โรคมะเร็งเป็นมฤตยูตัวร้ายที่เกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ผิดปกติซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับอวัยวะทุกส่วน ยกเว้น เส้นผม เล็บ และฟัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอาทิ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติของยีนทางพันธุกรรม หรือ
สารก่อมะเร็ง ทำให้เซลล์เปลี่ยนแปลง กลายเป็นเซลล์มะเร็ง ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถกำจัดเซลล์เหล่านี้ได้ เซลล์มะเร็งจะแบ่งตัวและรวมตัวเป็นก้อนเนื้อร้ายในที่สุด ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆผ่านต่อม น้ำเหลืองและกระแสเลือด เป็นผล ให้ลักษณะโรคของผู้ป่วยแต่ละราย แตกต่างกันไป อาทิ
มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ และมะเร็งในเม็ดเลือด เป็นต้น
"หากตรวจพบแต่เนิ่นๆ และเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว ก็มีโอกาสหายขาดได้สูงถึง 80 -100 เปอร์เซ็นต์"
แม้ปัจจุบันการรักษา
โรคมะเร็งจะสามารถทำได้หลายรูปแบบโดยใช้วิธีการผ่าตัด รังสีบำบัด และเคมีบำบัด เพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโตของ
เซลล์มะเร็งไม่ให้ขยายไปยังส่วนอื่นๆของ ร่างกาย แต่วิธีเหล่านี้เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ อาการของโรคจึงมีโอกาสกำเริบได้ตลอดเวลา อีกทั้งการรักษาอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ และผมร่วง ทำให้ผู้ป่วยโ
รคมะเร็งต้องทนทรมานอีกเท่าตัวโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนจะหายหรือไม่
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ให้ก้าวเข้ามาทำหน้าที่ของผู้ไขความลับธรรมชาติ โดยต้องศึกษาเชิงลึกในระดับเซลล์ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การเข้าใจโรค
มะเร็งแบบบูรณาการอย่างแท้จริง
ท่ามกลางกระแสความสนใจในเรื่องดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในต่างประเทศ ยังมีนักวิทยาศาสตร์ไทยท่านหนึ่งก้าวเข้ามาวิจัยด้านนี้ด้วยวิธีเดียวกันในระดับนานาชาติอย่างอาจหาญ เพราะเมื่อ 10 ปีก่อนพัฒนาการและปัจจัยส่งเสริมของงานวิจัยนั้น ยังถือว่าล้าหลังมาก แต่ด้วยองค์ความรู้เฉพาะทางบวกกับความท้าทายของเนื้องานเป็นแรงผลักดันให้ ดร. จิรันดร ยูวะนิยม นักเรียนทุน โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มี ความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ รุ่นใหม่ประจำปีจากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยใน พระบรมราชชูปภัมภ์ พ.ศ.2546 เดินหน้าศึกษา
สารโปรตีนของเซลล์ใน ร่างกายมนุษย์ด้วยเทคนิคโครงสร้างสามมิติโดยอาศัยการหักเหรังสีเอกซ์ของผลึกสาร เพื่อให้สามารถเจาะลึกความเป็นไปของโรคมะเร็งให้มากที่สุด
อาจารย์จิรันดรเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการศึกษาว่าหลังจากมีโอกาสเข้าไปศึกษาเทคนิคโครงสร้างสามมิติโดยอาศัยการหักเหรังสีเอกซ์ของผลึกสาร ทำให้พบข้อดีประการหนึ่งที่ช่วย ให้นักวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นโครงสร้างของสารอย่างเจาะลึก ดังนั้นจึงเริ่มต้นใช้วิธีการเดียวกันนี้กับการศึกษาสารโครงสร้างขนาดใหญ่อย่าง โปรตีน ศึกษากลไกการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต โดยเน้นศึกษาการเข้าและออกของหมู่ฟอสเฟตในโปรตีนซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดให้เห็นสภาวะผิดปกติบางประการอันเกี่ยวเนื่องกับการควบคุมร่างกาย
“การสังเคราะห์โปรตีนจะมีกระบวนการนำฟอสเฟตเข้าและออกจากตัวมันเอง แต่ถ้ามีการนำหมู่ฟอสเฟตเข้าเพียงอย่างเดียว นั่นจะเป็นเครื่องหมายบอกความผิดปกติ ขั้นตอนการทำงานดังกล่าวต้องอาศัยเอนไซม์สองชนิด คือ เอนไซม์ไคเนสนำหมู่ฟอสเฟตเข้าสารโปรตีนในตำแหน่งของกรดอะมิโนไทโรซีน ใน ทางกลับกัน เอนไซม์ฟอสเตสจะนำ หมู่ฟอสเฟตออกในตำแหน่งของ กรดอะมิโนเซียรีนกับทรีโอนีน แต่จากการศึกษาโครงสร้างสามมิติโดยอาศัยการหักเหรังสีเอกซ์ของผลึก ทำให้เรา
ค้นพบเอนไซม์อีกหนึ่งตัวสำคัญเป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย” อาจารย์จิรันดรกล่าวเสริม
ผลการวิจัยที่ใช้เวลาศึกษาร่วมปีอย่างมุ่งมั่นทำให้อาจารย์และทีมวิจัยได้ทำความรู้จัก
เอนไซม์คุณสมบัติพิเศษที่สามารถนำหมู่ฟอสเฟตเข้าและออกได้จากตำแหน่งของกรด อะมิโนทั้งสองประเภทข้างต้นจึงตั้งชื่อ
เอนไซม์ตัวนี้ว่า “Dual-specificity Phosphatase” การค้นพบครั้งนี้ นับว่าเป็นองค์ความรู้ใหม่ช่วยให้ เข้าใจการควบคุมกลไกในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตมากขึ้นโดยเฉพาะการแบ่งเซลล์ เพื่อทราบถึงกระบวนการแบ่งเซลล์อย่างผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรค
มะเร็ง และพัฒนาไปสู่การรักษาโรค
มะเร็งอย่างถูกต้องต่อไป
จากผลงานอันโดดเด่นในระดับปริญญาเอกนี้เองช่วยเปิดโอกาสให้อาจารย์จิรันดรได้ทำงานวิจัยอื่นๆเพิ่มมากขึ้น เช่น การได้รับทุน WHO/TDR Training Grant จากองค์การอนามัยโลกในช่วงปี พ.ศ. 2542-2543 สำหรับศึกษาโครงสร้างของเอนไซม์พลาสเมปซิน I, II ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนายารักษาโรคมาลาเรีย และได้รับทุนต่อเนื่องจาก Target Research Unit Network จาก Thailand-Tropical Disease Research Program ในการทำวิจัยนี้เรื่อยไปจนสำเร็จ

อาจารย์จิรันดรกล่าวต่อ “ช่วงเวลาในการให้ยารักษาโรคมาลาเรียเหมาะสมที่สุดนั้นต้องอยู่ระหว่างที่เชื้อจากยุงอยู่ในกระแสเลือดของคน เพื่อให้ตัวยาเข้าไประงับการทำงานของ
เอนไซม์ ดังนั้นเราต้องศึกษาว่าตัวยาจะเข้าไปฆ่า
เอนไซม์ตัวไหน โดยใช้วิธีศึกษาโครงสร้างสามมิติเช่นเดียวกับงานวิจัยชิ้นก่อนหน้า ภายใต้แนวคิดที่ว่าถ้าต้องการออกแบบยาตัวใหม่ จำเป็นต้องเข้าใจหน้าที่ของ
เอนไซม์ ตัวนั้นๆ อย่างชัดเจนเสียก่อน
ผลการวิจัยพบแล้วว่า
เอนไซม์พลาสเมปซิน I เป็นเอนไซม์ตัวแรกที่มุดตัวเข้าไปใน เม็ดเลือดแดงและย่อยเฮโมโกลบิน ทำให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อ ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนผลิตยาตัวใหม่ ซึ่งต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและไม่เกิดอาการดื้อยาจึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ”
แม้งานวิจัยข้างต้นจะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นในการศึกษาด้านชีวเคมีอย่างแท้จริง เพราะการค้นพบในแต่ละอย่างนั้นล้วนเป็นคำตอบของความเร้นลับตามธรรมชาติ ทั้งยังช่วยเปิดช่องให้นำความรู้ไปพัฒนาต่อยอดในระดับที่สูงขึ้นต่อไป
โดย... ณัชชา เกียรติศิริ
หากแต่นักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ตั้งใจศึกษาเกี่ยวกับวิธีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง นักธรรมชาติบำบัด หรือศาสตร์แพทย์ทางเลือกก็ให้ความสนใจในการรักษา มะเร็ง ด้วย เอนไซม์บำบัด และจากผลการศึกษาทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วย
มะเร็งหลายท่าน พบว่า
เอนไซม์จากผักผลไม้มีผลในการสลาย
เซลล์มะเร็ง โดยพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่มีการนำวิธีทางธรรมชาติบำบัดมาใช้ในการดูแลตนเอง ด้วยการกินผัก ผลไม้สด การเสริมอาหารด้วย
น้ำพลังเอนไซม์บำบัดจากผลไม้ หรือการดื่มน้ำผลไม้สดทุกวัน ส่งผลให้
เซลล์มะเร็งบางชนิดมีขนาดเล็กลง และไม่เกิดการแพร่กระจายไปในเซลล์อื่น ๆ ในร่างกายอีกด้วย อีกทั้งตรวจพบว่าภูมิต้านทานของผู้ป่วยโรคมะเร็งหลังจากได้รับน้ำเอนไซม์จากผลไม้ติดต่อกันไปนานถึง 3 เดือน มีขนาดและปริมาณของเซลล์
เม็ดเลือดขาวที่เหมาะสมและแข็งแรง
ดังนั้น การบำบัดรักษาผู้ป่วย
มะเร็งที่แท้จริง ควรเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค การใช้ชีวิตของผู้ป่วยเอง ยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในการบำบัด แต่การรักษาคงต้องใช้
ภูมิต้านทานของร่างกายช่วยในการขจัด
เซลล์มะเร็งเหล่านี้ออกไป
โดย....ทิฆัมพร ตันติวิมงคล