiency Conditions) คืออะไร

ภาวะพร่องเอนไซม์ตามหลักของแพทย์ทางเลือก คือ ภาวะที่ร่างกาย อวัยวะ หรือเซลล์มีประสิทธิภาพลดลงทำให้มีการผลิตเอนไซม์ในร่างกายลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะตกค้างของของเสียในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะโรคเสื่อมต่าง ๆ ของร่างกาย หรือโรคภัยนั้นเอง

อาการที่แสดงว่าร่างกายขาดเอนไซม์ (Enzyme Deficiency)

เราสามารถรู้สึกถึงอาการ (Symptom) เหล่านี้ได้เอง แต่ไม่เคยรู้ว่าร่างกายต้องการอะไร อาการเหล่านั้น ได้แก่
  • รู้สึกเหนื่อยหลังจากกินอาหารมื้อหนัก
  • อ่อนเพลียเป็นประจำ (Chronic Fatigue Syndrome)
  • ท้องผูก
  • ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ บางครั้งมีอาการจุกเสียด
  • ลมแน่นท้อง ผายลมมีกลิ่นเหม็น
  • อุจจาระจมน้ำ และอุจจาระเหม็นมาก
  • มีกลิ่นปาก
  • มีอาการของโรคภูมิแพ้ง่าย บางครั้งถึงขนาดหอบหืด
  • เวลาเป็นแผลจะหายช้า
  • น้ำหนักตัวเพิ่มง่าย เป็นต้น
อาการเหล่านี้แพทย์ท่านเลือกจะวินิจฉัยว่าท่านกำลังขาดเอนไซม์ สำหรับแพทย์แผนปัจจุบันจะดูจากอาการเหล่านี้ จึงวินิจฉัยว่ามีภาวะขาดเอนไซม์ คือ
  1. ตับอ่อนบวม
  2. เม็ดโลหิตขาวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติหลังกินอาหาร 30 นาที
  3. น้ำลายมีฤทธิ์เป็นกรด (pH ต่ำกว่า 7)
  4. ในปัสสาวะมีสารพิษมาก เกิดจากอาหารไม่ย่อยจึงบูดในลำไส้ใหญ่ ร่างกายจะดูดซึมพร้อมกับน้ำเข้าไปในกระแสเลือด ตับและไตจะกรองสารพิษเอาไว้ และจะขับสารพิษนี้ทิ้งออกทางปัสสาวะ
  5. ระดับเอนไซม์ต่ำกว่าปกติในเลือด
  6. ความดันโลหิตอาจสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย
ในอดีต เมื่อเราพูดว่าร่างกายขาดเอนไซม์ คือสภาวะอาหารไม่ย่อยแต่เมื่อศึกษาค้นคว้ามากขึ้น ในปัจจุบัน เราพบอาการต่างๆ อีกมากมาย เราสามารถแบ่งสภาพของการมีเอนไซม์บกพร่องออกได้เป็น 3 ชนิดคือ

   1. สภาพของการขาดเอนไซม์โปรตีเอส (ProteaseDeficiency Conditions)
   2. สภาพการขาดเอนไซม์อไมเลส (Amylase Deficiency Conditions
   3. สภาพการขาดเอนไซม์ไลเปส (Lipase Deficiency  Conditions)

สภาพของการขาดเอนไซม์โปรตีเอส (Protease Deficiency Conditions)

คือ เราจะไม่สามารถย่อยพวกเนื้อสัตว์หรือโปรตีนได้ จึงเกิดอาการของโรคขาดโปรตีน (Protein Deficiency Symptom) ทำให้เลือดมีความเป็นด่างสูงมากเกินไป อาจมากกว่า pH 8.0 (Alkaline Excess) ซึ่งปกติเลือดมีค่า pH เท่ากับ 7.4 ทำให้ร่างกายขาดความสมดุล (Homeostasis) เพราะด่างสูง กลายเป็นต้นเหตุของความรู้สึกกระวนกระวาย (Anxiety) จนบางคนต้องใช้ยากล่อมประสาทช่วย

ดังนั้นควรให้กินเอนไซม์เสริมชนิดโปรตีเอส ก็จะช่วยให้ดีขึ้น  ถ้าโปรตีนมีจำนวนต่ำในเลือด (Protein Deficiency) ทำให้เกิดอาการขาดแคลนแคลเซียมร่วมด้วย (Calcium Deficiency) แคลเซียมจะต้องอาศัยเกาะติดโปรตีนเมื่อเวลาไหลเวียนอยู่ในกระแสโลหิต  ทำให้มีอาการข้ออักเสบ (Arthritis) ตามมาพร้อมโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) หมอนรองกระดูกเสื่อม (Degenerative Disc Problem) ฯลฯ ร้อยละ 45 ของโปรตีนในรูปของกรดอะมิโนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในตับ การที่โปรตีนไม่สามารถถูกย่อยได้จึงทำให้เกิดสภาวะน้ำตาลกลูโคสต่ำในเลือด (Hypoglycemia) ตามมา เป็นเหตุให้สมองขาดน้ำตาลกลูโคส เกิดความรู้สึกหงุดหงิด (Moody) รำคาญ และฉุนเฉียวง่าย

การขาดโปรตีนในเลือดทำให้เกิดอาการบวมทั้งตัว (Edema) การย่อยโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้มีกากอาหารที่ไม่ย่อย (Undigested Protien) ไปสะสมบริเวณลำไส้ใหญ่ (Colon) เป็นสาเหตุการเกิดสารพาลำไส้ใหญ่อักเสบ (Mucous Colitis) ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) และอาจถึงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ได้ โรคตามมาที่คาดไม่ถึงคือ ในเด็กมักเป็นโรคช่องหูอักเสบเรื้อรัง หรือ หูน้ำหนวก (Otitis Media) กับโพรงจมูกของใบหน้าอักเสบ (Sinusitis) การรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะและใช้เอนไซม์โปรตีเอสร่วมด้วยจะทำให้หายเร็วขึ้น

ผลของการขาดโปรตีเอสที่กระทบโดยตรง อีกประการก็คือ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ เกิดการอักเสบได้ง่าย เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหลายเป็นโปรตีนหรือบางชนิดก็มีโปรตีนเป็นตัว หุ้ม และโปรตีเอสเป็นเอนไซม์ที่สามารถย่อยเยื่อหุ้มที่เป็นโปรตีนให้แตกออก เพื่อให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายเข้าถึงตัวและทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้โดยง่าย

สภาพการขาดเอนไซม์อไมเลส (Amylase Deficiency Conditions)

เอนไซม์อไมเลสย่อย แป้ง ข้าว ให้เป็นสารประกอบเชิงเดี่ยว (Monosaccharide) เช่น น้ำตาลกลูโคส (Glucose) และย่อยเม็ดโลหิตขาวที่ตาย (คือ หนอง Pus)ให้หมด ไปดังนั้นถ้าร่างกายขาดเอนไซม์อไมเลส ท่านจะเกิดเป็นฝี (Abscess) ได้บ่อยๆ ผู้ป่วยที่ปวดฟัน เหงือกรอบฟันเป็นหนองง่ายมาก การที่กินหวานจัดๆ ร่างกายต้องใช้เอนไซม์อไมเลสมากจนผลิตไม่ทัน จึงทำให้เป็นฝีง่าย นอกจากนั้นยังเป็นที่ปอดและผิวหนังได้ง่ายอีกด้วย

ปอดและผิวหนังเป็น อวัยวะที่สัมผัสกับโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยมลภาวะ การขาดเอนไซม์อไมเลสจึงทำให้เกิดอักเสบได้ง่าย ถ้าเป็นที่ปอดอาจจะแสดงอาการของโรคหืด (Asthma) และถุงลมพอง (Emphysema) ส่วนผิวหนังจะมีอาการของโรคผิวหนังเป็นสะเก็ดพุพอง มีน้ำเหลือง (Eczema) หรือเป็นโรคผิวหนังชื่อ สะเก็ดเงิน (Psoriasis) และโรคเริม (Herpes)การรักษาให้ใช้เอนไซม์เสริมเพื่อกินร่วมกับยา โดยให้มีเอนไซม์อไมเลสในสัดส่วนที่มากกว่าเอนไซม์อย่างอื่น

สภาพการขาดเอนไซม์ไลเปส (Lipase Deficiency Conditions)

เอนไซม์ ไลเปสมีหน้าที่ย่อยไขมันและวิตามินชนิดละลายในไขมัน การขาดไลเปสจึงเกิดโคเลสเตอรอลสูงในเลือด(High Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์สูง (High Triglyceride) เป็นต้นเหตุของน้ำหนักตัวเกินกว่าปกติ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน (Atherosclerosis) ความดันโลหิตสูง ตามมาด้วยโรคหัวใจขาดเลือด (Heart Inflection) โรคลมปัจจุบันหรือสมองขาดเลือด (Stroke)
การขาดเอนไซม์ไลเปส ทำให้ความสามารถของเยื่อหุ้มเซลล์บกพร่อง นั้นคือ สารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายไม่อาจจะซึมผ่านเข้าเซลล์ ส่วนของเสียภายในเซลล์ก็ขับออกมาทิ้งข้างนอกไม่ได้
สำหรับอาการที่พบ บ่อยๆ อีกอย่างคือ  กล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง (Muscle Spasm) โดยเริ่มเจ็บร้าวจากบริเวณหน้าอก ไหล่ ลามมาที่คอ ดูคล้ายๆ คอเคล็ด บางครั้งมีกล้ามเนื้อเกร็งที่ลำไส้ใหญ่ (Spastic Colon) อาการต่างๆ ทั้งหมดนี้ ถ้ากินเอนไซม์ไลเปสก็จะช่วยให้ทุเลาขึ้น

น้ำพลังเอนไซม์ทุกสูตร ของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ ผ่านการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่า...
มีเอนไซม์อย่างน้อย 7 ชนิด ดังนี้
  1. Protease เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยโปรตีน
  2. Amylase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยแป้ง คาร์โบไฮเดรต
  3. Invertase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต
  4. B-gluconase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต
  5. Phytase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยไขมัน
  6. Cellulase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยไฟเบอร์ ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต
  7. Xylanase เอนไซม์ในกลุ่มของเอนไซม์ย่อยแร่ธาตุ วิตามิน
ดังนั้น จึงกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า น้ำเอนไซม์จากผลไม้รวมของดร.รสสุคนธ์ จึงเป็นการเสริมเอนไซม์ให้กับร่างกายได้ทั้ง 3 กลุ่ม แก้ปัญหาภาวะพร่องเอนไซม์ หรือโรคที่เกิดจากภาวะพร่องเอนไซม์ได้โดยรวม ซึ่งเราจะพบได้ว่า ร่างกายของเรามิได้ขาดเพียงเอนไซม์ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น บางคนเป็นหลายโรค ซึ่งก็เกิดจากภาวะพร่องเอนไซม์หลายตัวเช่นกัน

การดื่มน้ำเอนไซม์จากผลไม้รวม จึงเป็นเพียงการเสริมเอนไซม์และสารอาหารที่มีขนาดเล็กพร้อมดูดซึมให้กับเซลล์ทันที ดังนั้นจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่คุณสามารถเลือกใช้ในการฟื้นฟู บำบัด บำรุง ดูแลสุขภาพของคุณ และคนที่คุณรักได้ค่ะ


แต่อย่าลืม>>>>>  เอนไซม์ ไม่ใช่ยา เป็นเพียงโภชนาการบำบัดเท่านัั้น

7 พฤศจิกายน 2553

ดื่มน้ำคลอโรฟิลล์ บำบัดเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตามหลักของแพทย์องค์รวมทางศาสตร์แพทย์แผนจีน พบว่า ร่างกายของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีความร้อนสูง หรือร้อนเกิน อันเนื่องมาจาก การที่ร่างกายต้องมีการเผาผลาญน้ำตาลตลอดเวลา ซึ่งเกิดเนื่องมาจาก พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เกินพอดี หรือบริโภคตลอดเวลา ตลอดจนการใช้ชีวิตที่รีบเร่ง กังวล เครียด อารมณ์รุนแรง ใจร้อน ขี้หงุดหงิด หรืออยู่ในที่อากาศร้อนอบอ้าวเป็นประจำ

ดังนั้น การดูแลบำบัดโรคเบาหวานด้วยการกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น และเป็นอาหารที่มีประโยชน์ในการสร้างสมดุลของเลือด เช่น น้ำคลอโรฟิลล์

การดื่มน้ำคลอโรฟิลล์ เพื่อบำบัดเบาหวาน เป็นการสร้างสมดุลของเม็ดเลือดในกระแสเลือด ควรดื่มทันทีหลังดื่มนอน หรือ หลังออกกำลังกายก็แล้วแต่

น้ำคลอโรฟิลล์ นี้ ได้จากพืชผัก ผลไม้สีเขียว เช่น น้ำต้นข้าวสาลีอ่อน น้ำมะขามป้อม น้ำย่านาง น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย น้ำหญ้าปักกิ่ง น้ำว่านกาบหอย เป็นต้น เพราะน้ำจากพืชผักเหล่านี้ มีฤทธิ์เย็น ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดง และปกป้องเซลล์ให้สดชื่น จะทำดื่มชนิดใด ชนิดหนึ่ง หรือตามสะดวกอย่างไรก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น

วิธีทำน้ำคลอโรฟิลล์ อย่างง่าย ๆ ก็คือ การนำไปปั่น แล้วคั้นเอาแต่น้ำดื่ม สามารถทำแบบเจือจาง แล้วดื่มตลอดทั้งวัน หรือดื่มแบบเข้มข้นเป็น shot ก็ได้ หากดื่มแล้วมีอาการคันคอ แสดงว่าเข้มข้นไป ให้เติมน้ำร้อนลงไป จะช่วยลดฤทธิ์เย็นเกินไปได้

การดื่มแต่ละครั้ง ควรดื่มก่อนอาหาร หรือช่วงท้องว่าง หากเหลือให้เก็บในภาชนะปิดสนิท และแช่ไว้ในตู้เย็นได้ไม่เกิน 4 วัน

ตัวอย่าง ผักฤทธิ์เย็น สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน นำมาปรุงอาหาร

ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า บวบ ฟัก แฟง แตง มะละกอดิบ หัวปลี กล้วยดิบ ยอดฟักแม้ว หญ้าปักกิ่ง กะหล่ำดอก มะเขือเทส ดอกฟักทอง ยอดฟักทอง ข้าวโพดอ่อน ใบมะยม ปวยเล้ง ตังโอ๋ มะเดื่อ ผักกาดแก้ว ใบมะขาม ดอกแค ผักแว่น ว่านหางจระเข้ ว่านกาบหอย เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ ผงต้นข้าวสาลีอ่อนออร์แกนิค 100% สำหรับชงดื่ม หรือดูผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ บ้านรักษ์สุขภาพ

หรือสนใจทำ น้ำเอนไซม์จากผักฤทธิ์เย็นทานเอง ก็จะช่วยทั้งในเรื่องของการย่อยอาหาร การลดน้ำตาลในเลือด และการดูแลสุขภาพแบบยั่งยื่น

วิธีการทำแบบง่าย ๆ คือ การสกัดด้วยน้ำเอนไซม์หัวเชื้อ

1. น้ำเอนไซม์หัวเชื้อ 1 ขวด (ขนาด 187 ml)

2. ผักฤทธิ์เย็น เช่น มะขามป้อม หญ้าปักกิ่ง ใบหม่อน ใบมะยม วุ้นว่านหางจระเข้ เป็นต้น จำนวน  200 - 300 กรัม

3. น้ำผึ้งความชื้นต่ำ 150 กรัม

4. น้ำสะอาดหรือน้ำดื่ม 1000 กรัม

หมักรวมกัน 6 เดือน แล้วกรองเอาแต่น้ำมาดื่ม ช่วยลดเบาหวาน กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยในการย่อย

หากมีข้อสงสัย ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณตู๋ tusora@gmail.com

27 ตุลาคม 2553

อาหารตามหลักแพทย์แผนจีน

ตามศาสตร์การดูแลสุขภาพของแพทย์แผนจีน กล่าวไว้ว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุ หยิน (เย็น) และหยาง (ร้อน) จึงต้องอยู่กันอย่างสมดุล ร่างกายจึงจะมีสุขภาพที่ดี

ถ้ารู้จักเลือกกินอาหารที่เข้ากัน ระบบต่างๆ ในร่างกายก็จะทำหน้าที่ได้เต็มที่ สามารถดูดซึมอาหาร เผาผลาญ และขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อความสมดุลของร่างกายและจิตใจ

อาหารประเภทแป้ง

  • ห้ามกินกับน้ำตาล เพราะน้ำตาลจะไปป้องกันการผลิตเอนไซม์ไทอะลิน ที่ทำหน้าที่ย่อยแป้ง
  • ห้ามกินกับอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจำพวกผลไม้รสเปรี้ยว เพราะความเป็นกรดจะไปขัดขวางการหลั่งเอนไซม์ไทอะลิน

อาหารประเภทโปรตีน

  • ห้ามกินกับไขมัน หรือน้ำตาลมาก ๆ เพราะโปรตีนจะไปทำให้ระบบการดูดซึมน้ำตาลช้าลง และไขมันจะไปขัดขวางการย่อยโปรตีน
  • ห้ามกินกับกรดจำพวกผลไม้รสเปรี้ยวในมื้อเดียวกัน เพราะ กรดจะไปกำจัดการหลั่งของน้ำย่อยเป๊ปซิน ซึ่งทำหน้าที่ย่อยโปรตีน
  • ห้ามกินร่วมกับแป้ง เพราะมีความเป็นกรดด่างต่างกันมาก จะไปขัดขวางการย่อยของกัน

หากจำเป็นต้องทานร่วมกันในมื้อเดียว ให้เว้นระยะการรับประทานอย่างน้อย 30 นาที หรือลดความเข้มข้น ใส่แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากอาหารที่ไม่ควรรับประทานร่วมกันแล้ว อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนมาก ก็ไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกด้วย แต่หากคุณต้องทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน คุณก็ควรทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเข้าไปช่วยในการปรับฤทธิ์ด้วย เพื่อให้ร่างกายสมดุลกัน ตามหลักของหยินและหยาง

อาหารที่มีฤทธิ์ร้อน ล้วนเป็นอาหารที่ผ่านการปรุงแต่ง มีรสเค็มจัด เปรี้ยวจัด มันจัด เผ็ดจัด ฝาดจัด และขมจัด หรืออาหารที่ผ่านความร้อนเป็นเวลานาน  เช่น ทอด ย่าง ต้ม ตุ๋น หลาย ๆ ครั้ง หรือเอามาอุ่นแล้ว อุ่นอีก

ตัวอย่างวัตถุดิบที่มีฤทธิ์ร้อน

ผลไม้ฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ฝรั่ง ขนุนสุก ลิ้นจี่ เงาะ ลำไย ทุเรียน น้อยหน่า สละ ส้มเขียวหวาน กล้วยไข่ กล้วยหอม มะตูม ละมุด กล้วยปิ้ง เสาวรส มะเฟือง มะปราง มะขามหวาน สมอพิเภก มะม่วงสุก ลูกยอ กระเจี๊ยบแดง ระกำ มะละกอสุก องุ่น เป็นต้น

ผักฤทธิ์ร้อน ได้แก่ กระชาย กะเพรา ยี่หร่า โหระพา พริก แมงลัก ต้นหอม หอมใหญ่ หอมแดง กระเทียม ผักชี พริกไทย ขิง ข่า ขมิ้น ไพล ใบมะกรูด ตะไคร้ คะน้า แครอท บีทรูท กะหล่ำปลี ดสมจีน ลูกตำลึง กระเฉด เม็ดบัว ถั่วพู เป็นต้น

โปรตีนที่มีฤทธิ์ร้อน ได้แก่ เนื้อ นม ไข่ เห็ดโคน เห็นหอม ถั่วดำ ถั่วลิสง เต้าเจี้ยว โยเกิร์ต น้ำปลา

ไขมันทุกชนิดมีฤทธิ์ร้อนทั้งนั้น

การปรุงอาหารให้ได้ฤทธิ์เย็น เพื่อแก้สภาวะร้อนเกินในร่างกาย คือ การใช้วัตถุดิบ ที่มีฤทธิ์ร้อนไม่เกิน 30% ของอาหารทั้งหมด รวมทั้งการใช้ไฟก็ใช้ไฟกลาง ปรุงแค่สุก ไม่ต้องให้มากเกินไป ตลอดจนปรุงรวมกับวัตถุดิบที่มีฤทธิ์เย็น หรือทานร่วมกับผัก ผลไม้ และโปรตีนที่มีฤทธิ์เย็น

ตัวอย่างวัตถุดิบที่มีฤทธิ์เย็น

ผลไม้ฤทธิ์เย็น ได้แก่ มังคุด แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ ส้มเกลี้ยง กล้วยน้ำว้าห่าม กล้วยหักมุก แก้วมังกร กระท้อน ลูกหยี เชอร์รี่ไทย สมอไทย ชมพู่ มะยม มะขวิด มะละกอดิบ มะม่วงดิบ มะม่วงห่าม มะขามดิบ หมากเม่า น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว ลูกท้อ แอปเปิ้ล สาลี่ สตอร์เบอรี่ ทับทิมขาว เป็นต้น

ผักฤทธิ์เย็น ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวานบ้าน บวบ ฟัก แฟง มะละกอดิบ พญายอ ก้านกล้วย กล้วยดิบ ยอดฟักข้าว ยอดฟักแม้ว หญ้าปักกิ่ง กะหล่ำดอก มะเขือเทศ ถั่วงอก มะรุม ว่านหางจระเข้ ย่านาง ฮว่านง็อก ย่านางขวาว ผักติ้ว มังกรหยก ดอกฟักทอง ฟักทองอ่อน ดอกแค ใบมะยม ส้มกบ ข้าวโพดอ่อน ใบมะขาม ใบส้มป่อย ส้มเสี้ยว ผักกาดแก้ว ผักเครส ผักวอเตอร์เครส ถั่วงอกทุกชนิด

โปรตีนฤทธิ์เย็น ได้แก่ ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดลม เห็ตาโล่ เห็ดตีนตุ๊กแก

คาร์โบไฮเดรตฤทธิ์เย็น ได้แก่ น้ำตาล ข้าวขาว เส้นขาว วุ้นเส้น เป็นต้น ส่วนข้าวกล้องเป็นข้าวที่มีสารอาหารมาก แต่มีฤทธิ์ร้อน ให้กินผสมกับข้าวกล้องเหลือง หรือข้าวซ้อมมือที่มีฤทธิ์กลางถึงเย็น

หากคุณเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารและวัตถุดิบแต่ละชนิดที่นำมาปรุงอาหาร หรือที่คุณรับประทานเข้าไปว่ามีฤทธิ์ส่งผลต่อร่างกาย ร้อน หรือ เย็น จะทำให้คุณสามารถปรับสมดุลภายในร่างกายได้ เพื่อดูแลสุขภาพของคุณ

หากคุณรู้ว่า วันนี้คุณทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนมากไป คุณก็ควรหาอาหารฤทธิ์เย็นทานเพื่อปรับสมดุล หรือคุณทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเข้าไปมากเกิน คุณก็ควรดื่มหรือทานอาหารฤทธิ์ร้อนเข้าไปเพื่อให้สมดุล เมื่อคุณปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว ร่างกายคุณก็จะแข็งแรง ปราศจากโรคภัย

6 ตุลาคม 2553

หลักการดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัดเพื่อสุขภาพ

เครื่องดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด 

เป็นเครื่องดื่มสำหรับป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ มิใช่ยา ไม่สามารถใช้รักษาโรคได้ แต่สามารถฟื้นฟูเซลล์อวัยวะต่าง ๆ และร่างกาย รวมถึงภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ร่างกายบำบัดรักษาตนเองได้ ในแนวของธรรมชาติบำบัด

การดื่มน้ำพลังเอนไซม์ เพื่อบำบัด หรือ ฟื้นฟูสุขภาพ ตามหลักของชมรมบ้าน(รักษ์)สุขภาพ ต้องเริ่มต้นที่ 
  1. พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิต มาใช้ตามหลัก หลักบทบัญญัติ  10 ประการ

  2. มีความตั้งใจจริง ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และมีความเพียร ในการปฏิบัติตามคำแนะนำ

  3. มีความอดทน และพร้อมจะเรียนรู้รับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดขึ้น เพราะน้ำพลังเอนไซม์บำบัดในช่วงที่เข้าไปกระตุ้นการขับพิษของเซลล์ มักจะมีอาการข้างเคียง ซึ่งไม่ควรตื่นตกใจ ให้ติดต่อสอบถามผู้รู้ หรือดื่มต่อไปเพื่อเร่งการขับสารพิษให้ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด

  4. ดื่มน้ำพลังเอนไซม์ตามฉลาก หรือตามหลักการดื่มเฉพาะโรคที่สอบถามจากผู้รู้ของชมรม พร้อมเสริมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่่อร่างกายให้เพียงพอ

  5. ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 3 ลิตร ตามหลัก พลังน้ำบำบัด
หลักง่าย ๆ สำหรับผู้ดื่มเพื่อป้องกันสุขภาพ ยังไม่เจ็บป่วย
  1. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำดื่ม 250 มิลลิลิตร ดื่มก่อนอาหาร 30 -60 นาที เพื่อปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกาย เพิ่มภูมิต้านทาน และฟื้นฟูสุขภาพ (ดื่ม เช้า กลางวัน เย็น)

  2. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมในกับข้าวหรืออาหารก่อนรับประทาน 30 นาที ช่วยให้เจริญอาหาร ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสารพิษในอาหาร

  3. น้ำพลังเอนไซม์บำบัด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำดื่ม 250 มิลลิลิตร ดื่มหลังอาหาร 30 นาที ช่วยในการย่อย ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยลดน้ำหนัก (ดื่ม เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน)

  4. น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น สามารถหยดใส่น้ำดื่มได้ตลอดทั้งวัน สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันสูง เพื่อเร่งในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะความดันต่ำ เนื่องจากสารอาหารไม่เพียงพอ ไม่ควรดื่มด้วยวิธีนี้
ปล. หากต้องการคำแนะนำในการดื่มน้ำพลังเอนไซม์บำบัด เพื่อจุดประสงค์ฟื้นฟูสุขภาพ หรือบำบัดรักษาโรคใด ๆ กรุณาแจ้ง เพื่อจะได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง

สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณตู๋ ไลน์ @qwd5997q